|
|
|
| |
หัวข้อ“ชีวิตที่ขอแล้วจะได้อย่างพระเยซูคริสต์้้”
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริีิ
|
|
| |
|
|
| |
สดุดี 37:23-26 23ถ้าพระเจ้าทรงนำย่างเท้าของมนุษย์คนใด และคนนั้นพอใจในมรรคาของพระองค์ 24แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้ 25ข้าพเจ้าเคยหนุ่ม และเดี๋ยวนี้แก่แล้ว แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมถูกทอดทิ้ง หรือลูกหลานของเขาขอทาน 26เขาแจกจ่ายอย่างกว้างขวางและให้ยืมเสมอ และลูกหลานของเขาก็เป็นคำพร ในสังคมบ้านเรามีขอทานอยู่สองประเภท หนึ่งคือ ช่วยตัวเองไม่ได้จริงๆ เลยต้องขอทาน ส่วนอีกประเภทคือ มีอาชีพเป็นขอทาน บางคนก็ยอมทำตัวเป็นคนพิการ ดูน่าสงสาร เพื่อจะทำอาชีพขอทาน แต่เราก็เห็นคนพิการมากมายก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นขอทาน เพราะเขาต้องการดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง อย่างคุณไหม ที่เขียนหนังสือที่ชื่อว่า ชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ในร่างกายที่พิการ (ขยับได้แต่ส่วนคอ) นี่คือชีวิตคริสเตียนที่พิการแต่ร่างกายและใจขยันสุดๆ เป็นแบบอย่างแก่คนมากมายที่มือเท้ายังดีแต่ขี้เกียจ สุภาษิต 19:15 15ความเกียจคร้านทำให้หลับสนิท และคนขี้เกียจจะต้องหิว คนขยัน แม้กินน้อยก็อิ่ม แต่คนเกียจคร้าน หิวไม่ใช่เพราะไม่มีกิน หิวเพราะขี้เกียจกิน สุภาษิต 19: 24 24คนเกียจคร้านฝังมือของตัวไว้ในชาม และไม่ยอมแม้แต่จะนำอาหารมาสู่ปากของตน สุภาษิต 26:15-16 15คนเกียจคร้านฝังมือของเขาไว้ในชาม
เขาเหน็ดเหนื่อยที่จะนำมือกลับมาที่ปากของตน 16คนเกียจคร้านเห็นว่าตัวเองฉลาดกว่า คนเจ็ดคนที่ตอบได้อย่างหลักแหลม ชีวิตที่ขอแล้วจะได้ ไม่ใช่ชีวิตที่เอาแต่ขอ ไม่ใช่ชีวิตที่เกียจคร้าน พระคัมภีร์ลูกาซีรี่ส์วันนี้ เป็นคำสอนของพระเยซูคริส์เจ้าที่ทรงสอนสาวกเรื่องการขอแล้วจะได้ หาแล้วจะพบ เคาะแล้วจะเปิด ลูกา 11:1-13 1 เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พอจบแล้วสาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอสอนพวกข้าพระองค์ให้อธิษฐาน เหมือนยอห์นได้สอนพวกศิษย์ของตน” 2พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่ออธิษฐาน จงว่า 'ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ 3ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายทุกๆวัน 4ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยว่าข้าพระองค์ยกความผิดของทุกคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ขออย่าทรงนำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง' ” 5พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ผู้ใดในพวกท่านมีมิตรสหายคนหนึ่ง และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยงคืนพูดกับเขาว่า 'เพื่อนเอ๋ย ขอให้ฉันยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด 6เพราะเพื่อนของฉันคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาฉัน และฉันไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน' 7ฝ่ายมิตรสหายที่อยู่ข้างในจะตอบว่า 'อย่ารบกวนฉันเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงเดียวกับฉันแล้ว ฉันจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้' 8เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ 9เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน 10เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา 11มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอ(สำเนาโบราณหลายฉบับ เพิ่มว่า ขนมปัง จะเอาก้อนหินให้เขาหรือ หรือถ้าขอ) ปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ 12หรือถ้าขอไข่ จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ 13เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์”
หนังสือลูกาเป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องการอธิษฐานมากกว่าหนังสือพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ ดูเหมือนจะเน้นให้เห็นชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่มีการอธิษฐานควบคู่กันอยู่เสมอ เมื่อพระองค์รับบัพติศมาในน้ำ ลูกา 3:2 ขณะพระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ลูกา5:16 ก่อนที่พระองค์จะเลือกสาวก พระองค์ทรงอธิษฐานอย่างต่อเนื่องทั้งคืน ลูกา 6:12-13 พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนตัวในการอธิษฐาน ลูกา 9:18 การเปลี่ยนสภาพของพระองค์เกิดขึ้นขณะอธิษฐาน ลูกา9:28-29 และพระเยซูคริสต์กำชับสาวกของพระองค์ให้อธิษฐาน ลูกา22:46 46พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “นอนหลับทำไม จงลุกขึ้นอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่ต้องถูกการทดลอง” พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกตามที่สาวกขอโดยการยกตัวอย่างเวลาเที่ยงคืนกับความต้องการของคนสำหรับเรื่องการอธิษฐาน เวลาเที่ยงคืนข้ามจากวันเก่าไปสู่วันใหม่ เป็นเวลาแห่งการพักผ่อนนอนหลับ ในยุคสมัยโบราณ การเดินทางมาถึงในเวลาเที่ยงคืนแสดงว่ามาไกล และคงมีเรื่องเร่งด่วน จึงไม่ได้แวะพักที่ไหน การหาอาหารในยามกลางคืนไม่ได้หาง่ายๆตามท้องถนน สภาพของคนเดินทางมาจากแดนไกลคงจะหิว และบ้านของผู้ต้อนรับคนเดินทางไม่มีอาหาร จึงต้องไปขอยืมจากเพื่อนบ้าน สมัยนั้น ไม่มีโทรศัพท์ส่วนตัว การเรียกของเพื่อนบ้านไปสู่เพื่อนบ้านรายนี้ น่าจะใช้วิธีเคาะประตู เรียกด้วยเสียงกระซิบ เจ้าของบ้านที่ได้ยินน่าจะเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งทำหน้าที่ต้องตื่นไว เพราะมีหน้าที่ปกป้องครอบครัว คนในบ้านหลับสนิทหมด เสียงเรียกปลุกให้เจ้าบ้านตื่น เจ้าบ้านมีสิ่งที่เขาต้องการแต่ไม่อยากลุกทำให้ เพราะลูกๆนอนร่วมเตียงเดียวกับเขา หมายถึงทุกคนนอนอยู่ในห้องเดียวกันหมด ประตูก็ปิด ซึ่งไม่ง่ายในการที่จะเปิด ไม่สามารถทำได้ แปลว่า ไม่อยากทำให้ในเวลานี้ พระเยซูคริสต์ทรงอธิบายถึงกุญแจสำคัญในการอธิษฐานเกิดจากการวิงวอนไม่ใช่เพราะความเป็นมิตรสหาย 8เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ 9เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน 10เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา ทุกคนในที่นี้ คือใครก็ได้ที่วิงวอน ความซี้กัน ไม่ใช่สิทธิพิเศษในการขอแล้วจะได้ มีคริสเตียนที่ชอบขอให้อาจารย์ช่วยอธิษฐานเผื่อหน่อย อาจารย์ขอแล้วจะได้ หนูขอแล้วไม่ค่อยได้ ที่อาจารย์ขอแล้วจะได้ ไม่ใช่เพราะอาจารย์เป็นอาจารย์ที่ซี้กับพระเยซู แต่เพราะอาจารย์ขยัน แล้วทำไมเราไม่ขยันบ้างหล่ะ คำว่าวิงวอน ซึ่งอธิบายลักษณะของการเรียกร้องไม่หยุด มีความหมายถึง ตื้อ (ขยันตื้อพระเจ้า)ในพระคัมภีร์เดิมมีนักตื้อพระเจ้าคนหนึ่ง ตื้อจนพระเจ้าต้องยอมแพ้ ปฐมกาล 32:26-29 26บุรุษนั้นจึงว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” 27บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า “เจ้าชื่ออะไร” ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ” 28บุรุษนั้นจึงว่า “เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล(แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระเจ้าทรง ปล้ำสู้) เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” 29ยาโคบจึงถามบุรุษผู้นั้นว่า “ขอท่านบอกข้าพเจ้าว่าท่านชื่ออะไร” แต่บุรุษนั้นกล่าวว่า “เหตุไฉนเจ้าจึงถามชื่อเรา” แล้วก็อวยพรยาโคบที่นั่น คำว่า “สู้” กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ รากศัพท์ภาษาฮีบรูแปลว่า การออกแรงกับพระเจ้า และกับมนุษย์ (ตัวเอง) คือการสู้กับตัวเอง และได้ชัยชนะ แต่กับพระเจ้า ไม่ชนะแต่ได้ออกแรงกับพระเจ้า และชนะด้วยแรงตื้อ ทำไมยาโคบจึงไม่ยอมปล่อยทูตของพระเจ้าไป เพราะยาโคบอยู่ในสภาพที่เรียกว่า จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายตัวองผู้ที่ได้ประกาศว่า เห็นยาโคบเมื่อไหร่ ตาย!!! ยาโคบกลัวพี่ชายของตนเอง ปฐมกาล 25:27เอซาวก็เป็นพรานมือแม่น เป็นชาวทุ่ง ฝ่ายยาโคบเป็นคนเงียบๆอยู่กับบ้าน ยาโคบกลัว เพราะตัวไปทำไม่ดีไว้กับพี่ชาย ปฐมกาล 27:36 36เอซาวพูดว่า “เขามีชื่อว่ายาโคบก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ เพราะเขาหลอกฉันสองหนเข้านี่แล้ว เขาเอาสิทธิบุตรหัวปีของฉันไป และคราวนี้เขาเอาพรของฉันไปอีกด้วย” ยาโคบไม่สามารถชนะใจพี่ชายได้ เพราะไปทำเจ็บไว้กับเขาแต่ละเรื่องๆใหญ่ทั้งนั้น แต่เมื่อยาโคบชนะตัวเองและชนะใจพระเจ้า ยาโคบได้รับชื่อใหม่ ที่แปลว่า ผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า และชนะใจพระเจ้า พระเจ้าทรงเปลี่ยนเอซาวจากเกลียดชังอยากจะฆ่าให้กลับมารักยาโคบ ชีวิตที่จะทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ ไม่ใช่รอคอยแต่ความฟลุ๊ค ความบังเอิญอย่างคนเพ้อฝัน แต่ต้องออกแรงกับตัวเองและออกแรงกับพระเจ้า อิสยาห์ 62:26-27 6โอ เยรูซาเล็มเอ๋ย บนกำแพงของเจ้า เราได้วางยามไว้ ตลอดกลางวันและตลอดกลางคืน เขาทั้งหลายจะไม่ระงับเสียงเลย เจ้าทั้งหลายผู้ที่คอยฟื้นความทรงจำของพระเจ้า ไม่ต้องหยุดพัก 7และอย่าให้พระองค์หยุดพัก จนกว่าพระองค์จะสถาปนา และกระทำกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นที่สรรเสริญในแผ่นดินโลก อิสยาห์กล่าวถ้อยคำของพระเจ้าว่า อย่าให้พระเจ้าหยุดพัก จนกว่าพระเจ้าจะเปลี่ยนชะตากรรมของกรุงเยรูซาเล็มจากร้ายให้กลายเป็นดี พระเจ้าทรงใช้อิสยาห์พูดถึงพระเจ้าเอง พระเจ้าจะไม่ยอมหยุดพักเมื่อมนุษย์ผู้แสวงหาพระองค์กำลังเรียกร้องต่อพระเจ้าอย่างไม่หยุดพัก เพราะพระเจ้าไม่เคยหลับ ไม่เคยง่วง สดุดี 121:1-3 ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน 2ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก 3พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป พระองค์ผู้ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป 4ดูเถิด พระองค์ผู้ทรงอารักขาอิสราเอล จะไม่ทรงหลับสนิทหรือนิทรา คนยามในอิสยาห์หมายถึงคนที่ทำหน้าที่อธิษฐาน ส่งเสียงต่อพระเจ้า เป็นคนที่คอยทวงพระสัญญาของพระเจ้า และไม่ยอมหยุดพัก คำว่า “พัก” ในภาษาฮีบรูนี้ แปลว่า อย่าเงียบ คนที่คอยฟื้นพระสัญญาของพระเจ้าต้องไม่เงียบ ต้องส่งเสียงเตือนพระเจ้าถึงพระสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออิสราเอล และอย่าให้พระเจ้าหยุดพัก คือคำ “พัก” เดียวกัน คือ ต้องให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐาน พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า 8เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ เจ้าบ้านที่ไม่ยอมลุกเพราะกำลังพักกับครอบครัว แม้เขาจะพักเหมือนไม่พัก หน้าที่ของเจ้าบ้านคือตื่นอยู่ตลอดเวลา แม้หลับก็ยังตื่นสำหรับครอบครัว เพราะฉะนั้น เขาสามารถลุกได้หากเสียงเรียกร้องนั้นกระทำอย่างต่อเนื่อง มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า งานของพระเจ้าคือ คอยตอบคำอธิษฐานของคริสเตียน แต่ปัญหาคือ คริสเตียนเงียบไม่ค่อยส่งเสียงอธิษฐาน เราจึงเห็นคริสเตียนไม่น้อยไม่ค่อยได้รับคำตอบจากพระเจ้า และปัญหาอีกอย่างที่คริสเตียนไม่ค่อยอธิษฐานเพราะไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร โรม 8:26 26ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ คำว่า อ่อนแอในชีวิตของมนุษย์เกิดจากความป่วยทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการป่วยฝ่ายวิญญาณ ความอ่อนแอทำให้มนุษย์ไม่รู้ว่าอะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า มนุษย์เรียกร้องอย่างไม่หยุดพักตามใจมนุษย์แต่ไม่ตรงใจพระเจ้า และนี่คือที่มาของการสอนเรื่องการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ และแก่คนรุ่นต่อๆมาอย่างเราทั้งหลายในเรื่องการอธิษฐานขอจากพระเจ้า
1. “ขอ”แล้วจะได้ ลูกา 11:2-4
2พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เมื่ออธิษฐาน จงว่า 'ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ 3ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายทุกๆวัน 4ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยว่าข้าพระองค์ยกความผิดของทุกคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ขออย่าทรงนำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง' ”
มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า หากเริ่มต้นดี (มีชัยไปกว่าครึ่ง) พระเยซูคริสต์สอนสาวกในการอธิษฐานโดยเริ่มต้นการ“ขอ” ที่ดี เพื่อการขอต่อๆไปก็จะดำเนินไปอย่างไม่ติดขัด เริ่มจาก ความสัมพันธ์ของผู้ขอต่อพระเจ้า ในฐานะที่พระองค์เป็นพระบิดา และตนเองเป็นลูก โรม 8:15-16 15เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา 16พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า สำหรับคนยิว ไม่กล้าเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา คนยิวกลัวการเรียกชื่อพระเจ้า อพยพ 20:7 7“อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่ สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้ ขนาดเรียกชื่อพระเจ้าอย่างไม่สมควร ยังถือว่ามีโทษ แล้วจะเรียกสรรพนามพระเจ้าว่าพระบิดาได้อย่างไร ในตอนนี้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสอนสาวกให้เรียกสรรพนามพระเจ้าว่าพระบิดา เหมือนกับมนุษย์เรามีเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทเราจะเรียกพ่อของเราตามเรา พระเยซูคริสต์กำลังทำอย่างนั้นกับสาวกและกับเราทั้งหลาย พระองค์กำลังบอกกับเราว่า เรียกพระบิดาของเราเหมือนกับที่เราเรียก ยอห์น 15:15 15เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้ดำเนินชีวิตการอธิษฐานเหมือนพระองค์ ด้วยการขอ “ห้า” ประการ
ประการแรก “ขอ” ให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ความหมายคำว่า “เคารพสักการะ” หมายถึง การเป็นที่ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์จริงๆ Hallowed be มิใช่แสร้งทำอย่างที่พวกฟาริสี ธรรมาจารย์พยายามห้ามคนนั้นคนนี้เอ่ยถึงพระนามของพระเจ้าอย่างไม่ควร จนกลายเป็นความกลัวที่จะเข้าใกล้พระเจ้า จนชีวิตของคนห่างไกลจากพระเจ้า เมื่อคนดำเนินชีวิตห่างไกลจากพระเจ้าก็จะรู้สึกว่า พระเจ้าไม่เห็น จึงดำเนินชีวิตในทางชั่วร้าย คิดชั่วทำชั่วตอบสนองอย่างชั่วๆ คำว่าหัวหกก้นขวิด หมายถึงชีวิตกลับหัวกลับหาง ที่ควรจะดีก็เป็นเลว ที่เลวก็ไม่กลับใจ แต่ยิ่งหลงระเริงในบาป ชีวิตที่จะหันกลับมาดีได้ ต้องเป็นชีวิตที่อยู่ใกล้พระเจ้า และให้ความบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นจริงในชีวิต ชีวิตจึงจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อยู่ใกล้อะไรก็เหมือนอย่างนั้น ดูในทีวี คนแต่งตัวเหมือนสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์เลี้ยงแต่งตัวเหมือนคน งงส์ หรือคนอยู่กับเครื่องจักรจนจะเหมือนเครื่องจักร ไม่มีกะจิตกะใจ ไร้ความรู้สึก ทำงานเหมือนเครื่องจักร หรือคนอยู่กับสิ่งยั่วยวนอะไรก็อ่อนตามสิ่งยั่วยวนนั้น 2 เปโตร2:19.....เพราะว่ามนุษย์พ่ายแพ้แก่สิ่งใด เขาก็เป็นทาสของสิ่งนั้น
ประการที่สอง “ขอ” ให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ พระเยซูคริสต์ตรัสในมัทธิว 12:28 28แต่ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว เมื่อชีวิตของผู้ขอที่ยอมให้พระเจ้าเสด็จเข้ามาในชีวิต วิญญาณชั่วอำนาจมืดไม่สามารถอยู่ได้ มันต้องออก ชีวิตคนไม่น้อยที่เป็นอาณาจักรของมารมากว่าอาณาจักรของพระเจ้า หากมีเครื่องเอ็กซเรย์ความคิด เราอาจจะตกใจที่แม้แต่คริสเตียนก็คิดอย่างมาร แทนที่จะคิดอย่างพระเจ้าคิด คิดอย่างมารคือคิดตรงกันข้ามกับพระเจ้า ซาตานมีชื่อว่าผู้เป็นปฏิปักษ์ แปลว่า ฝ่ายตรงกันข้าม มีคริสเตียนที่คิดไม่ตรงกับพระเจ้าหรือไม่ (มี) ไม่น้อย แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่เมื่อไหร่ เมื่อผีมารซาตานออกจากความคิด ชีวิตของเรา ทุกวันนี้ เราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า หาเท่าไหร่ไม่เจอ เพราะเราคิดตรงกันข้ามกับพระเจ้า จงคิดให้ตรงกับพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์ทรงคิดอย่างพระบิดา พระองค์จึงนำให้แผ่นดิของพระเจ้ามาตั้งอยู่ในทุกที่ที่พระองค์เสด็จไป พระเยซูสอนสาวกให้คิดอย่างพระองค์ เพื่อที่การขอแล้วจะได้ ยอห์น 15:7 7ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น
ประการที่สาม “ขอ” ทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายทุกๆวัน เป็นการขอให้มีอย่างต่อเนื่อง คนเราอัตขัดในวันนี้ เพราะคิดถึงการไม่มีของวันพรุ่งนี้ จึงเป็นความกระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรดื่ม วันๆก็ท่องแต่คำว่า อัตขัด และอัตขัด จึงดำเนินชีวิตในวันนี้ เผื่อวันพรุ่งนี้ที่จะไม่มี แต่พระเยซูทรงสอนว่าจงให้วันนี้ สำหรับวันนี้ พรุ่งนี้สำหรับพรุ่งนี้ ผู้ขอควรดำเนินชีวิตอย่างอิสราเอลที่พระเจ้าทรงเลี้ยงด้วยมานา พระเจ้าให้อิสราเอลออกไปเก็บมานาเพียงพอสำหรับแต่ละวัน อย่าเก็บสำหรับวันพรุ่งนี้ มีอิสราเอลบางคนเก็บเผื่อสำหรับพรุ่งนี้ มานาที่เหลือก็เน่าเสีย และตัวเองก็ไม่ออกไปเก็บมานาของวันต่อไป เพราะคิดถึงแต่มานาของเมื่อวานที่เน่าเสียไปแล้ว บางคนทำตัวอัตขดไม่ใช่ไม่มี ความจริงมี แต่ไม่ใช้สำหรับวันนี้กับความต้องการของคน ความรู้สึกของคนที่ต้องการต้องเสียไปกับคนที่มีแต่ไม่ใช้เรียกคืนมาไม่ได้ สิ่งที่เก็บไว้สำหรับพรุ่งนี้ จะนำมาใช้สำหรับความรู้สึกของคนที่เสียไปแล้วก็ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ก็คือการเน่าเสียเหมือนกัน ขณะนี้ คนที่อยู่รอบข้างเรากำลังอยู่อย่างอัตขัด เพราะเรากลัววันพรุ่งนี้จะไม่มีจนวันนี้เราทำให้เกิดบรรยากาศของความไม่มีขณะที่มีอยู่หรือเปล่า พระเจ้าประทานมานาประจำวัน และย้ำกับอิสราเอลว่า จงเก็บมานาให้พอสำหรับการกินทั้งวัน อพยพ 16:10-18 10ขณะที่อาโรนกล่าวแก่ชุมนุมชนอิสราเอลอยู่นั้น เขาทั้งหลายมองไปทางถิ่นทุรกันดาร ก็เห็นพระสิริของพระเจ้าปรากฏอยู่ในเมฆ 11พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า 12“เราได้ยินคำบ่นของชนชาติอิสราเอลแล้ว จงกล่าวแก่เขาว่า 'ในเวลาโพล้เพล้ พวกเจ้าจะได้กินเนื้อ ทั้งในเวลาเช้า เจ้าจะได้อาหารกินจนอิ่ม แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระเจ้าของพวกเจ้า' ” 13ครั้นถึงเวลาเย็นฝูงนกคุ่มบินมาเต็มค่าย ในเวลาเช้าก็มีน้ำค้างตกรอบค่ายที่พัก 14เมื่อน้ำค้างระเหยไปแล้ว ก็เห็นสิ่งหนึ่งเหมือนเกล็ดเล็กๆ เท่าเม็ดน้ำค้างแข็งอยู่ที่พื้นดินในถิ่นทุรกันดารนั้น 15เมื่อชนชาติอิสราเอลเห็นจึงพูดกันว่า “นี่อะไรหนอ” เพราะเขาไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด โมเสสจึงบอกเขาว่า “นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวก ท่านรับประทาน 16นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ว่า 'ให้ทุกคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม ให้เก็บคนละโอเมอร์(เครื่องตวงของฮีบรู เกือบเท่า 4 ลิตร) ตามจำนวนคนมากน้อย ซึ่งพักอยู่ในเต็นท์ของตน' ” 17ชนชาติอิสราเอลก็กระทำตาม บางคนเก็บมาก บางคนเก็บน้อย 18แต่เมื่อเขาใช้โอเมอร์ตวง คนที่เก็บได้มากก็ไม่มีเหลือ และคนที่เก็บได้น้อยก็หาขาดไม่ ทุกคนเก็บได้เท่าที่คนหนึ่งรับประทานพอดี พระเจ้าทรงรู้ว่า คนเรามักจะกะไม่เท่ากัน บางคนเผื่อคนอื่นโดยเอาตัวเองเป็นมาตรฐานว่า พอแล้ว แต่บางคนก็เอาคนอื่นเป็นมาตรฐานมากกว่าตัวเอง พระเจ้าจึงให้กำหนดการเก็บตามเครื่องตวงฮีบรู ทุกคนจึงรับประทานพอดีไม่มีใครถูกปล่อยให้หิว ฟิลิปปี 3:13 13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า เปาโลใช้คำว่า สิ่งที่อยู่ข้างหลัง นั่นคือเมื่อวาน อดีต สิ่งที่ผ่านไปแล้ว หมดอายุของมันแล้ว จงโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า นี่คือความสดทุกวัน สิ่งหล่อเลี้ยงเราในวันนี้ต้องสด ไม่ใช่ของค้างคืนหมดอายุ มีคนบางคนดำเนินชีวิตอย่างคนหมดอายุ เหมือนยาหมดอายุ ใช้งานไม่ได้แล้ว เพราะชีวิตคนที่ใช้ไม่ได้ มักจะอยู่กับอะไรๆที่หมดอายุ ใช้ไม่ได้กับสมัยนิยม วิ่งตามไม่ทันพระเจ้า ไม่ทันการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บางคนคุยกับพระเจ้าไม่รู้เรื่อง เพราะว่า ตกยุคตกสมัยไปแล้ว พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ทันสมัย ไม่อยู่กับอะไรที่เก่าๆ ถ้าเรายังดำเนินชีวิตแบบเก่าไม่เปลี่ยนแปลง เราจะขอแต่สิ่งที่ไม่มีในสต็อกของพระเจ้าแล้ว สต็อกของพระเจ้ามีแต่ของสดใหม่ เหมือนกับบทเพลงคร่ำครวญ 3:22-2322ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด 23เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก
ประการที่สี่ “ขอ” ทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ ด้วยข้าพระองค์ยกความผิดของทุกคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น พระธรรมสดุดี66:18-19 18ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ 19แต่พระเจ้าได้ทรงสดับแน่ทีเดียว พระองค์ได้ทรงฟังเสียงคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ความชั่วที่สดุดีใช้คำนี้ หมายถึงการก่อกวน การทำให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดการบาดเจ็บ เป็นความคิดที่ชั่วร้าย พระเจ้าไม่ฟังคำอธิษฐานของคนๆนั้น มัทธิวใช้คำว่า ยกหนี้ให้กับลูกหนี้ ซึ่งคำว่าหนี้นี้ หมายถึงการเป็นหนี้ความรู้สึกเจ็บปวด หนี้การกระทำใดๆ บางคนคิดแต่ว่า แค้นนี้ต้องชำระ นั่นหมายถึงต้องให้อีกฝ่ายชดใช้หนี้ความรู้สึกให้กับตนเอง เธอทำชั้นเจ็บ ชั้นต้องทำเธอเจ็บเช่นกัน พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างการยกหนี้ในหนังสือมัทธิว 18:23-35 23“เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส......35พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง” โรม 13:8 8อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน เพราะว่าผู้ที่รักเพื่อนบ้าน ก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว
ประการที่ห้า “ขอ” ขออย่าทรงนำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง' คำว่า “ทดลอง” ในที่นี้ใช้คำเดียวกันกับในหนังสือ ยากอบ 1:13-15 13เมื่อผู้ใดถูกล่อให้หลง อย่าให้ผู้นั้นพูดว่า “พระเจ้าทรงล่อข้าพเจ้าให้หลง” เพราะว่าความชั่วจะมาล่อพระเจ้าให้หลงไม่ได้ และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อผู้ใดให้หลงเลย 14แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อให้หลง เมื่อกิเลสของตัวเองล่อและชักนำให้กระทำตาม 15ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็นำไปสู่ความตาย พระเจ้าไม่นำเราให้เข้าไปในการทดลองอยู่แล้ว เพราะความชั่วจะมาล่อพระเจ้าให้หลงไม่ได้ แต่คนมักถูกความชั่วล่อให้หลงโดยการทำให้คนเข้าสู่การทดลอง ทำให้คนต้องโกหก ยั่วให้คนโกรธ และทำบาป ผู้ที่ขอแล้วจะได้ต้องไม่นำคนเข้าไปสู่การทดลอง นั่นคือไม่เป็นเครื่องมือของมารซาตาน มารได้ชื่อว่า ผู้ล่อคนให้หลง ลูกา 17:1-4 1 พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์อีกว่า “จำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิด แต่วิบัติแก่ผู้ที่ก่อเหตุให้เกิดความหลงผิดนั้น 2ถ้าเอาหินโม่แป้งผูกคอคนนั้นถ่วงเสียที่ทะเล ก็ดีกว่าให้เขานำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งให้หลงผิด 3จงระวังตัวให้ดี ถ้าพี่น้องผิดต่อท่านจงเตือนเขา และถ้าเขากลับใจแล้ว จงยกโทษให้เขา 4แม้เขาจะผิดต่อท่านวันหนึ่งเจ็ดหน และจะกลับมาหาท่านทั้งเจ็ดหนนั้น แล้วว่า 'ฉันกลับใจแล้ว' จงยกโทษให้เขาเถิด” คำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสอนสาวกหมายถึง ขอพระเจ้าทรงปกป้องชีวิตของผู้ขอเพื่อจะไม่หลงไปในกิเลศตัณหาของตัวเอง นั่นคือ ขอพระเจ้าอย่าให้ในสิ่งที่ทำให้ผู้ขอจะหลงไป เป็นการบอกเป็นนัยของผู้ขอที่รู้ตัวดีว่า ตัวเองมีจุดอ่อนเรื่องความอยาก ต้องตรวจสอบการขอของตัวเอง 5:48 48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ บางทีความอยากได้ของเราอาจเกิดจากแรงจูงใจที่มาจากโฆษณา จากการเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง ซึ่งบ่อยครั้งอาจไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของเรา ทำให้เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างที่ไม่ควรจะต้องเป็น จงเริ่มต้นชีวิตแห่งการอธิษฐานขอแล้วจะได้ ได้อย่างที่ขอ ถูกใจเราและตรงใจพระเจ้า เป็นชีวิตที่ถวายเกีรติแด่พระเจ้า มิใช่ทุกวันนี้ อวดพระเจ้าไม่ได้ เพราะชีวิตย่ำแย่กว่าคนที่ไม่มีพระเจ้าเสียอีก อันนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้หมายถึงต้องมีมากกว่า ดีกว่า แต่หมายถึงคุณภาพชีวิตและความสุขในชีวิตประจำวัน สิ่งสุดท้ายเป็นสุดยอดของการขอแล้วได้ หาแล้วพบ เคาะแล้วเปิด
2. ขอหัวใจอย่างพระเยซูคริสต์ ลูกา11:11-13
11มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ 12หรือถ้าขอไข่ จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ13เพราะฉะ นั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” พระเยซูคริสต์ทรงรู้ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าทรงประทานให้กับพระองค์ และพระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้อธิษฐานขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพระทัยของพระคริสต์ 1โครินธ์ 2:10-2,1610พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า 11อันความคิดของมนุษย์นั้น ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใด พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น 12เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา..... 16เพราะว่า ใครเล่ารู้จักพระทัยของพระเจ้าเพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้ แต่เราก็มีพระทัยของพระคริสต์ ผู้ที่มีใจอย่างพระคริสต์ จะรู้ทุกอย่าง หยั่งรู้แม้กระทั่งพระดำริของพระเจ้า ผู้เชื่อที่มีพระทัยพระคริสต์จะได้ในสิ่งที่ขอ เพราะเขาขอในสิ่งที่พระเจ้าจะให้ มีคริสเตียนที่ขอแล้วไม่ได้ เพราะขอผิด ไปขอตามกิเลศตัณหาของตัวเอง (สิ่งที่มาจากกิเลศตัณหาของเรา ไม่ได้อยู่ในสต็อกของพระเจ้า) ยากอบ 4:3.......ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ 3ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน พระคัมภีร์ลูกา11:11-12 11มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ 12หรือถ้าขอไข่ จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ พระเยซูคริสต์ใช้คำว่า งูกับแมงป่อง เป็นสัญญลักษณ์ของวิญญาณชั่วและผีร้ายซึ่งตรงกันข้ามกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งมีนกพิราบเป็นสัญญลักษณ์ คือความสุภาพและเสรีภาพ พระเจ้าจะไม่ให้สิ่งที่เป็นอันตรายแก่ลูกของพระองค์ วิญญาณชั่วและผีร้ายไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นคนที่ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ต้องกลัวว่าพระองค์จะมาครอบงำ เข้าสิงจนเราไม่เป็นตัวเราเอง ควบคุมตัวเองไม่ได้ พระคัมภีร์กล่าวว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ อยู่ที่ไหน เสรีภาพอยู่ที่นั่น 2โครินธ์ 3:17 17องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น เสรีภาพที่จะขอ ไม่ต้องหาสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนในการขอ ไม่ต้องติดสินบน ที่คนไทยเรียกว่าบนบานศาลกล่าว ได้แล้วจะแก้บนด้วยอย่างนั้นอย่างนี้ เสรีภาพในการขอ ไม่กลัวว่าจะไม่ได้ เมื่อมีเสรีภาพที่จะขอ นั่นคือการขอตามการทรงนำของพระวิญญาณ ตามความเหมาะสมที่พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้า ดังนั้น ผู้ที่ขอจึงได้ แสวงหาจึงพบ และประตูทุกบานก็จะเปิดแก่ผู้ที่เคาะประตูนั้นด้วยพระทัยของพระคริสต์ อาเมน
ี้
์
่
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|