“ตามพระเยซูคริสต์…สวนกระแสในสถานการณ์โควิด”

ลูกา 19:11-27 (ชมวิดีโอได้จากลิงค์ utube คำเทศนา เพจ jaisamarnphetkasem11)

เมื่อคืน ข้าพเจ้าได้รับข้อความจากสมาชิกของเราท่านหนึ่ง ส่งมาว่า ขอบคุณอ.ไก่  วันนี้มีแต่คนบ่นว่าขายไม่ได้ขอบคุณในคำอธิษฐานที่ทำให้ร้านสวนกระแสขายได้ดีขอบคุณพระเจ้าขอบคุณศ.บของเราค่ะ   ดีใจด้วยค่ะ ข้าพเจ้าเชื่อว่า นอกจากพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญก็คือ ความสัตย์ซื่อ ในสิ่งที่ทำและได้รับมา  เอาไปลงทุนกับชีวิต อย่างผู้ขยัน โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดที่ทำให้หลายอย่างดูเหมือนหยุดนิ่ง แต่ก็เป็นโอกาสของคนที่ไม่หยุดนิ่ง ในการลงทุน สัตย์ซื่อในการทำและนำสิ่งที่ตนเองมี ไปลงทุนอย่างชาญฉลาด

ตามพระเยซูคริสต์…สวนกระแส..ในสถานการณ์โควิด เราเชื่อเช่นนั้น เราจะยังคงเคลื่อนไป ไม่หยุดนิ่ง ในทุกด้านของชีวิต พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเราในวันนี้ คือการลงทุน ที่ได้กำไร ในหนังสือลูกา 19:11-27

คำอุปมาของพระเยซูคริสต์ กล่าวถึง เจ้าเมืองคนนี้ มีชีวิตอยู่จริง คือ เจ้าชายเฮโรด อาเคเลาด์ เป็นลูกของกษัตริย์เฮโรดมหาราช ปกครองแคว้นยูเดีย และกว่าจะได้เป็นกษัตริย์แทนพ่อของตนเอง ได้เกิดเรื่องราวความแตกแยก แย่งชิงบัลลังค์กัน จนต้องเดินทางไปกรุงโรมเพื่อจะให้จักรพรรดิ์ซีซ่าตัดสิน เนื่องจากอาณาจักรโรมในเวลานั้นเป็นผู้มอบอำนาจให้กับกษัตริย์ของแคว้นต่างๆปกครองกันเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้อาณาจักรโรม ในคำอุปมาของพระเยซูคริสต์จึงเริ่มต้นว่า

ลูกา 19:12 12 พระ​องค์​ตรัส​ว่า “มี​เจ้า​นาย​องค์​หนึ่ง​กำ​ลัง​จะ​เดิน​ทาง​ไป​เมือง​ไกล​เพื่อ​รับ​อำ​นาจ​มา​ครอง​แผ่น​ดิน แล้ว​จะ​กลับ​มา​อีก13 ท่าน​จึง​เรียก​ทาส​ของ​ท่าน​สิบ​คน​มา มอบ​เงิน​ไว้​กับ​พวก​เขา​สิบ​มินา​แล้ว​สั่ง​ว่า ‘จง​เอา​ไป​ค้า​ขาย​จน​กว่า​เรา​จะ​กลับ​มา’14 แต่​ชาว​เมือง​เกลียด​ชัง​ท่าน​ผู้​นั้น จึง​ส่ง​ทูต​ตาม​หลัง​ไป​เพื่อ​ทูล​ว่า ‘เรา​ไม่​ต้อง​การ​ให้​ท่าน​ผู้​นี้​มา​ปก​ครอง’

การเดินทางของเจ้าชายอาเคเลาด์ (หรือกษัตริย์เฮโรดในปัจจุบันของพระเยซูเวลานั้น) ขณะเกิดขึ้น ชาวแคว้นยูเดีย คือคนยิวก็แสดงความเกลียดชังออกมาด้วยการต่อต้าน และส่งทูตไป น่าจะไปหาจักรพรรดิซีซ่าร์ ขณะกำลังทำการไต่สวนคำร้องของเจ้าชายอาเคเลาด์เพื่อขอสิทธิ์การเป็นรัชทายาทของกษัตริย์เฮโรดขึ้นปกครองเป็นคนต่อไป ก่อนที่เจ้าชายอาเคเลาด์จะไป ก็ได้ นำเงินมอบให้กับคนรับใช้ของท่าน เพื่อให้ไปลงทุน โดยมีค่าแรงหนึ่งมินาคุ้มในการรอสามเดือน สำหรับคนใช้แรงงาน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คาดว่า ขณะรอคอยการตัดสินจากซีซ่าร์ ท่านก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไป

สามเดือนที่ต้องรอ อย่างเจ้าชายอาเคเลาด์ ที่ต้องไปเรียกร้องสิทธิ์การได้ครอบครองที่กรุงโรม โดยให้จักรพรรดิซีซาร์เป็นผู้ตัดสิน ท่านทำอะไรไม่ได้ แต่ได้ให้คนรับใช้สิบคน ทำแทน โดยเอาเงินมินาไปลงทุน และนี่เป็นที่มาของคำอุปมาของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเปรียบเทียบพระองค์คือกษัตริย์เฮโรดอาเคเลาด์ ที่ประชาชนคนยิวรู้จักและไม่ชอบกษัตริย์เฮโรดอาเคเลาด์คนนี้ เพราะความเข้มงวดที่ทำกับคนรับใช้ของตนเอง โดยเฉพาะคนที่เอาเงินที่ให้ไปลงทุน แต่กลับไม่เอาไปลงทุน ถูกต่อว่า และริบเงินให้กับคนที่ทำกำไรสิบเท่า

พระเยซูทรงเล่าคำอุปมา เพื่อจะแสดงพระประสงค์ของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องจากบรรดาศิษย์ของพระองค์ไปด้วยเช่นกัน ขณะที่พระองค์ไม่อยู่ พระองค์จะต้องวางใจในศิษย์ของพระองค์ที่จะทำงานของพระองค์ สักวันหนึ่ง พระองค์ทรงกลับมาในฐานะกษัตริย์   เรื่องราวคำอุปมาเงินมินานี้ จะมาจากภูมิหลังของแคว้นยูเดีย แม้การเปรียบเทียบพระองค์เองกับกษัตริย์อาเคเลาด์จะทำให้คนฟังรู้สึกตกใจ เพราะอาเคลาด์ไม่ใช่ผู้ครองที่ดี ที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบเช่นนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตัวบุคคล แต่เป็นการเปรียบเทียบในเรื่องของสถานการณ์ เป็นการบอกล่วงหน้าว่า พระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จกลับมา และปกครองอาณาจักรของพระองค์ พร้อมให้รางวัลกับผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงทราบว่า ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับพระองค์ที่ทรงอ้างสิทธิ์ความเป็นกษัตริย์ ไม่ต้องการให้พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ และองค์พระผู้เป็นเจ้า หลายคนจะเป็นเหมือนผู้รับใช้เกียจคร้าน ซึ่งแม้จะยอมรับพระองค์เป็นพระเจ้า แต่ในภาคปฏิบัติ พวกเขาไม่ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอน

แต่ก็จะมีหลายคนที่เป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อ  แม้ต้องเผชิญกับการต่อต้าน การกดขี่ อย่างรุนแรง ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อพระเยซูคริสต์เจ้าต้องไม่เปลี่ยนแปลง และจะเชื่อฟังพระดำรัสของพระองค์ อย่างที่สุด ประเด็นในเรื่องนี้ คือ ผู้รับใช้มีเวลาสามเดือน แม้จะไม่มีเงินมากมายในการทำธุรกิจ แต่กษัตริย์จะดูการกระทำของพวกเขาเป็นหลัก แม้ว่ามีโอกาสและเงินทุนที่จำกัดก็ตาม พระเยซูคริสต์เจ้าไม่เคยตัดสินในสิ่งที่เราไม่เคยมี แต่ตัดสินในสิ่งที่เราทำ และได้รับมา

พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาว่า พระองค์กำลังจะเสด็จกลับมาแน่นอน แต่ขณะที่เรากำลังรอคอยพระองค์นั้น เราจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆของโลกนี้ ที่ใกล้จะสิ้นยุค  เราจะทำอย่างไร คำอุปมาเรื่องเงินมินา คือ คำสอนที่พระเยซูคริสต์  ทรงให้ไว้กับศิษย์ของพระองค์ เพื่อนำไปใช้ในการตามพระเยซูคริสต์…สวนกระแสกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด ในวันนี้

คำอุปมาของพระเยซูคริสต์ทำให้ศิษย์ของพระองค์ฟังแล้ว เข้าใจ เกี่ยวกับการใช้เวลา เงิน ความสามารถลงทุนในขณะรอคอย เงื่อนไขของเวลาคือสามเดือน ที่ว่า จะได้ค่าจ้าง หนึ่งมินา คือค่าแรงของคนงานสามเดือน เงินต้น และกำไร เขาต้องคืนให้กับเจ้าชายอาเคเลาด์ แต่เขาจะได้ค่าจ้างคือเงินมินาสามเดือน น่าสนใจว่า ตอนให้เงิน ไม่ได้บอกเป้าหมายว่า จะให้ทำกำไรเท่าไหร่กับเงินที่มอบให้ลงทุน แต่ตกลงเรื่องค่าจ้างไว้แล้ว คือทุกคนจะได้ค่าจ้างเท่ากัน

มีอีกที่หนึ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงเล่าคำอุปมาถึงค่าจ้างคนทำสวน มาเช้าสายบ่ายเย็นได้รับค่าจ้างเท่ากัน จนมีคนำไม่พอใจที่เขามาตอนเช้า แต่ทำไมได้ค่าจ้างเท่ากับคนที่มาตอนใกล้จะหมดวัน เจ้าของสวนตอบว่า ก็เขาพอใจจะให้  เป็นสิทธิ์ของผู้ให้ ตีความคำอุปมาตอนนี้ คือ เรื่องความรอด  ใครมารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ รับพระสัญญาการช่วยให้รอดจากการพิพากษาโลกนี้ ได้รับเท่ากัน ใครมาก่อนมาหลัง ก็จะได้เท่ากัน ซึ่งในสำนวนของพระเยซูอีกตอนหนึ่งก็จะใช้คำว่า คนต้นอาจเป็นคนปลาย คนปลายอาจเป็นคนต้น ประยุกต์ใช้กับความรอดในตอนนี้ด้วยเช่นกัน แต่ว่า…เรื่องเงินมินา คือการใช้เวลาในการรอคอย ขณะที่เราทุกคนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

และโดยเฉพาะ ขณะกำลังเผชิญกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งทำให้สามารถหาเหตุผลข้ออ้างมากมายว่า โควิดทำให้แย่ อะไรๆก็ขายไม่ได้ อะไรก็หยุดนิ่ง ต้องอยู่บ้าน เศรษฐกิจแย่ ร้านค้าต่างๆ กิจการต่างๆปิดตัวไปหมด แม้แต่คริสตจักรก็ปิดและหยุดนิ่ง (จริงหรือ?) ในความเป็นจริง คริสตจักรไม่ได้ปิด ตรงกันข้ามคริสตจักรเปิดตลอดเวลา จะนมัสการ ฟังเทศนา เรียนพระคัมภีร์ตอนไหนก็ได้ จะคุยกับศิษยาภิบาลคนไหนก็ได้  คริสตจักรกำลังทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อของคริสตจักร  เราได้เห็นคริสตจักรสวนกระแส ในสถานการณ์โควิด เรากำลังเอากำลังความสามารถทุกอย่างที่ได้รับจากพระเยซูคริสต์เจ้ามาลงทุนให้เกิดกำไร และคืนให้กับพระองค์ ระหว่างรอคอย เราเกิดผล ในรูปแบบใหม่  และพี่น้องก็กำลังเกิดผลในรูปแบบใหม่ด้วยเช่นกันใช่ไม๊

ตามพระเยซูคริสต์…สวนกระแสในสถานการณ์โควิด ขอให้เราทั้งหลายสำรวจสิ่งที่มี ไม่ว่าจะเป็นเวลา ความสามารถ และความเชื่อ ความศรัทธา ที่เรามีในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์ไม่คาดหวังในสิ่งที่เราไม่มี พระองค์มีค่าจ้างสำหรับการรอคอย พระองค์ให้ทุนแก่เรา เวลานี้ คืออะไร

น้ำครึ่งแก้ว ที่คนมักจะมองส่วนที่ขาด แทนที่จะมองส่วนที่มีครึ่งแก้ว และมักจะพยายามจะหาส่วนที่ขาดมาเติมเต็ม ในขณะที่มีส่วนที่จะใช้ประโยชน์ได้  นี่คือคนที่นำส่วนที่รับมอบหมายไปลงทุน ได้กำไรสิบเท่า ห้าเท่า สองเท่า….

ลูกา 19:15-18 15 เมื่อ​ท่าน​ได้​รับ​อำ​นาจ​ครอง​แผ่น​ดิน​กลับ​มา​แล้ว ท่าน​จึง​เรียก​พวก​ทาส​ที่​ท่าน​ให้​เงิน​ไว้​นั้น​มา เพื่อ​จะ​ดู​ว่า​พวก​เขา​ค้า​ขาย​ได้​กำ​ไร​เท่าไหร่16 คน​แรก​มา​บอก​ว่า ‘ท่าน​เจ้า​ข้า เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน​ได้​กำไร​มา​อีก​สิบ​มินา’17 ท่าน​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี เพราะ​เจ้า​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​เล็ก​น้อย เจ้า​จง​มี​อำ​นาจ​ครอบ​ครอง​สิบ​เมือง​เถิด’18 คน​ที่​สอง​มา​บอก​ว่า ‘ท่าน​เจ้า​ข้า เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน​ได้​กำ​ไร​มา​อีก​ห้า​มินา’

หนึ่งมินา อาจตีความถึงสิ่งที่มี มีครอบครอง รับมอบหมาย ในระยะเวลาของการรอคอย เจ้านายกลับมา  ระยะเวลาเหมือนกัน คนหนึ่งใช้เวลาให้ชีวิตของตนเอง เกิดผลเป็นสิบเท่า คนหนึ่งเกิดผลห้าเท่า นั่นแปลว่า ไม่มีใครจะสามารถตอบได้ว่า ตนเองมีเวลาที่แย่ เวลาที่ไม่เอื้ออำนวย เวลาที่จำกัด หรือไม่มีเวลาที่จะเกิดผล  ทุกคนมีเวลาเท่ากัน  เพียงแต่ใครจะใช้เวลาอย่างชาญฉลาดที่จะทำให้สิ่งที่มี ต่อยอดสร้างผลกำไรต่อชีวิตของตนเอง และต่อคนรอบข้าง

รางวัลที่เจ้านายมอบให้กับคนที่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เกินจากที่มี แทนที่จะใช้เวลาให้หมดไปวันๆ มีสามเดือนก็ใช้มันให้หมดไปทั้งสามเดือน แต่คนที่เกิดผลสิบเท่า กลับใช้เวลาสามเดือน ทำผลกำไร เท่ากับคนที่ต้องใช้เวลา สามเดือน คูณสิบเท่า คือ สามสิบเดือน เป็นเวลาสองปีครึ่ง ที่ไม่ต้องเสียไปค่ากิน ค่าอยู่ ค่าสารพัดที่จ่ายไปกับเวลาที่อยู่ไปวันๆ  และรางวัลที่ให้กับคนที่ใช้เวลาเป็น เซอร์ไพร์สมาก คือให้ไปครองเมือง สิบเมือง  เพราะผ่านบททดสอบของการต่อยอดทุนที่ตนเองมี  ครองเมือง เป็นเรื่องของการปกครองคน เกี่ยวกับคน ไม่ใช่เกี่ยวกับเงินอีกต่อไป

พระเยซูคริสต์ทรงคาดหวังให้เราใช้เวลาขณะรอคอยพระองค์ อย่างคนขยัน ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า และมีเป้าหมาย คือ พัฒนาตนเองเพื่อจะเกี่ยวข้องกับคน  สิบมินา ได้ครองเมืองสิบเมือง ห้ามินา ได้ครอบเมืองห้าเมือง  คุ้มค่าของการลงทุน เกี่ยวกับเงิน ในวันนี้

หัวข้อธิษฐานในรุ่งอรุณของเรา เราอธิษฐานขอให้พี่น้องของเราสามารถสวนกระแสในเศรษฐกิจ ธุรกิจ การค้า การเงิน แต่ก็ย้ำในตอนท้ายของหัวข้อคำอธิษฐานว่า อย่าโลภ  เราได้เห็นบางคนสวนกระแสในสถานการณ์โควิด ในระลอกแรก แล้วลงทุนและขยาย ตอนนี้ เจอระลอกสาม เจ๊ง เพราะชะล่าใจ คิดว่า โควิดจะไม่กลับมาอีก

ข้าพเจ้าคิดถึงคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 เราถูกเตรียมมาตั้งแต่ต้น เรื่องการอธิษฐานรุ่งอรุณ การมีเพจคริสตจักร ไม่ใช่เพื่อรองรับโควิด เพราะตอนนั้นยังไม่มีโควิด มีคนถามข้าพเจ้าว่า อาจารย์จะเลิกทำเมื่อไหร่ ข้าพเจ้าตอบเขาว่า ทำไปจนกว่าจะหมดแรงทำ ไม่ใช่ทำๆหยุดๆ พอโควิดมา เราก็ไม่รู้สึกว่า เป็นภาระ เพราะทำในสิ่งที่เรามี คือทำมาก่อนแล้ว หมดโควิดระลอกหนึ่ง ระลอกสอง จนระลอกสาม มันก็ไม่ได้ทำให้เราอยากจะหยุดทำ หรือทำไปเพื่อแก้ปัญหาโบสถ์ปิด เราทำเพราะเรากำลัเพิ่มพูนสิ่งที่เรามี  ขอพระเจ้าช่วยให้เราทุกคน เห็นรูปแบบของคริสตจักรใจสมานเพชรเกษม 11 เป็นโมเดลสำหรับสมาชิกคริสตจักรที่จะฝึกชีวิตของตนเองในทุกด้าน อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ว่าเราจะอยู่ในตอนต้นหรือตอนปลาย เราก็จะเป็นคนต้น คนปลายที่ยังต่อยอดสวนกระแสกับทุกสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด

ข้าพเจ้าได้อ่านบทความหนึ่ง เกี่ยวกับเหตุผลว่า ทำไม ประเทศญี่ปุ่น จึงไม่มีการพัฒนาวัคซีน ทั้งๆที่เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยี่ล้ำหน้าระดับต้นๆ  คำตอบคือ บริษัทยาของประเทศญี่ปุ่น เคยมีประสบการณ์กับการพัฒนาวัคซีนเรื่องโรคซาร์ พอ พัฒนาเสร็จโรคซาร์หายไป การพัฒนานั้น จึงกลายเป็นเสียเวลา มาครั้งนี้ที่เจอโควิด ที่มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคซาร์ บริษัทยาในประเทศญี่ปุ่นจึงไม่พัฒนา เพราะกลัวเสียเวลาแบบคราวที่แล้ว แต่ปรากฏว่า โควิดอยู่นานกว่าโรคซาร์ และทำท่าจะอยู่อีกนาน จะเริ่มพัฒนาวัคซีนตอนนี้ก็ช้าไปเสียแล้ว จึงใช้วิธีซื้อเอา ขอบคุณพระเจ้าสำหรับประเทศไทย ที่มีทั้งซื้อ และพัฒนา และมาถึงวันนี้ เรากำลังจะมีวัคซีนที่เราผลิดเองได้ในไม่ช้า เพราะโควิดมันอยู่นาน และจะอยู่นานอีกไม่รู้นานแค่ไหน มีคนส่งไลน์มาให้ข้าพเจ้าว่า บรรดาพวกแพทย์ประเมินสถานการณ์ตอนนี้ว่า โควิดจะอยู่อีกสิบห้าวัน แต่ถ้ามีคลัสเตอร์ใหม่ ก็ตัวใครตัวมัน ตอนนี้ทุกคนกักตัวเอง เพื่อหยุดโควิดในอีกสิบห้าวันข้างหน้า

เมื่อเช้า ข้าพเจ้ายังได้รับโทรศัพท์จากสมาชิกบางคนที่ตกข่าว  ยังคงโทรมาถามว่า วันนี้ โบสถ์เปิดไม๊ ข้าพเจ้าต้องตอบว่า ทางการห้ามชุมนุมเกิน 20 คน ยังไม่เปิดค่ะ

ตามพระเยซูคริสต์…สวนกระแสสถานการณ์โควิด  มีคำถามว่า เราทั้งหลายกำลังทำอะไร เพื่อเพิ่มพูนสิ่งที่มี ไม่ใช่ใช้ให้หมดไป

คนรับใช้ที่ไม่ได้เพิ่มพูน สุดท้าย ถูกริบเงินมินา คือไม่ได้ค่าจ้างสามเดือน เท่ากับเวลาที่เขารอคอย สูญเปล่า ผลปลายทางคือ หมดตัว ไม่มีทุนที่จะนำไปเกิดผลได้อีก  เวลาที่อยู่ต่อไป อยู่อย่างคนหมดตัว อ.เปาโลได้ใช้ภาพเปรียบเทียบเหมือนคนที่รอดจากไฟ ตัวเปล่าเปลือย

1โครินธ์ 3:13-15 13 การ​งาน​ของ​แต่​ละ​คน​ก็​จะ​ปรา​กฏ​ให้​เห็น เพราะ​วัน​พิพาก​ษา​นั้น​จะ​สำ​แดง​ให้​เห็น คือ​จะ​ถูก​เผย​ให้​เห็น​ด้วย​ไฟ และ​ไฟ​นั้น​จะ​พิสูจน์​ว่า​การ​งาน​ของ​แต่​ละ​คน​เป็น​อย่าง​ไร14 ถ้า​การ​งาน​ของ​ใคร​ที่​ก่อ​ขึ้น​ทน​อยู่​ได้ คน​นั้น​ก็​จะ​ได้​บำ​เหน็จ15 ถ้า​การ​งาน​ของ​ใคร​ถูก​เผา​ไหม้​ไป คน​นั้น​ก็​จะ​ได้​รับ​ความ​สูญ​เสีย ส่วน​ตัว​เขา​เอง​จะ​รอด แต่​เหมือน​ดัง​รอดจากไฟ

ให้เราสำรวจการงานต่างๆที่เรากำลังทำ ตามพระเยซูคริสต์..สวนกระแสในสถานการณ์โควิด อย่างไร

ในพระนามพระเยซู…เราขอสั่ง ใจของเรา การกระทำของเรา และสิ่งที่จะมาขัดขวางใดๆ ให้ไม่สามารถหยุดยั้งการสวนกระแสของเราได้ ในสถานการณ์โควิดที่คนมากมายหยุดนิ่ง แต่เรากำลังเคลื่อนไป

คนมากมายกำลังสิ้นหวัง แต่เรามีความหวัง

คนมากมายกำลังหมดพลัง แต่เรายิ่งมีพลังเหลือล้น

คนมากมายกำลังยากจน แต่เรายิ่งมั่งคั่ง

คนมากมายกำลังยึดติด แต่เราปล่อยวางได้ง่าย

คนมากมายกำลังเป็นทุกข์ แต่เรามีความสุข

คนมากมายกำลังฟุ่มเฟือย แต่เราอยู่อย่างพอเพียง

คนมากมายกำลังสาปแช่ง แต่เรามีคำอวยพร

คนมากมายกำลังเป็นลบ เราพบแต่บวก  อาเมน

ตามพระเยซูคริสต์…สวนกระแสในสถานการณ์โควิด

Leave a Comment