Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552

 

 

หัวข้อ"พระเยซูผู้พิชิต"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

“งัดข้อ” คือกีฬาประเภทหนึ่งในบางประเทศ ในบ้านเราก็มี แต่เรามักจะเห็นผู้ชายเล่นด้วยกล้ามเป็นมัดๆ เป็นกีฬาที่ใช้แรงและความเร็ว ข้าพเจ้าเคยเล่นกับเด็กนักเรียนเกาหลี ผู้หญิงกับผู้หญิง เพราะสำหรับกีฬาของผู้ชายคือมวยปล้ำ ผู้หญิงเล่นงัดข้อ ข้าพเจ้าแพ้ทุกที ทั้งความแข็งแรง และความเร็ว พอเขาเป่านกหวีด ก็แพ้เลย ยังไม่ทันได้งัดข้อ ยังไม่ทันได้ออกแรง นี่คือการใช้ความเร็ว แต่คำว่า งัดข้อ ถูกนำมาใช้ในความหมาย การโต้เถียง ขัดแย้ง ทะเลาะกัน ไม่ลงรอย  ถกเถียง เพื่อเอาชนะอีกฝ่าย ตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนจะไม่ชอบการพ่ายแพ้ ในทางตรงกันข้าม มนุษย์มักจะมีนิสัยชอบเอาชนะ และถ้านิสัยนี้เอามาใช้ในครอบครัวระหว่าง สามีกับภรรยา หรือระหว่างพ่อแม่ลูก ผลลัพธ์ก็คือ บ้านแตก การชอบเอาชนะ ถ้าเอาไปใช้ในทางลบ มักทำให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่น ฟิลิปปี 2:3  3อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี   แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว คำว่า ชิงดีชิงเด่น มีรากศัพท์ที่น่าสนใจ คือ Anti peace แปลว่า ต่อต้าน หรือทำลายความสงบ มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า Peace คือสันติสุข และอีกคำคือ ถือดี มีรากศัพท์แปลว่า Empty Glory แปลว่า เกียรติที่ว่างเปล่า เป็นการหลอกตัวเอง แม้ว่า คำว่า “ผู้พิชิต” ในความหมายของพจนานุกรมแปลว่า ผู้ชนะ ส่วนคำที่ตรงกันข้ามคือ ผู้แพ้ ผู้ปราชัย แต่คำว่า “ผู้พิชิต” ก็ไม่ใช่คำที่เอามาใช้สำหรับนิสัยชอบเอาชนะ “ผู้พิชิต” เป็นความหมายที่ดี สำหรับผู้ที่อดทนต่อการทดลอง การทดสอบ และการทนทุกข์ และมีชัยชนะในที่สุด ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงตรัสไว้ในหนังสือยอห์น 12:27-28 27“บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์และเราจะพูดอย่างไร   จะว่า  'ข้าแต่พระบิดา   ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากการย์แห่งกาลนี้อย่างนั้นหรือ   หามิได้   เพราะด้วยความประสงค์นี้เอง   เราจึงมาถึงการย์แห่งกาลนี้ 28ข้าแต่พระบิดา   ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ”   แล้วก็มีพระสุรเสียงดังมาจากฟ้าว่า   “เราได้ให้รับเกียรติแล้ว   และเราจะให้รับเกียรติอีก”

ในพระคัมภีร์ภาษาไทยของท่านจะมีหมายเลข 17 ขนาบคำว่า การย์แห่งกาลนี้ แปลว่า กิจการของเวลานี้ หมายถึง เวลาแห่งการทดลอง การทดสอบ และการทนทุกข์ พระเยซูคริสต์กำลังพูดถึงความรู้สึกของพระองค์ว่า จิตใจของพระองค์เป็นทุกข์ ปัญญาจารย์ 1:18 18เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก

พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทุกข์เพราะการทดสอบ การทดลอง หรือการต้องทนทุกข์ พระองค์จึงไม่ได้อธิษฐานขอให้สิ่งเหล่านี้ออกไปจากชีวิต เพราะพระองค์ไม่ได้มีเป้าหมายการทนทุกข์เพื่อตัวเอง เป้าหมายของพระเยซูคริสต์คือ การถวายเกียรติแด่พระบิดา และก็ได้รับการยืนยันการถวายเกียรตินั้นว่า ไปถึงพระบิดาจริงๆ ซึ่งคนที่อยู่รอบข้างคิดว่า เป็นเสียงฟ้าร้อง บางคนก็ว่า ทูตสวรรค์กำลังพูดกับพระเยซู แต่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า เสียงนี้มิใช่เพื่อพระเยซูคริสต์ แต่เพื่อคนที่อยู่รอบข้างพระองค์ นี่คือ ลักษณะของผู้พิชิตไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แม้การรับรองของพระเจ้า พระองค์ก็ยังมองเห็นว่า มีประโยชน์สำหรับคนรอบข้าง พระเยซูคริสต์เป็นผู้พิชิตที่สอนให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์ คือการเอาชนะตัวเอง

มาระโก 8:34  34พระองค์จึงทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกให้เข้ามา   แล้วตรัสแก่เขาว่า   “ถ้าผู้ใดจะใคร่ตามเรามา   ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง   และรับกางเขนของตนแบก   และตามเรามา

วันนี้เราจะศึกษาหนังสือยอห์นเพื่อเราทั้งหลายจะเป็นผู้พิชิตเหมือนกับพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นต้นแบบแก่เรา จากหนังสือ

ยอห์น 12:12-32   ก่อนหน้านี้ยอห์นได้บันทึกตั้งแต่ข้อ 1ในบทที่ 12 นี้ว่า พระเยซูคริสต์อยู่ที่บ้านของลาซารัสผู้ที่ตายไปและฟื้นขึ้นมาโดยพระเยซูคริสต์  ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาก่อนเทศกาลปัสกา 6 วัน เทศกาลปัสกาเป็นเทศกาลที่ผู้ชายยิวจะเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อมายังกรุงเยรูซาเล็ม เทศกาลปัสกาเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเสรีภาพของยิวในยุคโมเสสที่พระเจ้าทรงนำอิสราเอลออกจาดินแดนทาส ในอียิปต์ เป็นเทศกาลแห่งความชื่นชมยินดี อพยพ 12:17,26 17เจ้าทั้งหลายจงถือพิธีเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ   เพราะในวันนั้น   เราได้นำพลโยธาของเจ้าทั้งหลายออกไปจากแผ่นดินอียิปต์   เหตุฉะนี้   เจ้าจงฉลองวันนี้  และถือเป็นกฎถาวรชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า.........26เมื่อลูกหลานของท่านถามว่า  'พิธีนี้หมายความว่ากระไร' 27ท่านทั้งหลายจงตอบว่า   'เป็นการถวายสัตวบูชาปัสกาแด่พระเจ้า   เพราะพระองค์ทรงผ่านเว้นบ้านของชนชาติอิสราเอลในอียิปต์   เมื่อพระองค์ทรงประหารคนอียิปต์   แต่ไว้ชีวิตครอบครัวของเราทั้งหลาย' ”   พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มหลายครั้งก่อนหน้านี้ในฐานะผู้ชายยิวทั่วไป แต่ในช่วง 3 ปีครึ่งสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่กางเขน พระองค์ทรงเสด็จเข้ากรุงในฐานะของพระเมสสิยาห์ ซึ่งแต่ละครั้งพระองค์เป็นที่ต้องการของประชาชนในฐานะผู้ที่รักษาโรคคนเจ็บคนป่วย เป็นนักเทศน์ที่คนอยากฟังคำสอนที่นำความหวังมาสู่สังคมที่มีการแบ่งลำดับชั้น คนรวย คนจน คนดี คนบาป คนมีการศึกษา คนไม่มีการศึกษา คนที่ป่วยที่ใช้การไม่ได้ ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม ซ้ำร้าย ความเจ็บป่วยบางอย่างทำให้ต้องถูกขับออกจากสังคม พระเยซูทรงเทศน์ สอน และทำแก่ประชาชนไม่แบ่งชั้นวรรณะ ไม่ปฏิเสธคนทุกชนิด โดยเฉพาะคนที่สังคมรังเกียจที่จะอยู่ใกล้มากที่สุด พันธกิล่าสุดก่อนเข้ากรุงเยรูซาเล็มครั้งนี้ คือ การเข้าใกล้ศพคนตาย ซึ่งโดยปกติคนยิวจะหลีกเลี่ยง เพราะกฏของโมเสส สั่งห้าม ถ้าใกล้และแตะต้องคนตาย ก็จะต้องแยกตัวออกจากสังคม นานเป็นสัปดาห์ ลูกาบทที่ 10 อุปมาเรื่อง ชาวสะมาเรียใจดีที่พบคนถูกทำร้ายข้างทาง และเข้าช่วยเหลือ แต่ปุโรหิตกับคนเลวี กลับหลีกเลี่ยงไม่เข้าช่วยคนเจ็บอาการหนัก เพราะมัวแต่คิดถึงว่า ถ้าเขาตายคามือเรา เราจะเดือดร้อน เราจะทำอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา กันดารวิถี 19:11-13  11“ผู้ที่แตะต้องศพของผู้ใดก็ตามต้องเป็นมลทินอยู่เจ็ดวัน 12ในวันที่สามและวันที่เจ็ดเขาต้องชำระตัว ด้วยน้ำแล้วเขาจะสะอาด   ถ้าเขาไม่ชำระตัวในวันที่สามและวันที่เจ็ด เขาจะสะอาดไม่ได้ 13ผู้ใดแตะต้องคนตาย   คือร่างกายของคนที่ตายแล้ว   และมิได้ชำระตน   ผู้นั้นก็กระทำให้พลับพลาของพระเจ้ามีมลทิน   ต้องอเปหิคนนั้นออกจากอิสราเอล   เพราะมิได้เอาน้ำชำระมลทินสาดเขา   เขาจะเป็นมลทิน   มลทินยังค้างอยู่ที่เขา พระเยซูคริสต์ทรงเข้าใกล้คนตายและทำให้คนตายฟื้น และพระองค์ยังใช้เวลากับคนตายที่ฟื้นต่อไป ยอห์นบันทึกว่า พระเยซูอยู่ที่บ้านของลาซารัสคนที่ฟื้นขึ้นมาจากความตายก่อนเทศกาลปัสกา 6 วัน ยอห์น 11:14-15, 42-45 14ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า   “ลาซารัสตายแล้ว 15เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลาย   เราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น   เพื่อท่านจะได้เชื่อ   เราไปหาเขากันเถิด”..... 42ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ   แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่   เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” 43เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งพระสุรเสียง   ตรัสว่า   “ลาซารัสเอ๋ย   ออกมาเถิด” 44ผู้ตายนั้นก็ออกมา   มีผ้าพันมือและเท้า   และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย   พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย   แล้วปล่อยเขาเถิด” 45 ดังนั้นพวกยิวหลายคนที่มาหามารีย์   และได้เห็นการกระทำของพระเยซู   ก็วางใจในพระองค์

นี่เป็นบันทึกที่จงใจบอกให้รู้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงกระทำสิ่งใด มักมีวัตถุประสงค์ลึกซึ้งเสมอ โดยเฉพาะการทำให้คนวางใจในพระเจ้า เพื่อจะเปิดใจรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า การทำให้คนตายฟื้นไม่ยากสำหรับพระเจ้า แต่งานที่น่าหนักใจสำหรับพระเยซูคริสต์ น่าจะเป็นเรื่องการทำให้คนไว้วางใจในพระองค์ เชื่อว่าพระองค์มาจากพระเจ้า แม้แต่ยิวที่เห็นกับตาว่า พระเยซูทรงมีฤทธิ์อำนาจมาจากพระเจ้า ก็ยังไม่วางใจในพระองค์ เหมือนยิวบางคนที่มาปลอบโยนนางมารีย์และได้เห็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ แต่ไม่เชื่อและได้ไปหาพวกฟาริสีและเล่าเรื่องพระเยซูทรงกระทำกับลาซารัส ยอห์น 11:47-48,50 47ฉะนั้นพวกมหาปุโรหิต   และพวกฟาริสีก็เรียกประชุมสมาชิกสภาแล้วว่า   “เราจะทำอย่างไรกัน   เพราะว่าชายผู้นี้ทำสิ่งที่เป็นหมายสำคัญหลายประการ 48ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่างนี้   คนทั้งปวงจะเชื่อถือเขา   แล้วพวกโรมก็จะมาทำลายทั้งพระวิหารและชาติของเรา”

ยอห์นบันทึกมาถึงตรงนี้ ให้ผู้อ่านหนังสือยอห์นได้รู้ว่า สถานการณ์ในเวลานั้นของพระเยซูคริสต์หลังจากที่พระองค์กลายเป็นที่นับถือศรัทธาของประชาชนมากมาย ก็มีคนที่รู้สึกสูญเสียอำนาจ และกลัวถูกโรมทำลายศาสนาและศาสนสถานที่เป็นที่ จะเรียกว่า ทำมาหากิน หม้อข้าวของตัวเอง แหล่งแห่งอำนาจ การเมือง อาณาจักรโรมให้อำนาจกับพวกผู้นำทางศาสนาพวกนี้ เพราะประชาชนชาวยิวที่ถูกปลูกฝังมานานนับร้อยนับพันปีว่า ศาสนาคือการปกครองชนชาติอิสราเอล โรมฉลาด โรมใช้ผู้นำศาสนาใช้ความศรัทธาของคนเพื่อรักษาความเป็นอาณานิคมภายใต้อาณาจักรโรมเอาไว้ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมา ความศรัทธาของประชาชนย้ายไปที่พระเยซู เพราะพระองค์สอนพระวจนะได้เฉียบคม และเป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณแก่คนมากกว่า พระองค์พูดจริง ทำจริง ทำเป็น พวกมหาปุโรหิตกับพวกฟาริสีรู้สึกว่าฐานอำนาจของตัวเองกำลังถูกสั่นคลอน เพราะตัวเองกลวง สิ่งที่ทำให้ตัวเองดำรงอยู่ได้ คือ พระวิหารและกฏบัญญัติของโมเสส และกฏที่สร้างขึ้นโดยตัวผู้นำเองได้กลายเป็นภาระของประชาชน ดังที่พระเยซูทรงตรัสว่า มัทธิว 23:1-4  1 ครั้งนั้น   พระเยซูตรัสกับประชาชนและพวกสาวกของพระองค์ว่า 2“พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีนั่งบนที่นั่งของโมเสส 3เหตุฉะนั้น   ทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน   จงถือประพฤติตาม   เว้นแต่การประพฤติของเขาอย่าได้ทำตามเลย   เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน   แต่เขาเองหาทำตามไม่ 4ด้วยเขาเอาห่อของหนักวางบนบ่ามนุษย์   ส่วนเขาเองแม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย พระเยซูคริสต์ไม่ได้มางัดข้อกับผู้นำศาสนา พระองค์มาแนะนำประชาชนให้ตามพระเจ้า อย่าตามคน โดยเฉพาะคนที่ชีวิตภายนอกอย่าง ภายในอีกอย่าง สำนวนไทย เรียกว่า มือถือสาก ปากถือศีล คนที่เป็นเช่นนั้น จะโกรธและรู้สึกว่า พระเยซูคริสต์คือคู่แข่งของตนเอง  ยอห์น 11:49-50,57 49แต่คนหนึ่งในพวกเขา   ชื่อคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น   กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า   “ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไรเสียเลย 50และไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าจะให้คนตายเสียคนหนึ่ง   แทนที่จะให้คนทั้งชาติต้องพินาศ”........ “ฝ่ายพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีได้ออกคำสั่งไว้ว่า ถ้าผู้ใดรู้ว่า พระองค์อยู่ที่ไหน ก็ให้มาบอกพวกเขาเพื่อจะได้ไปจับพระองค์” เป้าหมายคือการกำจัดพระเยซูด้วยการฆ่าให้ตาย นี่คือผู้นำศาสนาที่เสนอแนะการฆ่าคนที่ไม่ผิด เพราะเป็นการฆ่าเพื่อช่วยชาติ  เป็นการละเมิดกฏหมายอย่างรุนแรง เป็นความดื้อในตัวคนที่พระเจ้าหนักใจและเป็นทุกข์ที่สุด คือคนไม่ยอมกลับใจใหม่ ไม่ยอมรับพระพรที่พระเยซูคริสต์นำมาให้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า บางที คนที่เชื่อน้อยที่สุด คือคนที่สอนคนอื่นให้เชื่อ ดังนั้น พวกผู้นำศาสนาจึงประกาศจับพระเยซู แม้จะมีการประกาศให้คนเฝ้ามองหาพระเยซูคริสต์เพื่อจะจับพระองค์ แต่ประชาชนก็ยังมีความหวังเล็กๆว่า พระเยซูคริสต์จะมา ยอห์น11:56 56เขาทั้งหลายพากันมองหาพระเยซู   และเมื่อเขาทั้งหลายยืนอยู่ในบริเวณพระวิหาร   เขาก็พูดกันว่า   “ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร   พระองค์จะไม่เสด็จมาในงานเทศกาลนี้หรือ” และพระองค์ก็มา มาอย่างผู้พิชิต ไม่กลัวการการทดสอบ การทดลอง และการทนทุกข์ที่พระองค์จะต้องเผชิญ เพราะพระองค์เป็นผู้พิชิตที่ตั้งใจมาเพื่อ

1. ให้คนอวยพรกัน ยอห์น 12:12-16

12 วันรุ่งขึ้นเมื่อคนเป็นอันมากที่มาในงานเทศกาลนั้น   ได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม 13เขาก็พากันถือทางอินทผลัมออกไปต้อนรับพระองค์   ร้องว่า โฮซันนาขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า   คือ   พระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล   ทรงพระเจริญ” 14และพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง   จึงทรงลานั้นเหมือนดังที่มีคำเขียนไว้ว่า 15“ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย  อย่ากลัวเลย   จงดู   กษัตริย์ของเธอทรงลูกลาเสด็จมา” 16ทีแรกพวกสาวกของพระองค์ไม่เข้าใจในเหตุการณ์นั้น   แต่เมื่อพระเยซูทรงประสบเกียรติกิจแล้ว   เขาจึงระลึกได้ว่ามีคำเช่นนั้นเขียนไว้กล่าวถึงพระองค์   และคนทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นถวายพระองค์

การร้องโฮซันนาคือ การสรรเสริญและการอวยพร และเป็นการอธิษฐานสามสิ่ง 1. ให้อาณาจักรมาตั้งอยู่ พร้อมด้วยแสงสว่าง ความรู้ อำนาจ และความสามารถ 2. เป็นอาณาจักรที่ได้มาด้วยชัยชนะในสงคราม เป็นชัยชนะเหนือศัตรูทั้งหมด 3. เป็นอาณาจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด โฮซันนาคือ การเชิญให้กษัตริย์ทรงพระเจริญตลอดไป แม้อาณาจักรจะถูกขัดจังหวะในบางครั้ง แต่อาณาจักรนี้จะไม่มีวันถูกทำลาย สดุดี 72:17 17ขอนามของท่านดำรงอยู่เป็นนิตย์ ชื่อเสียงของท่านยั่งยืนอย่างดวงอาทิตย์  ให้คนอวยพรกันเองโดยใช้ชื่อท่าน ประชาชาติทั้งปวงเรียกท่านว่าผู้ได้รับพระพร 

ประชาชนต่างรู้สึกว่า การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ คือ พระพร ประชาชนจึงอวยพรพระเยซูคริสต์ การทำให้คนอวยพร คือการทำให้คนรู้สึกชีวิตของเขามีคำพรออกมาจากชีวิต มีความหวัง มีสิ่งที่ดีที่จะให้กับคนอื่น มีเกมหนึ่งที่เราเอามาใช้เพื่อชมคนข้างๆ ชมว่าเขาน่ารัก และมีสิ่งที่น่าชมในตัวของคนนั้น ข้าพเจ้าสังเกตุว่า บางคนต้องใช้เวลาคิดนาน ไม่รู้จะชมคนได้ยังไง ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าชมเพื่อนร่วมห้องตอนเป็นนักศึกษาว่า วันนี้เธอดูสวยจัง เขาตอบข้าพเจ้ากลับมาทันทีว่า ก็ตอนนี้ใจของเธอมันสวย your heart is beautiful เมื่อใจของเราสวย เรามีคำชม มันแล้วแต่อารมณ์  แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระพร แม้ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนอวยพรได้ เพราะบรรยากาศเต็มได้ด้วยความกลัว พระคัมภีร์สอนว่า ลูกา 6:28 28จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน   จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน

พระคัมภีร์ตอนนี้จะเป็นจริงได้อย่างไรโดยไม่เสแสร้ง หรือทำใจอวยพร ทำใจอธิษฐานเผื่อคนที่แช่งด่าและเคี่ยวเข็ญเรา จงให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้พิชิตใจของเรา บางทีใจของเราก็เหมือนกับยอดเขาเอเวอร์เรสที่สูงที่สุดในโลก พิชิตยาก เงื่อนไขมาก วิวรณ์ 3:20-21 20นี่แน่ะ   เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู   ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู   เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา   และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา 21ผู้ใดมีชัยชนะ   เราจะให้ผู้นั้นนั่งกับเราบนพระที่นั่งของเรา   เหมือนกับที่เรามีชัยชนะแล้ว   และได้นั่งกับพระบิดาของเราบนพระที่นั่งของพระองค์

พระคัมภีร์บอกเราว่า การยอมให้ใจของเราเปิดประตูต้อนรับพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามา คือการชัยชนะที่มีต่อใจของตัวเอง ยอมให้พระองค์มานั่งในใจของเรา หลายคนเข้าในว่า การให้พระองค์มานั่งในใจเหมือนเราด้อยกว่า แย่กว่า ตกต่ำกว่า เป็นเบี้ยล่าง แต่พระเยซูคริสต์ตรัสชัดเจนว่า พระองค์จะนั่งคู่กับเรา เรานั่งคู่กับพระองค์ และที่นั่งนั้นคือที่นั่งของพระองค์ไม่ใช่ที่นั่งของเรา พระองค์ทำให้เราปกครองใจของเราร่วมกับพระองค์ เศคาริยาห์ 9:99ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย  จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ  บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย   จงโห่ร้อง ดูเถิด  กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความยุติธรรมและความรอด  พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา  ทรงลูกลา 

งานของพระเยซูคริสต์เจ้า คือ สันติภาพ มนุษย์ทุกคนต้องการสันติภาพ ไม่ใช่สงคราม ทุกวันนี้คนเราลองหันไปมองกันและกัน เราจะพบว่า ทุกคนต้องการสันติภาพ ต้องการอยู่อย่างสงบ แต่ความจริงที่พบบ่อย คือ ใจไม่สงบ ความคิดไม่สงบ สิ่งรอบตัวไม่สงบ แล้วเราจะพบความสงบได้อย่างไร พระเยซูผู้เป็นเจ้าชายแห่งสันติภาพ  ลาเป็นสัตว์ที่ใช้ขี่ในยามสงบเหมือนม้าที่ใช้ขี่ในยามสงคราม พระคัมภีร์เดิมบรรยายสถานการณ์สภาพบ้านเมืองด้วยภาพผู้นำกับพาหนะของเขา เช่น

ผู้วินิจฉัย 10:44ท่านมีบุตรสามสิบคน   ขี่ลูกลาสามสิบตัว   และมีเมืองอยู่สามสิบหัวเมือง เรียกว่าเมือง  ฮาวโวทยาอีร์ ทุกวันนี้ซึ่งอยู่ในแผ่นดินกิเลอา ผู้วินิจฉัย 12:13-14 13ถัดท่านมา   อับโดนบุตรฮิลเลลชาวปิราโธนวินิจฉัยอิสราเอล 14ท่านมีบุตรชายสี่สิบคน   และหลานชายสามสิบคน   ขี่ลาเจ็ดสิบตัว   ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่แปดปี

การขี่ลา หมายถึงสภาพบ้านเมืองที่สงบสุข หมดเรื่องสงคราม พระเยซูทรงลาเข้ากรุงเยรูซาเล็มและได้รับการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมากที่โห่ร้องด้วยความชื่นชมยินดี ใช้คำร้องโฮซันนา เป็นการต้อนรับผู้ที่มาจากพระเจ้า ผู้ช่วยกอบกู้ของเขา มาในสภาพที่นำสันติสุข สันติภาพ มิใช่มาทำให้คนต้องออกรบ ออกศึก พระองค์ไม่ต้องรบหรือต่อสู้กับใคร คนในสังคมปัจจุบันของเรา ดำเนินชีวิตที่ใช้คำว่า ชีวิตต้องสู้ เลยสู้กับทุกคนที่ขวางหน้า เจอใครก็ข่มเขาไว้ก่อน เพื่อจะดูเหมือนอยู่เหนือคนอื่น ถ้าไม่อยู่เหนือก็จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้ แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงคริสเตียนว่า 1ยอห์น 5:4-5

4เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า   ก็มีชัยต่อโลก   และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่ชนะโลก 5ใครเล่าชนะโลก   ไม่ใช่คนอื่น   คือผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง ความเชื่อของคริสเตียนคือชัยชนะที่แท้จริง เพราะเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ผู้ชนะแล้ว เราไม่ได้สร้างชัยชนะของตัวเอง แต่เราอิงชีวิตของเราอยู่ชัยชนะของพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ไม่ว่าอะไรรอบตัวเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ชัยชนะของพระเยซูคริสต์ไม่เคยเปลี่ยน พระองค์ชนะเสมอ คนยิวในยุคพระเยซูเข้าใจดีถึงสัญลักษณ์ของสัตว์ประเภทนี้ คือ สันติสุขมาถึงแล้ว ชัยชนะเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่า ประชาชนจะรู้ว่า พระองค์กำลังถูกพวกผู้นำศาสนาประกาศจับ ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์ จะต้องมีบอดี้การ์ด และมีคนที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตให้ หรือซ่อนตัว แต่พระเยซูออกมาปรากฏตัว และไม่ใช่มาแบบยอมให้จับ ไม่ใช่มาแบบยกธงขาว พระองค์มาประกาศว่า สงครามในชีวิตภายในของคนจบได้โดยพระองค์  คนจะให้พรกันและกัน

2. เป็นเหตุให้คนชื่นชมพระเจ้า ยอห์น 12:17-25,2728

17คนทั้งปวงซึ่งได้อยู่กับพระองค์   เมื่อพระองค์ได้ทรงเรียกลาซารัสให้ออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ   และทรงให้เขาฟื้นขึ้นมาจากความตายก็เป็นพยาน   ในสิ่งที่เขาได้ยินและได้เห็น 18เหตุที่ประชาชนพากันไปหาพระองค์   ก็เพราะเขาได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญนั้น 19พวกฟาริสีจึงพูดกันว่า   “ท่านเห็นไหมว่าท่านทำอะไรไม่ได้เลย   ดูซิ   โลกตามเขาไปหมดแล้ว” 20ในหมู่คนทั้งหลายที่ขึ้นไปนมัสการในงานเทศกาลนั้น   มีพวกกรีกบ้าง 21พวกกรีกนั้นจึงไปหาฟีลิปซึ่งมาจากหมู่บ้านเบธไซดาในแคว้นกาลิลี   แล้วพูดกับเขาว่า   “ท่านเจ้าข้า   พวกข้าพเจ้าจะใคร่เห็นพระเยซู” 22ฟีลิปจึงไปบอกอันดรูว์   แล้วอันดรูว์กับฟีลิปจึงไปทูลพระเยซู 23และพระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ถึงเวลาแล้วที่บุตรมนุษย์จะประสบเกียรติกิจ 24เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป   ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว   แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว   ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก 25ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต   และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้   ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร.....27“บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์และเราจะพูดอย่างไร   จะว่า  'ข้าแต่พระบิดา   ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากการย์แห่งกาลนี้อย่างนั้นหรือ   หามิได้   เพราะด้วยความประสงค์นี้เอง   เราจึงมาถึงการย์แห่งกาลนี้  28ข้าแต่พระบิดา   ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ”   แล้วก็มีพระสุรเสียงดังมาจากฟ้าว่า   “เราได้ให้รับเกียรติแล้ว   และเราจะให้รับเกียรติอีก

พวกฟาริสีพากันโทษกันไปมาว่า ต่างฝ่ายไร้ความสามารถในการกำจัดพระเยซู ดูสิ คนทั้งโลกพากันตามพระเยซูไปหมด

พวกฟาริสีไม่ได้ดูที่สาระที่แท้จริงเลยว่า ประชาชนได้รับพระพรจากพระเจ้าโดยผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เพื่อประชาชนให้เกิดการแสวงหาพระเจ้า มีประสบการณ์กับพระเจ้า แต่พวกฟาริสีมองที่ตัวคน มองว่า พระเยซูกำลังเป็นที่นิยม กำลังแซงหน้าตัวเอง กำลังชนะ ตัวเองกำลังพ่ายแพ้ และมองคนที่ตามพระเยซูว่าเป็นพวกที่โง่ ขาดสติปัญญา 1 โครินธ์1:18,22-25 18คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่   แต่พวกเราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า....22พวกยิวขอเห็นหมายสำคัญ   และพวกกรีกเสาะหาปัญญา 23แต่พวกเราประกาศเรื่องพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั้น   อันเป็นสิ่งที่ให้พวกยิวสะดุด   และให้พวกต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องโง่ 24แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น   ทั้งพวกยิวและพวกกรีก   ต่างถือว่า   พระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า 25เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์   และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์

วันศุกร์อธิษฐาน เราได้ฟังคำพยานของพี่น้องที่เข้ากลุ่มเซลล์ว่า กำลังถูกเพื่อนบ้านแสดงความไม่พอใจที่คนอื่นเขาพากันมาหาพระเยซู ประสบการณ์ของเราก็ไม่ต่างจากสมัยพระเยซูคริสต์ที่กำลังถูกต่อต้าน หนึ่งในจำนวนคนที่ต่อต้านก็จะมาหาพระเยซูเอง เหมือนในยอห์นบันทีกคำพูดของพวกฟาริสี พวกปุโรหิต คุณเคยสงสัยไม๊ว่า ยอห์นรู้ได้ยังไง พวกปุโรหิตและพวกฟาริสีพูดกันว่ายังไง ข้าพเจ้าก็เคยสงสัย แต่ได้รับคำตอบว่า บางคนในพวกฟาริสีที่พูดและได้ยินเป็นคนให้ข้อมูลในเวลาต่อมา ยอห์น 12:42-43 42อย่างไรก็ดีแม้ในพวกเจ้าหน้าที่เองก็มีหลายคนศรัทธาในพระองค์   แต่เขาไม่ยอมรับพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริสี   เขากลัวว่าจะถูกอเปหิออกจากธรรมศาลา 43เพราะว่าเขารักการสรรเสริญของมนุษย์   มากกว่าการสรรเสริญของพระเจ้า

วันนี้ เราทั้งหลายกำลังดำเนินชีวิตตอบสนองความกลัวของตัวเอง หรือตอบสนองน้ำพระทัยพระเจ้า

เมื่อวันศุกร์ ลิฟท์ที่นี่เสียตอนเช้า เป็นเวลาที่ พี่น้องของเราท่านหนึ่งจะต้องมาที่ชั้นหกของอาคารหลังนี้ พี่น้องท่านนั้นขาไม่ดี เวลาให้เขาต้องก้าวขาขึ้นบันได เราจะเห็นน้ำตาของเขาไหล เขากลัวที่จะก้าวข้า กลัวที่จะเผชิญกับความเจ็บปวด เพราะเวลาเขาก้าวขาขึ้นบันได เขาจะรู้สึกเจ็บหลังเจ็บขา แต่วันศุกร์ที่ผ่านมาเขาเดินขึ้นบันไดมาถึงชั้นหก ถ้าเราไม่หนีการทดสอบ ไม่หนีการลงทุน บางทีก็อาจต้องลงทุนทนทุกข์ เราจะพบว่า เราสามารถชนะสิ่งที่เรากลัว การพิชิตความกลัวของคริสเตียนไม่เหมือนคนที่ไม่มีพระเจ้า พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างแก่เรา ในปรัชญาของชาวกรีก การดำรงชีวิตอยู่คือ ความรู้  และหล่อเลี้ยงด้วยความรู้ นี่คือเหตุผลที่ชาวกรีกที่มายังกรุงเยรูซาเล็มและเห็นพระเยซูคริสต์ได้รับการต้อนรับจากประชาชน อยากจะมาพบพระเยซู ว่าพระองค์มีปรัชญาการดำรงอยู่อย่างไร จึงมาถึงความสำเร็จนี้ได้ พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่า ชาวกรีกได้พบพระเยซูคริสต์หรือไม่ แต่พระเยซูได้สอนสาวกที่มาแจ้งว่าชาวกรีกต้องการพบ พระองค์สอนสาวกว่า ปรัชญาการดำรงชีวิตอยู่ของพระองค์คือ เป็นเหมือนเมล็ดที่ตกลงในดิน เปื่อยเน่า จึงจะให้ชีวิตมากกมายเกิดขึ้น นั่นคือสำนวนที่บอกถึงการตายต่อความต้องการของตัวเอง การดำเนินชีวิตถวายเกียรติแด่พระเจ้า คือการทำให้คนแสวงหาพระเจ้า ชื่นชมพระเจ้า  มัทธิว 5:16 16ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ  เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

อ.เปาโลได้ตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตให้คนชมพระเจ้า และเปาโลได้พบว่า อุปสรรคที่ทำให้คนชมพระเจ้าไม่ได้ คือตัวเปาโลเอง เปาโลพบความจริงว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องการดำเนินชีวิตให้คนชมพระเจ้า เปาโลจึงตั้งใจที่จะให้พระเยซูคริสต์มีชีวิตอยู่ในตัวเปาโล และเปาโลไม่มีชีวิตเป็นเปาโลอีกต่อไป กาลาเทีย 2:20

20ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว   ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป   แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า   ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้   ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า   และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า

3. เป็นผู้ชนะโลก  ยอห์น 12:29-32

29คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ที่นั่นได้ยินเสียงนั้นและพูดว่าฟ้าร้อง   คนอื่นๆก็พูดว่า   “ทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้กล่าวกับพระองค์” 30พระเยซูตรัสตอบว่า   “เสียงนั้นเกิดขึ้นเพื่อท่านทั้งหลาย   ไม่ใช่เพื่อเรา 31บัดนี้ถึงเวลาที่จะพิพากษาโลกนี้แล้ว   เดี๋ยวนี้เจ้าโลกนี้จะถูกกำจัดออกไป 32เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว   เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา”

พระคัมภีร์ยอห์นบทนี้กล่าวถึง “โลก” สามมุมมอง มุมมอง “โลก” ที่ฟาริสีกล่าวถึง มุมมอง “โลก” ที่พวกกรีกแสวงหา มุมมอง “โลก” ของเจ้าโลก Prince of this world เจ้าชายผู้ครอบครองโลก ที่พระเยซูคริสต์มองเห็น อิสยาห์ 14:2-4,7,9,12 2..... ผู้ที่จับเขาเป็นเชลยจะถูกเขาจับเป็นเชลย   และจะปกครองผู้ที่เคยบีบบังคับเขา  3เมื่อพระเจ้าประทานให้เจ้าได้หยุดพักจาก ความเจ็บปวดของเจ้า   และจากความวุ่นวายและจากงานหนักซึ่งเจ้า ถูกบังคับให้กระทำ 4เจ้าจะยกคำเย้ยหยันนี้กล่าวต่อพระราชาแห่งบาบิโลนว่า  “เออ  ผู้บีบบังคับก็สงบไปแล้วหนอ  ความทะลึ่งเกรี้ยวกราดของเขาก็สงบไปด้วยซิ.....  7โลกทั้งสิ้นก็พักและสงบอยู่....9....คือผู้ซึ่งเคยเป็นผู้นำของโลก.....12“โอ  ดาวประจำกลางวันเอ๋ย  พ่อโอรสแห่งพระอรุณ เจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ   เจ้าโลกนี้ครอบครองคนเป็นอันมากด้วยระบบที่มันเอาเข้ามาในโลก เช่นระบบเงินตรา ความจริง มนุษย์เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงิน เราอยู่ได้ด้วยปัจจัยสี่ เจ้าโลกก็สร้างปัจจัยห้า ปัจจัยหก ปัจจัยที่เกินจากปัจจัยสี่ และทำให้คนเป็นทาสเมื่อคนแสวงหาสิ่งที่เกินจากปัจจัยสี่ ทุกวันนี้ คนเราถูกกำหนดราคาของตัวเองด้วยเงินเดือน ที่เราเรียกว่า มนุษย์เงินเดือน คืออยู่ได้ด้วยเงินเดือน บางคนก็มีค่าตัวห้าพัน บางคนห้าหมื่น บางคนแล้วแต่ว่าจะตกลงกับคนที่จะมาสั่งงานเราว่า เขาจะให้เงินตามค่าตัวของเราเท่าไหร่ นี่คือภาพที่มนุษย์กำลังอยู่ด้วยสิ่งที่มนุษย์คิดว่า คือราคา มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่มารซาตานกลัวที่สุดอย่างหนึ่ง คือมันกลัวคนติดตามพระเยซู เพราะคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ราคาชีวิตของคนๆนั้นถูกตีไว้สูงเท่าชีวิตของพระเยซูคริสต์ และจ่ายราคาไปล้ว ดังนั้นชีวิตของคนนั้นแม้จะอยู่ในโลก แต่ระบบของโลกทำอะไรคริสเตียนไม่ดไ ตัวอย่างของนางมารีย์ พี่สาวของลาซารัส ที่ชโลมน้ำหอมที่มีราคแพงแก่พระเยซู สำหรับมารีย์ ได้มองเห็นการที่พระเยซูคริสต์อยู่ด้วย คือราคาที่เปรียบมิได้ สิ่งที่แพงที่สุดในบ้านก็ยังเอามาล้างเท้าของพระเยซู ผมที่เป็นสิ่งที่อยู่สูงที่สุดของร่างกายก็เอามาเช็ดเท้าของพระองค์ นี่คือภาพที่หลุดจากระบบของโลก ยูดาสอิสคาริโอททักท้วงการกระทำของนางมารีย์ด้วยเหตุผลว่า เอาน้ำหอมไปขายแล้วเอาเงินไปช่วยคนยากจน ตรงนี้ พระเยซูคริสต์บอกว่า การหลุดจากระบบของโลกสำคัญกว่า บางทีการช่วยเหลือคนได้กลายเป็นข้ออ้างของคนต้องการเงิน ข้าพเจ้าได้พบปะกับคนที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือคน องค์กรต่างๆ การช่วยคนที่กลายเป็นคนลี้ภัย และสิ่งที่พบกับบางแห่งคือ ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลายเป็นสินค้าที่คนบางคนเอาไปสร้างเป็นโครงการเพื่อได้เงินมา ส่วนหนึ่งใช้ช่วยคน แต่อีกส่วนหนึ่ง สำหรับปากท้องของตัวเอง ถ้ามีจุดมุ่งหมายอย่างนั้น ก็เป็นท่าทีที่ไม่ถูก แน่นอน พระเยซูคริสต์สอนว่า วัวไถนาอย่าเอาตะกร้าไปครอบปากวัว แต่การไถนานั้น เพื่อเป็นอาหารสำหรับคน มิใช่วัว ถ้าจะทำนาเพื่อวัว ก็ผิดวัตถุประสงค์ของการทำนา อย่าให้เราถูกระบบของโลกกลืนกินเราจนเรากลายเป็นทาสของระบบของโลก เพราะเราทั้งหลายถูกกำหนดไว้ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ คือ เป็นผู้พิชิตโลกเหมือนอย่างพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว โลกกำลังซื้อคนให้เป็นทาส แต่คนที่เป็นผู้พิชิตอย่างพระเยซูคริสต์ จะไม่ยอมถูกซื้อ ความหมายของน้ำหอมราคาแพง ไม่ใช่การดำเนินชีวิตด้วยของราคาแพง แต่คือการดำเนินชีวิตให้มีราคาแพง อย่าดำเนินชีวิตราคาถูก ไร้ค่า ไร้ราคา บางคนยอมถูกซื้อด้วยเงินไม่เท่าไหร่ เหมือนกับเอซาวที่ยอมขายสิทธิการเป็นบุตรหัวปีด้วยถั่วต้มหนึ่งชาม มีคนไม่น้อยยอมขายสิทธิ์ของตัวเองให้กับมาร ขายสิทธิ์ของตัวเองให้กับยาเสพติด อบายมุข สิ่งใดที่ครอบงำเราได้ เรายอมทำตาม ถวายชีวิตให้กับสิ่งใด สิ่งนั้น ก็เป็นเจ้านายของเรา ความหมายของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “เดี๋ยวนี้ เจ้าโลกจะถูกกำจัดออกไป” คือออกไปจากชีวิตของผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ยิ่งพระเยซูคริสต์ถูกยกขึ้นให้คนเห็นชัดเจนมากเท่าไหร่ คนจะยิ่งวิ่งมาหาเท่านั้น คนจะไม่ถูกซื้อ ไม่ยอมใช้ชีวิตราคาถูกอีกต่อไป  วันนี้ เราให้ความสำคัญกับการที่พระเยซูคริสต์อยู่กับเราเสมอด้วยราคาเท่าไหร่ การรักษาชีวิตที่ให้พระเยซูคริสต์อยู่ด้วยกับเรา เราจ่ายอะไร ใช่  เราได้รับความรอดมาอย่างฟรี โดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เพราะพระเยซูคริสต์ได้จ่ายราคาแพงให้กับเราไปแล้ว 1โครินธ์ 6:20 20พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว   ด้วยราคาสูง  

เราจะจ่ายราคาแพงเพื่อมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ คริสเตียนต้องจ่ายราคาแพง ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของการติดตามพระเยซูคริสต์ มุมมองของชีวิต ยอห์น 12:25

25ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต   และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้   ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร.....

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org