|
|
|
| |
หัวข้อ"จงมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์"
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
ปี 2010 นี้ เราตั้งเป้าหมายที่จะให้ชีวิตพัฒนาขึ้นเป็นอย่างไร บางคนตั้งเป้าว่า จะเปลี่ยนแปลงไม่อยากเหมือนเดิม ไม่อยากเป็นคนเดิม อยากเป็นคนใหม่ เลิกอารมณ์ฉุนเฉียว เลิกความใจร้อน เลิกคำหยาบคาย เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกเล่นหวย เลิกซื้อล๊อตเตอรี่ เลิกสารเสพติด เลิกชีวิตที่ติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกผิดตลอดชีวิต เลิกนิสัยที่ไม่ดีทั้งหลาย ความคิดที่อยากจะเลิกอาจมีแรงจูงใจมาจาก ครอบครัว เศรษฐกิจ การเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือสุขภาพ แต่ทั้งหมดนี้ มีคำถามว่า เรามีต้นแบบที่ดีหลังจากเลิกหรือไม่ แบบอย่างชีวิตแบบไหนที่ไว้ใจได้ว่า เมื่อเราดำเนินชีวิตตามนั้นแล้วดีที่สุด มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ถอดรหัสยิว (Breaking the Jewish Code) ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญในธรรมบัญญัติของพระเจ้าที่ทรงประทานให้เป็นรหัสสำหรับคนยิวและสำหรับคริสเตียน นั่นก็คือ การอ่าน การเขียนและดำเนินชีวิตตามรหัสของพระเจ้า ซึ่งถ้าใครติดตามรหัสของพระเจ้า จะมีอายุยืน มีสุขภาพที่แข็งแรง มีอารมณ์ที่มั่นคง สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง และมีสติปัญญาเพื่อคว้าโอกาสแห่งความมั่งคั่ง นี่คือสุดยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ตั้งแต่ในอดีต มีตัวอย่างของคนยิวและคริสเตียนที่เอาจริงเอาจังมากมายที่พยายามติดตามรหัสของพระเจ้าจนประสบความสำเร็จในสายอาชีพระดับประเทศ ระดับโลก คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ริเริ่มการศึกษา การแพทย์ วิทยาศาสตร์ โรงพยาบาล สงเคราะห์ และธุรกิจใหม่ๆมากมาย สมกับที่พระคัมภีร์ได้กล่าวในหนังสืออิสยาห์ 48:6-7 6“.....ตั้งแต่เวลานี้ไปเราเล่าสิ่งใหม่ให้เจ้าฟัง เป็นสิ่งที่ปิดซ่อนไว้ซึ่งเจ้าไม่รู้ 7เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่นานแล้ว ก่อนวันนี้เจ้าไม่เคยได้ยินถึง เกรงเจ้าจะพูดว่า 'ดูเถิด เรารู้แล้ว' สิ่งใหม่ๆจึงออกมาจากคนของพระเจ้าซึ่งมีคนเลียนแบบจนถึงปัจจุบันนี้และยังออกมาเรื่อยๆ และมีคนตามกัน เพราะมันเอื้อประโยชน์มากมาย เช่นเดียวกัน พระเจ้าต้องการให้เราทั้งหลายเป็นผู้นำด้านชีวิตใหม่และตามกันในความสำเร็จของชีวิต เรามีผู้นำด้านนี้แล้ว และพระองค์พร้อมจะนำเราตลอดเวลา พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “จงตามเรามา และเป็นสาวกของเรา”โรม 10:4 4เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงมาทำให้รหัสของพระเจ้าสามารถทำได้สำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ เริ่มต้นปีใหม่นี้ คริสตจักรใจสมานเพชรเกษม11 เรามีหัวข้อตลอดทั้งปีนี้ที่เราจะจดจ่อนั่นก็คือ ชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ บทเรียนแรกที่เราจะเรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิตของพระเยซูคริสต์จากพระธรรมลูกา 4:1-21 1 พระเยซูทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไป 2ถึงสี่สิบวัน ในถิ่นทุรกันดาร ทรงถูกมารทดลอง ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย และเมื่อสิ้นสี่สิบวันแล้ว พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร 3มารจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร” 4ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้” 5แล้วมารจึงนำพระองค์ขึ้นไป สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์เห็น 6แล้วมารได้ทูลพระองค์ว่า “อำนาจทั้งสิ้นนี้ และศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน เพราะว่ามอบเป็นสิทธิ์ไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น 7เหตุฉะนั้นถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด” 8ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” 9แล้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด 10เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ป้องกันรักษาท่านไว้ 11และ เหล่าทูตสวรรค์ จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน” 12พระเยซูจึงตรัสตอบมารว่า “มีคำกล่าวไว้ว่า อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” 13เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ 14 พระเยซูได้เสด็จกลับไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณยังแคว้นกาลิลี และกิตติศัพท์ของพระองค์เลื่องลือไปตามถิ่นโดยรอบ 15พระองค์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา และได้รับความสรรเสริญจากคนทั้งปวง 16 แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม 17เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก ก็ค้นพบข้อที่เขียนไว้ว่า 18พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ 19และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า 20แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่ แล้วทรงนั่งลง และตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็เพ่งดูพระองค์ 21พระองค์จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า “คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว” พระเยซูคริสต์ทรงวางแบบชีวิตของพระองคำสำหรับเราทั้งหลายดังนี้
1. เป็นคนธรรมดาที่ผ่านการทดสอบชนะการทดลอง ลูกา 4:1-13 1 พระเยซูทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไป 2ถึงสี่สิบวัน ในถิ่นทุรกันดาร ทรงถูกมารทดลอง ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย และเมื่อสิ้นสี่สิบวันแล้ว พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร 3มารจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร” 4ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้” 5แล้วมารจึงนำพระองค์ขึ้นไป สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์เห็น 6แล้วมารได้ทูลพระองค์ว่า “อำนาจทั้งสิ้นนี้ และศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน เพราะว่ามอบเป็นสิทธิ์ไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น 7เหตุฉะนั้นถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด” 8ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” 9แล้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด 10เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ป้องกันรักษาท่านไว้ 11และ เหล่าทูตสวรรค์ จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน” 12พระเยซูจึงตรัสตอบมารว่า “มีคำกล่าวไว้ว่า อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” 13เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับเราทั้งหลาย รู้สึกหิว รู้ร้อนรู้หนาว มารมาวนเวียนใกล้ๆเพื่อจะล่อลวงให้พระองค์ทำผิดพลาดเหมือนมนุษย์ทั่วๆไป ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเข้าสู่การอดอาหาร 40 วัน พระองค์ทรงเสด็จไปที่หนึ่งคือการเสด็จไปรับบัพติสมาในน้ำจากยอห์น บัพติศโต ลูกา 3:21-22 21 อยู่มาเมื่อคนทั้งปวงรับบัพติศมา และพระเยซูทรงรับด้วย ขณะเมื่อทรงอธิษฐานอยู่ ท้องฟ้าก็แหวกออก 22และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรูปสัณฐานเหมือนนกพิราบได้ลงมาบนพระองค์ และพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้ยอห์นมองเห็นพระเยซูคริสต์เป็นอย่างที่พระองค์เป็น คือ เป็นพระเมสสิยาห์ ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม เลือกตั้งไว้ พระเยซูคริสต์เจ้าในสภาพมนุษย์ธรรมดาแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ยืนยันว่าเป็นบุตรของพระเจ้า เหมือนกับเราทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีพระวิญญาณของพระเจ้า โรม 8:14 14เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้นคริสเตียนเริ่มต้นชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ด้วยการให้พระวิญญาณทรงนำในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะพูด จะเดิน จะนอน จะกิน หรือสัมพันธ์กับผู้คน ให้เราฟังเสียงของพระวิญญาณ การฝึกฟังเสียงของพระวิญญาณเกิดขึ้นจากการอ่านพระคัมภีร์ การจดบันทึกความเข้าใจที่ได้รับ เราเรียกว่า การเฝ้าเดี่ยว Time alone with God เรามีตารางเวลาเช่นนี้ในชีวิตของเราหรือไม่ การติดตามคือการเชื่อฟังที่จะทำตาม เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตอบสนอง เราจะฟังพระวิญญาณหรือฟังเนื้อหนัง ตัณหาของตัวเรา กาลาเทีย5:18-25 18แต่ถ้าพระวิญญาณทรงนำท่าน ท่านก็จะไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ 19การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การลามก 20การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน 21การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า 22ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย 24ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว
25ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย 26เราอย่าถือตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉาริษยากันเลย พระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า อะไรคือการงานของเนื้อหนัง อะไรคือผลพระวิญญาณ โปรดสังเกตุชีวิตที่ปล่อยให้เนื้อหนังนำมักจะก่อเรื่อง แต่ถ้าพระวิญญาณนำ มักจะทำให้ที่เป็นเรื่องสงบลงได้ หากเราต้องการควบคุมเนื้อหนัง เราต้องเลียนแบบพระเยซูคริสต์ พระองค์ให้พระวิญญาณนำ (มัทธิว 4:11พระวิญญาณทรงนำ; มาระโก 1:12 พระวิญญาณเร่งเร้า)พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปถิ่นทุรกันดารเพื่ออดอาหารอธิษฐาน 40 วัน มารมาผจญในเวลาที่พระเยซูคริสต์ทรงอ่อนเพลียที่สุด อยากอาหารมากที่สุด พระคัมภีร์บันทึกว่ามารแนะพระเยซูว่า จงสั่งก้อนหินให้กลายเป็นพระกระยาหาร บริบทนี้มารรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มารต้องการให้พระเยซูใช้สิทธิ์เหนือความเป็นมนุษย์ธรรมดา ให้พระเยซูเลิกเป็นมนุษย์และกลับไปเป็นพระเจ้า ข้อ 4 4ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้” พระเยซูคริสต์ตอบอย่างมนุษย์ เพราะพระองค์กำลังควบคุมความเป็นมนุษย์ธรรมดาในชีวิตของพระองค์ พระคัมภีร์กล่าวว่า มนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยกระเพาะ ฟิลิปปี 3:19 19ปลายทางของคนเหล่านั้นคือความพินาศ พระของเขาคือกระเพาะ เขายกความที่น่าอับอายของเขาขึ้นมาโอ้อวด เขาสนใจในวัตถุทางโลก มนุษย์ในยุคของเรากำลังขาดการควบคุมความเป็นมนุษย์ปกติ และปล่อยให้ภาวะของจิตใจตกต่ำ ชีวิตมนุษย์ธรรมดา คือชีวิตมนุษย์ปกติ ในยุคของเราจะเห็นมนุษย์ที่ผิดปกติเต็มไปหมด เราได้เห็นคนทำอะไรไม่ธรรมดา กินก็พิศดาร กินเกินจากที่จะกินเพื่ออยู่รอด กินเพื่อสะใจ กินเพื่อความสนุกหรือความสยอง นอนก็พิศดาร เวลาธรรมดาไม่นอน แต่ไปนอนในเวลาที่คนอื่นไม่นอน อันนี้ยกเว้นพี่น้องที่ต้องขายของตอนกลางคืน แต่ข้าพเจ้าขอหนุนใจให้อธิษฐานขอพระเจ้าให้ชีวิตกลับสู่ปกติธรรมดา กลางคืนนอน กลางวันทำงาน (ข้าพเจ้าเคยคิดแทนพี่น้องที่ขายของที่สะพานพุทธ ตอนเขาอายุมากขึ้น แก่ตัวลง พระเจ้าจะจัดเตรียมอาชีพใหม่ให้) ที่สำคัญคือ จงมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ ถ้าพระเยซูจะไม่นอนในเวลากลางคืน พระองค์อธิษฐาน ถ้าพระองค์นอนในเรือเวลากลางวัน นั่นคือ การพักผ่อนที่พร้อมตื่นในยามที่สาวกกำลังเจอพายุ วันนี้ ชีวิตของเราทั้งหลาย นอนเป็นนอน พักเป็นพักหรือไม่ บางคนนอนเป็นพัก พักเป็นนอน ไม่พร้อมสำหรับสักเรื่อง ยังเหนื่อยหอบ และทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ขาดสติปัญญา เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ ขอให้ปีใหม่นี้ เราเริ่มต้นใหม่ด้วยการเป็นมนุษย์ธรรมดา พักเป็นพัก นอนเป็นนอน และทำอะไรก็สำเร็จทุกประการ รู้ที่จะบำรุงชีวิตด้วยอาหาร และด้วยพระวจนะของพระเจ้า จงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีพระวิญญาณของพระเจ้า อย่าให้ความคิดของมารครอบงำ จนควบคุมตัวเองไม่ได้ มารต้องการควบคุมคน แต่คนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าจะรู้ทันอุบายของมาร 2โครินธ์ 2:1111เพื่อไม่ให้ซาตานมีชัยเหนือเรา เพราะเรารู้กลอุบายของมันแล้ว เมื่อมารล้มเหลวในการล่อลวงพระเยซูคริสต์ครั้งที่ 1 มันก็ใช้วิธีที่สอง 5แล้วมารจึงนำพระองค์ขึ้นไป สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์เห็น 6แล้วมารได้ทูลพระองค์ว่า “อำนาจทั้งสิ้นนี้ และศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน เพราะว่ามอบเป็นสิทธิ์ไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น 7เหตุฉะนั้นถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด” สิ่งที่ยั่วยวนมนุษย์มากที่สุดคือ อำนาจและศักดิ์ศรี ซึ่งมารพูดชัดเจนเลยว่า มันได้สิทธิ์นั้นมาแล้ว เป็นอำนาจและศักดิ์ศรีทั้งพิภพ มารพูดถูก เพราะมันได้ล่อลวงเอาสิทธิ์ทั้งหมดนี้มาจากมนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าทรงสร้างและมอบสิทธิ์ให้กับมนุษย์ในการครอบครองโลก คือ อาดัมและเอวา ปฐมกาล 1:26 26แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” มนุษย์ได้เสียสิทธิ์ในการครอบครองไปเมื่อมนุษย์เชื่อฟังงู เราจึงเห็นงูอยู่ทุกในทุกความศรัทธาและความกลัวของมนุษย์ มารซาตานมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า พญานาคหรืองูใหญ่ วิวรณ์ 12:9 9พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไป พญานาคและบริวารของมันถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก เพราะฉะนั้นงานหลักมารซาตานและพวกของมันคือการล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ มารก็ไม่เว้น มารพบมนุษย์ที่ไหน มันต้องล่อลวงมนุษย์ที่นั่น เพราะฉะนั้น การเป็นมนุษย์อยู่บนโลกนี้ไม่ง่าย เราทั้งหลายต้องเป็นมนุษย์ที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เราจะจึงสู้กับการล่อลวงได้ทุกชนิด พระเยซูคริสต์ทรงสู้กับการทดลองจากมารอย่างมนุษย์ ข้อ 8 8ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” ความหมายของคำว่า “นมัสการ”ที่พระเยซูตอบมารคือคำเดียวกันกับที่มารใช้กับพระเยซู คำว่า “นมัสการ” แปลว่า จงเลียที่มือของเราเหมือนกับสุนัขเลียมือเจ้านาย มารพูดกับพระเยซูด้วยคำศัพท์ภาษากรีกคำว่า “นมัสการ” แต่พระเยซูคริสต์ตอบว่า มนุษย์เป็นมนุษย์ และมีนายเพียงผู้เดียวคือ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้ที่สมควรได้รับการนมัสการจากมนุษย์แต่เพียงผู้เดียว เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อนมัสการพระเจ้า มิใช่มาเลียมือของมารเหมือนสุนัขเลียมือเจ้าของ เวลามันได้ของกินจากมือของนายมัน แล้วมันต้องทำตามที่นายมันชี้นิ้วให้ทำตาม พระเจ้าไม่ทำกับเราแบบนั้น การนมัสการของคริสเตียนที่มีต่อพระผู้สร้างมิใช่เพราะเราได้รับรางวัล เป็นถูกหวย ร่ำรวย มีอำนาจ พระเจ้าไม่ได้ให้เราขายวิญญาณให้ พระเจ้าสอนเรานมัสการพระองค์เพราะเรารักพระองค์ เราเป็นสิ่งทรงสร้างที่นมัสการพระผู้สร้าง เมื่อมารทดลองความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ครั้งที่สองไม่สำเร็จ การทดลองครั้งที่ 3 เกิดขึ้น ข้อ 9 9แล้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด 10เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ป้องกันรักษาท่านไว้ 11และ เหล่าทูตสวรรค์ จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน” การทดลองมนุษย์ที่สำคัญหนึ่ง คือ เรื่องสวัสดิภาพ ความมั่นคงปลอดภัย เรามักจะพูดว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงคิดระบบป้องกันอุบัติเหตุ ด้วยการทดสอบความปลอดภัยโดยการจัดเหตุการณ์สมจริงว่าป้องกันได้จริง มารแนะพระเยซูให้จัดฉากสมจริง และทดสอบว่า การเป็นมนุษย์เดินดินของพระเยซู นี่เป็นการทดลองความไว้วางใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีความสงสัยหรือไม่ มารต้องการให้พระเยซูคริสต์สงสัย และไม่ไว้วางใจพระเจ้า ซึ่งเป็นนิสัยของมนุษย์ที่มักจะระแวงและไม่ไว้ใจใคร มนุษย์อยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคงทางจิตใจดังที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ในหนังสือยากอบ 1:6,8 ....เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา... 8เขาเป็นคนสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น พระเยซูคริสต์วทรงมั่นคงทางจิตใจ พระองค์จึงสามารถช่วยคนที่ไม่มั่นคงทางจิตใจได้ หนังสือฮีบรูกล่าวถึงความมั่นคงทางจิตใจของพระเยซูคริสต์เป็นเหมือนแกะที่ไร้ตำหนิ ฮีบรู 9:12-14 12พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ 13เพราะว่าถ้าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้ 14พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เครื่องบูชาที่ชนชาติยิวใช้สำหรับบูชาไถ่บาปแต่ละปี ต้องใช้สัตว์ที่ไม่มีตำหนิ ไม่มีด่าง สมบูรณ์นั่นคือราคาแพง พระเยซูคริสต์ทรงรักษาใจของพระองค์ผ่านการทดลองของมารเรื่องจิตใจที่ปราศจากตำหนิ เพื่อวันแห่งการตายบนกางเขนที่ปราศจากตำหนิ เป็นชีวิตราคาแพงที่สามารถไถ่โทษของมนุษย์ทุกคน แม้แต่คนที่โทษหนักที่สุดในโลก การตายของพระเยซูคริสต์ก็สามารถจ่ายให้ได้ เพราะพระองค์รักษาจิตใจของพระองค์มิให้หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย จิตใจมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น พยาบาตและกิเลศตัณหา เป็นจิตใจที่นำไปสู่ความตาย เพราะเป็นจิตใจที่มุ่งรับใช้ตัวเองให้สมความอยากของตัวเอง พระเยซูคริสต์ต่อสู้กับการทดลองของมารครั้งนี้ด้วยข้อ 12 12พระเยซูจึงตรัสตอบมารว่า “มีคำกล่าวไว้ว่า อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” คำว่า “การทดลอง” ที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้นี้แปลได้ทั้งสองอย่างคือ การทดสอบกับการกระตุ้นให้เกิดความอยาก เหมือนทางเลือกสองขั้ว หากไม่ผ่านการทดสอบก็พ่ายแพ้ต่อการทดลอง หากพ่ายแพ้ต่อการทดลองก็ไม่ผ่านการทดสอบ ในหนังสือยากอบ 1:13-15 13เมื่อผู้ใดถูกล่อให้หลง อย่าให้ผู้นั้นพูดว่า “พระเจ้าทรงล่อข้าพเจ้าให้หลง” เพราะว่าความชั่วจะมาล่อพระเจ้าให้หลงไม่ได้ และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อผู้ใดให้หลงเลย 14แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อให้หลง เมื่อกิเลสของตัวเองล่อและชักนำให้กระทำตาม 15ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็นำไปสู่ความตาย ยากอบได้บอกเราให้รู้ว่า “การทดลอง”ใช้สำหรับมนุษย์ เท่านั้น คำๆนี้ไม่สามารถใช้กับพระเจ้าได้ เพราะการทดลองไม่สามารถมาใช้ทดสอบหรือล่อให้พระเจ้าหลงได้ นั่นหมายความว่า มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะเจอกับการทดลอง และพระเยซูคริสต์ก็ต้องเจอ แต่พระองค์ผ่านทั้งสองอย่างนี้ไปได้อย่างสวยงามในสภาพของมนุษย์ และนี่คือต้นแบบมนุษย์ที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าทำได้ พระองค์ทรงผ่านความรู้สึกต่างๆเพื่อที่จะเข้าใจความเป็นมนุษย์ของเราทั้งหลายและให้เราทั้งหลายมีกำลังใจที่จะเป็นเหมือนพระองค์ในสภาพมนุษย์ได้ ซึ่งเป็นความคิดของพระเจ้าที่สอนเราให้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ให้เราใฝ่ฝันที่จะเป็นเทวดา และอะไรที่เราควรจะดำเนินชีวิตให้สมกับความเป็นมนุษย์เราก็ละทิ้งและไคว้คว้าวิถีชีวิตที่เป็นมนุษย์ขาดๆเกินๆจากความเป็นจริง ในสังคมของเราจึงมีมนุษย์ขาดๆเกินๆมากจนคนรุ่นต่อๆมาไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์ธรรมดาได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ลูกกลายเป็นสิ่งที่พ่อแม่รุ่นใหม่เทิดทูนจนกลายเป็นเทวดาไปก็มี ตีไม่ได้ สั่งสอนไม่ได้ เพราะตัวพ่อแม่เองเคยขาดอะไร พอมีลูกก็ประเคนให้ซะจนลูกลำบากไม่เป็น มีคนพูดถึงพ่อที่ประสบความสำเร็จ แต่ลูกไม่เอาไหน เพราะพ่อเคยลำบาก ก็เลยประสบความสำเร็จ และไม่ยอมให้ลูกลำบากเหมือนอย่างพ่อ แต่ปรากฏว่า ลูกเลยทำอะไรไม่เป็น สำหรับคริสเตียน เราควรมองที่พระเยซูคริสต์เป็นต้นแบบชีวิตมนุษย์ปกติของเรา และสั่งสอนให้ลูกของเราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เหมือนที่อ.เปาโลได้สอนคริสเตียนรุ่นต่อมาให้เลียนแบบเขาซึ่งเขาได้เลียนแบบพระเยซูคริสต์ 1โครินธ์ 11:1 1ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงผ่านการทดลองและการทดสอบ พระคัมภีร์จึงบันทึกว่า 13เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ ที่นี่ พระคัมภีร์ใช้คำว่า (Kairos) หมายถึงเวลาที่เราได้หลุดพ้นจากเวลาอย่างมนุษย์ธรรมดาๆที่ต้องเผชิญกับการทดลองอยู่เรื่อย และ Kairos คือ หยุดเวลาของมาร นั่นหมายความว่า มีเวลาที่มารมันต้องละไปจากเรา คือเมื่อเราอดทนและผ่านการทดลองได้ บางคนรู้สึกว่า เวลาที่ดำเนินชีวิตเหมือนมีมารผจญตลอดเวลา นั่นเพราะคนๆนั้นไม่ยอมต่อสู้และไล่มารไป มัทธิว 4:10-11บันทึกตอนนี้ว่า พระเยซูทรงไล่มารไปให้พ้น 10พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น......11แล้วมารจึงละพระองค์ไป... พระเยซูได้ใช้ความเป็นมนุษย์ต่อสู้และไล่มารไป นี่แหล่ะคือต้นแบบสำหรับเราทั้งหลาย จงเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีพระวิญญาณของพระเจ้า จงมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นคนธรรมดาที่มีฤทธิ์เดชของพระเจ้า
2. เป็นคนธรรมดาที่มีฤทธิ์ของพระวิญญาณ ลูกา 4:14-21
14 พระเยซูได้เสด็จกลับไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณยังแคว้นกาลิลี และกิตติศัพท์ของพระองค์เลื่องลือไปตามถิ่นโดยรอบ 15พระองค์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา และได้รับความสรรเสริญจากคนทั้งปวง 16 แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม 17เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก ก็ค้นพบข้อที่เขียนไว้ว่า 18พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ 19และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า
20แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่ แล้วทรงนั่งลง และตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็เพ่งดูพระองค์ 21พระองค์จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า “คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว”
พระคัมภีร์บันทึกว่า หลังจากมารได้ละพระองค์ไปแล้ว พระองค์ทรงเสด็จกลับไปยังแคว้นกาลิลีด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า ก่อนหน้านี้ พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ พระองค์ทรงให้ความเป็นมนุษย์ถูกนำและถูกเร้าด้วยพระวิญญาณ และเวลานี้ พระเยซูคริสต์ทรงออกจากถิ่นทุรกันดารด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ กิจการ 1:8 8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” พระเยซูได้ตรัสกับเหล่าสาวกก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ว่า สาวกของพระองค์จะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน เป็นกระบวนการเดียวกันกับที่พระองค์ทรงผ่านมาแล้ว พระเยซูคริสต์กำลังบอกสาวกของพระองค์ในหนังสือกิจการว่า พวกเขาจะเป็นมนุษย์ที่มีฤทธิ์เดชเหมือนพระองค์ พวกเขาจึงจะเป็นพยานของพระองค์ (ที่ยากและถูกปฏิเสธมากที่สุดในโลก) และประวัตศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าสาวกทำได้ สาวกเหมือนพระเยซูเมื่อสองพันปีที่แล้ว จึงมีเราทั้งหลายนั่งอยู่ที่นี่ในวันนี้ การเป็นเหมือนพระเยซูเป็นไปได้ และเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ต้องการให้เราเป็น ดังนั้นคริสเตียนจึงควรมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ทุกวัน มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ฤทธิ์เดชมิได้มีไว้เพื่ออวดหรือเพื่อเสริมบารมีเป็นที่ยกย่องของคนอื่น ฤทธิ์เดชมีไว้เพื่อทำให้คนได้รับความรอดและคืนดีกับพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า สิ่งที่พยากรณ์ในหนังสืออิสยาห์จึงสำเร็จเมื่อมนุษย์ได้รับพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่เหนือเขา ข้อ 18-19 18พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ 19และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า ฤทธิ์เดชทำให้สาวกเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ในด้านชีวิตที่มีข่าวดี มีความหวังเสมอ ฤทธิ์เดชทำให้สาวกเหมือนพระเยซูคริสต์คือปลดปล่อยคนที่ถูกจำจอง ฤทธิ์เดชทำให้เราทั้งหลายครั้งหนึ่งเคยตาบอดแต่เดี๋ยวนี้เห็นแล้ว และชี้ทางสว่างให้กับคนอื่นๆด้วย ฤทธิ์เดชทำให้เราไม่บีบคั้นคนอื่น และยังช่วยคนเหล่านั้นให้หลุดพ้นจากการบีบคั้น และเพราะฤทธิ์เดชทำให้ทุกวันในชีวิตของเรานำความโปรดปรานของพระเจ้ามาสู่ชีวิตของตัวเองและมนุษย์ทุกคน ความชื่นชมยินดีเปี่ยมล้นเกิดขึ้นตลอดเวลา นี่แหล่ะคือฤทธิ์เดชที่เกิดจากมนุษย์ธรรมดาๆอย่างเราทั้งหลาย ให้เราเริ่มต้นชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ในปีนี้ด้วยกัน เอเฟซัส 5:1-2 1เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก 2และจงดำเนินชีวิตในความรัก เหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|