“ผู้รับใช้ของพระคริสต์…สัมพันธ์กันและกัน” (เชื่อมต่อกัน)

คำว่า คนแปดหน้า  คนไม่รู้จัก  สำหรับเรา เรารู้สึกอย่างไรกับคำว่า คนแปลกหน้า  ในยุคของเราทุกวันนี้ ตอบได้คำเดียว น่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ แล้วสิ่งที่พระคัมภีร์สอนเราจะใช้ได้ในยุคของเราไม๊

ฮีบรู 13:2  2 อย่า​ละเลย​ที่​จะ​ต้อนรับ​แขก​แปลก​หน้า เพราะ​ว่า​โดย​การ​กระทำ​เช่นนั้น บาง​คน​ก็​ได้​ต้อนรับ​ทูตสวรรค์​โดย​ไม่​รู้ตัว

คำว่า ต้อนรับ ในรากศัพท์ใช้คำว่า entertain, hospitality แปลว่า ให้อาหาร ให้น้ำ ให้ที่พักหลบร้อน และให้ความใส่ใจ ทำให้เกิดความรู้สึกดี อัธยาศัยที่ดี  พระคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำว่า ไว้วางใจทีเดียว ดังนั้น พระคัมภีร์ตอนนี้ยังสามารถใช้ได้ และใช้ได้ทีเดียว  คำว่า คนแปลกหน้า สำหรับคนในยุคของเรา นอกจากจะปฏิเสธที่จะให้ความเป็นมิตรไมตรีแล้ว บางทีก้าวร้าว หยาบคายด้วย จนมีเพลงคำว่า คนกันเอง (ข้าพเจ้าร้องไม่เป็น แต่ก็เคยได้ยิน) คนไทย เราจะใช้คำว่า คนกันเอง กับคนที่รู้จัก คนกันเองจะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษกว่าคนที่ไม่รู้จัก (คนแปลกหน้า)

มัทธิว 25:35-36 35 เพราะ​ว่า​เมื่อ​เรา​หิว ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​จัดหา​ให้​เรา​กิน เรา​กระหาย​น้ำ ท่าน​ก็​ให้​เรา​ดื่ม เรา​เป็น​แขก​แปลก​หน้า ท่าน​ก็​ได้​ต้อนรับ​เรา​ไว้​36 เรา​เปลือย​กาย​ท่าน​ก็​ได้​ให้​เสื้อผ้า​เรา​นุ่ง​ห่ม เมื่อ​เรา​เจ็บป่วย​ท่าน​ก็​ได้มา​เยี่ยม​เอา​ใจ​ใส่​เรา เมื่อ​เรา​ต้อง​จำ​อยู่​ใน​พันธนาคาร ท่าน​ก็​ได้มา​เยี่ยม​เรา’

พระเยซูทรงยกคำอุปมาเรื่องนี้ เกี่ยวกับสาวกกับตัวของพระองค์เองในอนาคต เมื่อพระองค์ทรงเสด็จกลับมาและนั่งบัลลังค์พิพากษาคนของพระองค์  พระเยซูจะให้รางวัลกับคนที่ต้อนรับแขกแปลกหน้า คำว่า ต้อนรับคำนี้ เป็นคำเดียวกันกับที่ผู้เขียนหนังสือฮีบรูใช้ คือ entertain, hospitality การให้อาหาร (ทำให้อิ่มท้อง) การให้น้ำดื่ม (ทำให้ความผ่อนคลาย ให้ความสดชื่น)  ให้ความเสื้อผ้า (ความอบอุ่น) ให้ความใส่ใจ (ช่วยให้หายป่วยจริง) และให้กำลังใจ (เมื่อถูกโดดเดี่ยว สภาพที่ขัง ถูกพันธนาคาร เป็นสภาพถูกแยกออกจากสังคม) พระเยซูทรงสอนสาวกของพระเองค์ด้วยการให้คำนิยามใหม่ของคำว่า คนแปลกหน้า (เป็นแขกของสาวก)

คำสอนของพระเยซูมักจะสวนกระแส สวนความคิดของคน  ในตอนนี้ พระเยซูกำลังให้เรามีมุมมองใหม่ ที่ว่า ถ้าเราพบกับคนที่อยู่ในสภาพนี้ จงมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง (อย่างรุนแรง) เหมือนกับพระเยซูทรงรู้สึก คือถ้าพระองค์อยู่ที่ไหน ต้องไม่มีใครเป็นแขกแปลกหน้าอีกต่อไป แต่คนๆนั้นจะต้องได้รับการใส่ใจ และการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี ชนิดที่คนไทยมักจะใช้คำว่า ต้อนรับขับสู้ (ต้อนรับอย่างแข็งขัน ยินดี ต้อนรับผู้มาเยือน) ไม่ใช่ต้อนหมูเข้าเล้า  (บังคับคนที่ไม่มีทางสู้ บีบบังคับ คนที่อ่อนแอกว่า)

ในเหตุการณ์ก่อนที่พระเยซูจะทรงเลี้ยงคนห้าพันคน พระเยซูทรงตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าอย่างไร น่าสนใจมาก

ลูกา 9:10-17 10 ครั้น​อัครทูต​กลับ​มา​แล้ว เขา​ทูล​พระ​องค์​ถึง​บรรดา​การ ซึ่ง​เขา​ได้​กระทำ​นั้น ​พระ​องค์​จึง​พา​เขา​ไป​แต่​ลำพัง​ถึง​เมือง​ที่​เรียก​ว่า​เบธ​ไซ​ดา​11 แต่​เมื่อ​ประชาชน​รู้​แล้ว​จึง​ตาม​พระ​องค์​ไป ​พระ​องค์​ทรง​ต้อนรับ​เขา ตรัส​สั่ง​สอน​เขา​ถึง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ทุก​คน​ที่​ต้อง​การ​ให้​หาย​โรค​พระ​องค์​ก็​ทรง​รักษา​ให้​12 ครั้น​กำลัง​จะ​เย็น​แล้ว สาวก​สิบ​สอง​คน​มา​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ขอ​ให้​ประชาชน​ไป​ตาม​บ้าน​ไร่​บ้าน​นา​ที่​อยู่​แถบ​นี้ หา​ที่​พัก​นอน​และ​หา​อาหาร​รับประทาน​เพราะ​ที่​เรา​อยู่​นี้​เป็น​ที่​เปลี่ยว”13 แต่​พระ​องค์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” เขา​ทูล​ว่า “เรา​ไม่​มี​อะไร​มาก มี​แต่​ขนม​ปัง​ห้า​ก้อน​กับ​ปลา​สอง​ตัว เว้นเสียแต่​เรา​จะ​ไป​ซื้อ​อาหาร​สำหรับ​คน​ทั้ง​ปวง​นี้”14 เพราะ​ว่า​คน​เหล่า​นั้น​นับ​แต่​ผู้ชาย​ประมาณ​ห้า​พัน​คน ​พระ​องค์​จึง​สั่ง​เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​ว่า “จง​ให้​คน​ทั้ง​ปวง​นั่ง​ลง​เป็น​หมู่ๆ ราว​หมู่​ละ​ห้า​สิบ​คน”15 เขา​จึง​กระทำ​ตาม คือ​ให้​คน​ทั้ง​ปวง​เอน​กาย​ลง​16 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​รับ​ขนม​ปัง​ห้า​ก้อน​กับ​ปลา​สอง​ตัว​นั้น​แล้ว ​ก็​แหงน​พระ​พักตร์​ดู​ฟ้า​สวรรค์​ขอ​พร แล้ว​หัก​ส่ง​ให้แก่​เหล่า​สาวก ให้​เขา​แจก​แก่​ประชาชน​17 เขา​ได้​กิน​อิ่ม​ทุก​คน แล้ว​เขา​เ​ก็​บ​เศษ​อาหาร​ที่​ยัง​เหลือ​นั้น​ได้​สิบ​สอง​กระบุง​

เหตุการณ์ที่พระเยซูทรงเลี้ยงคนห้าพันคน ถูกบันทึกพร้อมกันจากผู้เขียนหนังสือสี่เล็ม (มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น) แสดงว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนกล่าวถึง และน่าจดจำ ลูกาบันทึกด้วยคำที่น่าสนใจว่า คนห้าพันคน (เฉพาะผู้ชาย ไม่รวมผู้หญิงและเด็ก) คนในยุคโบราณมักนับผู้ชายเป็นหลัก (มีตัวตน) ผู้หญิงและเด็ก (ไม่มีบทบาททางสังคม) แต่การบันทึกตรงนี้ นับผู้ชาย แสดงว่า มีผู้หญิงและเด็กอยู่ด้วย (ขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวมาจากเด็กผู้ไม่มีบทบาททางสังคม แต่เป็นคำตอบกับชุมชนเวลานั้น)

ในเหตุการณ์ที่คนมากมายติดตามหาพระเยซู เพราะการได้ยินว่า พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ รักษาโรค ขับผี และมีคำสอนที่ทำให้คนเหล่านี้มีความหวัง มีพลังชีวิต คนนับหมื่นมาจากเมืองต่างๆ มาหาพระเยซู (แน่นอน พระเยซูไม่เคยพบคนเหล่านี้ ไม่เคยรู้จักมาก่อน ดูเหมือประชาชนเหล่านี้จะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับพระเยซู  แต่คำที่ลูกาใช้บันทึกตอนนี้กับท่าทีของพระเยซูต่อประชาชน คืประโยคที่ว่า

11 แต่​เมื่อ​ประชาชน​รู้​แล้ว​จึง​ตาม​พระ​องค์​ไป ​พระ​องค์​ทรง​ต้อนรับ​เขา ตรัส​สั่ง​สอน​เขา​ถึง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ทุก​คน​ที่​ต้อง​การ​ให้​หาย​โรค​พระ​องค์​ก็​ทรง​รักษา​ให้​

ความจริง ช่วงเวลานั้นของพระเยซูที่เสด็จไปที่เปลี่ยว เพราะพระองค์และสาวกเหนื่อยจากการทำพันธกิจ และหิวด้วย (บันทึกในหนังสือมาระโกได้บอกในเหตุการณ์เดียวกันนี้ แสดงว่า พระเยซูกับสาวก ยังไม่ทันได้พัก ก็ต้องต้อนรับแขกแปลกหน้าจำนวนมาก พระเยซูไม่ได้ปฏิเสธ พระองค์ตอบสนองด้วยความสงสาร

มาระโก 6:31-34 31 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ไป​หา​ที่​เปลี่ยว​หยุด​พัก​หาย​เหนื่อย​สัก​หน่อย​หนึ่ง” เพราะ​ว่า​มี​คน​ไป​มา​เป็น​อัน​มาก​จน​ไม่​มี​เวลา​ว่าง​จะ​รับประทาน​อาหาร​ได้​32 ​พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​กับ​สาวก​ไป​ยัง​ที่​เปลี่ยว​แต่​ลำพัง​33 คน​เป็น​อัน​มาก​เห็น​พระ​องค์​กับ​สาวก​กำลัง​ไป และ​จำ​ได้ จึง​พา​กัน​วิ่ง​ออก​จาก​บ้าน​เมือง​ทั้ง​ปวง​ไป​ถึง​ก่อน​34 ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว ​ก็​ทรง​เห็น​ประชาชน​หมู่​ใหญ่ และ​พระ​องค์​ทรง​สงสาร​เขา เพราะ​ว่า​เขา​เป็น​เหมือน​ฝูง​แกะ​ไม่​มี​ผู้​เลี้ยง ​พระ​องค์​จึง​ทรง​สั่ง​สอน​เขา​เป็น​หลาย​ข้อ​หลาย​ประการ​

ยอห์นเป็นคนละเอียดอ่อน หนังสือยอห์นจะบันทึกเกี่ยวกับความรักของพระเยซูที่มีต่อสาวก และต่อคนมากมาย  คำที่ยอห์นใช้แสดงความรู้สึกของพระเยซุในการต้อนรับขับสู้ต่อแขกแปลกหน้าของพระองค์

ยอห์น 6:5-7 5 ​พระ​เยซู​ทรง​เงย​พระ​พักตร์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​คน​เป็น​อัน​มาก​พา​กัน​มา​หา​พระ​องค์ ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​ฟีลิป​ว่า “ทำ​อย่างไร​เรา​จึง​จะ​ซื้อ​อาหาร​ให้​คน​เหล่า​นี้​กิน​ได้”6 ​พระ​องค์​ตรัส​อย่าง​นั้น​เพื่อ​จะ​ลอง​ใจ​ฟีลิป​ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​แล้ว​ว่า ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ประการ​ใด​7 ​ฟีลิป​ทูล​ตอบ​พระ​องค์​ว่า “สอง​ร้อย​เหรียญ​เดนาริอัน​ ​ก็​ไม่​พอ​ซื้อ​อาหาร​ให้​เขา​กิน​กัน​คน​ละ​เล็ก​ละ​น้อย”

พระเยซูทรงมีวิธีที่พระองค์จะเลี้ยงอาหารประชาชนในเวลานั้นแล้ว แต่ที่ถาม เพื่อจะให้ฟิลิปคิดหาทางออกด้วยวิธีอย่างฟิลิป ซึ่งวิธีของฟิลิปคือ เป็นไปไม่ได้ที่จะเลี้ยงคนจำนวนมากขนาดนี้ได้  หนังสือมัทธิบันทึกว่า วิธีของสาวกคือ

มัทธิว 14:15-16 15 ครั้น​เวลา​เย็น​แล้ว​พวก​สาวก​มา​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ที่นี่​กันดาร​อาหาร​นัก และ​บัดนี้​ก็​เย็น​ลง​มาก​แล้ว ขอ​พระ​องค์​ทรง​ให้​ประชาชน​ไป​เสีย​เถิด เพื่อ​เขา​จะ​ได้​ไป​ซื้อ​อาหาร​รับประทาน​ตาม​หมู่​บ้าน​”16 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​สาว​กว่า “เขา​ไม่​จำเป็นต้อง​ไป​จาก​ที่นี่ พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด”

คำตอบของฟิลิปคือให้คนเหล่านั้น ไปตามทางของตัวเอง พึ่งพาตนเอง แต่คำตอบของพระเยซูคือ จงต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีต่อพวกเขา

น่าสนใจว่า พระเยซูทรงต้องการให้สาวกของพระองค์ยังรักษาการเชื่อมต่อกับประชาชน ด้วยการปรนนิบัติต่อประชาชน

16 ฝ่าย​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​สาว​กว่า “เขา​ไม่​จำเป็นต้อง​ไป​จาก​ที่นี่ พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” ไม่จำเป็นต้องไปจากที่นี่ คือคำที่บอกว่า อย่าให้พวกเขาจากไป จงเลี้ยงพวกเขาเถิด

คือการรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ และนี่คือคริสตจักรของพระเยซูที่แท้จริง คืออย่าให้เขาจากไป แต่จงเลี้ยงเขาเถิด

พระเยซูทรงตรัสกับเปโตรว่า ท่านคือเปโตร (อิฐก้อนเล็กๆ) และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเรา (หมายถึงพระเยซูเอง ทรงเป็นศิลา เป็นหินก้อนใหญ่ เป็นศิลามุมเอก ที่เชื่อมต่ออิฐก้อนเล็กๆทุกๆก้อนให้เป็นผลงานการสร้างเอาไว้ด้วยกัน

มัทธิว 16:18 18 ฝ่าย​เรา​บอก​ท่าน​ว่า​ท่าน​คือ​เปโตร​​ และ​บน​ศิลา​นี้ เรา​จะ​สร้าง​คริสตจักร​ของ​เรา​ไว้ และ​พลัง​แห่ง​ความ​ตาย​จะ​มี​ชัย​ต่อ​คริสตจักร​นั้น​หา​มิได้​

ทำไมพระเยซูจึงเรียกเปโตรว่า อิฐก้อนเล็กๆ ที่กำลังถูกสร้างบนศิลาคือพระเยซู

มัทธิซ 16:15-17 15 ​พระ​องค์​ตรัส​ถาม​เขา​ว่า “แล้ว​พวก​ท่าน​เล่า ว่า​เรา​เป็น​ใคร”16 ซีโมน​เปโตร​ทูล​ตอบ​ว่า “​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่”17 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ซีโมน​บุตร​โย​นาห์​เอ๋ย ท่าน​ก็​เป็น​สุข​เพราะ​ว่า​มนุษย์​มิได้​แจ้ง​ความ​นี้​แก่​ท่าน แต่​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​แจ้ง​ให้​ทราบ​

ในเหตุการณ์นี้ พระเยซูทรงถามสาวกของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระเยซูเป็นใคร และเปโตรตอบพระเยซูว่า พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเยซูตอบเปโตรว่าส เปโตรรู้จักพระเยซูด้วยการสำแดงที่มาจากพระเจ้า ไม่ใช่เพราะการได้ยินอีกต่อไป เปโตรจึงเป็นอิฐก้อนสำคัญที่กำลังถูกสร้างเป็นคริสตจักรของพระเยซู  นี่คือภาพของการเชื่อมต่อของคริสตจักรที่ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานที่สำคัญ  คำถามที่พระเยซูถามเปโตร ก็ส่งต่อมาถามเราในวันนี้เช่นเดียวกันว่า เราคิดว่าพระเยซูเป็นใคร แน่นอน เราได้ยิน เราได้ฟังคำสอนจากคนอื่น แต่ที่สำคัญกว่านั้น พระเจ้าต้องการให้คริสเตียนทุกคนมีประสบการณ์การยืนยันถึงความเป็นพระคริสต์ (แปลว่า ผู้ที่พระเจ้าทรงทรงเจิม แต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยให้รอดของมวลมนุษยชาติ เราจะแน่ใจ เข้าใจ มั่นใจได้อย่างไร นี่คือความรับผิดชอบของเราที่จะต้องแสวงหาคำตอบนี้ด้วยตัวเอง) พระเจ้าได้ประทานผู้ช่วย (พระวิญญาณบริสุทธิ์) เครื่องมือ (พระคัมภีร์) และผู้รับใช้ที่มีของประทน(การเป็นอัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้ประกาศ ศิษยาภิบาลและอาจารย์ )  วันนี้เราใช้บริการเหล่านี้อยู่หรือไม่

บางคนบอกว่า กำลังใช้อยู่ แต่เป้าหมายของการใช้คือการตอบสนองต่อความต้องการของเนื้อหนังของตนเองซะส่วนใหญ่ เรารู้หรือไม่ว่า เป้าหมายของพระเจ้าคืออะไร เปาโลค้นพบคำตอบนี้  หนังสือโรม โครินธ์ จึงเขียนอย่างเจาะจงเลยว่า เพื่อจะให้คริสเตียน คนของพระเจ้า เชื่อมต่อกัน ด้วยภาพที่เปาโลให้คืออวัยวะของร่างกาย

โรม 12:4-8  4 เพราะ​ว่า ใน​ร่างกาย​อัน​เดียว​นั้น เรา​มี​อวัยวะ​หลาย​อย่าง และ​อวัยวะ​นั้นๆ มิได้​มี​หน้าที่​เหมือน​กัน​ฉัน​ใด​5 พวก​เรา​ผู้​เป็น​หลาย​คน​ยัง​เป็น​กาย​อัน​เดียว​ใน​พระ​คริสต์​และ​เป็น​อวัยวะ​แก่​กัน​และ​กัน​ฉัน​นั้น​6 และ​เรา​ทุก​คน​มี​ของ​ประทาน​ที่​ต่างกัน ตาม​พระ​คุณ​ที่​ได้​ประทาน​ให้แก่​เรา คือ​ถ้า​เป็น​การ​เผย​พระ​วจนะ ​ก็​จง​เผย​ตาม​กำลัง​ของ​ความ​เชื่อ​7 ถ้า​เป็น​การ​ปรนนิบัติ​ก็​จง​ปรนนิบัติ ถ้า​เป็น​การ​สั่ง​สอน​ก็​จง​สั่ง​สอน​8 ถ้า​เป็น​การ​เตือนสติ​ก็​จง​เตือนสติ ถ้า​เป็น​การ​บริจาค ​ก็​จง​ให้​ด้วย​ใจ​กว้างขวาง ผู้​ที่​ครอบ​ครอง ​ก็​จง​ครอบ​ครอง​ด้วย​เอา​ใจ​ใส่ ผู้​ที่​แสดง​ความ​เมตตา ​ก็​จง​แสดง​ด้วย​ใจ​ยินดี

และเปโตรก็เขียนหนังสือเปโตร เพื่อจะให้คริสเตียนทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ต่างต้องพยายามพัฒนาตัวเอง เพื่อจะเชื่อมต่อกันและกัน แม้กระทั่งเชื่อมต่อกับคนแปลกหน้า ที่เปโตรเรียกว่า คนทั่วไป

2 เปโตร 1:5-7  5 เพราะ​เหตุ​นี้​เอง ท่าน​จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ เอา​ความ​รู้​เพิ่ม​คุณธรรม​6 เอา​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน​เพิ่ม​ความ​รู้ เอา​ขันตี​เพิ่ม​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน และ​เอา​ธรรม​เพิ่ม​ขันตี​7 เอา​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง​เพิ่ม​ธรรม และ​เอา​ความ​รัก​คน​ทั่วไป​เพิ่ม​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง​

ผู้รับใช้ของพระคริสต์…สัมพันธ์กันและกัน (เชื่อมต่อกัน) ไม่ใช่แค่เฉพาะคนในคริสตจักรเดียวกัน ไม่ใช่เฉพาะคนในกลุ่มเซลล์เดียวกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะเพื่อนซี้ คนสนิท เท่านั้น แต่แม้กระทั่งคนทั่วไปที่เราเชื่อมต่อ ก็ยิ่งทำให้ความรักฉันท์พี่น้อง (ภายในกลุ่มของเรายิ่งเข้มแข็ง) ความสัมพันธ์กันและกันของเรา จะไม่ใช่สิ่งที่สร้างกำแพงล้อมตัวเราเองไว้จากคนอื่น แต่ยิ่งทำให้เราทำลายกำแพงและออกไปหาคนอื่น คนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ขอให้ตาใจของเราทุกคนจงเปิดออก ออกจากคำนิยามคำว่า คนแปลกหน้า ออกจากคำว่า คนสนิท ออกจากคำว่า คนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ออกจากคำว่า คนกันเอง และเข้าสู่การเป็นอวัยวะของกายเดียวกัน ทำหน้าที่บทบาทของตนเองอย่างเหมาะสมในกายเดียวกันนี้ เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกอยากแยกตัวโดดเดี่ยว ไม่อยากนมัสการพระเจ้าด้วยกัน ไม่อยากไปทำกิจกรรมเดียวกัน (ข้าพเจ้าไม่ได้กำลังบอกว่า การไม่สามารถทำกิจกรรมโบสถ์เพราะติดภารกิจสำคัญ เป็นความผิด ) แต่กำลังบอกว่า ถ้าเรามีความรู้สึกไม่อยากมีส่วนร่วม ไม่อยากพบปะพี่น้องที่มีความเชื่อเดียวกัน มันคืออาการผิดปกติเหมือนอวัยวะในร่างกายที่ไม่ฟังชั่น ผิดปกติ เราจะรู้สึกมีไข้ ปวดหัวตัวร้อน เราจะรู้ว่า เราไม่สบาย

ทำนองเดียวกัน หากความรู้สึกนี้ เกิดขึ้น จงรู้เถิดว่า ความเป็นคริสเตียนของคุณกำลังป่วย ไม่สบาย ต้องรีบรักษาให้หายก่อนที่จะป่วยหนักกว่าเดิม เพราะผู้รับใช้ของพระคริสต์…ป่วยได้ แต่จะต้องรีบพาตัวเองกลับมาหายป่วย อาเมน

Leave a Comment