Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท04 เมษายน 2553

 

 

หัวข้อ“จงมีชีวิตอย่างผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์”

โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ในพระคัมภีร์ไม่ได้มีการบันทึกถึงการฉลองวันฟื้นคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์ เพราะสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่วัน แต่สาระสำคัญอยู่ที่พระเยซูคริสต์ตายจริง และเป็นขึ้นมาจากความตายจริง ยอห์น 10:18 18ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้   แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง   เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น   และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก   คำกำชับนี้   เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา”   วันอีสเตอร์สำหรับคริสตชนในวันนี้ เป็นวันที่เตือนเราว่า พระเยซูคริสต์ยังมีชีวิตอยู่  คริสเตียนควรจะตระหนักว่า การดำเนินชีวิตของเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้าที่มีชีวิต อิสยาห์ 59:1 1ดูเถิด  พระหัตถ์ของพระเจ้ามิได้สั้นลง   ที่จะช่วยให้รอดไม่ได้  หรือพระกรรณตึง  ซึ่งจะไม่ทรงได้ยิน มีความหมายว่า พระเจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางเราเสมอ มัทธิว 28:20 พระเยซูคริสต์ตรัสว่า.....เราจะอยู่กับเจ้าเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค มีคริสเตียนไม่น้อยที่ลืมไปว่าพระเจ้าอยู่ท่ามกลางชีวิตของเขา เขาจึงดำเนินชีวิตราวกับว่าพระเยซูตายไปแล้วไม่ฟื้น ไม่เห็น ไม่ได้ยิน จึงขาดความยำเกรงพระเจ้า และคิดว่า พระเจ้าช้า ตามเราไม่ทัน ฮีบรู 10:37-38 37อีกไม่นาน พระองค์ผู้จะเสด็จมาก็จะเสด็จมาและจะไม่ทรงชักช้า38แต่คนชอบธรรมของเรานั้นจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ  และถ้าความเชื่อของเขาเสื่อมถอย  เราจะไม่มีความพอใจในคนนั้นเลย พระคัมภีร์กล่าวถึงพระเจ้าไม่ได้มาช้า แต่คริสเตียนที่รอคอยการมาของพระองค์จะต้องรอคอยด้วยท่าทีและการดำเนินชีวิตอย่างผู้ที่มีความเชื่อที่ไม่เสื่อมถอย และยืนหยัดมั่นคง ไม่สามวันดีสี่วันไข้ เมื่อวานเอาพระเจ้า วันนี้อยากเลิก นี่คือลักษณะของคนที่มีความเชื่อแบบเสื่อมถอย พระคัมภีร์พูดชัดเจนว่า พระเจ้าจะไม่พอพระทัยในคนนั้นเลย ในภาษาฮีบรู ใช้คำว่า โปรดปราน สดุดี 119:17 แปลว่า ให้รางวัล ให้ผลตอบแทนที่ดี หากนำมาประยุกต์กับการดำเนินชีวิตของคริสเตียนที่ขึ้นๆลงๆ นั่นคือคำตอบว่า ทำไมคริสเตียนที่ขึ้นๆลงๆ ไม่ได้รับสิ่งดีใดเลยจากพระเจ้า เหมือนที่ยากอบ 1:6-7 เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา 7ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย 8เขาเป็นคนสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงความเชื่อที่มีความสงสัย พระเยซูคริสต์พระองค์เองได้กล่าวถึงสิ่งสูงสุดที่ผู้เชื่อจะได้รับจากพระเจ้าในการไว้วางใจไม่สงสัยนั่นคือชีวิตทั้งในปัจจุบันและชีวิตหลังความตาย  ยอห์น 11:25-26 25พระเยซูตรัสว่า   “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก26และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย ยอห์น 3:16-21  16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก   มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก   แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น 18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า 19หลักการพิพากษามีอย่างนี้   คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว   แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง   เพราะกิจการของเขาเลวทราม 20เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง   และไม่มาถึงความสว่าง   ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ 21แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง   เพื่อให้เห็นว่า   การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า
เราจะเห็นว่า พระคัมภีร์เน้นการมีชีวิตอย่างผู้ที่วางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์ คือ การพึ่งพาพระเจ้าในการดำเนินชีวิต สุภาษิต 3:5-7  5จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง 6จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น 7อย่าคิดว่าตนฉลาด จงยำเกรงพระเจ้า  และหันจากความ
ชั่วร้าย นี่คือสไตล์การดำเนินชีวิตของคริสเตียน แต่ไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนจะคิดไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ตัดสินใจไม่ได้ เราคิด เราทำ เราตัดสินใจบนการตรวจสอบของพระวจนะของพระเจ้า นี่แหล่ะที่เรียกว่า การพึ่งพาพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย โดยการวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์ คือการมีชีวิตโดยพระนามของพระเยซูคริสต์ ภาษากรีกเรียกว่า คริสเตียนอส  แปลว่า สาวกของพระคริสต์  (The follower of Christ) ถูกเรียกครั้งแรกในเมืองอันทิโอก (กิจการ 11:26) ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง   พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก และจุดเปลี่ยนของสาวกของพระเยซูคริสต์เริ่มจากการปรากฏตัวของพระเยซูคริสต์หลังจากพระองค์ฟื้นขึ้นมาจากความตาย เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่เหลือเชื่อ กับประสบการณ์ที่พระเยซูคริสต์ตายไปและฟื้นขึ้นมาใหม่ และให้เชื่อว่า พระองค์จะอยู่ด้วยตลอดเวลา อยู่ด้วยทุกที่ อยู่ด้วยทุกวินาที ทั้งยามหลับ ยามตื่น ยามเดิน ยามทำบทบาทต่างๆ ไปกับเราทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ไร้ขีดจำกัดเรื่องอำนาจ ไร้ขีดจำกัดเรื่องสถานที่ ไร้ขีดจำกัดเรื่องกาลเวลายุคสมัย ไร้ขีดจำกัดเรื่องความสัพพัญญู ล่วงรู้ทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดซ่อนไปจากพระองค์ได้ นี่แหล่ะคือการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ ที่ให้บทเรียนกับเราในวันนี้ว่า ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์มีชีวิตอยู่โดยพระองค์ ยอห์น 20:19-23,30-31 19 ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์   เมื่อสาวกปิดประตูห้องที่พวกเขาอยู่แล้ว   เพราะกลัวพวกยิว   พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขาตรัสว่า   “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” 20ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว   พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และสีข้างของพระองค์   เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี 21พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่า   “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด   พระบิดาทรงใช้เรามาฉันใด   เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” 22ครั้นพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขา   ตรัสกับเขาว่า   “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด 23ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด   ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย   และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด   ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น”....... 30พระเยซูได้ทรงกระทำหมายสำคัญอื่นๆ   อีกหลายประการต่อหน้าสาวกเหล่านั้น   ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ 31แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์
วันอาทิตย์ที่ยอห์นบันทึกนี้คือวันที่สามหลังจากพระองค์ถูกฝังในอุโมงค์ฝังศพในสภาพคนตาย หลังจากถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วยความทรมาน พระองค์ทรงปรากฏกับหญิงที่ไปที่อุโมงค์ฝังศพในเวลาเช้าของวันอาทิตย์แล้ว และบันทึกนี้ ได้กล่าวถึงเวลาต่อเนื่องถึงตอนค่ำ แม้จะรับข้อมูลจากผู้ที่พบพระเยซูในตอนเช้า แต่สาวกก็มีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว จึงรวมตัวกันอยู่แต่ในห้อง สภาพของสาวกในเวลานี้ ไม่รู้จะพึ่งพาใครดี เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ขาดผู้นำ ขาดเสาหลักแห่งความเชื่อ สามปีครึ่งที่ติดตามพระเยซูคริสต์ เต็มไปด้วยความมั่นใจในการทำพันธกิจร่วมกับพระเยซูคริสต์ เวลานี้ พระองค์ตายไปแล้ว พระองค์ถูกฝังอยู่ในอุโมงค์ สาวกมีแต่ความรู้สึกว่า สิ้นหวัง ขาดพลัง และตกอยู่ภายใต้ความกลัว  บางทีคริสเตียนในปัจจุบันก็ไม่แตกต่างจากสาวกในยุคนั้น ชีวิตเต็มไปด้วยความกลัว หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไป เป็นความรู้สึก (คิดเอาเองว่า) พระเยซูคริสต์ตายไปจากชีวิตความเป็นคริสเตียนของตัวเอง ขาดความชื่นชมยินดี ขาดสันติสุข พระคัมภีร์บันทึกในยอห์นตอนนี้ว่า ความรู้สึกของสาวกเปลี่ยนไป เพราะการปรากฏของพระเยซูคริสต์ด้วยการรับรู้ว่า พระองค์ฟื้นขึ้นมาจากความตาย “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” Peace be with you เป็นสันติสุขที่ไม่เหมือนกับโลกให้ที่พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาในตอนต้น ยอห์น 14:27 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย   สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น   เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้   อย่าให้ใจของท่านวิตก   และอย่ากลัวเลย เวลานี้เป็นจริงแล้ว การปรากฏตัวของพระเยซูคริสต์สยบความกลัว สันติสุขนี้ทำให้ความกลัว เปลี่ยนเป็นความปิติยินดี เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี  นอกจากสันติสุขที่ทำให้มีความปิติยินดีแล้ว ยังทำให้ความกลัวเปลี่ยนทิศทางจากกลัวมนุษย์มาเกรงกลัวพระเจ้า
1. เกรงกลัวพระเจ้ามากกว่ากลัวมนุษย์ ยอห์น 20:21-23
21พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่า   “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด   พระบิดาทรงใช้เรามาฉันใด   เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” 22ครั้นพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขา   ตรัสกับเขาว่า   “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด23ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด   ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย   และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด   ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น”.......
ดูเหมือนว่า สาวกรับผลกระทบต่อจิตใจเรื่องการตายของพระเยซูคริสต์ ทำให้ชีวิตของสาวกหยุดนิ่ง ไร้ทิศทาง สิ้นหวัง และไม่อยากเดินหน้าต่อไปในพันธกิจที่พระเยซูคริสต์ทรงวางรูปแบบการรับใช้ประชาชนไว้ก่อนหน้านี้ ความกลัวเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดการหยุดนิ่งเช่นกัน เมื่อสาวกได้พบกับพระเยซูคริสต์ในชีวิตการฟื้นขึ้นมาจากความตาย ได้รับสันติสุขตามพระสัญญาจากคำตรัสครั้งแรก และคำตรัสครั้งที่สอง ทรงมอบสันติสุขอีกครั้ง ดูเหมือนเป็นสันติสุขที่เพิ่มพลังงานในการรับใช้  ชี้ทิศทางในการเดินต่อไป พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า พระบิดาทรงใช้เรามาฉันใด   เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น  ในชีวิตของคริสเตียนต้องการสันติสุขจากพระเยซูคริสต์สองแบบ แบบแรกคือ เปลี่ยนความกลัว ความเศร้าโศกให้กลายเป็นความชื่นชมยินดี แบบที่สองคือเปลี่ยนพลังงานอับเฉา ห่อเหี่ยวให้กลายเป็นความชัดเจนร้อนรนในการรับใช้ตามที่พระเยซูคริสต์ทรงสั่งให้เราทำ  มีคนที่รับใช้เพราะมนุษย์สั่ง มิใช่พระเยซูคริสต์สั่ง การรับใช้อย่างนี้ มักมาพร้อมกับความกลัว กิจการ 5:26-29 26แล้วนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกเจ้าพนักงาน   จึงได้ไปพาพวกอัครทูตมาโดยดี   เพราะกลัวว่าคนทั้งปวงจะเอาหินขว้าง  27เมื่อเขาได้พาพวกอัครทูตมาแล้วก็ให้ยืนหน้าสภา   มหาปุโรหิตประจำการจึงถามว่า 28“เราได้กำชับพวกเจ้าอย่างแข็งแรงมิให้สอนออกชื่อนี้   ก็นี่แน่ะ   เจ้าได้ให้คำสอนของเจ้าแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม   และปรารถนาให้ความผิดเนื่องด้วยความตายของผู้นั้นตกอยู่กับเรา” 29ฝ่ายเปโตรกับอัครทูตอื่นๆตอบว่า   “ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ เปโตรกับพวกอัครทูตถูกจับขังคุกเพราะไปประกาศพระนามพระเยซูกับคนมากมายจนคนมีความศรัทธา พวกมหาปุโรหิตและฟาริสีมีความอิจฉาจึงใช้คนไปจับเปโตรกับอัครทูตมาขังคุก แต่ทูตสวรรค์ก็เปิดประตูคุกให้ออกมา แล้วก็ไปประกาศใหม่ พวกทหารได้รับคำสั่งให้ไปจับมาอีก พระคัมภีร์บันทึกว่า ทหารกลัวถูกประชาชนขว้างหินใส่หากไปจับเปโตรกับอัครทูต เลยไปเชิญมาดีๆ มาอยู่ต่อหน้าพวกมหาปุโรหิตและฟาริสี ที่ใช้การข่มขู่สั่งห้ามไม่ให้เปโตรกับอัครทูตประกาศพระนามพระเยซูคริสต์ แต่เปโตรและอัครทูตได้ตอบว่า “ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ เป็นความหมายบอกว่า สาวกมีชีวิตอย่างผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เขาไม่ได้วางใจในมนุษย์ แม้เป็นคนที่มีอำนาจก็ตาม  เราคงได้ยินคำว่า เกรงใจ ซึ่งมักจะใช้กับคนที่เราไม่กล้าที่จะขัดใจ หรือชี้แจงสิ่งที่เป็นความเห็นส่วนตัวของเรา หากเรามีความเห็นที่ไม่เหมือนเขา บางทีเราก็ปล่อยให้คนที่เราเกรงใจครอบงำความคิดของเรา เพียงเพราะเราไม่กล้า และเกรงใจ ภาษาอังกฤษไม่มีคำแปลคำว่า เกรงใจ เหมือนกับที่ภาษาไทยไม่มีคำแปลของคำว่า Integrity คำแปลที่ใกล้ความหมาย  ก็คือ ความซื่อตรง เอเสเคียล 36:26-27 26เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุ จิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า   เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า   และให้ใจเนื้อแก่เจ้า 27และเราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา   และให้รักษากฎหมายของเราและกระทำตาม คนของพระเจ้าจะรับการบรรจุสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งเขาจะรู้สึกต้องต่อสู้ภายในจิตวิญญาณจิตใจของตนเอง หากเขาต้องกระทำสิ่งที่ขัดต่อสิ่งที่บรรจุไว้ในใจที่มาจากพระเจ้า เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า ไวต่อความบาป เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากเรารับเชื่อ รับพระวิญญาณของพระเจ้าเข้ามาอยู่ในตัวเรา มีความเกรงกลัวพระเจ้ามากกว่ามนุษย์  หากเวลานี้ ความไวต่อความบาปของเราไม่รู้สึกอะไร ทำบาปแล้วไม่รู้สึกอะไร ใครเตือนแล้วยิ่งโกรธแทนที่จะกลับใจใหม่ สำนึกผิด ในทางตรงกันข้ามยิ่งพยายามเปลี่ยนดำให้เป็นขาว ทำให้ขาวกลายเป็นเทา ทำให้การอธรรมกลายเป็นความชอบธรรม นั่นคือสัญญาณอันตรายสำหรับการดำเนินชีวิตคริสเตียน ที่ห่างไกลจากการไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ แต่กลับไปไว้ใจเนื้อหนังล้วนๆ การฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์กำลังไม่มีความหมายในชีวิตของเรา ครั้งหนึ่งเรารับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนกับเหล่าสาวกเมื่อสองพันปีที่แล้ว 22ครั้นพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงระบายลมหายใจออกเหนือเขา   ตรัสกับเขาว่า   “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด แต่เราไม่ได้สานต่อ ไม่ได้ดำเนินชีวิตต่อในพระวิญญาณ อย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสหลังจากฟื้นขึ้นมาจากความตาย  กิจการ 1:5 5เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ   แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” บัพติศมาแปลว่า จุ่มลึก ดำมิด เปรียบเทียบกับการจุ่มน้ำให้ท่วมมิดหัว การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงย้ำกับเหล่าสาวกว่า จำเป็นที่เราจะต้องจุ่มลึก ดำมิดในพระวิญญาณ ความหมายก็คือ ให้ชีวิตของเราเต็มล้น และดำเนินไปด้วยบรรยากาศโอบล้อมไปด้วยการนำของพระเจ้า คิดอย่างพระเจ้า รู้สึกตอบสนองอย่างพระเจ้า จึงจะทำให้เราเกรงกลังพระเจ้ามากกว่ากลัวมนุษย์ ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงการเป็นพยานในทุกสถานที่ กับคนทุกประเภท กับทุกสถานการณ์ ด้วยความกล้าหาญ ไม่กลัวคนอีกต่อไป ความกล้าหาญนั้น สำแดงชัดเจนถึงการยกโทษให้กับคน และการมองเห็นคนที่ไม่ยอมรับการยกโทษนั้น มีโทษขนาดไหน 23ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด   ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย   และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด   ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น”.......พระคัมภีร์กล่าวถึงสิทธิอำนาจและสายตายฝ่ายวิญญาณของสาวกที่ใช้ชีวิตอย่างผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ท่าทีที่จะให้บาปติดอยู่กับมนุษย์ แต่ด้วยความเข้าใจในความดื้อดึงของมนุษย์ที่สาวกมองเห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคนดื้อดึงเหล่านั้น มัทธิว 10:14-15  14ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับท่านทั้งหลายและไม่ฟังคำของท่าน   เมื่อจะออกจากเรือนนั้นเมืองนั้น   จงสะบัดผงคลีที่ติดเท้าของท่านออกเสีย   เพื่อแสดงว่าท่านไม่รับผิดชอบต่อไป 15เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ในวันพิพากษานั้น   โทษของเมืองโสโดม   และเมืองโกโมราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น ลูกา 9:5 5ผู้ใดไม่ต้อนรับพวกท่าน   เมื่อท่านจะไปจากเมืองนั้น   จงสะบัดผงคลีดินจากเท้าของท่านออก   ส่อให้เห็นความผิดของเขา นี่แหล่ะคือชีวิตอย่างผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ คือให้พระองค์เป็นผู้นำทางด้านความคิด สไตล์การดำเนินชีวิต อิทธิพลหรือกระแสของโลกนี้ไม่สามารถครอบงำเราได้ เวลานี้ กระแสและอิทธิพลของสังคมกำลังนำเรา หรือ พระเยซูคริสต์กำลังนำเรา นี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่า เรามีชีวิตอยู่โดยอะไร
2. เป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์เสมอ ยอห์น 20:30-31
30พระเยซูได้ทรงกระทำหมายสำคัญอื่นๆ   อีกหลายประการต่อหน้าสาวกเหล่านั้น   ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ 31แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์
ประโยคที่ยอห์นได้บันทึกตอนนี้ เพื่อสำแดงวัตถุประสงค์ในการบันทึกการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์และสิ่งที่พระองค์ทำหลังจากฟื้นขึ้นมา มีมากมายแต่ไม่ได้บันทึกเพื่อบอกว่า เหตุการณ์ที่บันทึกตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่จะให้ผู้อ่านได้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เป็นพระเมสสิยาห์ ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ทรงกำหนดไว้ ใช่แล้ว จงเชื่ออย่าสงสัย จงเชื่อและวางใจ จงเชื่อและมีชีวิตอยู่โดยพระนามของพระองค์ ในยอห์น 21:1919(ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น   เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายอย่างไร)   ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า   “จงตามเรามาเถิด” บันทึกว่า เปโตรจะตายอย่างไรในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า และหลังจากเปโตรได้พบกับการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เปโตรใช้ชีวิตหลังจากนั้นโดยไม่กลัวตายอีกต่อไป ชีวิตเปโตรอยู่โดยพระนามของพระองค์ สำหรับยอห์นผู้บันทึกหนังสือยอห์น ได้พบกับการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ตอนแรกไม่เชื่อว่า พระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย เชื่อว่า ศพพระเยซูถูกขโมย ยอห์น 20:1-91 วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด   มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ   นางเห็นหินออกจากปากอุโมงค์อยู่แล้ว 2นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร   และสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้น   และพูดกับเขาว่า   “เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว   และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน” 3เปโตรจึงออกไปยังอุโมงค์กับสาวกคนนั้น 4เขาวิ่งไปทั้งสองคน   แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึงอุโมงค์ก่อน 5เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่   แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน 6ซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง   แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่ 7และผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น   แต่พับไว้ต่างหาก 8แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย   เขาได้เห็นและเชื่อ 9เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า   พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย ยอห์นผู้ไม่เข้าใจเรื่องการฟื้นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ แต่เมื่อเขาได้พบด้วยตัวเอง  เขาใช้ชีวิตอยู่โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ รักษาชีวิต รอดชีวิต มีอายุยาวนานในคุกบนเกาะปัทมอส และเขียนหนังสือวิวรณ์เล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคำถามที่พระเยซูตอบเปโตรในตอนท้ายของหนังสือยอห์นนี้ คือ เมื่อพระองค์ตอบว่า เปโตรจะใช้ชีวิตอยู่โดยพระนามของพระองค์อย่างไร และยอห์นจะใช้ชีวิตอยู่โดยพระนามของพระองค์อย่างไร จะมีแต่คำว่า “จงตามเรามาเถิด” นั่นคือ ความหมายถึง การบอกให้เปโตรจดจ่อกับการเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ The follower of Christ คริสเตียนอส พระเยซูคริสต์กำลังพูดเหมือนกับตอนที่พระองค์ทรงเรียกสาวกครั้งแรก พระองค์ทรงใช้ประโยคนี้ “จงตามเรามา” เปโตรกับยอห์นอาจเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์เรียกแบบนี้ แสดงว่า พระองค์จะอยู่กับสาวกเหมือนตอนแรกที่พระองค์ใช้เวลาอยู่กับสาวกสามปีครึ่ง  แต่ความจริง พระองค์กำลังจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ กิจการ 1 ลูกาบันทึกว่า พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ต่อหน้าสาวก นั่นคือการสิ้นสุดการนำหรือ นั่นคือการสิ้นสุดการติดตามหรือ ไม่ใช่ พระเยซูคริสต์ใช้คำว่า “จงตามเรามาเถิด” มีความหมาย ถึงการทำอย่างตามอย่างพระองค์ต่างหาก มัทธิว 16:24-25  24ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า   “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง   และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา 25เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด   ผู้นั้นจะเสียชีวิต   แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา   ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด การตามพระเยซูคริสต์ คือการดำเนินชีวิตมีทัศนคติเหมือนพระองค์ ทั้งการต่อสู้กับตัวเอง เพื่อชนะตัวเอง  คนเรามักชอบที่จะชนะคนอื่น ไม่ยอมแพ้ใคร แต่การตามพระเยซูคริสต์ คือ แบกกางเขน คือ การตายต่อตัวเอง ต่อสู้กับกิเลศตัณหา และนิสัยอย่างเนื้อหนัง โคโลสี 3:5-10 5เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย   มีการล่วงประเวณี   การโสโครก   ราคะตัณหา   ความปรารถนาชั่ว   และความโลภ   ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ 6เพราะสิ่งเหล่านี้   พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา 7ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย   ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ 8แต่บัดนี้   สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย   คือความโกรธ   ความขัดเคือง   การคิดปองร้าย   การพูดให้ร้าย   คำพูดหยาบโลน 9อย่าพูดมุสาต่อกัน   เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า   กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว 10และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่   ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง   ให้รู้จักพระเจ้า
พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อให้สาวกได้รู้ว่า ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป จงตามอย่างพระองค์ คืออย่ากลัวที่จะใช้ชีวิตเพื่อเห็นแก่พระนามของพระเจ้า เพราะยิ่งเสียสละชีวิตก็ยี่งได้ชีวิตกลับคืนมา เหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่าง  มนุษย์เรากลัว และไม่กล้าเดินในทางที่ตัวเองไม่เคยไป และยิ่งเห็นใครไปแล้วไม่ได้กลับมายิ่งกลัว เหมือนคำที่ติดไว้ตรงตาลปัตรของพระ คือ ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี นี่คือประสบการณ์ความกลัวของมนุษย์  ที่ยังไม่พร้อมที่จะไป ยังไม่พร้อมที่จะหลับแบบไม่ตื่น ฟื้นไม่มี การแสดงออกถึงความไม่พร้อม มักจะออกมาในรูปแบบของการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด การแย่งชิง การแข่งขัน การทำลายคู่แข่ง คู่ต่อสู้ ความเห็นแก่ตัว การให้ร้ายผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดของตนเอง  แทนที่จะแบกการตายต่อตัวเอง กลับโยนความตายให้กับผู้อื่น เหมือนที่เปาโลกล่าวว่า 2โครินธ์ 2:16-17 16ฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นแห่งความตายซึ่งนำไปสู่ความตาย   และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิต ใครเล่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับพันธกิจเหล่านี้ 17เพราะว่าเราไม่เหมือนคนเป็นอันมาก   ที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน   แต่ว่าเราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนสัตย์ซื่อ   อย่างคนที่มาจากพระเจ้า   และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า การแบกความตายไว้ที่ตัว ทำให้เกิดเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิต นี่แหล่ะคือผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ อย่างคนสัตย์ซื่อ อย่างคนที่มาจากพระเจ้า และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า คนอย่างนี้ ห่างไกลจากการหลอกลวงคนอื่น และห่างไกลจากการหลอกลวงตนเอง ผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ ไม่เปลี่ยนขาวให้เป็นดำ และไม่เปลี่ยนการอธรรมให้กลายเป็นสิ่งชอบธรรม ไม่กลบเกลื่อนความผิดด้วยการแคะไค้คุ้ยเขี่ยความผิดของคนอื่น หรือพยายามหาแนวร่วมในการกล่าวโทษผู้อื่น มัทธิว 5:21-25 21 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า   อย่าฆ่าคน   ถ้าผู้ใดฆ่าคน   ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ 22เราบอกท่านทั้งหลายว่า   ผู้ใดโกรธพี่น้องของตน   ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ถ้าผู้ใดจะพูดกับพี่น้องว่า   'อ้ายโง่'   ผู้นั้นต้องถูกนำไปที่ศาลสูงให้พิพากษาลงโทษและผู้ใดจะว่า   'อ้ายบ้า'   ผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก 23เหตุฉะนั้นถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว   และระลึกขึ้นได้ว่า   พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน 24จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา   กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน   แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน 25จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็วในขณะที่พากันไปศาล   เกลือกว่าคู่ความนั้นจะอายัดท่านไว้กับผู้พิพากษา   แล้วผู้พิพากษาจะมอบท่านไว้กับผู้คุม   และท่านจะต้องถูกขังไว้ในเรือนจำ ผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ จะดำเนินชีวิตวางใจในพระเยซูคริสต์ นั่นคือ การเชื่อและทำสิ่งที่พระองค์แนะนำ เพราะนั่นจะนำสิ่งที่ดี ปลอดภัย มั่นคงมาสู่ผู้นั้น โรม 8:5-8  5เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง   แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ   ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ 6ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง   ก็คือความตาย   และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ   ก็คือชีวิตและสันติสุข 7เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า   หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่   และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ 8และคนทั้งหลายที่อยู่ใต้เนื้อหนัง   จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้ ผู้เขียนหนังสือโรมใช้คำว่าปักใจกับเนื้อหนัง คนละคำกับปักใจอยู่กับพระวิญญาณ ปักใจในสิ่งที่เป็นของเนื้อหนังคือการติดใจกับรสชาดของความต้องการของเนื้อหนัง คนที่ปักใจอยู่กับพระวิญญาณ คือคนที่ดำเนินชีวิตที่ห่อหุ้มไปด้วยชีวิตฝ่ายวิญญาณ คือสนใจ สัมพันธ์ และติดตามสิ่งที่เป็นมาจากพระวิญญาณ นั่นคือ สิ่งที่เป็นมาจากพระเยซูคริสต์เจ้า  คนเราไม่สามารถปรนนิบัติสองสิ่งในเวลาเดียวกัน ลูกา 16:13-15 13ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้   เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง   และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง   หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง   และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง   ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้” 14ฝ่ายพวกฟาริสีที่มีใจรักเงินเมื่อได้ยินคำเหล่านั้นแล้ว   จึงเยาะเย้ยพระองค์ 15แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า   “เจ้าทั้งหลายทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์   แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย   ด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์   ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org