“สู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์….เพื่อรู้จักตนเอง”

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีคำถามที่ชอบใช้ในท่ามกลางคนที่ชอบกร่าง ชอบเบ่ง ทำตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มักจะใช้คำถามกับคนที่ตนเองรู้สึกว่าเขาด้อยกว่า คำถามนั้นคือ ….รู้ไม๊ กูเป็นใคร? หรือลูกนักการเมือง ลูกผู้มีหน้าที่ตำแหน่งใหญ่ มักใช้ ก็คือ รู้ไม๊ กูลูกใคร? แต่ถ้าไปเจอคนที่คิดว่าตนเองก็ใหญ่ไม่เบา ก็จะตอบว่า มึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วกูจะไปรู้ได้ยังไง ว่ามึงเป็นใคร แล้วมึงรู้ไม๊ว่ากูเป็นใคร นี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์บางเรื่องเอามาสร้างเป็นหนังตลก ต่างคนต่างถามอีกฝ่าย หากพิจารณาคำถามดี ไม่ต้องดูเจตนาอวดร่ำอวดรวย หรืออวดความมีอำนาจของตนเอง เราอาจวิเคราะห์ว่า การเที่ยวถามคนอื่นว่าตัวเองเป็นใคร เป็นพวกที่ไม่รู้จักตัวเองจริงๆ

มีกลอนบทหนึ่งแต่งโดยคนที่ใช้นามปากกาว่า รัตนาวดี

คนนั้นงาม ที่ใจ ใช่รูปสวย    

คนรวย ด้วยน้ำใจ ใช่เงินหนา 

คนเจ๋ง เก่งขึ้นด้วย รวยวิชา

คนดั่งนี้ มีค่า อย่าลืมตัว

รูปสวย เงินหนา รวยวิชา  เป็นสิ่งที่คนมากมายต่างก็แสวงหา และยกย่องคนที่มีสามสิ่งนี้ และสามสิ่งนี้ก็มักจะทำให้คนลืมตัวมากมาย

นักปราชญ์จีนชื่อ-เล่าจื๊อ  “ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด ผู้ที่รู้จักตนเองเป็นคนมีสติ”

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ ฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ หมายถึง อาการที่จิตนึกถึงสิ่งที่จะทำจะพูดได้ นึกถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดไว้แล้วได้ เป็นอาการที่จิตไม่หลงลืม ระงับยับยั้งใจได้ ไม่ให้เลินเล่อพลั้งเผลอ ป้องกันความเสียหายเบื้องต้นยับยั้งชั่งใจไม่บุ่มบ่าม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความไม่ประมาท

สติ คือ ฉุกคิดได้

ภาษาไทยได้มีการใช้คำเพื่ออธิบายคำว่า สติ  ตามอาการต่างๆ  เช่น

สติแตก  แปลว่า คลุ้มคลั่ง

ขาดสติ หมายถึง ลืมตัว

เสียสติ  แปลว่า  บ้า กลับไม่ได้

สิ้นสติ คือ อาการขาดความรู้สึกตัว (มีชีวิต แต่เหมือนผัก)

อะไรที่คนเราเป็นมาก เป็นบ่อยที่สุด  สติแตก  ขาดสติ เสียสติ  คนที่ขาดความรู้สึกตัว คือคนสิ้นสติ (หรือจะเรียกว่า สิ้นคิด) น่าสนใจที่คำไทยใช้คำว่า ไม่รู้สึกกับความหมายของคำว่า สำนึก  ไม่สำนึก มีความหมายถึงมองไม่เห็นว่าตนเองผิด

นักปราชญ์จีนชื่อ-เล่าจื๊อ  “ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด ผู้ที่รู้จักตนเองเป็นคนมีสติ” คนที่เป็นนักปราชญ์ ถือว่าเป็นคนฉลาด และเป็นคนที่ใช้ความคิด ในยุคของเรา นักวิทยาศาสตร์ถือว่า เป็นพวกที่ฉลาดที่สุด เป็นพวกที่ใช้ความคิด คิดค้น หาคำตอบด้วยหลักเหตุและผลตลอดเวลา  ข้าพเจ้าได้อ่านบทความหนึ่ง

ความอัศจรรย์ที่ประเสริฐของคณิตศาสตร์

….กระนั้นนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็ตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์มาเป็นเวลานานแล้ว ตามความเชื่อของ Galileo Galilei ที่ว่า คณิตศาสตร์เป็นภาษาที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสื่อสาร และพระเจ้าทรงเป็นนักคณิตศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงสร้างเอกภพโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์เพื่อควบคุมปรากฏการณ์ต่างๆ หรือสามารถใช้พยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ด้วย…    (การทดลองเครื่องเร่องอนุภาค LHC ของ CERN พูดให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ก็คือ การนำอนุภาคชนิดเดียวกันสองตัว มาวิ่งด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง แล้วให้มันชนกัน แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็จะคอยเก็บข้อมูลที่ได้จากการชนกัน ว่าเป็นไปตามทฤษฏีที่ตั้งไว้หรือเปล่า ถ้าใช่ ก็แสดงว่าทฤษฏีนั้นถูกต้อง แต่ถ้าไม่ใช่ ก็แสดงว่าทฤษฏีดังกล่าว ยังไม่มีความสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องปรับปรุงทฤษฏีให้ถูกต้องต่อไป

 สำหรับคำถามที่ว่า มีประโยชน์อย่างไร, เอาไปใช้อะไรต่อ คงยังไม่สามารถตอบได้ในเร็วๆ นี้ เพราะการทดลองของ CERN เป็นการทดลองของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งคงใช้เวลาอีกหลายปี กว่าจะนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์)  สมมตินักประดิษฐ์คนหนึ่งได้สร้างหลอดไฟฟ้าขึ้นมา ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นโลกยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้เลย ดังนั้นผลงานของเขาจึงต้องคอยเป็นเวลานานมาก กว่าชาวโลกจะตระหนักในประโยชน์ และคุณค่าของสิ่งที่เขาสรรค์สร้าง

ความคิดเห็นของ Lyn Evans, LHC project leader

> “มันเป็นช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์, เราสามารถมองไปยังอนาคต ซึ่งจะเป็นยุคใหม่ ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ”

คนฉลาดของโลกพยายามจะหาว่า มนุษย์เป็นใคร เกิดมาจากไหน และมีวิวัฒนาการมาอย่างไร แต่เป็นการแสวงหาที่เริ่มจากที่ไกล ในขณะที่ความจริงแล้ว เราสามารถรู้จักตนเองจากพระเจ้าผู้ขณะนี้อยู่ใกล้เราแล้ว

กจ. 17:24-26 24 ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​สร้าง​โลก​กับ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ที่​มี​อยู่​ใน​นั้น ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​เจ้า​แห่ง​ฟ้า​สวรรค์​และ​แผ่นดิน​โลก มิได้​ทรง​สถิต​ใน​ปู​ชนีย​สถาน​ซึ่ง​มือ​มนุษย์​ได้​กระทำ​ไว้25 ​พระ​องค์​มิ​จำต้อง​ให้​มือ​มนุษย์​มา​ปรนนิบัติ ดัง​ว่า​มี​ความ​ต้อง​การ​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด เพราะ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​ผู้​ประทาน​ชีวิต​และ​ลม​หายใจ และ​สิ่ง​สารพัด​แก่​คน​ทั้ง​ปวง​ต่างหาก26 ​พระ​องค์​ได้​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ทุก​ชาติ สืบสาย​โลหิต​อัน​เดียว​กัน​ให้​อยู่​ทั่ว​พิภพ​โลก และ​ได้​ทรง​กำหนด​เวลา​และ​เขต​แดน​ให้​เขา​อยู่​เพื่อ​เขา​จะ​ได้​แสวงหา​พระ​เจ้า​และ​มุ่งหวัง​จะ​คลำ​หา​ให้​พบ​พระ​องค์ ที่​จริง​พระ​องค์​มิ​ทรง​อยู่​ห่างไกล​จาก​เรา​ทุก​คน​เลย​

โฮเชยา 4:6  6 ประชากร​ของ​เรา​ถูก​ทำลาย​เพราะ​ขาด​ความ​รู้ เพราะ​เจ้า​ปฏิเสธ​ไม่​รับ​ความ​รู้ เรา​ก็​ปฏิเสธ​เจ้า​ไม่ให้​รับ​เป็น​ปุโรหิต​ของ​เรา เพราะ​เจ้า​หลงลืม​พระ​บัญญัติ​แห่ง​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า เรา​ก็​จะ​ลืม​พงศ์​พันธุ์​ของ​เจ้า​เสีย​ด้วย

ยากอบได้กล่าวว่า ธรรมบัญญัติเป็นเหมือนกระจกส่องให้คนของพระเจ้ารู้จักตัวเอง

ยากอบ 1:23-24 23 เพราะ​ว่า​ถ้า​ผู้ใด​ฟัง​พระ​วจนะ และ​ไม่ได้​ประพฤติ​ตาม ผู้​นั้น​ก็​เป็น​เหมือน​คน​ที่​ดู​หน้า​ของ​ตัว​ใน​กระจก​เงา​24 เพราะ​ว่า​เมื่อ​ดู​ตัวเอง​แล้ว​ก็​ไป และ​ก็​ลืม​ใน​ทันที​นั้น​ว่า​ตัวเอง​เป็น​อย่างไร​

อ.เปาโลได้กล่าวว่า ธรรมบัญญัติของพระเจ้าทำให้เราได้รู้จักบาปในตัวเรา รู้ว่า อะไรคือบาปที่แท้จริง

โรม 3:20   20 เพราะ​ว่า​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระ​เจ้า​ไม่​มี​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​เป็น​คน​ชอบธรรมโดย​การ​ประพฤติ​ตาม​ธรรม​บัญญัติ​ได้ เพราะ​ว่าธรรม​บัญญัติ​นั้น​ทำ​ให้​เรา​รู้จัก​บาป​ได้​

โรม7:7,11-15,24-25  7 ถ้า​เช่นนั้น​เรา​จะ​ว่า​อย่างไร ว่าธรรม​บัญญัติ​คือ​บาป​หรือ หา​เป็น​เช่นนั้น​ไม่ แต่​ว่า​ถ้า​มิใช่​เพราะธรรม​บัญญัติ​แล้ว ข้าพเจ้า​ก็​คง​ไม่​รู้จัก​บาป เพราะ​ว่า​ถ้าธรรม​บัญญัติ​มิได้​ห้าม​ว่า “อย่า​โลภ” ข้าพเจ้า​ก็​คง​ไม่​รู้​ว่า​อะไร​คือ​ความ​โลภ…

11 เพราะ​ว่า​บาป​ได้​ถือเอา​พระ​บัญญัติ​นั้น​เป็น​ช่องทาง​ล่อลวง​ข้าพเจ้า และ​ประหาร​ข้าพเจ้า​ให้​ตาย​ด้วย​พระ​บัญญัติ​นั้น​12 เหตุ​ฉะนั้นธรรม​บัญญัติ​จึง​เป็น​สิ่ง​บริสุทธิ์ และ​ข้อบัญญัติ​ก็​บริสุทธิ์​ยุติธรรม​และ​ดี​งาม13 ถ้า​เช่นนั้น สิ่ง​ที่​ดี​กลับ​ทำ​ให้​ข้าพเจ้า​ต้อง​ตาย​หรือ หา​มิได้ บาป​ต่างหาก คือ​บาป​ซึ่ง​อาศัย​สิ่ง​ที่​ดี​นั้น​ทำ​ให้​ข้าพเจ้า​ต้อง​ตาย เพื่อ​จะ​ให้​ปรากฏ​ว่า​บาป​นั้น​เป็น​บาป​จริง และ​โดย​อาศัยธรรม​บัญญัติ​นั้น บาป​ก็​ปรากฏ​ว่า​ชั่ว​ร้าย​ยิ่ง​นัก​14 เรา​รู้​ว่าธรรม​บัญญัติ​นั้น​เป็นมา​โดย​ฝ่าย​พระ​วิญญาณ แต่​ว่า​ข้าพเจ้า​เป็น​มนุษย์​ถูก​ขาย​ไว้​ให้​อยู่​ใต้​บาป​15 ข้าพเจ้า​ไม่​เข้าใจ​การ​กระทำ​ของ​ข้าพเจ้า​เอง เพราะ​ว่า​ข้าพเจ้า​ไม่​ทำ​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​ที่​จะ​ทำ แต่​กลับ​ทำ​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​เกลียด​ชัง​นั้น…

24 โอย ข้าพเจ้า​เป็น​คน​น่า​สมเพช​อะไร​เช่นนี้ ใคร​จะ​ช่วย​ข้าพเจ้า​ให้​พ้น​จาก​ร่างกาย​นี้​ซึ่ง​เป็น​ของ​ความ​ตาย​ได้​25 ข้าพเจ้า​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า โดย​ทาง​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา ฉะนั้น​ทางด้าน​จิตใจ​ของ​ข้าพเจ้า​นั้น ข้าพเจ้า​เชื่อ​ฟัง​กฎ​ของ​พระ​เจ้า แต่​ด้าน​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​เป็น​ทาส​ของ​กฎ​แห่ง​บาป​.

สิ่งที่เปาโลกล่าวในพระคัมภีร์เหล่านี้ คือการบอกกับเราว่า จำเป็นที่เราจะต้องรู้จักตัวเรา ในเส้นทางสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ เราไม่ได้อยู่ในโลกสวย แต่ในโลกของความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เรารู้ว่าดี แต่ไม่ทำ และก็ทำไม่ได้ เพราะเราเป็นคนบาป บาปแปลว่า พลาดไปจากเป้า หรือน้ำพระทัยของพระเจ้า มนุษย์พยายามให้นิยามคำว่าบาป ตามที่มนุษย์จะแสวงหาพบคำตอบตามที่ความจำกัดของมนุษย์จะทำได้ เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิด ของมโนธรรม แต่ความจริง บาปคือการพลาดไปจากสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้เราเป็น พลาดไปจากสิ่งที่เราควรจะทำ เราจึงติดอยู่กับคำว่า ขาวกับดำ ถูกกับผิด เท่านั้น การแยกแยะของมนุษย์จึงหยาบๆ ศีลธรรมของเราจึงเป็นข้อห้ามทำ ให้ทำ และก่อให้เกิดความกลัว แต่ไม่ได้ทำเพราะเกิดจากธรรมชาติ

ตัวอย่างเ่ช่น  เราหายใจ ต้องพยายามหายใจไม๊ เมื่อใดที่เราพยายามหายใจ เพื่อจะเอาอากาศเข้าปอด แสดงว่า เราป่วย  เช่นเดียวกัน คำว่า ทำดี กลายเป็นสิ่งที่ต้องพยายาม เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติของเรา แต่การทำชั่ว คิดชั่ว พูดชั่ว ไม่ต้องพยายามมันเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ เพราะเรามีธรรมชาติบาปนั่นเอง และนี่คือที่มาของคำว่า สติ  วันนี้ เราต้องกลับมาสำรวจชีวิตของเราว่า เรากำลังดำเนินชีวิตแบบไหนสิ้นนสติ  ขาดสติ  สติแตก  หรืออย่างคนมีสติ

1.สิ้นสติ (ไม่มีความรู้สึก)ภาวะที่ฟื้นยาก โรม 7:15

15 ข้าพเจ้า​ไม่​เข้าใจ​การ​กระทำ​ของ​ข้าพเจ้า​เอง เพราะ​ว่า​ข้าพเจ้า​ไม่​ทำ​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​ปรารถนา​ที่​จะ​ทำ แต่​กลับ​ทำ​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​เกลียด​ชัง​นั้น…

อ.เปาโลได้รับคำตอบ เมื่อท่านได้สติกลับมา เมื่อท่านได้พบกับพระเยซูในระหว่างทางที่ไปเมืองดามัสกัสเพื่อจะจับคริสเตียนขังคุก เพื่อทำลาย และทำลายคนที่คิดตรงกันข้ามกับท่าน หลังจากพบว่าตนเองอยู่ในทางที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า ท่านกลับใจใหม่ ท่านสำรวจตนเอง และพบความจริงที่ว่า คนเราอาจตกอยู่ในสภาพสิ้นสติ คือไม่มีความรู้สึกไวต่อบาป (ตายฝ่ายวิญญาณ)  เพราะเราคิดแต่เรื่องของเนื้อหนัง (โกรธ และรู้สึกต้องต่อต้านสิ่งที่ไม่ได้เป็นตามใจของตัวท่าน) แม้จะดูเหมือนกำลังประนนิบัติพระเจ้า แต่นี่ก็คืออาการหนี่งของการปักใจกับเนื้อหนัง และกำลังเก็บเกี่ยวเรื่องของเนื้อหนัง

โรม 8:5-6  5 เพราะ​ว่า​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง ​ก็​ปัก​ใจ​ใน​สิ่ง​ซึ่ง​เป็น​ของ​ของ​เนื้อ​หนัง แต่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​อยู่​ฝ่าย​พระ​วิญญาณ ​ก็​สนใจ​ใน​สิ่ง​ซึ่ง​เป็น​ของ​พระ​วิญญาณ​6 ด้วย​ว่า​ซึ่ง​ปัก​ใจ​อยู่​กับ​เนื้อ​หนัง ​ก็​คือ​ความ​ตาย และ​ซึ่ง​ปัก​ใจ​อยู่​กับ​พระ​วิญญาณ ​ก็​คือ​ชีวิต​และ​สันติ​สุข​

สิ้นสติคือ ตายนั่นเอง สิ้นสติ ไม่มีสันติสุข เพราะปักใจกับเรื่องของความพอใจของตนเอง การไม่มีสันติสุข คือสิ่งยืนยันว่า เป็นเรื่องของเนื้อหนัง  สันติสุขสร้างเองไม่ได้ ต้องปักใจกับพระวิญญาณ จึงจะได้สันติสุข  การปักใจกับเนื้อหนัง ทำให้ตาย เหมือนคนที่ไม่รู้สึกไวต่อบาป การงานของเนื้อหนังเห็นได้ชัด

กาลาเทีย 5:19-21 19 การ​งาน​ของ​เนื้อ​หนัง​นั้น​เห็น​ได้​ชัด คือ​การ​ล่วง​ประเวณี การ​โสโครก การ​ลามก​20 การ​นับ​ถือ​รูป​เคารพ การ​ถือ​วิทยาคม การ​เป็น​ศัตรู​กัน การ​วิวาท​กัน การ​ริษยา​กัน การ​โกรธ​กัน การ​ใฝ่​สูง การ​ทุ่ม​เถียง​กัน การ​แตก​ก๊ก​กัน​21 การ​อิจฉา​กัน การ​เมา​เหล้า การ​เล่น​เป็น​พาล​เกเร และ​การ​อื่นๆ ใน​ทำนอง​นี้​อีก​เหมือน​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​เตือน​ท่าน​มา​ก่อน บัดนี้​ข้าพเจ้า​ขอ​เตือน​ท่าน​เหมือนกับ​ที่​เคย​เตือน​มา​แล้ว​ว่า คน​ที่​ประพฤติ​เช่นนั้น​จะ​ไม่​มี​ส่วน​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​

ไม่ยากที่เราจะสำรวจตนเอง และรู้จักตนเองว่ากำลังปักใจอยู่กับเนื้อหนังอยู่หรือไม่ ข้อพระคัมภีร์บอกชัด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่คนไทยเรารู้สึกเบาและไม่รู้สึกเป็นบาป และรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องเนื้อหนัง นั่นก็คือการโกหก การไม่ใส่ใจต่อรายละเอียดว่าจะเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริง  แต่หารู้ไม่ว่า นี่คือการทำลายความไวต่อบาป (ไม่รู้สึก หรืออยู่ในสภาพอย่างคนสิ้นสติได้) นั่นคือการโกหก คนที่ไม่รู้สึกไวต่อบาป จะโกหกไว บิดเบือนไปจากความจริงโดยไม่รู้สึกรู้สามันคือบาป การโกหกมีน้ำหนักเท่ากับบาปของการล่วงประเวณี บาปของการฆ่าคน

วิวรณ์ 21:8  8 แต่​คน​ขลาด คน​ไม่​เชื่อ คน​ที่​น่า​เกลียด​น่า​ชัง คน​ที่​ฆ่า​มนุษย์ คน​ล่วง​ประเวณี คน​ใช้​เวท​มนตร์ คน​ไหว้​รูป​เคารพ และ​คน​ทั้ง​ปวง​ที่​พูด​มุสา​นั้น มรดก​ของ​เขา​อยู่​ที่​ใน​บึง​ไฟ​และ​กำมะถัน​ที่​กำลัง​ไหม้​อยู่​นั้น นั่น​คือ​ความ​ตาย​ครั้ง​ที่​สอง”

คนสิ้นสติ หรือคนที่ไม่รู้สึกในเรื่องการโกหก จะคิดว่าการโกหกเล็กน้อย การตั้งข้อสมมุติฐานที่ไม่ใช่ความจริง เป็นเรื่องอะลุ้มอะล่วยกันได้ ทำได้ ไม่ไม่ผิด อันตรายมาก พระคัมภีร์วิวรณ์ได้ย้ำว่า คน​ทั้ง​ปวง​ที่​พูด​มุสา​นั้น มรดก​ของ​เขา​อยู่​ที่​ใน​บึง​ไฟ​และ​กำมะถัน​ที่​กำลัง​ไหม้​อยู่​นั้น นั่น​คือ​ความ​ตาย​ครั้ง​ที่​สอง”

2.อย่าปล่อยให้สติแตกบ่อย 1เปโตร 4:7-10

7 อวสาน​ของ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ก็​ใกล้​จะ​มาถึง​แล้ว เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​มี​สติสัมปชัญญะ และ​จง​รู้จัก​สงบ​ใจ​เพื่อ​แก่​การ​อธิษฐาน​8 ที่​สำคัญ​ยิ่ง​กว่า​อะไร​หมด​ก็​คือ​จง​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ให้​มาก เพราะ​ว่า​ความ​รัก​ลบ​ล้าง​ความ​ผิด​มาก​มาย​ได้9 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ต้อนรับ​เลี้ยง​ดู​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​โดย​ไม่​บ่น​10 ตาม​ซึ่ง​ทุก​คน​ได้รับ​ของ​ประทาน​ที่​ทรง​ประทาน​ให้​แล้ว ​ก็​ให้​ใช้​ของ​ประทาน​นั้น​เพื่อ​ประโยชน์​แก่​กัน​และ​กัน เป็น​ผู้รับ​มอบ​ฉันทะ​ที่​ดี ที่​แจก​และ​สำแดง​พระ​คุณ​นานาประการ​ของ​พระ​เจ้า​

คำว่า สติสัปชัญญะ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ รากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า อย่าเป็นเหมือนคนเมา ที่ไร้สติ (ไร้การฉุกคิด)  ใครที่ยังติดเหล้า อยากกินเหล้า ต้องเลิก เพราะนั่นคือ ทางตรงของการไร้สติแบบฉับพลัน แบบสติแตก แต่ในทางอ้อม ก็มีโอกาสที่คนเราจะไร้สติแบบคนเมา คือสติแตก นั่นคือทางของความโกรธ พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงความโกรธ เป็นของคู่กันกับอารมณ์ของความเป็นมนุษย์  แต่พระคัมภีร์ได้สอนเรื่องความโกรธอย่างนี้

สดุดี 4:4  4 โกรธ​ก็​โกรธ​เถิด แต่​อย่า​ทำ​บาป จง​คำนึง​ใน​ใจ​เวลา​อยู่​บน​ที่​นอน​และ​สงบ​อยู่

เอเฟซัส 4:26-27  26 จะ​โกรธ​ก็​โกรธ​ได้ แต่​อย่า​ทำ​บาป  อย่า​ให้​ถึง​ตะวันตก​ท่าน​ยัง​โกรธ​อยู่​27 และ​อย่า​ให้​โอกาส​แก่​มาร​

ทั้งพระคัมภีร์เก่าใหม่ได้กล่าวถึงอารมณ์โกรธเป็นธรรมชาติของอารมณ์ความเป็นมนุษย์ เป็นเหมือนคนยาม ในสดุดีแนะให้ใช้เวลาคิดให้นาน อย่าระเบิดอารมณ์โกรธ (อย่าสติแตก) หนังสือเอฟซัสแนะว่า อย่าปล่อยให้โกรธนาน รีบจัดการกับความโกรธ ถ้าไม่จัดการ มารจะมาฉวยโอกาสกับความโกรธของเรา  หนังสือเปโตรได้กล่าวว่า ให้คิดถึงความรัก เพราะความรักสำคัญกว่าความโกรธ ถ้าไม่คิดถึงความรัก ความโกรธ จะทำให้กลายเป็นความเกลียด และทำให้ความผิดจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีเรื่องใหญ่ที่ต้องใส่ใจ แต่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องเล็ก เรียกว่า มักง่าย แต่ก็มีเรื่องเล็กที่ควรมองข้ามกลายเป็นเรื่องใหญ่ สาเหตุมาจากความโกรธ ที่กลายเป็นความเกลียด และทำให้เกิดภาวะสติแตก และแตกบ่อยๆ App. ขับรถยังต้องมีเบรก และเบรกแตกคืออันตราย อารมณ์ของคนเราต้องมีเบรก ถ้าสติแตกบ่อยๆ ก็อันตรายเช่นกัน เพราะไม่รู้ว่าวันใดจะชนเข้ากับคนที่สติแตกเหมือนกัน ทุกวันนี้ ยังไม่ถึงตาย เพราะสติแตกไปแสดงกับคนที่ยังมีพอมีสติ เลยไม่เป็นเรื่องใหญ่ ขอให้เส้นทางสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์…ทำให้เรารู้จักตนเองมากขึ้นทุกวัน

3.รู้จักตนเอง (ภาวะขาดสติ)  โรม 7:24

24 โอย ข้าพเจ้า​เป็น​คน​น่า​สมเพช​อะไร​เช่นนี้ ใคร​จะ​ช่วย​ข้าพเจ้า​ให้​พ้น​จาก​ร่างกาย​นี้​ซึ่ง​เป็น​ของ​ความ​ตาย​ได้​

นี่คือความใส่ใจของคริสเตียนที่กลับใจใหม่ อย่างอ.เปาโล ที่พบความจริงของตนเองว่า ต้องการความช่วยเหลือ รู้ความจำกัดของตนเอง และยอมรับความจริงว่าตนเองนั้นอยู่ในสภาพใด ภาวะที่ขาดสติ คือขาดการควบคุมความคิดที่ไปกับบาป และมีผลต่อการกระทำที่ไม่อยากทำ แต่ยังทำอยู่ รู้ว่าถูก รู้ว่าผิด แต่ยังทำผิด ทำบาป อ.เปาโลใช้ความคิด เรียกสติกลับคืนมา ในขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับภาวะขาดสติที่อาจเกิดขึ้นอีก และเมื่อใดที่เกิดภาวะขาดสติ คือทำบาป อ.เปาโลรู้ว่า ตนเองน่าสมเพช คือช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่มีใครช่วยได้  คำตอบอยู่ในโรมบทที่ 8

โรม 8:10,13-15  10 และ​ถ้า​พระ​คริสต์​อยู่​ใน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​แล้ว ถึงแม้ว่า​ร่างกาย​ของ​ท่าน​จะ​ตาย​ไป​เพราะ​บาป แต่​วิญญาณ​จิต​ของ​ท่าน​ก็​จะ​ดำรง​อยู่​เพราะ​ความ​ชอบธรรม​…13 เพราะ​ว่า​ถ้า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง​แล้ว ท่าน​จะต้อง​ตาย แต่​ถ้า​โดย​ฝ่าย​พระ​วิญญาณ ท่าน​ได้​ทำลาย​การ​ของ​ฝ่าย​กาย​เสีย​ท่าน​ก็​จะ​ดำรง​ชีวิต​ได้​14 เพราะ​ว่า​พระ​วิญญาณ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​นำ​ผู้ใด ผู้​นั้น​ก็​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​15 เหตุ​ว่า​ท่าน​ไม่ได้​รับ​น้ำใจ​ทาส​ซึ่ง​ทำ​ให้​ตก​ใน​ความ​กลัว​อีก แต่​ท่าน​ได้รับ​พระ​วิญญาณ​ผู้​ทรง​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​ร้อง​เรียก​พระ​เจ้า​ว่า “อับ​บา” คือ​พระ​บิดา

อย่าให้มารซาตานฉวยโอกาสที่จะกล่าวโทษเรา เพราะเราผิดพลาด แต่จงรีบลุกขึ้นจากความผิดพลาดล้มลงนั้น และพยายามที่จะจัดการกับโอกาสที่จะทำให้ผิดพลาดได้อีก ทำลายวิธีคิด วิถีที่จะนำไปสู่ภาวะขาดสติ (ทำบาป) อย่างสิ้นเชิง    คนที่คิดจะเลิกสูบบุหรี่ ก็จะเอาบุหรี่ไปทิ้ง ทำลายไฟแช็ก คนที่ต้องการเลิกการเสพติดอะไรบางอย่างก็จะทำลายเครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะทำให้กลับเสพอีก เช๋น วีดีโอโป๊ ก็ต้องถูกหักทิ้ง ทำลาย หรือโพยหวย ก็ต้องเผาทิ้ง    แม่ทัพบางคนใช้วิธี ทุบหม้อข้าวทิ้ง เพื่อจะเดินหน้าไม่หันกลับ ไปใช้หม้อใหม่ในเมืองที่กำลังจะต่อสู้ให้ชนะ

สุภาษิต 16:32  32 บุคคล​ผู้​โกรธ​ช้า​ก็​ดีกว่า​คน​มี​กำลัง​มาก และ​บุคคล​ผู้ปกครอง​จิตใจ​ของ​ตนเอง​ก็​ดีกว่า​ผู้​ที่​ตี​เมือง​ได้

4. มีสติอย่างคริสเตียน โรม 7:25

25 ข้าพเจ้า​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า โดย​ทาง​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา ฉะนั้น​ทางด้าน​จิตใจ​ของ​ข้าพเจ้า​นั้น ข้าพเจ้า​เชื่อ​ฟัง​กฎ​ของ​พระ​เจ้า แต่​ด้าน​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​เป็น​ทาส​ของ​กฎ​แห่ง​บาป​.

อ.เปาโลได้กล่าวถึงการมีสติ คือการเชื่อฟังของจิตใจ ต่อกฎของพระเจ้า แม้ว่าร่างกายจะมีจุดอ่อนเพราะบาปก็ตาม

โรม 8:1-4 1 เหตุ​ฉะนั้น​การ​ลงโทษ​จึง​ไม่​มี​แก่​คน​ทั้ง​หลาย ที่​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​2 เพราะ​ว่า​กฎ​ของ​พระ​วิญญาณ​แห่ง​ชีวิต​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ ได้​ทำ​ให้​ข้าพเจ้า​พ้น​จาก​กฎ​แห่ง​บาป​และ​ความ​ตาย​3 เพราะ​ว่า​สิ่ง​ซึ่งธรรม​บัญญัติ​ทำ​ไม่ได้ เพราะ​เนื้อ​หนัง​ทำ​ให้​อ่อน​กำลัง​ไป​นั้น ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แล้ว โดย​พระ​องค์​ทรง​ใช้​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​มา ใน​สภาพ​เสมือน​เนื้อ​หนัง​ที่​บาป และ​เพื่อ​ไถ่​บาป​ ​พระ​บุตร​ใน​เนื้อ​หนัง​จึง​ได้​ทรง​ปรับ​โทษ​บาป​4 เพื่อ​สิ่ง​ที่ธรรม​บัญญัติ​สั่ง​ไว้ จะ​ได้​สำเร็จ​ใน​ตัว​เรา​ทั้ง​หลาย ผู้​ไม่​ดำเนิน​ตาม​ฝ่าย​เนื้อ​หนัง แต่​ตาม​ฝ่าย​พระ​วิญญาณ​

นี่เป็นกระบวนการต่อสู้ในชีวิตคริสเตียนที่มีสติ อย่าปล่อยให้การกล่าวโทษของมารทำงาน อย่าปล่อยให้ความท้อแท้ใจในตัวเองทำงาน อย่านอนแอ้งแม้ง เมื่อล้มลง แต่จงลุกขึ้น และตั้งเป้าที่จะดำเนินตามพระวิญญาณ ไม่ดำเนินตามเนื้อหนัง พระเยซูทรงเรียกเราจากความไม่สมบูรณ์ จากความอ่อนแอ จากความล้มเหลว มุ่งหน้าสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ เพื่อจะรู้จักตัวเราเองมากขึ้นและมากขึ้นว่า เราไม่สมบูรณ์ ยิ่งใกล้ความไพบูลย์ของพระคริสต์มากเท่าใด เรายิ่งรู้ว่าเราไม่สมบูรณ์ และเราจะไปถึงความไพบูรณ์ของพระองค์ และรับเอาความไพบูลย์ของพระองค์ ที่เป็นของพระองค์ ไม่ใช่ของตัวเรา อย่าตำหนิ บ่น ต่อว่าคนอื่นว่า ทำไมเขาจึงมีข้อบกพร่องมากมาย เพราะเขาไม่สมบูรณ์ เหมือนกับตัวเรา เราทุกคนไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่า ใครจะมองเห็นตัวเอง รู้จักตัวเองในมุมที่น่าเกลียด และโง่เขลามากขึ้นขนาดไหน ในการเดินในทางสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์…เพื่อรู้จักตนเอง

สู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์…เพื่อรู้จักตนเอง

1.สิ้นสติ (ไม่มีความรู้สึก)ภาวะที่ฟื้นยาก

2.อย่าปล่อยให้สติแตกบ่อย                        

3.รู้จักตนเอง (ภาวะขาดสติ) 

4. มีสติอย่างคริสเตียน 

Leave a Comment