นี่เป็นเวลา

เรารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เรามีปฎิกริยาตอบสนองอย่างไรกับเสียงนี้ เสียงนี้ทำให้เราต้องลุกขึ้น เสียงนี้ทำให้เราต้องตื่นขึ้นจากหลับ อาทิตย์ที่ผ่านมาขณะที่ อ.ประยูรเทศนา ก็มีเสียง หาว ดังขึ้นมา วันนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า แหมหาวกันขนาดนี้หลับไปเลยดีกว่า แต่วันนี้ข้าพเจ้าจะมาชวนพี่น้องตื่นขึ้น เพราะว่านี่เป็นเวลาที่เราจะต้องตื่นแล้ว  เราตื่นในฝ่ายร่างกาย และเราต้องตื่นในฝ่ายวิญญาณนั่นเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคริสเตียนของเราทุกคน  หัวข้อเทศนาในเช้าวันนี้คือ “นี่เป็นเวลา”  ไม่ใช่เวลาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเวลาของเราทุกคน    จากพระธรรมโรม  โรม 13:11-14  11นอกจากนี้ท่านควรจะรู้กาลสมัยว่า   บัดนี้เป็นเวลาที่เราควรจะตื่นจากหลับแล้ว   เพราะว่าเวลาที่เราจะรอดนั้นใกล้กว่าเวลาที่เราได้เริ่มเชื่อนั้น 12กลางคืนล่วงไปมากแล้ว   และรุ่งเช้าก็ใกล้เข้ามา   เราจงเลิกการกระทำของความมืด   และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง 13เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน   มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย   มิใช่หยาบโลนลามก   มิใช่วิวาทริษยากัน 14แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า   และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง เรามาดูเบื้องหลังพระธรรมตอนนี้ก่อนเพื่อทำความเข้าใจกับปูมหลัง  อ.เปาโลเขียนพระธรรมตอนนี้ ในเชิงอุปมาเปรียบเทียบกับทหารโรมันในช่วงเวลานั้น ทหารโรมันที่ถูกเกณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนั้นจะมีความรับผิดชอบสูงมากในการปกป้องอาณาจักร  พวกทหารมีชีวิตอยู่บนความเป็นความตายตลอดเวลา  และยังต้องดูแลชีวิตตัวเองให้ดีเพื่อที่จะสามารถดูแลชีวิตผู้อื่น เพราะเหตุนี้เหล่าทหารจึงจำเป็นต้องมีชีวิตที่ตื่นตัวเสมอ จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน และจำเป็นต้องมีความพร้อมอย่างสูง  แต่ทหารโรมันบางคนกลับมีชีวิตสำมะเรเทเมามีชีวิตอยู่กับสุรา นารี สำส่อนทางเพศ แข่งขันกันดื่มเหล้าว่าใครจะชนะดื่มได้มากที่สุด ใครจะแพ้ล้มลงพับไปก่อน  มีชีวิตอยู่ในวังวนแบบนี้ตลอดค่ำคืนจนกระทั่งรุ่งเช้า และเมื่อรุ่งเช้ามาถึง นั่นคือเวลาของการสู้รบแล้ว ในเวลาที่ใกล้รุ่งเช้าเป็นเวลาที่ต้องตื่นขึ้นและต้องสลัดค่ำคืนของปาร์ตี้ทิ้งไปให้หมด  แล้วรีบไปสวมใส่ชุดทหารเข้าประจำการ เราลองจินตนาการทหารที่อยู่ในสภาพเมาค้างยังไม่สร่างเมา แล้วเข้าปฎิบัติหน้าที่จะเป็นอย่างไร     นี่คือฉากเบื้องหลังฝ่ายวิญญาณของพระธรรมตอนนี้ ที่อ.เปาโลก็กำลังพูดกับ คริสเตียนว่านี่เป็นเวลาของคริสเตียน เป็นเวลาของเราทุกคนที่จะสวมใส่ชุดที่ถูกต้อง ถือเครื่องอาวุธที่ควรจะถือ นั่นคือการสวมพระเยซูคริสต์   เป็นความจริงว่าเมื่อเราเป็นทหาร เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเราต้องสวมพระคริสต์ เราต้องสวมใส่เสื้อผ้าแห่งความชอบธรรมของพระคริสต์ มิฉนั้นเราจะไม่ปลอดภัย เพราะว่าถ้าเราไม่ปกคลุมไว้ด้วยความชอบธรรมของพระคริสต์ ความบาปในชีวิตเราจะระเบิดออกมา ความบาปของเราต้องได้รับการปกคลุมไว้โดยพระคริสต์ พระองค์รับแบกบาปของเราไว้ พระองค์สวมเสื้อผ้าให้เราด้วยความบริสุทธิ์ โดยความชอบธรรมโดยธรรมชาติใหม่ของพระองค์เอง แต่ยังมีมิติอื่นอีก เป็นมิติของภาคปฎิบัติฝึกฝนที่เราจะต้องสวมใส่ความชอบธรรมของพระคริสต์ไว้เป็นอย่างดี สวมใส่พระคริสต์ สวมใส่ความบริสุทธิ์ของพระองค์ คุณธรรม พระลักษณะของพระองค์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นส่วนของเราที่เราจะต้องทำวันต่อวัน   ทิตัส2:11-12 11เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว   เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด   12สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา   และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ   สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม  พระเจ้าประทานความรอดให้กับคนทุกคน ความรอดทำให้เรามีความชอบธรรม ดังนั้นโดยกิจของความรอดทำให้เรามีความชอบธรรม และได้รับการชำระเป็นผู้ชอบธรรม  เราต้องการที่จะเป็นอย่างที่เราควรจะเป็นหรือไม่ เราต้องการที่จะมีชีวิตในการทรงเรียกอย่างมีคุณค่าหรือไม่  เราต้องการใช้ชีวิตให้สมกับฐานะของเราหรือไม่  เราได้รับความรอดแล้ว และเราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างคนที่ได้รับความรอดแล้วด้วย คือการดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม จากพระธรรมโรมตอนนี้มีสิ่งจำเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำ 3 ประการด้วยกัน

1. ตื่นขึ้น  11นอกจากนี้ท่านควรจะรู้กาลสมัยว่า   บัดนี้เป็นเวลาที่เราควรจะตื่นจากหลับแล้ว   เพราะว่าเวลาที่เราจะรอดนั้นใกล้กว่าเวลาที่เราได้เริ่มเชื่อนั้น  นี่เป็นเวลาที่เราต้องตื่นขึ้น เป็นเวลาที่เราจะทำลงมือกระทำ ไม่ใช่เวลาของการหลับใหล ไม่มีเวลาที่จะนอนหลับอีกแล้ว แต่เป็นเวลาที่เราต้องตื่นขึ้น ไม่ใช่เวลาที่จะอยู่ในอาการมึนงงสลึมสลือเพราะฤทธิ์ของความบาป หรืออยู่ในอาการของคนที่เมาไม่สร่างจากบาป เราสร่างเมารึยัง ยังแฮงค์อยู่รึเปล่า ภาษาคนกินเหล้านะกินเหล้าตอนกลางคืนตื่นเช้ามามันจะแฮงค์อยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ไหว หมดสภาพ คนที่กินเหล้าถ้าอยู่ในสภาพนี้เค้าจะบอกว่า “จังสิมันต้องถอน” คือกินเข้าไปอีก   เราเคยอยู่ในสภาพยังไม่สร่าง ยังสลึมสลือ สภาพแบบนั้นทำอะไรไม่ได้ ไม่มีแรงจะทำอะไรทั้งสิ้น พอแล้วหยุดได้แล้วกับความมัวเมาในบาป  พระเจ้าส่งเสียงสัญญาณนาฬิกาปลุกมาให้เราแล้วในเช้านี้ผ่านพระธรรมโรม  เมื่อเราได้ยินเสียงปลุกให้ตื่นเราต้องเข้าใจว่านี่เป็นเวลา เรามีภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำ เป็นเวลาที่เราต้องจัดลำดับความสำคัญมีสิ่งใดสำคัญที่เราต้องทำแล้วยังไม่ได้ทำ มีสิ่งใดที่เราควรทำในชีวิตแต่เรายังละเลย  นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะหลับใหล  เตร็ดเตร่เอ้อระเหยอีกแล้ว แต่นี่เป็นเวลาที่เราต้องตื่นตัว ตื่นขึ้น จัดลำดับความสำคัญในชีวิตให้ถูกต้อง และดำรงชีวิตอยู่ในรุ่งอรุณ  โรม 13:11 บอกว่าเวลาแห่งความรอดมาใกล้แล้ว หมายความว่าอย่างไร ในความรอดนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง 3 มิติ คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต ความรอดในอดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราวางใจพระเยซูคริสต์  ความรอดก็ยังดำเนินอยู่จนปัจจุบันตลอดเวลาในขณะที่เรารักษาความรอดและพระเจ้ายังคงยกโทษอภัยแก่เราอย่างต่อเนื่องในความบาปของเรา พระเยซูกำลังอธิษฐานวิงวอนเพื่อเรา และความรอดในมิติของอนาคต ความรอดที่จะนำเราสู่พระสิริของพระเจ้า ซึ่งเรากำลังก้าวเข้าไปใกล้สิ่งนั้นมากขึ้น ๆ เราทุกคนกำลังมีชีวิตที่เข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์มากขึ้น ๆ   ฉะนั้นจึงหมดเวลาของการหลับใหล แต่เป็นเวลาที่เราต้องลุกขึ้นตื่นขึ้นตื่นตัว จัดลำดับความสำคัญในชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อเสียงปลุกของพระเจ้าดังขึ้นแล้วในชีวิตเรา เราจะตอบสนองอย่างไร เรายังจะบอกว่า “เดี๋ยว” อยู่อีกหรือเปล่า พ่อแม่เวลาบอกลูกทำอะไรแล้วลูกตอบว่าเดี๋ยวรู้สึกอย่างไร    คำว่า “เดี๋ยว”  กับ “เดี๋ยวนี้”  คำ 2 คำนี้คำหลังยาวกว่านิดเดียว แต่อนาคตยาวไกลกว่าเยอะ ถ้าเราอยากมีอนาคตยาวไกลเราต้องตอบสนองพระเจ้า เดี๋ยวนี้  นี่คือเวลาที่คริสเตียนจะต้องประเมินแล้วสำหรับตัวเอง  และสำหรับคนที่ยังไม่เชื่อว่าเขาจะถูกพิพากษาและต้องพินาศไปถ้าเขายังไม่รู้จักพระเจ้า เป็นเวลาที่เร่งด่วนที่เราควรต้องรู้สึกกดดัน บางครั้งความกดดันเป็นสิ่งที่ดี เพื่อเราจะตื่นขึ้นและลุกออกจากความมืด มีสติ เลิกเมามายกับความบาป กับการเพิกเฉย กับความเย็นชาฝ่ายวิญญาณ การมีสติกลับมาจะทำให้เราสามารถที่จะรู้จักจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในชีวิตนิรันดร์ได้  เราใช้ชีวิตกลางคืน ชีวิตหลับใหล ชีวิตในบาปไปไกลแค่ไหนแล้ว       อิสยาห์ 21:11 11ครุวาทเกี่ยวกับดูมาห์    มีคนหนึ่งเรียกข้าพเจ้าจากเสอีร์  ว่า  “คนยามเอ๋ย  ดึกเท่าไรแล้ว   คนยามเอ๋ย  ดึกเท่าไหร่แล้ว”  ไม่ว่าเราไปไกลเท่าไหร่แล้ว ขอให้เรากลับมาเดี๋ยวนี้ เสียงปลุกของพระเจ้ามาถึงเราแล้ว นี่เป็นเวลาที่เราต้องตื่นแล้ว และต้องพร้อมเข้าประจำการในฐานะทหารของพระเยซูคริสต์เจ้า นี่คือเวลารีบเร่งที่เราจะรับใช้พระเจ้า รีบเร่งที่เราจะต้องประกาศนำวิญญาณ เป็นพยานนำคนหลงหายกลับมาหาพระเจ้า เราต้องเป็นทหารที่ตื่นอยู่ รู้หน้าที่ ช่วยเชลยที่มีอยู่มากมายในแผ่นดินนี้ ชีวิตเราทุกคนมีคำพยาน อย่าคิดว่าคำพยานเรามันเล็กน้อย อย่าคิดว่าต้องเป็นคำพยานระดับอาจารย์เท่านั้น อย่าคิดว่าเราไม่มีคำพยานที่ยิ่งใหญ่ ถ้าพระเจ้าให้มันเกิดขึ้นแปลว่ามันสำคัญมาก แปลว่าพระเจ้าใช้สิ่งนั้นให้ยิ่งใหญ่ได้    ข้าพเจ้ามีคำพยานเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งมีน้อง ๆ ในกลุ่มเซลล์นครปฐมได้ยินไปแล้วบ้าง ขอตั้งชื่อคำพยานเรื่องนี้ว่า โจ๊ก 1 ถุงกับหมูปิ้ง 2 ไม้ เลียนแบบขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัว  …..เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเนื่องจากนอนโบสถ์วันเสาร์ตอนเช้าก็จะไปตลาดซื้ออาหารเช้าทั้งของตัวเองแล้วก็น้อง ๆ เด็ก ๆ ที่มานอนที่นี่ด้วย อาทิตย์ที่แล้วมีคนกินหมูปิ้งนับแล้วต้องซื้อ 31 ไม้ ข้าวเหนียว 10 ห่อ แล้วก็มีอาหารอย่างอื่นอีก ส่วนข้าพเจ้ากินโจ๊ก แต่อาทิตย์ที่แล้วรู้สึกแค่โจ๊กไม่พออยากกินหมูปิ้งกับโจ๊กอีกซัก 2 ไม้ แต่ตอนไปสั่งหมูปิ้ง ลืมบวกของตัวเอง 2 ไม้ ซื้อหมูซื้อข้าวเสร็จ เดินมาเอาโจ๊กที่สั่งไว้ แล้วมานึกขึ้นได้ที่ร้านโจ๊กว่าตัวเองจะกินหมู แต่ไม่อยากเดินกลับไปแล้ว ก็คิดว่าไม่เป็นไร แต่ก็ยังไม่วายบอกพระเจ้าว่า “พระเจ้าหนูอยากกินโจ๊กกับหมูปิ้งงง”  พอกลับมาถึงโบสถ์ข้าพเจ้าก็จัดหมูปิ้งข้าวเหนียวแยกใส่ถุงให้ทุกคนที่สั่ง ปรากฏว่าจัดเสร็จครบทุกคน เหลือหมูปิ้ง 2 ไม้ มันมาจากไหนล่ะ สรุปว่าอาทิตย์ที่แล้วได้กิน โจ๊ก 1 ถุง กับหมูปิ้ง 2 ไม้อย่างที่ต้องการ   คำพยานเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ  แต่พระเจ้าสามารถใช้ให้เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ได้ และเราทุกคนมีคำพยานที่พระเจ้าทรงดีต่อเรา รักเราทุกคน ที่เราจะนำไปเป็นพยานกับคนที่พระเจ้าทรงนำเข้ามาในชีวิตของเรา เราทุกคนมีเรื่องราว มีคำพยาน มีขนมปัง 5 ก้อนกับปลา 2 ตัวอยู่ในมือที่พระเจ้าจะใช้ให้เกิดผลดีได้ อย่าคิดว่าเราเล็กน้อย พี่น้องปลุกใจ   สร้างความฮึกเหิมให้ตัวเองหน่อย เราเป็นทหารของพระคริสต์   การที่เราได้ประกาศ นำวิญญาณ เป็นพยานถึงพระคริสต์ เป็นกุญแจสำคัญของการมีชีวิตที่จะปราศจากที่ติ  ผู้ที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตในความสว่างขอให้รู้ว่า กลางคืนล่วงไปมากแล้วและรุ่งเช้าใกล้เข้ามาแล้ว วันเวลาขยับใกล้เข้ามาทุกที ๆ วันแห่งพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว  แล้วเราทำสิ่งใดอยู่  เรารู้มั้ยว่าเมื่อไหร่ที่พระเยซูจะกลับมา ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเรารู้ว่าอีก 2 อาทิตย์พระเยซูจะกลับมาแล้ว นับจากวินาทีนี้ไปเราคงลุกขึ้นปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันน่าดู นี่ไม่ใช่เวลาที่จะให้กลางคืนของโลกนี้มาเขมือบดูดกลืนชีวิตเราอีกแล้ว แต่เป็นเวลาที่เราต้องตระหนักว่ากลางคืนล่วงไปแล้ว ชีวิตเก่าล่วงไปแล้ว ชีวิตในความบาปจบแล้ว เพราะพระคริสต์ทรงไถ่เราแล้วออกจากความมืดสู่ความสว่าง   กลางคืนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความบาป ความชั่วร้าย สัญลักษณ์ของการไม่มีพระเจ้า  สัญลักษณ์ของมายาการหลอกลวง  ในเวลากลางคืนเรามักจะมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างความน่าเกลียดกับความสวยงาม ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างก้อนหินกับทองคำ ไม่เห็นความแตกต่างว่าไหนคือเพื่อนไหนคือคนชั่วร้ายเพราะความมืดที่ปกคลุมลงมา ความบาปที่ครอบงำจนกลมกลืนแยกไม่ออก หลายคนพลาดไปคว้าสิ่งน่าเกลียดแทนสิ่งที่สวยงาม หยิบก้อนหินมาแทนที่จะเป็นทองคำ ไปอยู่ร่วมกับคนชั่วแทนเพื่อนที่ดี โลกนี้ไม่สามารถจะแยกแยะคุณค่าที่แท้จริงได้  ไม่สามารถแยกแยะความงามแท้ รวมทั้งเพื่อนที่แท้จริง แล้วเราก็ใช้ชีวิตกลมกลืนอยู่กับความน่าเกลียดอย่างไม่รู้สึกอะไร ใช้ชีวิตอยู่กับคนบางคนที่มีวิถีมืด เรียกให้มาโบสถ์ไม่อยากมาแต่ออกไปแว้นส์กับคนบางกลุ่มในเวลากลางคืน เรายินดีกับของปลอมของหลอกลวงแทนสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริง  กลางคืนคือสัญญลักษณ์ของอันตรายฉันใดความบาปก็เป็นสัญลักษณ์ของอันตรายและความตายฉันนั้น คนที่เดินในความมืดไม่มีความเข้าใจว่าชีวิตจะไปทางไหน     สดุดี 82 :5  5เขาทั้งหลายไม่รู้และไม่เข้าใจ   เขาเดินไปมาในความมืด  รากทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกก็หวั่นไหว นี่คือเวลาที่เราจะลุกขึ้นจากหลับ เป็นเวลาแห่งการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณ ที่จะต้องระแวดระวัง เฝ้าดู เฝ้ายามอยู่เสมอ และพร้อมอยู่เสมอ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอก สื่อสาร เตือนกับเราจริง ๆ และเราต้องจริงจังกับเรื่องนี้  ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ใช่ความบังเอิญ เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่คริสตจักรที่พระเจ้าต้องการสอนเราผู้รับใช้ก่อน และเราทุกคนในคริสตจักร   เมื่อวันพฤหัสช่วงบ่าย 2 โมง 44 นาที มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาในโบสถ์ขโมยจักรยาน ของอ.ทาอุไปเป็นจักรยานคันใหญ่มีราคา แต่เราจับได้เมื่อวานนี้วันเสาร์  มีเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าขับรถเลี้ยวเข้ามาในคจ.ไม่ได้จึงต้องไปกลับรถหน้าเขต และทำให้เห็นอ.ทาอุกับอนุชน และชายแปลกหน้าคุยกันที่ข้างถนน ข้าพเจ้าคิดว่าต้องเป็นคนที่ขโมยจักรยานไปแน่ จึงขับรถอ้อมไปทางเขตบางกอกใหญ่  ปรากฏว่าชายคนนั้นวิ่งหนีข้ามถนนมาอีกฝั่ง แต่มาเจอกับข้าพเจ้า จึงได้เห็นว่าเขาหลบอยู่ตรงไหน และข้าพเจ้าได้โทรบอกอ.ทาอุให้ตามมา จนพาเขาไปเอาจักรยานคืนมาได้ในที่สุด    เราต้องตื่นขึ้น เฝ้าระวัง เลิกหลับใหลฝ่ายวิญญาณ  ถ้าเรายังหลับอยู่เราจะถูกมารมันมาลัก ฆ่า และทำลาย เหตุการณ์นี้เป็นเสียงปลุกให้ตื่น ตื่นขึ้น ตื่นตัว และคอยเฝ้ามองดู และทำในสิ่งที่ควรจะทำ ไปประกาศ นำวิญญาณเป็นพยาน ไม่เช่นนั้น มารมันจะมาลักฆ่าและทำลายผู้คนไปเรื่อย ๆ ทำให้ผู้คนพินาศไปทุกวัน ๆ ถ้าเราไปดูความหมายของคำว่าหลับ เราจะเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าจึงบอกให้เราตื่น คำว่าหลับคือสภาวะของเฉื่อยชา ซึมเซา เกียจคร้านและอยู่ในสภาวะที่สูญเสียการมีสติอยู่ สูญเสียการรู้สึกตัว และส่งผลให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นลงลง นี่คือนิยามความหมายสภาวะของเราในเวลานี้ด้วยหรือเปล่า คริสตจักร เราเฉื่อยชา ซึมเซา หลับใหล อยู่ในสภาวะสูญเสียการรับรู้ ไม่สามารถตอบสนองต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เวลาที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมาใกล้เข้ามาแล้ว ให้สิ่งนี้เป็นแรงกระตุ้นปลุกเราให้ตื่นจากหลับ ฉุดเราขึ้นมาที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ กระตุ้นเราในการรับใช้ กระตุ้นเราในการประกาศ นำวิญญาณ เป็นพยาน เพราะนี่คือเวลาที่เราต้องลุกขึ้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือตื่นขึ้น และสิ่งที่ 2 ที่ต้องทำคือ

2. ทิ้งสิ่งเก่า  ในข้อที่ 12 12กลางคืนล่วงไปมากแล้ว   และรุ่งเช้าก็ใกล้เข้ามา   เราจงเลิกการกระทำของความมืด   และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง 13เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน   มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย   มิใช่หยาบโลนลามก   มิใช่วิวาทริษยากัน เมื่อรุ่งอรุณมาถึง แสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ามากขึ้น ๆ ความสว่างทุกขณะที่เกิดขึ้น นั่นหมายถึงการสู้รบที่ใกล้เข้ามาทุกที ๆ และบรรดาเหล่าทหารจะต้องอยู่ในสภาพ อยู่ในชุดที่เตรียมพร้อมในการเข้าศึกสงคราม เราต้องยืนมั่นประจำการอย่างเข้มแข็งอยู่ในความสว่าง      เอเฟซัส 5:8 เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด   แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า   จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง  1 ยอห์น 1:5-6  5นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์   และบอกแก่ท่านทั้งหลาย   คือว่าพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง   และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย 6ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด   เราก็พูดมุสา   และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง เราไม่มีส่วนทั้งสิ้นกับความมืดนี่คือสิ่งที่พระเจ้ากำหนดสถานะของเรา  แต่ถ้าเราเป็นทหารที่สนุกอยู่กับปาร์ตี้งานเลี้ยง หลับใหลไม่รู้วันไม่รู้คืน ไม่อยู่ในสภาพพร้อมรบ ไม่ได้อยู่ในชุดออกศึก ไม่ได้อยู่ในที่ ๆ ควรจะประจำการ เราก็ต้องถอดชุดปาร์ตี้ของเราทิ้ง เราต้องทิ้งสิ่งเก่า ทิ้งความมึนเมาทิ้งความชั่ว เพราะไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่หลับใหลฝ่ายวิญญาณในศึกสงครามของพระเจ้า  เรามีงานที่ยิ่งใหญ่ในรุ่งอรุณแห่งการทรงไถ่รออยู่   ฉนั้นถอดชุดปาร์ตี้ ถอดชุดนอน แล้วสวมใส่ชุดทหาร ชุดนักรบได้แล้ว ถึงเวลาที่เราต้องจริงจัง เลิกกิจการกิจกรรมของความมืดให้หมด ใครเค้าจะขยันแข่งกันทำบาปแต่เราจะไม่ยุ่ง ใครเค้าจะเที่ยวเตร็ดเตร่ ทำตัวสำมะเลเทเมา เราไม่ข้องเกี่ยว เค้าจะวัดความเป็นลูกผู้ชาย ลูกผู้หญิงด้วยความบาปแบบไหนเราจะปฎิเสธ  เอามันออกไปจากชีวิต และจริงจังกับสิ่งที่บริสุทธิ์ การทิ้งสิ่งเก่า ทิ้งความบาป คือการทำความสะอาด คือการสารภาพ คือการทำให้บริสุทธิ์ คือการทำให้ดีงาม อย่าให้ค่านิยมของความบาปของโลกนี้มาท้าทายมาวัดความเป็นลูกผู้ชาย ลูกผู้หญิงของเรา อ.เปาโลพูดถึงการเลี้ยงเสพสุราเมามาย ซึ่งจะมีการท้ากันในหมู่ทหารโรมันในเวลานั้นว่ามีความเป็นลูกผู้ชายขนาดไหน และไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีการประลองฝีมือกันว่าใครจะดื่มได้มากที่สุดและยังยืนอยู่ได้ไม่ล้มพับไปก่อน แต่นี่ไม่ใช่คุณสมบัติในทหารของพระคริสต์ ถ้าเราจะเป็นทหารของพระคริสต์ เราต้องหยุดต้องเลิกกับกิจการของความมืด และอยู่ในความสว่างนั่นคือคุณสมบัติแท้ ของแท้ และไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ทหารของพระเจ้ายังต้องไม่ข้องเกี่ยวกับความบาปการหยาบโลนลามก สกปรกในเรื่องเพศ การทำผิดศีลธรรมทางเพศ เรื่องเพศที่นอกเหนือจากชีวิตสมรสเป็นบาปทั้งสิ้น  ทิ้งสิ่งเหล่านี้ให้หมด  การวิวาทต่อสู้ริษยาการปะทะกันเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อชื่อเสียง เพื่อจะได้เป็นเจ้าของเพราะหากเราเป็นเช่นนี้เราจะเย่อหยิ่ง ขาดความถ่อมใจ และนำไปสู่การไม่ปรนนิบัติรับใช้ใคร    ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้คือกลางคืน คือความมืด คือความบาป สิ่งเหล่านี้คือกิจการของมารซาตานที่ต้องการให้เราละเมิด ก้าวล่วงต่อพระประสงค์ของพระเจ้า ยุคนี้สมัยนี้เราได้ยินคำนี้ เพราะมีการก้าวล่วงต่อในหลวง ซึ่งเรารู้ว่าเป็นการบังอาจเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลวร้ายมากแต่ในฐานะเป็นคริสเตียน เรากำลังปล่อยให้มารซาตานทำงานในชีวิตเราเพื่อไปก้าวล่วงต่อพระเจ้า สมควรแล้วหรือ    มารทำให้เราถอยห่างจากความชอบธรรม พระเยซูคริสต์ไม่ได้ช่วยเราให้รอดเพื่อให้เราทำบาป  ความรอดไม่ได้สอนให้เรามัวเมาในบาปของสุรา นารี การต่อสู้ริษยากัน แต่ความรอดสอนให้เรามีชีวิตที่ชอบธรรม มีสติสัมปชัญญะ   เหล่าทหารในกองทัพโรมันในสมัยอ.เปาโลรู้ว่าในเช้าวันต่อไปจะมีศึกสงครามและพวกเขาอาจตายในสงครามได้ และถ้าทหารเหล่านั้นใช้ชีวิตยากค่ำคืนอยู่กับความบาปเรื่องเพศ เมามายไร้สติ ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง แล้วก็สลบสไลนอนไม่ได้สติ และเมื่อถึงเวลารุ่งอรุณเสียงแตรเดี่ยวดังขึ้น ส่งสัญญาณถึงการสู้รบ พวกเขาก็หมดสภาพของการเป็นทหารไปแล้วไม่สามารถสู้รบได้  นี่เป็นเวลาที่ต้องตื่นขึ้นแล้ว เพื่อเราจะไม่เป็นเหมือนทหารเหล่านั้น  ทหารของพระคริสต์ต้องตื่นขึ้น ทหารของพระคริสต์ต้องทิ้งสิ่งเก่า และสิ่งที่ 3

3.สวมสิ่งใหม่  ในตอนท้ายของโรมบทที่ 13 ข้อ 12 ได้บอกว่า จงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง เราต้องสวมเสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณในแต่ละวันและสำแดงชีวิตเหมือนที่เราสวมใส่ให้คนอื่นได้มองเห็น เราต้องสวมอาวุธของความสว่าง ปกคลุมร่างกายชีวิตด้วยความสว่าง ความสว่างเป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ เป็นเครื่องหมายของความชอบธรรม คุณธรรม เมื่อใดก็ตามที่คนมองดูเรา เค้าจะต้องเห็นคุณธรรม และความชอบธรรม ชีวิตที่แตกต่างจากโลกนี้ในชีวิตของเรา เราแตกต่างหรือไม่กับโลกนี้ หรือเรากลมกลืน  2 เปโตร 3:11   ท่านทั้งหลายควรจะเป็นเช่นใด ในชีวิตที่บริสุทธิ์และดีงาม  เราไม่รู้ว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมาเมื่อไหร่ แต่จะเป็นไปโดยฉับพลันและน่าพรั่นพรึงสำหรับคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ แต่ถ้าเราบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อยทางศีลธรรม และมีความตื่นตัวในฝ่ายวิญญาณ เราก็จะพร้อมต่อการเสด็จกลับมาของพระองค์ และเราไม่ต้องกลัวพระองค์   โลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา วันหนึ่งโลกนี้จะมีวันจบลงเราจึงควรมอบความไว้วางใจให้กับสิ่งที่ถาวรเป็นนิรันดร์ ไม่ผูกติดยึดติดอยู่กับโลก กับทรัพย์สมบัติในโลก หรือจดจ่ออยู่กับการไขว่คว้าหาสิ่งฝ่ายโลก เราใช้เวลาสร้างสม สั่งสมทรัพย์สมบัติ หรือเราใช้เวลาที่จะพัฒนาบุคลิกให้เป็นเหมือนพระคริสต์        เมื่อเราเป็นทหารที่เข้าประจำการ เราต้องสวมใส่ยุทธภัณฑ์ซึ่งเป็นอาวุธของความสว่าง เพื่อจะเข้าสู่การสงครามได้    เอเฟซัส 6:14-18 14เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง   เอาความจริงคาดเอว   เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก 15และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข   ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า 16และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้   จงเอาความเชื่อเป็นโล่   ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย 17จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ   และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ   คือ   พระวจนะของพระเจ้า 18จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง   จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา   ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง   จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน   พี่น้องลองจินตนาการคิดสภาพตัวเอง สภาพที่เพิ่งตื่นนอนขึ้นมา เราจะไปทำอะไรได้ เราจะพร้อมทำอะไรได้แค่ไหน ถ้ายังไม่อาบน้ำชำระตัว แต่งตัวใหม่ให้มีความพร้อมที่จะออกไปทำงาน คงไม่มีใครใส่ชุดนอนไปทำงาน  ฉะนั้นเมื่อเราจะทำการของพระเจ้า เป็นทหารเข้าประจำการ เราต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระองค์   เราต้องดำเนินชีวิตเป็นทหารฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า สวมใส่องค์พระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา  เป็นเหมือนพระองค์ เราต้องให้พระองค์สวมทับชีวิตเราทุกวัน เราต้องแสวงหา ไขว่คว้าพระองค์เป็นของเราให้ได้ นั่นคือเป้าหมายของเรา เมื่อเราพูดว่าเป็นคริสเตียนเราเข้าสนิทอยู่ในพระองค์  เราก็ต้องเดินในทางที่พระองค์เดิน  นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะใช้ชีวิตอย่างโง่เขลาในความบาป กาลาเทีย 3 :26-28  26เพราะว่า   ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ 27เพราะเหตุว่าคนที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว   ก็จะสวมชีวิตพระคริสต์ 28จะไม่เป็นยิวหรือกรีก   จะไม่เป็นทาสหรือไท   จะไม่เป็นชายหรือหญิง   เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์  ในสังคมโรมัน คนหนุ่มที่บรรลุนิติภาวะจะเลิกใส่ชุดของเด็ก และสวมใส่ชุดใหม่ของผู้ใหญ่ สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ว่า เขาได้เป็นผู้ใหญ่เป็นพลเมืองที่มีสิทธิและความรับผิดชอบอย่างสมบูรณ์ อ.เปาโลได้นำความเข้าใจนี้มาประกอบกับแนวคิดการบัพติสมา โดยการมาเป็นคริสเตียนและรับบัพติสมาแล้ว ผู้เชื่อกาลาเทียได้กลายเป็นที่เติบโตฝ่ายวิญญาณ และพร้อมที่จะรับสิทธิพิเศษ และหน้าที่รับผิดชอบของผู้ที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  อ.เปาโลกำลังบอกว่าพวกเขาได้เปลื้องเสื้อผ้าเก่าออกเสีย แล้วสวมชุดใหม่แห่งพระคริสต์ซึ่งเป็นชุดแห่งความชอบธรรม  โรม 13:14 14แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า   และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง  อย่าตอบสนองต่อเนื้อหนัง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องเพศ วัตถุนิยม กระแสของโลกนี้  อย่าปล่อยตัวทำตามความต้องการที่เป็นการส่งเสริมเนื้อหนัง อย่าส่งท่อน้ำเลี้ยงอันใดที่จะทำให้เนื้อหนังเติบโต แต่เราต้องตัดท่อน้ำเลี้ยง เราดูอะไร มองอะไร คิดอะไร อยู่ที่บางแห่ง อยู่กับคนบางคนแล้วทำให้เป็นการส่งเสริมเนื้อหนังเราต้องออกมาจากสิ่งนั้น หยุดสิ่งนั้น   นี่เป็นเวลาที่เราต้องจริงจังกับชีวิต นี่เป็นเวลาเมื่อรุ่งอรุณมาถึง เมื่อเรามีชีวิตในพระสิริของพระองค์ ใช้เวลากับพระคำ ใช้เวลากับพระองค์ในการอธิษฐาน เราจะเห็นการสำแดงเปิดเผยของพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น  เราต้องอยู่ฝ่ายเดียวและเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ อย่างมากจนกระทั่งเราลอกเลียนแบบชีวิตของพระองค์ มาเป็นรูปแบบในการดำเนินชีวิต เราต้องรับเอาหลักการของพระคริสต์มาใช้ เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์  และเราต้องภาคภูมิใจกับการมีพระคริสต์ เป็นคนของพระคริสต์ ไม่ละอายในข่าวประเสริฐ  2 ทิโมธี 1:12 12เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้   ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย   เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ   และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า   พระองค์ทรงสามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์   จนถึงวันพิพากษาได้ โรม 1:16 16เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ   เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า   เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด   พวกยิวก่อน   แล้วพวกต่างชาติด้วย  เราต้องภาคภูมิใจในจอมแม่ทัพของเรา มีนักข่าวต่างประเทศได้สัมภาษณ์นายกลุงตู่ว่า ใครเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างของท่าน  นายกลุงตู่ตอบนักข่าวสั้น ๆ แต่หนักแน่นว่า “My King” พี่น้องคะ เราต้องภูมิใจใน MY KING ของเรา องค์จอมราชา จอมเจ้านาย จอมกษัตรา ภาคภูมิใจในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลก ผู้ทรงไถ่เราจากความบาป ผู้ทรงไม่ประสงค์ให้คนหนึ่งคนใดพินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์  เราต้องภาคภูมิใจที่จะบอกข่าวประเสริฐกับคนทุกคนได้ มั่นใจที่จะเป็นพยานในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราต้องไม่มีความละอายใดๆ ในพระเจ้าเที่ยงแท้องค์นี้  ถ้าจะมีความละอายใดก็ควรเป็นเราที่ต้องละอายในการกระทำของตัวเองที่ยังไม่เลิกความบาป ยังไม่ตื่นจากความหลับใหลมัวเมา ยังไม่ลุกขึ้นมาที่จะทำหน้าที่ให้สมฐานะในความเป็นทหารที่จะช่วยกู้ภัยอันตรายให้กับคนหลงหายอีกมากมาย เรากำลังฉ้อฉล คอรัปชั่น เรากินเงินเดือนรับการเลี้ยงดูจากพระเจ้า แต่เราละเลยในหน้าที่ เราเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า เราต้องตื่นขึ้นในพระคุณ  โรม 1:5  5โดยทางพระองค์นั้นพวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหน้าที่เป็นอัครทูต   เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์   ให้ไปประกาศแก่ชนชาติต่างๆให้เขาเชื่อฟัง  2 โครินธ์ 6:1 1ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว   เราจึงขอวิงวอนท่านว่า   อย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น  เราทุกคนมีสิทธิพิเศษและความรับผิดชอบ  อ.เปาโลและบรรดาอัครทูตได้รับการอภัยได้รับพระคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นสิทธิที่ไม่ควรได้รับแต่พวกเขาก็ได้รับความรับผิดชอบในการแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยบาปของพระเจ้ากับคนอื่น ๆ ด้วย   และชีวิตใหม่ของอ.เปาโลเป็นของขวัญจากพระเจ้าซึ่งเกี่ยวของกับการทรงเรียกของพระเจ้าด้วย เป็นความรับผิดชอบที่พระเจ้าประทานให้ที่จะเป็นพยานแก่โลกในฐานะมิชชันนารี   พระเจ้าอาจจะทรงเรียกหรือไม่เรียกเราเป็นมิชชันนารีข้ามภาษาข้ามวัฒนธรรม แต่พระเจ้าเรียกเราทุกคนผู้เชื่อทุกคนให้เป็นพยานและเป็นแบบอย่างของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเพราะพระราชกิจของพระคริสต์ในชีวิตของเรา ชาล์ล สวินดอล ได้เขียนหนังสือ THE GRACE    AWAAKENING การตื่นขึ้นในพระคุณ หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วยการเตือนเราว่าคริสเตียนคือผู้ที่รอดโดยความเชื่อโดยผ่านความตายของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน โดยที่เราไม่สามารถนำสิ่งใดให้คืนกลับพระองค์ได้ เราสามารถทำได้อย่างเดียวคือ ยอมรับของขวัญนี้จากพระองค์ที่ให้เราโดยพระคุณ  และเมื่อเราได้ฉวยเอาพระคุณของพระเจ้าไว้ซึ่งเป็นเหมือนของขวัญจากพระเจ้าในแนวตั้ง  (ทำมือแนวตั้ง) แต่เราจะต้องให้พระคุณของพระเจ้าขยายออกไปจากชีวิตเราเป็นแนวนอน (ทำมือแนวนอน)  และนี่จึงจะเป็นกางเขนที่สมบูรณ์  (ทำมือไม้กางเขนอีกครั้ง) รับพระคุณจากพระเจ้า และขยายพระคุณออกไป มีคนมากมายต้องการพระคุณพระเจ้า  มีคนมากมายต้องการหัวใจที่กว้างขวาง จากใคร? จากเราทุกคนที่นี่  ถ้าพระเจ้าจะทำเอง พระเยซูจะอยู่จนถึงวันนี้ แต่พระเยซูไม่ได้อยู่ที่นี่กับเราเหมือนที่อยู่กับสาวกยุคแรกในเวลานั้น เพราะพระองค์ต้องการให้เราทำ ต้องการให้เราตื่นขึ้น ลุกขึ้นและส่งต่อพระคุณพระเจ้าพระเจ้ากำลังท้าทายเรา ท้าทายคริสตจักรของพระองค์ ให้ลุกขึ้น ตื่นขึ้น   และออกจากพื้นที่สุขสบาย ลุกขึ้นตื่นขึ้นจากสิ่งเดิม ๆ กิจวัตรเดิม ๆ วิถีเดิม ๆ ที่เราเคยทำที่ไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าเราต้องขยายหัวใจเรา ยื่นมือเราออกไป ก้าวขาเดินออกไป  ตื่นขึ้น ลุกขึ้นจากพื้นที่สุขสบายของเราแต่คับ- แคบในสายพระเนตรพระเจ้า  อิสยาห์ 60:1 1จงลุกขึ้น  ฉายแสง  เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว    และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า   

Leave a Comment