“ผู้รับใช้ที่รอนาย”

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสุนัขตัวหนึ่ง  ชื่อ ฮาจิโกะ   ฮาจิโกะได้พบกับเจ้านายของมันคือ เอซะบุโระ อุเอะโนะ ศาสตราจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล(มหาวิทยาลัยโตเกียวในปัจจุบัน) นับตั้งแต่มันอายุได้เพียง 2 ขวบ ทุกวันที่เจ้านายต้องไปสอนหนังสือ ฮาจิโกะจะคอยส่งเจ้านายถึงประตูหน้าบ้าน โดยอุเอะโนะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีชิบูยะ จากนั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงาน 15.00 น. ฮาจิโกะก็จะมารอพบเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟเสมอ ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในวันที่ 21 เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1925 เมื่อ ศาสตราจารย์ อุเอะโนะ เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และเสียชีวิตขณะอยู่ที่มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ในวันนั้น ฮาจิโกะยังคงมารอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟ โดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่า มันจะไม่ได้พบกับเจ้านายของมันอีกแล้ว

หลังจากที่ศาสตราจารย์เสียชีวิตลง ทุกวันเมื่อถึงเวลา 15.00 น. เจ้าฮาจิโกะยังคงวิ่งไปรอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟไม่เคยขาด ทำให้เรื่องราวความซื่อสัตย์ของมัน เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวของมันถูกตีพิมพ์ลงบนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1932 ทำให้ผู้คนทั่วสารทิศเดินทางมาดู มาเล่นกับเจ้าฮาจิโกะ นอกจากนั้น ชาวญี่ปุ่นยังได้ยกให้เจ้าฮาจิโกะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก ๆ อีกด้วย

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1934 อันโดะ เทะรุ ศิลปินชื่อดังจึงได้ทำรูปหล่อทองแดงของเจ้าฮาจิโกะขึ้นมาเพื่อยกย่องในความซื่้อสัตย์ของมัน และนำไปตั้งไว้ที่สถานีรถไฟชิบูยะ จนในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1935 มีคนพบว่าฮาจิโกะนอนตายยังจุดที่มันคอยมารอเจ้านายของมันทุกวันมานานกว่า 10 ปี ซึ่งข่าวการตายของฮาจิโกะนั้นถือว่าเป็นข่าวใหญ่มาก จนถูกตีพิมพ์ลงบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น ซึ่งร่างของฮาจิโกะนั้นถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในกรุงโตเกียว

พระเยซูทรงยกตัวอย่างเรื่องการรอคอยที่มีโอกาสจะได้พบกันระหว่าบ่าวที่เป็นคน กับนาย คือพระเจ้า พระเยซูทรงเสด็จมาเมื่อสองพันปีที่แล้วในฐานะของหัวหน้าผู้รับใช้  และทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ให้สอนเราถึงการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า หน้าที่หนึ่งของการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ก็คือการรอคอยการมาของเจ้านาย และวันหนึ่ง พระเยซูจะเสด็จมาอย่างเจ้านาย (เราอย่าสับสนกับคำที่เรียก พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเรียกพระเจ้าทั้งสามพระภาคที่เป็นพระเจ้าเดียว) วันนี้ ความรู้ของเราจำกัด แต่วันหนึ่ง เราจะรู้ชัดแจ้งในวันข้างหน้า

ข้าพเจ้ามักจะหยิบยกตัวอย่างเรื่อง การสื่อสารกับมด (ตัวเล็ก) หากเราต้องการจะทำให้มดเข้าใจ เราต้องเป็นมด และความเข้าใจของมดจำกัด จนกว่ามดจะมาเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ กำลังสื่อสารกับเราที่เป็นมนุษย์ตัวเล็ก มีหลายสิ่งที่ถ้าพระเจ้าบอกเราหมด เราก็ไม่เข้าใจ จนกว่า เราจะรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า วันนั้นจะมาถึง หลังจากพระเยซูเสด็จกลับมาอีก อย่างเจ้านาย ทีนี้ เราก็จะรู้แจ้ง ทุกอย่าง อย่างที่พระองค์ทรงรู้

1โครินธ์13:12  12 เพราะ​ว่า​บัดนี้​เรา​เห็น​สลัวๆ เหมือน​ดู​ใน​กระจก แต่​เวลา​นั้น​จะ​ได้​เห็น​พระ​พักตร์​ชัดเจน เดี๋ยวนี้​ความ​รู้​ของ​ข้าพเจ้า​ไม่​สมบูรณ์ เวลา​นั้น​ข้าพเจ้า​จะ​รู้​แจ้ง​เหมือน​พระ​องค์​ทรง​รู้จัก​ข้าพเจ้า​

พระเยซูทรงตรัสสัญญากับสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะเสด็จกลับมาอีก

ยอห์น 14:3 3 เมื่อ​เรา​ไป​จัดเตรียม​ที่​ไว้​สำหรับ​ท่าน​แล้ว เรา​จะ​กลับมา​อีก​รับ​ท่าน​ไป​อยู่​กับ​เรา เพื่อ​ว่า​เรา​อยู่​ที่​ไหน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย​

นี่เป็นคำเดียวกันกับที่เป็น  Theme หัวข้อประจำปีของคริสตจักรเราในปีนี้  ในยอห์น 12:26

ยอห์น 12:26 ถ้า​ผู้ใด​จะ​รับ​ใช้​เรา ผู้​นั้น​ก็​ต้อง​ตาม​เรา​มา และ​เรา​อยู่​ที่​ไหน​ผู้รับ​ใช้​ของ​เรา​จะ​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย ถ้า​ผู้ใด​รับ​ใช้​เรา ​พระ​บิดา​ก็​จะ​ทรง​ประทาน​เกียรติ​แก่​ผู้​นั้น​

ถ้าอย่างนั้น คริสเตียนควรจะทำตัวอย่างไร ขณะรอคอยการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระเยซู คำตอบคือ ทำตัวเป็นผู้รับใช้ที่รอคอยเจ้านาย พระเยซูทรงตรัสเป็นคำอุปมาในหนังสือลูกา

ลูกา 12:35-40(2011) 35 “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​คาด​เอว​ไว้ และ​ให้​ตะเกียง​ของ​ท่าน​จุด​อยู่36 จง​เป็น​เหมือน​คน​ที่​คอย​รับ​นาย​ของ​ตน​เมื่อ​นาย​จะ​กลับ​มา​จาก​งาน​สม​รส เพื่อ​ว่า​เมื่อ​นาย​มา​เคาะ​ประตู​แล้ว​พวก​เขา​จะ​เปิด​ให้​นาย​ได้​ทัน​ที37 บ่าว​พวก​นั้น​ซึ่ง​นาย​มา​พบ​ว่า​กำ​ลัง​คอย​เฝ้า​อยู่​ก็​เป็น​สุข เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า นาย​ผู้นั้น​จะ​คาด​เอว​ไว้​และ​ให้​บ่าว​พวก​นั้น​นั่ง​ลง และ​ท่าน​จะ​มา​ปรนนิ​บัติ38 ถ้า​นาย​มา​เวลา​สอง​ยาม​หรือ​สาม​ยาม​และ​พบ​ว่า​บ่าว​กำ​ลัง​คอย​เฝ้า​อยู่ บ่าว​พวก​นั้น​ก็​เป็น​สุข39 จง​เข้า​ใจ​อย่าง​นี้​เถอะ​ว่า ถ้า​เจ้า​ของ​บ้าน​รู้​ก่อน​ว่า​ขโมย​จะ​มา​เวลา​ไหน เขา​จะ​ตื่น​อยู่​และ​ระวัง​ไม่​ให้​ทะลวง​บ้าน​ของ​เขา​ได้40 พวก​ท่าน​จง​เตรียม​ตัว​ไว้​ให้​พร้อม​ด้วย เพราะ​ใน​เวลา​ที่​ท่าน​ไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น บุตร​มนุษย์​จะ​เสด็จ​มา”

ทำไม เราต้องทำตัวเป็นผู้รับใช้ที่รอคอยนาย

 1.ชีวิตที่พร้อม  ลูกา 12:35-36

35 “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​คาด​เอว​ไว้ และ​ให้​ตะเกียง​ของ​ท่าน​จุด​อยู่36 จง​เป็น​เหมือน​คน​ที่​คอย​รับ​นาย​ของ​ตน​เมื่อ​นาย​จะ​กลับ​มา​จาก​งาน​สม​รส เพื่อ​ว่า​เมื่อ​นาย​มา​เคาะ​ประตู​แล้ว​พวก​เขา​จะ​เปิด​ให้​นาย​ได้​ทัน​ที

ภาพของการคาดเอวในพระคัมภีร์เดิม หมายถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง ตอนที่โมเสสบอกกับคนอิสราเอลว่า ให้กินปัสกาในอียิปต์ เตรียมพร้อมที่จะเดินทางออกจากอียิปต์ ในคืนที่ทูตมรณะจะมาประหารบุตรหัวปีของสิ่งมีชีวิตในอียิปต์ แต่จะเว้นบ้านที่มีเลือดแกะทาที่ประตู คนที่อยู่ในบ้านที่มีเลือดทาประตูจะต้องไม่นอน  แต่รอคอยสัญญาณการให้ออกเดินทาง (เมื่อฟาโรห์สั่งปล่อยคนอิสราเอล ฟาโรห์เวลานั้น มีบทบาทเป็นนาย  คนอิสราเอลเป็นทาส)  นี่เป็นภาพเดียวกัน ที่พระเยซูกำลังจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อจะเป็นเจ้านายที่แท้จริงที่จะนำการปลดปล่อยของจริงมาสู่คนที่เชื่อในพระองค์

อพยพ 12:11-13 11 เจ้า​ทั้ง​หลาย​จง​เลี้ยง​กัน​ดังนี้ คือ​ให้​คาด​เอว สวม​รองเท้า และ​ถือ​ไม้​เท้า​ไว้ และ​รีบ​กิน​โดยเร็ว การ​เลี้ยง​นี้​เป็นปัสกา​ของ​พระ​เจ้า​12 เพราะ​ใน​คืน​วัน​นั้น เรา​จะ​ผ่าน​ไป​ใน​ประเทศ​อียิปต์ และ​เรา​จะ​ประหาร​ลูก​หัวปี​ทั้งหมด​ใน​อียิปต์​ทั้ง​ของ​มนุษย์​และ​ของ​สัตว์ และ​เรา​จะ​พิพากษา​ลงโทษ​พระ​ทั้ง​ปวง​ของ​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​เจ้า​13 แต่​เลือด​ที่​บ้าน​ที่​เจ้า​ทั้ง​หลาย​อยู่​นั้น จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​สำหรับ​เจ้า เมื่อ​เรา​เห็น​เลือด​นั้น เรา​จะ​ผ่าน​เว้น​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ไป จะ​ไม่​มี​ภัย​พิบัติ​บังเกิด​แก่​เจ้า ขณะที่​เรา​ประหาร​ชาว​อียิปต์

อีกภาพหนึ่งในพระคัมภีร์ใหม่ คือภาพของวิถีการดำเนินชีวิตขณะรอคอย อ.เปาโลได้แนะนำชาวเมืองเอเฟซัสที่ดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางคนที่เล่นไสยศาสตร์ และงมงายไปกับเวทมนต์ หมอดู หมอเดา (ล้วนมีชีวิตที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงมากมาย)  ขณะที่คริสเตียนจะต้องดำเนินชีวิตในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ จำเป็นจะต้องใช้ความจริง ที่จะทำให้มั่นคง และไม่ถูกหลอก ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของการหลอกลวงเหล่านี้  อ.เปาโลจึงได้ให้ภาพของการสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุด แก่คริสเตียนขณะรอคอยการเสด็จมาของพระเยซูอีกครั้ง (ไม่ว่าการรอคอยนั้นจะได้พบในเวลานั้น หรือตายไปก่อนก็ตาม ก็ต้องอยู่ในสภาพของการคาดเอวตลอดเวลา) คือไม่หลงไปจากความจริงของพระเจ้า

เอเฟซัส6:14  14 เหตุ​ฉะนั้น​ท่าน​จง​มั่นคง เอา​ความ​จริง​คาด​เอว เอา​ความ​ชอบธรรม​เป็น​ทับ​ทรวง​เครื่อง​ป้องกัน​อก

ในยุคของเรามีการล่อลวงมากมายที่ทำให้เราหลงได้ง่าย โดยเฉพาะจิตใจที่ไม่ได้ฝึกให้มั่นคง มั่นใจในพระเจ้า จะถูกชักชวนให้หลงไปกับสิ่งต่างๆที่น่าจะไป

1ยอห์น 2:15-17 15 อย่า​รัก​โลก​หรือ​สิ่งของ​ใน​โลก ถ้า​ผู้ใด​รัก​โลก ความ​รัก​ต่อ​พระ​บิดา​ไม่ได้​อยู่​ใน​ผู้​นั้น​16 เพราะ​ว่า​สารพัด​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​และ​ตัณหา​ของ​ตา และ​ความ​ทะนง​ใน​ลาภ​ยศ​ไม่ได้​เกิด​มา​จาก​พระ​บิดา แต่​เกิด​มา​จาก​โลก​17 และ​โลก​กับ​สิ่ง​ที่​ยั่วยวน​ของ​โลก​กำลัง​ล่วง​ไป แต่​ผู้​ที่​ประพฤติ​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​เป็น​นิตย์​

คำเตือนของพระคัมภีร์ตอนนี้ เป็นความจริงในยุคของเรามากๆ  เราจะเห็นการยั่วยวนของโลกนี้ รุนแรง เนียน และมีไร้ความปรานี แม้แต่ผู้ทรงศีลทั้งหลายก็ตบะแตกไปไม่น้อย

ดังนั้น พระคัมภีร์จึงเตือนว่าอย่าประมาท แต่ต้องระวัง

1โครินธ์ 10:12   12 เหตุ​ฉะนั้น​คน​ที่​คิด​ว่า​ตัวเอง​มั่นคง​ดี​แล้ว ​ก็​จง​ระวัง​ให้​ดี กลัว​ว่า​จะ​ล้ม​ลง​

การคาดเอวด้วยความจริง  การเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง ไปอีกโลกหนึ่ง จึงเป็นความไม่ประมาท ที่พระเยซูทรงยกคำอุปมาเรื่องบ่าวที่เตรียมตัวต้อนรับเจ้านาย ในเวลากลางคืน ที่ต้องตื่น ไม่หลับไหล พระคัมภีร์เปรียบการใช้ชีวิตในโลกนี้ ที่มีแต่อิทธิพลของความมืดว่า เป็นเวลากลางคืน แต่คริสเตียนคือคนของเวลากลางวัน นั่นหมายถึง ตื่น ไม่หลับไหล อย่างคนในยุคนี้ ที่กำลังหลับไหล โดยการดำเนินชีวิตด้านมืด

โรม13:11-14   11 นอก​จาก​นี้​ท่าน​ควร​จะ​รู้​กาล​สมัย​ว่า บัดนี้​เป็น​เวลา​ที่​เรา​ควร​จะ​ตื่น​จาก​หลับ​แล้ว เพราะ​ว่า​เวลา​ที่​เรา​จะ​รอด​นั้น​ใกล้​กว่า​เวลา​ที่​เรา​ได้​เริ่ม​เชื่อ​นั้น​12 กลางคืน​ล่วง​ไป​มาก​แล้ว และ​รุ่ง​เช้า​ก็​ใกล้​เข้า​มา เรา​จง​เลิก​การ​กระทำ​ของ​ความ​มืด และ​จง​สวม​เครื่อง​อาวุธ​ของ​ความ​สว่าง​13 เรา​จง​ประพฤติ​ตัว​ให้​เหมาะสม​กับ​เวลา​กลางวัน มิใช่​เลี้ยง​เสพ​สุรา​เมา​มาย มิใช่​หยาบ​โลน​ลามก มิใช่​วิวาท​ริษยา​กัน​14 แต่​ท่าน​จง​ประดับ​กาย​ด้วย​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า และ​อย่า​จัดเตรียม​อะไร​ไว้​บำรุง​บำเรอ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​

 อาวุธของความสว่าง กับตะเกียงที่จุด คือความหมายเดียวกัน  การประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน นั่นคือ  ต้องไม่ใช้ชีวิตอย่างคนที่หลับไหล หลงไหลกับสิ่งที่ไร้สาระ อนิจจังทั้งหลาย อย่า​จัดเตรียม​อะไร​ไว้​บำรุง​บำเรอ​ตัณหา​ของ​เนื้อ​หนัง​

นี่คือการดำเนินชีวิตที่มั่นคง…พร้อมสำหรับการเดินทาง

 2.ชีวิตที่เป็นสุขและปลอดภัย  ลูกา 12:37-39

37 บ่าว​พวก​นั้น​ซึ่ง​นาย​มา​พบ​ว่า​กำ​ลัง​คอย​เฝ้า​อยู่​ก็​เป็น​สุข เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า นาย​ผู้นั้น​จะ​คาด​เอว​ไว้​และ​ให้​บ่าว​พวก​นั้น​นั่ง​ลง และ​ท่าน​จะ​มา​ปรนนิ​บัติ38 ถ้านายมาเวลาสองยามหรือสามยามและพบว่าบ่าวกำลังคอยเฝ้าอยู่ บ่าวพวกนั้นก็เป็นสุข39 จงเข้าใจอย่างนี้เถอะว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้ก่อนว่าขโมยจะมาเวลาไหน เขาจะตื่นอยู่และระวังไม่ให้ทะลวงบ้านของเขาได้

จะเห็นว่า พระเยซูใช้คำว่า เป็นสุขสองครั้งในตอนนี้ นั่นหมายความว่า ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ เราสามารถอยู่อย่างมีความสุขได้ และปลอดภัยด้วย การดำเนินชีวิตอย่างคนที่ระมัดระวัง อย่างคนที่ตื่นในฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่หลงไปกับอบายมุข ไม่อยู่ใต้อิทธิพลความมืด มุมมืดใดๆของโลกนี้ จะทำให้มีความมั่นใจว่า จะไปถึงเป้าหมายของการรอคอยคือได้พบกับบั้นปลายที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ คือรับรางวัลของการรอคอย พระเยซูจะเสด็จมาอย่างเจ้านายก็จริง แต่พระองค์ก็ยังเสด็จมาเพื่อปรนนิบัติ ข้อนี้บอกชัดเจนเลยว่า คนที่ดำเนินชีวิตอย่างผู้รับใช้ ตอนจบ  คนนั้น จะจบอย่างผู้รับการปรนนิบัติ จากพระเยซู (วีไอพี) ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ความรู้สึกของคนที่ได้พบกับพระเยซู เหมือนได้รับการปรนนิบัติ คือมีความสุขล้น ปลื้มปิติ ที่การรอคอยประสบความสำเร็จ พระเยซูจึงใช้คำว่า เป็นสุข รากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า เป็นคนที่โชคดี  คนที่ได้รับพรสูงสุด Supremely blessed

อีกคำที่พระเยซูใช้ในตอนนี้ คือคำว่า  ทะลวง ถึงสองครั้ง แสดงให้เห็นว่า มีอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้จากการมุ่งร้ายของศัตรู ที่เรียกว่า ขโมย พระเยซูทรงใช้คำว่า ขโมย เพื่อเรียกคนที่ไม่ใช่ผู้เลี้ยง แต่เป็นหมาป่ามาเพื่อจะฆ่าลูกแกะ คริสเตียนถูกเปรียบเทียบเป็นเหมือนลูกแกะ ที่เป็นเป้าหมายของการมุ่งร้ายจากมารร้าย ที่มาในรูปแบบต่างๆที่จะลักฆ่าและทำลาย ดังนั้น  พระคัมภีร์จึงเตือนคริสเตียนให้ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง

1เปโตร 5:8-9 8 ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​ใจ​จง​ระวัง​ระไว​ให้​ดี ด้วย​ว่า​ศัตรู​ของ​ท่าน​คือ​มาร​วนเวียน​อยู่​รอบๆ ดุจ​สิงห์​คำราม​เที่ยว​ไป​เสาะหา​คน​ที่​มัน​จะ​กัด​กิน​ได้​9 จง​ต่อสู้​กับ​ศัตรู​นั้น​ด้วย​ใจ​มั่นคง​ใน​ความ​เชื่อ เพราะ​ว่า พวก​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย​ของ​ท่าน​ทั่ว​โลก ​ก็​ประสบ​ความ​ทุกข์​ลำบาก​อย่าง​เดียว​กัน​

นักล่า มักจะฉวยโอกาสตอนทีเผลอ  คือความหมายเดียวกันกับคำที่พระเยซูทรงใช้เปรียบเทียบเรื่องการทะลวงเข้ามาอย่างขโมย  ขโมยก็จะฉวยโอกาสทะลวงเข้ามาตอนเผลอก็คือตอนหลับไหล ไม่รู้สึกตัว

เมื่อวันศุกร์   สมาขิกคนหนึ่ง ขอให้อธิษฐานเผื่อ และเล่าว่า ที่ตึกที่ตนเองเช่าอยู่โดนงัดทุกชั้นทุกห้อง ยกเว้นชั้นที่เขาอยู่ ในเวลากลางวัน ช่วงบ่าย ตอนคนไม่อยู่ แต่ชั้นที่เขาอยู่ จังหวะ วันหยุดวันครู  ลูกชายอยู่ที่ห้อง ห้องของพวกเขาจึงไม่ได้ล็อคจากข้างนอก ทำให้ขโมยรู้ว่า มีคนอยู่ ก็เลยรอดจากการถูกงัด ทั้งชั้น

ภาพนี้  สามารถทำให้เรามองเห็นชีวิตของคริสเตียน ที่ตื่นอยู่ในมิติฝ่ายวิญญาณ  นอกจากตนเองจะอยู่เป็นสุขและปลอดภัยแล้ว ยังสามารถช่วยคนอื่นให้รอดพ้นจากอันตรายด้วยเช่นกัน

3.ได้พบกับเจ้านาย  ลูกา 12:40

40 พวก​ท่าน​จง​เตรียม​ตัว​ไว้​ให้​พร้อม​ด้วย เพราะ​ใน​เวลา​ที่​ท่าน​ไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น บุตร​มนุษย์​จะ​เสด็จ​มา”

สุดท้าย เวลานัดพบที่ยิ่งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา  พระเยซูทรงนัดหมายไว้ล่วงหน้าที่จะพบกับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ นัดหมายของพระเยซู  คือนัดหมายอัศจรรย์ กาลเวลา และระยะทาง ยุคสมัยไม่เป็นอุปสรรคต่อนัดหมายนี้ แม้คนที่ตายไปก่อนในขณะที่รอคอย ก็จะฟื้นขึ้นมาพบกับพระเยซู

(น่าสังเกตุว่า คนที่จะฟื้นขึ้นมาได้ในนัดหมายนี้ จะต้องคาดเอว และจุดตะเกียงในขณะมีชีวิตอยู่เท่านั้น ) และคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เช่นเดียวกัน ต้องคาดเอวด้วยความจริง และจุดตะเกียง มีชีวิตที่ส่องสว่าง) ไม่ใช่เดินอยู่ในความมืด มีชีวิตอยู่ในการหลอกลวงของโลกนี้ ไม่ได้พบกับพระเยซู

พระคัมภีร์พูดชัดเจนว่า ผู้เชื่อทั้งคนตายและคนเป็นจะได้พบกับพระองค์บนท้องฟ้า ไม่ใช่บนดิน เป็นภาวะของการไม่ได้ตั้งตัว แสดงว่า ไม่มีเวลาที่จะจุดตะเกียง ไม่มีเวลาที่จะคาดเอว  พระคัมภีร์ใช้คำว่า ชั่วพริบตาเดียว คือ 1 ใน 10 วินาทีเท่านั้น เร็วมาก

1โครินธ์ 15:52  52 ​ใน​ชั่วขณะ​เดียว ใน​พริบตาเดียว เมื่อ​เป่า​แตร​ครั้ง​สุดท้าย เพราะ​ว่า​จะ​มี​เสียง​แตร และ​คน​ที่​ตาย​แล้ว​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​ปราศจาก​เน่า​เปื่อย แล้ว​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ถูก​เปลี่ยนแปลง​ใหม่

1เธสะโลนิกา 4:17  17หลังจาก​นั้น​เรา​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​ยัง​เป็นอยู่ จะ​ถูก​รับ​ขึ้น​ไป​ใน​เมฆ​พร้อม​กับ​คน​เหล่า​นั้น และ​จะ​ได้​พบ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ใน​ฟ้า​อากาศ อย่าง​นั้น​แหละ เรา​ก็​จะ​อยู่​กับ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​เป็น​นิตย์

คนที่รู้ตัวอีกครั้งว่าไม่ได้ถูกรับไป จะอยู่ไม่เป็นสุขแน่นอน เพราะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว่า ว่าพระคัมภีร์ตอนนี้พูดจริง เป็นจริง

มัทธิว 24:32-35 32 “จง​เรียน​คำ​เปรียบ​เรื่อง​ต้น​มะเดื่อ เมื่อ​แตก​กิ่ง​แตก​ใบ ท่าน​ก็​รู้​ว่า​ฤดู​ร้อน​ใกล้​จะ​ถึง​แล้ว​33 เช่นนั้น​แหละ เมื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​บรรดา​สิ่ง​เหล่า​นั้น​ก็​ให้​รู้​ว่า ​พระ​องค์​เสด็จ​มา​ใกล้​จะ​ถึง​ประตู​แล้ว​34 เรา​บอก​ความ​จริง​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า คน​ใน​ชั่ว​อายุ​นี้​จะ​ไม่​ล่วงลับ​ไป​ก่อน​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​นั้น​บังเกิด​ขึ้น​35 ฟ้า​และ​ดิน​จะ​ล่วง​ไป แต่​ถ้อยคำ​ของ​เรา​จะ​สูญ​หายไป​หา​มิได้​เลย​

นี่คือคำทำนายไว้ว่า เวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาใกล้เข้ามาแล้ว และกำลังสำเร็จสมบูรณ์ในช่วงอายุของพวกเรา เราได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆมากมายเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศอิสราเอลที่สูญหายไปจากแผนที่โลก วันนี้ ปรากฏในแผนที่โลกอีกครั้ง  อิสราเอลเปรียบเหมือนต้นมะเดื่อที่กำลังเติบโตแตกกิ่ง แสดงถึงเวลาของการเสด็จมาของพระเยซูใกล้เข้ามาแล้ว

  “ผู้รับใช้ที่รอนาย”

1.ชีวิตที่พร้อม 

2.ชีวิตที่เป็นสุขและปลอดภัย 

3.ได้พบกับเจ้านาย 

Leave a Comment