Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท 4 กรกฎาคม 2553

 

 

หัวข้อ“ชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์คือชีวิตที่เข้มแข็งที่สุด”

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

 

มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า เข้มแข็ง แต่ไม่ก้าวร้าว อ่อนสุภาพแต่ไม่อ่อนแอ  เราอยู่ในยุคที่ถูกท้าทายความเข้มแข็งทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณเข้มข้นมากขึ้นตลอดเวลา  เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข้าพเจ้าต้องเผชิญกับรถติดบนสะพานสาธรนานมากเป็นชั่วโมง ขยับได้ทีละน้อย แล้วก็ไม่รู้ว่า มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังโกรธข้าพเจ้าเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะเขาตามหลังเรามาแบบติดๆประชิดจนไม่เผื่อช่องระหว่างรถของเราเลย  และรถที่ข้าพเจ้าขับก็ไหลถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เพราะข้าพเจ้ากำลังคุยเพลินกับพี่สาว แถมไม่ได้ยินเสียงบีบแตรจากข้างหลัง มารู้ตัวก็ต่อเมื่อ เขาขับมาประชิด และด่าทอ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน เพราะไม่เปิดกระจก เนื่องจากรู้ว่า เขากำลังด่า แต่ก็ทำท่าขอโทษว่า ถ้าฉันไปทำให้คุณไม่พอใจก็ขอโทษด้วย อ่านจากท่าทางก็รู้ว่าโมโหมาก รถก็ติดๆ แล้วเขาก็จอดรถลงไปดูหน้ารถตัวเอง ข้าพเจ้าเลยขับรถเข้าไปชิด และดูหน้ารถเขา ดูอาการของชายคนนี้ซึ่งก็อ่อนลงหลังจากเขาไม่พบรอยอะไรที่รถตัวเอง ทำให้ข้าพเจ้าคิดสองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือ ถ้าฉันเป็นผู้ชาย หมอนี่คงไม่ได้แค่ด่า อีกความมคิดหนึ่งเกี่ยวข้องกับคำพูดที่เรามักได้ยินสำหรับคนที่ขับรถ ว่า  การขับรถบนท้องถนน ขาข้างหนึ่ง เข้าไปอยู่ในคุกแล้ว ข้าพเจ้าคิดต่อว่า ปัจจุบันนี้ ขับรถบนท้องถนนกรุงเทพ ขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในโลงแล้ว มีสิทธิ์ตายเพราะอารมณ์คนได้ตลอดเวลา เราได้อ่านข่าวทางหนังสือพิมพ์ว่า คนทะเลาะกันฆ่ากันตายเพราะขับรถบนถนน เรื่องเล็กน้อยทำให้คนทำร้ายกัน ฆ่ากัน หมดอนาคตกันทั้งคู่ สถานการณ์ของการกระตุ้นอารมณ์โกรธเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เราจะรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างไร ชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์เป็นความเข้มแข็งที่สุดสำหรับเราในยามนี้ เราจะศึกษาคำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้าจากหนังสือ ลูกา 9:46-62 46 แล้วเหล่าสาวกก็เกิดเถียงกันว่าในพวกเขาใครเป็นใหญ่ 47ฝ่ายพระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของเขาจึงให้เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้พระองค์ 48แล้วตรัสกับเขาว่า   “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆคนนี้ในนามของเรา   ผู้นั้นก็ได้รับเรา   และผู้ใดได้รับเรา   ผู้นั้นก็ได้รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา      เพราะว่าในพวกท่านทั้งหลาย   ผู้ใดเป็นผู้น้อยผู้นั้นแหละเป็นผู้ใหญ่” 49 ฝ่ายยอห์นทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์เห็นผู้หนึ่งขับผีออกในพระนามของพระองค์และข้าพระองค์ห้ามเขาเสีย   เพราะเขาไม่ตามพวกเรามา” 50พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “อย่าห้ามเขาเลย   เพราะว่าผู้ใดไม่เป็นฝ่ายต่อสู้ท่าน   ก็เป็นฝ่ายท่านแล้ว” 51ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป   พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 52และพระองค์ทรงใช้ทูตล่วงหน้าไปก่อน   เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย   เพื่อจะเตรียมไว้ให้พระองค์ 53ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 54เมื่อสาวกของพระองค์   คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น   เขาทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสีย(สำเนาโบราณบางฉบับ   เพิ่มคำว่า   อย่างเอลียาห์ได้กระทำนั้น)   หรือ” 55แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา(สำเนาโบราณบางฉบับ   เพิ่มว่า   พระองค์ตรัสว่า   “ท่านไม่รู้ว่า   ท่านมีจิตใจทำนองใด   56  เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อทำลายชีวิตมนุษย์   แต่มาเพื่อช่วยเขาทั้งหลายให้รอด”)  56แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เลยไปที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง 57 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป   มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เสด็จไปทางไหน   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไปทางนั้น” 58พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” 59พระองค์ตรัสแก่อีกคนหนึ่งว่า   “จงตามเรามาเถิด”   แต่คนนั้นทูลตอบว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน” 60พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด   แต่ส่วนท่าน   จงไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า” 61อีกคนหนึ่งทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป   แต่ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ไปลาคนที่อยู่ในบ้านของข้าพระองค์ก่อน” 62พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้ว   หันหน้ากลับเสีย   ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า”
ในฉากนี้ ลูกาบันทึกว่า เหล่าสาวกของพระเยซูกำลังต่อสู้กับการให้เหตุผลว่า ใครสมควรเป็นใหญ่ อะไรที่กระตุ้นให้สาวกมีความคิดอย่างนั้น หากมองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ข้อ 40 40ข้าพเจ้าได้ขอเหล่าสาวกของพระองค์ให้ขับมันออกเสีย   แต่เขากระทำไม่ได้” พ่อของเด็กที่ถูกผีเข้าเคยขอให้สาวกช่วยเขาขับผีออกจากลูกของเขา แต่สาวกทำไม่ได้ สาวกจึงพาเขามาหาพระเยซูโดยตรง และพระเยซูทรงขับผีนั้นออก สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนมากมาย ขณะที่คนทั้งปวงพากันประหลาดใจถึงการอัศจรรย์ของพระเยซูคริสต์ พระองค์ฉวยโอกาสนี้บอกกับสาวกว่า อย่าคิดเพียงแค่พระองค์เป็นผู้วิเศษ  ข้อ 44 เพราะว่าบุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ในมือมนุษย์” สาวกไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสเรื่องพระองค์มาเป็นมนุษย์ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่สาวกกำลังจินตนาการผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับในการติดตามพระเยซูคริสต์ สรุปที่คำว่า ใครจะได้เป็นใหญ่ เพราะประชาชนกำลังปลื้มพระเยซู ผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ย่อมได้รับผลพลอยได้ไปด้วย  มาระโก 10:42-43 42พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า   “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า   ผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติ   ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา   และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ 43แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่   ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน   ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย...... พระเยซูคริสต์สอนสาวกว่า  การเป็นใหญ่อย่างชาวโลก คือการใช้อำนาจบังคับกดขี่ เป็นนาย เป็นผู้ครอง แต่ผู้ที่จะเป็นใหญ่ในนิยามของพระเยซูคริสต์ คือ ผู้ที่เป็นเหมือนพระองค์  เป็นผู้ปรนนิบัติผู้อื่นและการเสียสละ มาระโก 10:45 45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา   และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” ในเวลานั้น สาวกไม่เข้าใจคำของพระเยซูคริสต์เรื่องนี้ สาวกยังคงถกเถียงและคาดหวังการเป็นใหญ่  เช่น เปโตร ยากอบ และยอห์นอาจให้เหตุผลว่า ใครที่พระเยซูเรียกใช้มากที่สุดจะได้เป็นใหญ่ เพราะเขาสามคนคือคนที่พระเยซูพาไปอธิษฐานมากกว่าสาวกสิบสองคน ส่วนยูดาสอาจจะให้เหตุผลว่า คนถือเงินใหญ่ที่สุด ส่วนนาธันนาเอลอาจจะบอกว่า พระเยซูเคยเรียกเขาว่า ชนอิสราเอลแท้ไม่มีอุบาย ส่วนมัทธิวอาจจะให้เหตุผลว่า เขาเป็นคนเก็บภาษีที่ลงทุนมากที่สุดโดยการทิ้งอาชีพที่ทำเงินมากเพื่อการติดตามพระเยซูคริสต์ คนที่มีอุดมการณ์ในการกู้ชาติก็จะให้เหตุผลว่า เขาควรเป็นใหญ่เพราะเขาติดตามพระเยซูอย่างมีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม พระคัมภีร์ลูกาบันทึกว่า  47ฝ่ายพระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของเขาจึงให้เด็กคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้พระองค์ 48แล้วตรัสกับเขาว่า   “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆคนนี้ในนามของเรา   ผู้นั้นก็ได้รับเรา   และผู้ใดได้รับเรา   ผู้นั้นก็ได้รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา      เพราะว่าในพวกท่านทั้งหลาย   ผู้ใดเป็นผู้น้อยผู้นั้นแหละเป็นผู้ใหญ่” พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกของพระองค์เรื่องการยอมรับและการเป็นใหญ่ ซึ่งในเวลานั้น สาวกไม่ยอมรับกันและกัน และตีความการเป็นใหญ่ตามความคิดของตนเอง พระเยซูคริสต์จึงสอนด้วยการเรียกเด็กมายืนข้างๆพระองค์ ผู้ใหญ่มักจะไม่ยอมรับเด็กเล็ก เพราะเขาอ่อนแอ และรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น  ในชีวิตประจำวันของเรา มีคนที่เป็นเด็กเล็กจริง และมีคนที่เป็นผู้ใหญ่แต่อ่อนแอและต้องพึ่งพาคนอื่น คนเหล่านี้มักถูกกดขี่ ข่มเหง เอาเปรียบ และถูกทอดทิ้งจากสังคมของคนที่แข็งแรงกว่า ได้เปรียบกว่า พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราให้ยอมรับเด็กเล็ก เพื่อบอกว่า พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้เทียบเท่ากับพระองค์เอง คนที่รับคนอ่อนแอ คนด้อยโอกาส เด็กเล็ก ก็เท่ากับการยอมรับพระเจ้าพระบิดาด้วยเช่นกัน ผู้ใดเป็นผู้น้อยผู้นั้นแหละเป็นผู้ใหญ่ เป็นคำสอนเรื่องการยอมรับ คือการลดตัวเองลงมาเท่ากับคนเล็กน้อย (Micro) ก็ถือว่าเป็นใหญ่ (Mega)  มีคนไม่น้อยที่ไม่ยอมลดตัวเองลงมาเท่ากับคนเล็กน้อย เพราะคิดว่า ถ้าทำตัวเท่ากับผู้เล็กน้อยเหล่านั้น เดี๋ยวเขาจะตีเสมอ ข้ามหัว ลามปาม  เช่น เป็นนายจะไม่ยอมลดตัวลงมาคลุกคลีกับลูกน้องเพราะเดี๋ยวจะคุมลูกน้องไม่อยู่  เป็นไฮโซจะไม่ยอมลดตัวเองลงมาเท่ากับพวกโลวโซเพราะเดี๋ยวตัวเองจะถูกมองว่าโลวโซไปด้วย  เป็นพวกมีกะตังค์จะไม่ยอมลดตัวเองลงมาเท่ากับพวกไม่มีกะตังค์เพราะเดี๋ยวจะมีแต่คนมาขอยืมตังค์  เป็นพวกสะอาดจะไม่ยอมลดตัวลงมาคลุกคลีกกับพวกสกปรกเพราะเดี๋ยวจะสกปรกไปด้วย เป็นพวกมีครบ 32 ประการจะไม่คลุกคลีกับพวกพิการ  ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยติดต่อจะไปใช้เวลาอยู่ที่มาเลเซียประมาณหนึ่งเดือน คนที่ข้าพเจ้าติดต่อ เขาไม่รู้จักว่าข้าพเจ้าเป็นใคร เราไม่เคยเห็นกัน คุยกันแค่ทางอีเมลล์ และข้าพเจ้าก็บอกเขาว่า มีเงินไม่มาก ขอที่พักแบบฟรีจะดีมาก เขาก็บอกว่า งั้นไปอยู่ที่นี่ละกัน สถานที่นี้ถูกเรียกว่า Grace Home บ้านพระคุณ แต่ด้วยการจัดเตรียมของพระเจ้า ข้าพเจ้าก็เลยไม่ได้ไปพักที่นั่น แต่เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมสถานที่นั้นจริงๆ คือสถานที่พักของคนขอทาน คนมีปัญหา คนไม่มีบ้าน คนนอนถนน คนพิการที่ไร้ญาติ บางคนก็ฉี่ราดต้องทำความสะอาดบ่อยๆ ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าจะมาอยู่ที่นี่ ก็คงเป็นแบบทดสอบชีวิตอีกอย่างที่พระเจ้าต้องการให้ข้าพเจ้ามาใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้องเหล่านั้น ข้าพเจ้าไปในฐานะคนเยี่ยมก็เห็นความน่ารักของคนหนี่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นขอทานริมถนนกำลังทำหน้าที่เช็ดโต๊ะอาหาร เห็นคนแก่ฉี่ราด ได้รับการปรนนิบัติจากคนข้างถนน ข้าพเจ้ามองคนที่เคยติดต่อให้ข้าพเจ้าไปพัก ได้เห็นเขาแสดงความรู้สึกผิดที่คิดให้ข้าพเจ้ามาพักที่นี่ ถ้าพวกเราเป็นอย่างข้าพเจ้า เราคิดว่า เราควรทำอย่างไรให้เขาไม่รู้สึกผิดที่คิดอย่างนั้น คำตอบคือ ทำตัวอย่าให้สูงส่งจนลดตัวเองลงมาไม่ได้ ปัญหาของสังคมเราในวันนี้ที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยอย่างน่าใจหายเพราะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบในการดำเนินชีวิตหลุดจากความเป็นจริงของชีวิต มีความเห็นจากผู้ที่ทำงานกับปัญหาเยาวชนไทยได้กล่าวอย่างนี้ว่า  เด็กไทยกำลังเผชิญปัญหาความสามารถด้านการบริหารอารมณ์ จนกลายเป็นจุดอ่อนต่อความอดกลั้นเมื่อเผชิญปัญหา และการหาทางออกด้วยตนเอง “นอกจากนี้ ยังพบว่า ค่านิยมของเด็กไทยในยุคปัจจุบันที่เกิดจากการเลียนแบบทางสังคมที่สำคัญ 5 ด้าน พรหมลิขิต ติดยา บ้าแบรนด์เนม ติดเกม กลัวผี ซึ่งค่านิยมเหล่านี้มาจากเพื่อน สังคมรอบข้าง การโฆษณาชวนเชื่อ สื่อมวลชน ผู้นำทางความคิด”และระบบการศึกษาของไทย ทำให้เด็กไม่สามารถทำได้ตามความคาดหวังที่ตั้งกันเอาไว้ ปรับตัวไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีเพียงมาตรฐานเดียวในการวัดความเก่งของเด็ก ดังนั้น สิ่งที่เด็กควรเรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นในสังคม คือ การเรียนรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยตนเองอย่างรู้เท่าทัน เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ จากบทวิเคราะห์ปัญหาเด็กไทยวันนี้ สรุปสั้นๆก็คือ เด็กไทยอยากปฏิเสธความจริงของชีวิต และอยากอยู่ในโลกที่คิดว่าตัวเองเป็นอย่างอื่น และคนอื่นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องเป็นตามที่ตนเองคิด สังคมของเราในอนาคตที่ไม่ไกลจากเรานี้ จะเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่แบบไหน และคนแบบไหนที่จะแก้ปัญหาสังคมแบบนี้ สังคมกำลังต้องการความเข้มแข็งจนถึงที่สุดในองค์พระเยซูคริสต์ บทเรียนที่เราจะประยุกต์เข้ากับชีวิตในยุคปัจจุบันนี้ได้แก่
1. ไม่ต่อสู้กับคนเพียงเพราะเขาไม่เหมือนเรา ลูกา 9:49-50
49 ฝ่ายยอห์นทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์เห็นผู้หนึ่งขับผีออกในพระนามของพระองค์และข้าพระองค์ห้ามเขาเสีย   เพราะเขาไม่ตามพวกเรามา” 50พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “อย่าห้ามเขาเลย   เพราะว่าผู้ใดไม่เป็นฝ่ายต่อสู้ท่าน   ก็เป็นฝ่ายท่านแล้ว” คำว่า ไม่ตามพวกเรามา ตามความคิดของยอห์น ผู้ที่ไม่ได้เป็นอัครสาวก หรือสาวก หรือผู้ติดตาม ล้วนไม่มีสิทธิ์ทำการใดๆ ในพระนามของพระเยซู คำว่า อย่าห้ามเขา พระเยซูทรงอนุญาตให้ผู้นั้นขับผีต่อไปได้ เพราะเขามีความเชื่อและมีอำนาจ และเป็นผู้ประกาศข่าวเรื่องแผ่นดินสวรรค์ เขาไม่ได้ใช้พระนามของพระเยซูเหมือนอย่างหมอดูใช้เวทมนตร์ กิจการ19:11-1711พระเจ้าได้ทรงกระทำอิทธิฤทธิ์อันพิสดารด้วยมือของเปาโล 12จนเขานำเอาผ้าเช็ดหน้ากับผ้ากันเปื้อนจากตัวเปาโลไปวางที่ตัวคนป่วยไข้   โรคนั้นก็หายและผีร้ายก็ออกจากคน 13แต่พวกยิวบางคน   ที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้า   ขับผีร้ายว่า   “เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น” 14พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่   มีบุตรชายเจ็ดคนซึ่งทำอย่างนั้น 15ฝ่ายผีร้ายจึงพูดกับเขาว่า   “พระเยซู   ข้าก็คุ้นเคย   และเปาโล   ข้าก็รู้จัก   แต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า” 16คนที่มีผีสิงนั้น   จึงกระโดดใส่คนเหล่านั้นและต่อสู้จนชนะเขาได้   เขาต้องหนีออกไปจากเรือนตัวเปล่าและมีบาดเจ็บ ที่นี่เกิดพฤติกรรมเลียนแบบการใช้พระนามพระเยซู แต่แตกต่างกันที่ คนที่เลียนแบเป็นพวกที่สื่อสารกับวิญญาณอื่นตามความคิดของตนเอง ไม่ใช่วิญญาณและตามความคิดของพระเจ้า ในพระคัมภีร์เดิม เรียกผู้ที่เผยพระวจนะตามความคิดของตนเองว่าผู้เล่นไสยศาสตร์ เอเสเคียล 13:17-18 17“เจ้า  บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย   เจ้าจงมุ่งหน้าต่อสู้บรรดาบุตรสาวแห่งชนชาติของเจ้า   ผู้เผยพระวจนะตามความคิดของตนเอง   จงเผยพระวจนะกล่าวโทษเขา 18และกล่าวว่า  พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   วิบัติแห่งหญิงที่เย็บปลอกไสยศาสตร์สำหรับสวมข้อมือ   และทำผ้าคลุมศีรษะให้คนทุกขนาด   เพื่อล่าวิญญาณ   เจ้าจะล่าวิญญาณซึ่งเป็นของประชากรของเรา   และรักษาวิญญาณอื่นๆให้คงชีวิตอยู่เพื่อผลกำไรของเจ้าหรือ ในเอเสเคียลนี้ กล่าวถึงการล่าวิญญาณ ซึ่งเป็นประชากรของพระเจ้า โดยการใช้อุบายอ้างพระนามของพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พระเจ้าทรงต่อสู้กับคนเช่นนั้น เพราะคนที่พูดตามความคิดของตนเอง ไม่ได้พูดตามความคิดของพระเจ้า เป็นเหมือนคนเล่นไสยศาสตร์ที่แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเอง ให้คนนับถือ ให้คนยอมรับ ให้คนติดตาม คนเหล่านี้มักจะต่อสู้กับคนที่ไม่เหมือน ไม่ตามตนเอง นี่ไม่ใช่วิถีชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ ในพระคัมภีร์มีตัวอย่างของพวกฟาริสีที่ต่อสู้กับพระเยซูคริสต์เพราะพระองค์ไม่คิด และไม่เหมือนพวกฟาริสี มัทธิว 12:24-28 24แต่พวกฟาริสีเมื่อได้ยินดังนั้นก็พูดกันว่า   “ผู้นี้ขับผีออกได้ก็เพราะใช้อำนาจเบเอลเซบูลผู้เป็นนายผีนั้น” 25ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา   จึงตรัสกับเขาว่า   “ราชอาณาจักรใดๆซึ่งแตกแยกกันแล้ว   ก็คงพินาศ   เมืองใดๆ  ครัวเรือนใดๆ   ซึ่งแตกแยกกันแล้ว   จะตั้งอยู่ไม่ได้ 26และถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง   แล้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้ 27และถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล   พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า   เหตุฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน 28แต่ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า   แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว นี่เป็นการกล่าวหาที่เป็นความเท็จ เพียงเพราะพระเยซูคริสต์เจ้า ไม่คิดเหมือนพวกฟาริสีๆ จึงต่อสู้ด้วยวิธีสกปรก และใช้ข้อกล่าวหาเพื่อขับไล่และทำให้พระเยซูคริสต์กลายเป็นพวกเดียวกันกับผี ทั้งๆที่พระองค์เป็นมนุษย์ และมีอำนาจของพระเจ้า  พึงระลึกเสมอว่า หากเรามีความคิดพยายามจะต่อสู้เพื่อเอาชนะ เราอาจจะหน้ามืดตามัว และใช้เหตุผลที่ไร้สติ และกล่าวหาคนอื่นที่ไม่เหมือนเรา ไม่คิดอย่างเรา ไม่คล้อยตามเรา ด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่ฉลาดเลย  ชายที่ยอห์นกล่าวว่า ไม่ได้ตามเหล่าสาวกมา แต่กำลังทำให้แผ่นดินของพระเจ้ามาถึงคนที่ได้รับการปลดปล่อยจากผีร้าย ชายคนนี้ก็อยู่ฝ่ายพระเจ้า เพราะเขากำลังทำให้แผ่นดินของพระเจ้าขยายออกไป
2. ไม่ทำร้ายคนเพียงเพราะเขาไม่ยอมรับเรา ลูกา9:51-55
51ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป   พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 52และพระองค์ทรงใช้ทูตล่วงหน้าไปก่อน   เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย   เพื่อจะเตรียมไว้ให้พระองค์ 53ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 54เมื่อสาวกของพระองค์   คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น   เขาทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสียหรือ” 55แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา
กษัตริย์อมรีแห่งอาณาจักรอิสราเอล (ฝ่ายเหนือ) เป็นผู้สถาปนาเมืองสะมาเรียขึ้นเป็นเมืองหลวง (1 พกษ.16:24) แต่ถูกพวกอัสซีเรียยึดในปี 722 หรือ 721 ก่อน ค.ศ. (2 พกษ.17) และพวกอัสซีเรียได้โยกย้ายชนชาติอื่นๆ หลายชนชาติมาอยู่ในเมืองสะมาเรีย พวกอิสราเอลในเมืองสะมาเรียจึงแต่งงานกับชนชาติเหล่านี้ ชนชาติยิวที่กลับจากการเป็นเชลยที่บาบิโลนในปี 538 ก่อน ค.ศ. จึงไม่ยอมรับชาวสะมาเรียเพราะถือว่าพวกนี้ไม่ใช่ยิวแท้ ชาวยิวจะนมัสการพระเจ้าที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ส่วนชาวสะมาเรียก็สร้างพระวิหารของตนเองขึ้นบนภูเขาเกริซิม และนมัสการที่นั่น (ยน.4:20) ในสมัยของพระเยซูคริสต์ ชาวยิวและชาวสะมาเรียต่างเกลียดชังซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงไม่ได้รับการต้อนรับจากชาวสะมาเรียจากหมู่บ้านนั้น พระเยซูทรงตั้งชื่อให้ยากอบและยอห์นอีกชื่อหนึ่งว่า 'ลูกฟ้าร้อง' (มก.3:17) เพราะพวกเขาเป็นคนใจร้อน พวกเขาเสนอให้ทำเหมือนอย่างเอลียาห์ โดยการขอไฟลงมาพิพากษาลงโทษผู้ที่ปฏิเสธพระเยซู (2 พกษ.1:9-15) เผาผลาญเขาเสีย สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มว่า "อย่างเอลียาห์ได้กระทำนั้น'' ยากอบและยอห์นตอบสนองต่อการไม่ยอมรับของชาวสะมาเรียด้วยวิธีรุนแรงคือทำลายเสียด้วยไฟ  เอลียาห์เรียกไฟลงมาจากฟ้า ในการท้าประลองว่า พระของใครคือพระเจ้าเที่ยงแท้ เพื่อให้ชนชาติอิสราเอลเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายพระเจ้าพระเยโฮวาห์ หรือฝ่ายพระบาอัล ยากอบกับยอห์นคงคิดว่า นี่คือการท้าทายของชาวสะมาเรียในเรื่องสถานที่ของใครคือของแท้ ของจริงที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เพื่อการนมัสการพระองค์ และยากอบกับยอห์นต้องการจะตอบสนองการท้าทายนั้น แต่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงปราม (ตำหนิ) เพื่อหยุดจิตใจที่อยากตอบสนองการท้าทาย ด้วยการท้าทาย เป็นคำเดียวกับที่พระองค์ทรงใช้กับการห้ามพายุที่บ้าคลั่ง ห้ามผีที่ทำให้คนดุร้าย และมาในเวลานี้ ทรงห้ามจิตใจของคนที่กำลังคุกรุ่นอย่างไฟ ถึงขนาดอยากเผาคนที่มาท้าทายเขา พระเยซูใช้สำนวนว่า  ท่านไม่รู้ว่า ท่านมีจิตใจทำนองใด หมายถึง  ค่าว่า จิตใจนี้ พระเยซูใช้คำว่า  วิญญาณ ท่านไม่รู้ว่า ท่านกำลังมีวิญญาณคนละแบบกับพระองค์ เพราะพระองค์เสด็จมามิใช่เพื่อทำลาย แต่มาเพื่อช่วยเขาทั้งหลายให้รอด  ในสังคมของเรามีการตอบโต้กันและกันแบบรุนแรงขึ้นทุกวัน เมื่อคืนวันศุกร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำในการอธิษฐาน เราอธิษฐานด้วยข้อพระคัมภีร์ใน 2 ทิโมธี 1:7 7เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา   แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์   ความรัก   และการบังคับตนเองให้แก่เรา  เราพูดด้วยถ้อยคำแห่งความเชื่อในพระเจ้าว่า เราเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่ง เพราะจิตวิญญาณของเรา มาจากพระเจ้าเป็นผู้ประทาน ให้ประกอบด้วยฤทธิ์ พลังอำนาจ ความรักที่อดทนนาน และการบังคับตนเอง เราจึงสามารถตั้งเป้าหมายการดำเนินชีวิตเป็นคำอธิษฐานอย่างเปาโลในหนังสือโคโลสี 1:11 11ขอให้ท่านมีกำลังมากขึ้นทุกอย่างโดยฤทธิ์เดชแห่งพระสิริของพระองค์   ขอให้ท่านมีความทรหดที่สุด   และความอดทนไว้นานด้วยความยินดี เราจะไม่ทำร้ายคนในสถานการณ์ที่เราถูกปฏิเสธหรือถูกต่อต้าน ความเข้มแข็งของเรามีไว้เพื่ออดทนทรหดที่สุด
3. อย่าเป็นคนสองใจ ลูกา9:56-62
56แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เลยไปที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง57 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป   มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เสด็จไปทางไหน   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไปทางนั้น” 58พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” 59พระองค์ตรัสแก่อีกคนหนึ่งว่า   “จงตามเรามาเถิด”   แต่คนนั้นทูลตอบว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน” 60พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด   แต่ส่วนท่าน   จงไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า” 61อีกคนหนึ่งทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป   แต่ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ไปลาคนที่อยู่ในบ้านของข้าพระองค์ก่อน” 62พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้ว   หันหน้ากลับเสีย   ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า”
ในที่นี้ มีคนต้องการติดตามพระเยซูคริสต์มากมาย แม้พระเยซูจะไม่ได้รับการต้อนรับจากหมู่บ้านของชาวสะมาเรีย นั่นหมายความว่า ต้องเดินทางต่อ แทนที่จะได้หยุดพัก คนที่ติดตามพระเยซูคริสต์หลายคนได้พูดขึ้นว่า พระอาจารย์ไปไหนขอไปด้วย พระเยซูทรงตอบ เชิงทดสอบความมั่นใจของคนที่พูดเช่นนั้น ตัวพระองค์เองยังหาที่พักที่ไม่ได้เลย แน่ใจหรือว่าจะไปไหนไปด้วย แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังต้องการให้สาวกตามพระองค์ไป พระองค์จึงตรัสว่า “จงตามเรามาเถิด” แต่เมื่อพระองค์เอาจริง คนที่บอกจะไปกับพระองค์ก็เปลี่ยนกลับทันที โดยให้เหตุผลว่า ขอไปฝังศพพ่อของตนเองก่อน พระเยซูคริสต์จึงทรงตรัสว่า ให้คนตายฝังคนตาย แต่ตัวเจ้า จงไปกับเรา เพราะการติดตามพระเยซูคริสต์คือการประกาศแผ่นดินของพระเจ้า คริสเตียนคือผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ มีชีวิตเหมือนพระองค์ คือ ดำรงชีวิตพร้อมกับข่าวเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า ทำให้คนที่มีอารมณ์เหมือนพายุที่บ้าคลั่งสงบลงได้ ไม่ใช่ ไปยั่วยุให้คนยิ่งคุ้มคลั่งเหมือนพายุ ถ้าจะติดตามพระเยซู ต้องเหมือนพระองค์ แน่วแน่ ไม่แปรปรวนเหมือนพายุ หรือคลื่นลมของทะเล ยากอบ 1:6-8 .....เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา 7ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย 8เขาเป็นคนสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น ยากอบกล่าวถึงคนสองใจที่ไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น หมายถึง ความไม่แน่วแน่ เดี๋ยวเดินหน้า เดี๋ยวถอยหลัง ลังเลใจ พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่าง ลูกา 14:28-30 28ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก   จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า   จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ 29เกรงว่าเมื่อลงรากแล้ว   และกระทำให้สำเร็จไม่ได้   คนทั้งปวงที่เห็นจะเยาะเย้ยเขา 30ว่า   'คนนี้ตั้งต้นก่อ   แต่ทำให้สำเร็จไม่ได้' ความรอดเป็นสิ่งที่เราได้รับฟรีๆ แต่การดำเนินชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์นั้นต้องจ่ายราคา การจ่ายราคาในการติดตามพระเยซูคริสต์ คือการดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์ พระเยซูเรียกสาวกให้ตามพระองค์ ก็เพื่อให้สาวกซึมซับชีวิตของพระองค์ว่า พระองค์ทรงแสดงความเข้มแข็ง ซึ่งแตกต่างจากความเข้มแข็งอย่างโลก ความคิดของพระเยซูคริสต์เจ้ามักสวนทางกับโลก พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างของผู้ที่จับคันไถแล้วหันหลังกลับ เป็นสำนวนที่บอกว่า มันผิดธรรมชาติของคนจับคันไถเดินหน้าและหันหลังทันที คำที่ใช้คือ การหันหลังทันที เพราะนั่นคืออันตรายที่สุด  เป็นสำนวนที่เรียกคนสองใจ คนที่ใจแบ่งเป็นสองส่วน  ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าขับรถกลับจากลำปางเข้ากรุงเทพ พบมอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง ขี่ข้ามเกาะกลางมาถึงเลนที่สองและเปลี่ยนใจหันหลังกลับทันที โดยปกติ คนข้ามถนนเขาให้เดินหน้าอย่าถอยหลังเพราะคนที่ขับรถจะรู้ทิศทางว่าเขาก้าวพ้นไปแล้ว แต่มอเตอร์ไซด์คันนี้ กลับรถกลางถนนทันที ขณะที่ข้าพเจ้า ขับมาด้วยความเร็วที่เบรกไม่ทันแน่ๆ จึงตัดสินใจอย่างเดียวไม่ลังเลคือขับให้ทันก่อนเขากลับรถมาเข้าเลนขวาสุด ให้เขาชนเราดีกว่าเราชนเขา เรารู้ว่า ไม่ทันแล้ว เสี้ยววินาทีนั้น คือต้องเลือก และเขาก็ชนเรา เสียหายน้อยที่สุด ไม่มีตาย บาดเจ็บเล็กน้อย แต่รถบุบหัวกับท้าย เพราะเขาชนเราแล้วก็ชนเราสองครั้ง นี่คือผลจากความสองใจไม่แน่วแน่ เหมือนจับคันไถแล้วหันหลังกลับทันที พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้ว   หันหน้ากลับเสีย   ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า”  ทำไมพระเยซูคริสต์ทรงให้ความสำคัญของการมีจิตใจแน่วแน่ไม่เป็นสองทางมีน้ำหนักเท่ากับแผ่นดินของพระเจ้า หรือพูดอีกสำนวนคือ แผ่นดินของพระเจ้าเหมาะสำหรับคนที่มีความคิดและการกระทำเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น คนที่ดำเนินชีวิตขัดแย้งในตัวเองจะไปไม่ถึง จะสะดุดและล้มลง เหมือนกับพวกฟาริสี ที่ปากและการกระทำพูดอย่าง แต่จิตใจไปอีกอย่าง และนี่ไม่ใช่ความเข้มแข็ง แต่เป็นการหลอกตัวเองว่า ตนเองดีแล้ว เข้มแข้งแล้ว 1โครินธ์ 10:12 12เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว   ก็จงระวังให้ดี   กลัวว่าจะล้มลง การมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ คือการให้พระองค์มีส่วนในการดำเนินชีวิตของเรา การแสดงออก การตอบสนอง การตัดสินใจทุกเรื่อง เหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงพระองค์กับพระบิดาบนฟ้าสวรรค์เช่นนั้น นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เราอนุญาตให้ความเข้มแข็งที่สุดมาจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา กษัตริย์ดาวิดผู้เขียนหนังสือสดุดี ได้บรรยายชีวิตของเขาที่มีพระเจ้าเป็นความเข้มแข็งที่สุดของตัวเขาว่า สดุดี 18:2 2พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา   ป้อมปราการ   และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์  เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์   เป็นพระศิลาซึ่งข้าพระองค์เข้าลี้ภัย   อยู่ในพระองค์เป็นโล่  เป็นพลังแห่งความรอดของ   ข้าพระองค์   เป็นที่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์ ดาวิดจึงเป็นคนหนึ่งที่เขียนบทเพลงสดุดีได้ไพเราะ และเป็นหนังสือที่คนอ่านมากที่สุดในโลกของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่มีมา
                                                           

 

 

 


 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org