|
|
|
| |
หัวข้อ "คริสเตียนกับโอกาสของชีวิต"
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
Intro: “โอกาส” สำหรับบางคนอาจใช้กับตัวเองว่า เมื่อไหร่จะถึงทีของเรา เมื่อไหร่จะถึงจังหวะชีวิตที่ดี เมื่อไหร่จะสบาย เมื่อไหร่จะหลุดหนี้ เมื่อไหร่จะเงยหน้าขึ้นได้อีกครั้ง หรือสำหรับคนที่ไม่มีพระเจ้าก็เรียกว่าเมื่อไหร่จะโชคดีกับเขาแต่สำหรับคริสเตียนโอกาสของเราอยู่ในเวลาของพระเจ้า 1เธสะโลนิกา 5:1818จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย หมายความว่า ทุกเวลาเป็นโอกาส
มีเรื่องเล่าว่า มีชายสองคนเป็นเซลล์ขายรองเท้า ชายคนแรกเข้าไปในเมืองแห่งหนึ่ง ผู้คนไม่ใส่รองเท้า เขากลับออกมาด้วยความสิ้นหวังว่า ไม่มีใครจะซื้อรองเท้าใส่ แต่ชายคนที่สองเข้าไปในเมืองเดียวกัน และกลับออกมาด้วยความดีใจว่า รองเท้าของเขาจะขายได้ดีแน่ๆ เพราะในเมืองนั้นไม่มีใครมีรองเท้า “โอกาส” สำหรับบางคนอาจว่า มันยังไม่อยู่ในมือก็ไม่ถือว่าเป็นโอกาส แต่สำหรับคนที่มองเห็นโอกาส ก็หมายถึงโอกาสนั้นอยู่ในมือแล้ว พระคัมภีร์ใหม่มีคำว่าเวลากับ คำว่าโอกาส Chronos กล่าวถึงกระบวนการทั่วไปของเวลาหรือเวลาปกติ ส่วนคำว่า Kairos เป็นเวลาที่เป็นโอกาส เวลาที่เหมาะ เวลาที่กำหนดไว้ ฤดูกาล Kairos เกิดมาจาก Chronos ซึ่งเป็นเวลาปกติ เมื่อเราอยู่ในเวลาแห่งชีวิตประจำวันแบบปกติ ทุกอย่างทำไปแบบเป็นวงจร เคลื่อนไปอย่างช้าๆในเส้นเวลา Chronos เราต้องมีความอุตสาหะและความสัตย์ซื่อที่จะอนุญาตให้พระเจ้าเคลื่อนเราไปสู่กระบวนการตอนต่อไป คือฤดูกาลที่เป็นยุทธศาสตร์ พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนเวลาเป็นฤดูกาล เปลี่ยนเวลา Chronos เป็น Kairos บางทีขณะกำลังอยู่ในช่วงเวลา Chronos เราไม่รู้สึกตื่นเต้น ในเวลาของChronos บางครั้งทำให้เราสับสน แต่ถ้าเรายืนหยัด ทำสิ่งที่ควรทำในเวลาปกติ กระบวนการนี้จะเคลื่อนเราไปสู่ฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวที่เป็น Kairos กาลาเทีย 6:9 “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” หนังสือยอห์นซีรี่ส์วันนี้ พระเยซูคริสต์ทรงเรียกว่าKairos เวลาพระองค์ หลายครั้งเพื่อเผชิญกับคนที่มุ่งร้ายแสวงหาโอกาสทำร้ายกับคนที่หวังดีที่ไม่ค่อยดี จากหนังสือยอห์น7:1-13 1หลังจากนั้นพระเยซูก็ได้เสด็จไปตามที่ต่างๆในแคว้นกาลิลี ไม่ประสงค์ที่จะเสด็จไปในแคว้นยูเดียเพราะพวกยิวหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ 2ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลอยู่เพิงของพวกยิวแล้ว 3พวกน้องๆของพระองค์จึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจงออกจากที่นี่ไปยังแคว้นยูเดีย เพื่อให้เหล่าสาวกของท่านได้เห็นกิจการที่ท่านกำลังกระทำอยู่ 4เพราะว่าไม่มีผู้ใดแอบทำสิ่งใดเงียบๆเมื่อผู้นั้นอยากให้ตัวปรากฏ ถ้าท่านกระทำการเหล่านี้ ก็จงสำแดงตัวให้ปรากฏแก่โลกเถิด” 5แม้พวกน้องๆของพระองค์ก็มิได้วางใจในพระองค์ 6พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “ยังไม่ถึงเวลาของเรา แต่เวลาของพวกท่านมีอยู่เสมอ 7โลกจะเกลียดชังพวกท่านไม่ได้ แต่โลกเกลียดชังเรา เพราะเราเป็นพยานว่าการงานของโลกนั้นชั่วร้าย 8พวกท่านจงขึ้นไปในเทศกาลเถิด เราจะยังไม่ขึ้นไปในเทศกาลนั้น เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา” 9เมื่อตรัสเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีต่อไป 10แต่เมื่อพวกน้องๆของพระองค์ขึ้นไปในงานเทศกาลนั้นแล้ว พระองค์ก็เสด็จตามขึ้นไปด้วย แต่ไปอย่างเงียบๆไม่เปิดเผย 11พวกยิวมองหาพระองค์ในงานเทศกาลนั้นและถามว่า “คนนั้นอยู่ที่ไหน” 12และประชาชนก็ซุบซิบกันถึงพระองค์เป็นอันมาก บางคนพูดว่า “เขาเป็นคนดี” บางคนว่า “ไม่ใช่ เขาทำให้ประชาชนหลงผิดไป” 13แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดถึงพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกยิว
นี่คือเหตุการณ์หลังจากคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ทั้งประชาชนธรรมดาและคนที่ประกาศตัวว่าเป็นสาวกของพระองค์ คนเหล่านี้ต่างยอมรับแต่ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ แต่ไม่ยอมรับในสิ่งที่พระองค์เป็น คือพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เขาไม่ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์อย่างไว้วางใจในพระเจ้า การไม่เข้าใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์สอน ก็เหมือนกับการทำตามสิ่งที่พระองค์สอนไม่ได้ เขารู้สึกว่ามันยาก คนเหล่านี้จึงได้ละทิ้งพระเยซูคริสต์ เหลือแต่สาวกสิบสองคนที่ยังติดตามพระองค์ต่อไป พระเยซูคริสต์จึงใช้เวลากับสาวกสิบสองคนในการเดินทางไปตามที่ต่างๆในแคว้นกาลิลี แคว้นกาลิลีคือพื้นที่ที่พระเยซูคริสต์เติบโตมา แคว้นยูเดียคือที่ตั้งของกรุงเยรูซาเล็ม บทสนทนา
ระหว่างพระเยซูคริสต์กับน้องๆของพระองค์ในตอนนี้จากบันทึกของยอห์นได้บอกให้เรารู้ว่า ในเวลา Chronosของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงใช้เวลาอย่างไร ในขณะที่ต้องมีคนที่มีความคิดหลากหลายเกี่ยวพระองค์ และภารกิจที่พระองค์ต้องทำให้สำเร็จมีอุปสรรคที่จะฝ่าฟันไปได้อย่างไร เราสามารถเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำของเราได้สามประการ
1. อย่าให้โอกาสแก่มาร ยอห์น 7:1-5
1หลังจากนั้นพระเยซูก็ได้เสด็จไปตามที่ต่างๆในแคว้นกาลิลี ไม่ประสงค์ที่จะเสด็จไปในแคว้นยูเดียเพราะพวกยิวหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์2ขณะนั้นใกล้จะถึงเทศกาลอยู่เพิงของพวกยิวแล้ว 3พวกน้องๆของพระองค์จึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจงออกจากที่นี่ไปยังแคว้นยูเดีย เพื่อให้เหล่าสาวกของท่านได้เห็นกิจการที่ท่านกำลังกระทำอยู่ 4เพราะว่าไม่มีผู้ใดแอบทำสิ่งใดเงียบๆเมื่อผู้นั้นอยากให้ตัวปรากฏ ถ้าท่านกระทำการเหล่านี้ ก็จงสำแดงตัวให้ปรากฏแก่โลกเถิด” 5แม้พวกน้องๆของพระองค์ก็มิได้วางใจในพระองค์
พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ยังใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ของแคว้นกาลิลี และไม่ต้องการเข้าแคว้นยูเดีย ด้วยเหตุผลว่า พวกยิวจ้องหาโอกาสที่จะฆ่าพระเยซูคริสต์ ยอห์นบันทึกตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูคริสต์กลัวตาย แต่เป็นการย้ำว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักเวลาของพระองค์ และรู้ว่า ผู้ปองร้ายก็พยายามคอยหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ แม้ว่าเป้าหมายของการเสด็จมาบังเกิดในโลกนี้ของพระเยซูคริสต์คือมาตายเพื่อไถ่บาปมวลมนุษย์ทั้งโลก ตามที่ทำนายไว้ในพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ อิสยาห์ 53:6,7,8,9,12 การตายของพระเยซูคริสต์ได้ถูกกำหนดไว้เป็นเวลา Kairos ด้วยเช่นกัน
และพระเจ้าทรงวางลงบนท่าน ซึ่งความบาปผิดของเราทุกคน...7ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า....ท่านต้องถูกตัดออกไปจากแดนคนเป็น 9และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนอธรรม
ในความตายของท่าน เขาจัดไว้กับเศรษฐี( เพราะท่านเทวิญญาณจิตของท่านถึงความมรณะ... และถูกนับเข้ากับคนทรยศ
ถึงกระนั้นท่านก็แบกบาปของคเป็นอันมาก
Ex. เราคงได้ยินเรื่องของคนบางคนที่ตายในเวลาที่ไม่น่าตาย ตายก่อนเวลาอันควร เป็นการตายที่เกิดจากการเข้าไปในที่ที่ไม่น่าจะไป อยู่ในที่ที่ไม่น่าจะอยู่ กินในสิ่งที่ไม่น่าจะกิน เสพในสิ่งที่ไม่น่าจะเสพ ติดในสิ่งที่ไม่น่าจะติด
สุภาษิต 22:3 3คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น
เอเฟซัส 5:15-18 15เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา 16จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว 17เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร 18และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
คำว่า “ฉวย” ภาษากรีกแปลว่า การกู้สถานการณ์จากการสูญเสียโอกาสมาเป็นการได้โอกาส การซื้อขึ้นมาหรือการไถ่ การทำให้มีคุณค่ากว่าเดิม redeem ทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว นั่นหมายความว่า มนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะทำความชั่วมากกว่าทำความดี หากมนุษย์คนนั้นปล่อยเวลาให้เสียไปด้วยการอยู่เฉยๆ หรือทำสิ่งไร้สาระ คริสเตียนควรเป็นคนที่ทำให้เวลาที่มีแต่แย่นั้น กลายเป็นเวลาที่ดีได้ ในยอห์นตอนนี้ ดูเหมือนมีข้อเสนอให้พระเยซูฉวยโอกาส (take chance) เสี่ยงไปตามข้อเสนอของน้องๆของพระเยซู ให้พระองค์เข้ากรุงเยรูซาเล็มในช่วงเทศกาลอยู่เพิง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเทศกาลใหญ่ๆที่ผู้ชายยิวทุกคนต้องเข้าร่วม ดังนั้น ช่วงเวลานี้ คือเวลาที่ผู้คนจะพากันมามากมาย สถานการณ์ของพระเยซูคริสต์ตอนนี้ดูเหมือนไม่ดี ผู้คนในแคว้นกาลิลีเสื่อมถอยความศรัทธาไปจากพระเยซูคริสต์เพราะเรื่องคำสอนที่ยากที่จะเข้าใจ น้องๆของพระเยซูแนะให้พระองค์ไปโชว์ตัวในที่ๆคนอยู่เยอะๆ เพราะช่วงเทศกาลอยู่เพิงนี้ คนยิวจะตัดใบตาล กิ่งไม้ต่างๆที่มีใบหนาๆ เพื่อมาสร้างบรรยากาศแห่งความชื่นชนยินดีด้วยการโบกใบไม้ให้ทั่วเมือง คำพูดของน้องๆพระเยซูที่ว่า 4เพราะว่าไม่มีผู้ใดแอบทำสิ่งใดเงียบๆเมื่อผู้นั้นอยากให้ตัวปรากฏ ถ้าท่านกระทำการเหล่านี้ ก็จงสำแดงตัวให้ปรากฏแก่โลกเถิด ดูเหมือนจะเป็นคำแนะนำที่ดี แต่ข้อ 5 ยอห์นได้บันทึกว่า น้องๆของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ไว้วางใจพระองค์ ดังนั้นสำนวนภาษาที่ใช้พูดกับพระเยซูค่อนข้างจะออกแนวผิดหวัง ประชดประชัน บางทีคนที่ใกล้ตัวเราที่สุดก็อาจมีความรู้สึกแบบนี้กับเรา และอาจถูกมารใช้ได้ และช่องทางที่มารจะใช้เราได้ ก็คือเวลาที่เราผิดหวัง และปล่อยให้เป็นเวลาของความสะใจ ซ้ำเติมความตกต่ำ รู้สึกสมน้ำหน้า คำพูดจะออกมาเชิงประชดประชันเสียดสี นี่คือช่องที่มารซาตานจะสวมรอยใช้เราเป็นเครื่องมือเพื่อให้มีคำแนะนำที่พาไปสู่อันตรายได้ หนังสือ ชื่อ เคล็ดไม่ลับ สำหรับศิษยาภิบาล (สมาชิกก็เอาไปใช้ได้) ได้แนะนำว่า ให้ระวังความหดหู่ท้อใจหรือผิดหวัง เพราะมันจะทำให้เกิดภาวะสูญเสียความเฉียบคมฝ่ายวิญญาณ ความเฉียบคมฝ่ายวิญญาณคืออะไร คือ การแยกแยะออกว่า อะไรมาจากพระเจ้า อะไรมาจากมาร และอะไรมาจากกิเลศตัณหาของเนื้อ เหมือนกับคำแนะนำของน้องๆพระเยซูที่ให้คำแนะนำที่ดูดี แต่ไม่ได้มาจากพระเจ้าหรือความเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า ก็เป็นคำแนะนำที่พระเยซูรับไม่ได้ ในปัจจุบันของเรา หากจะรับฟังคำแนะนำจากใคร จงดูว่า คำแนะนำนั้น มาจากคนที่มีแรงจูงใจที่มาจากพระเจ้า หรือมาจากกิเลศตัณหาของเนื้อหนัง โคโลสี 4:5-6
5จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา โดยฉวยโอกาส 6จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน
คำว่า “ฉวยโอกาส” นี้ใช่ร่วมกับ Kairos เมื่อรวมกันจึงมีความหมาย (improve opportunity) การหาทางให้มีโอกาสมากขึ้น เพื่อจะมีโอกาสปรนนิบัติผู้อื่นให้เขาพอใจทั้งการกระทำและคำพูด สำนวนของคำว่า “ฉวยโอกาส” นี้เป็นแง่บวกอย่างเดียว แต่สำหรับมาร “ฉวยโอกาส”คือการขโมย ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น และมารจะได้โอกาสจากคริสเตียนได้ก็คือ คริสเตียนได้มอบโอกาสนั้นแก่มาร เอเฟซัส 4:27-2827และอย่าให้โอกาสแก่มาร 28คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก
การให้โอกาสแก่มารเป็นการเปิดช่องทางให้มารจะเข้ามาขโมยโอกาสในชีวิตของเรา เพราะมารมีนิสัยของ การลัก ฆ่า และทำลาย นิสัยของมารที่คนเลียนแบบมากที่สุดคือ การลัก (แปลว่า ขโมย) ขโมยสิ่งที่เป็นของคนอื่นมาเป็นของตัว แม้กระทั่งขโมยสิ่งที่ควรถวายเกียรติแด่พระเจ้ามาเป็นของตัวเองด้วย พระคัมภีร์สอนเราให้เป็นนักฉวยโอกาส จงระวัง การฉวยโอกาสในสำนวนไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะบางทีเราอาจฉวยโอกาสแบบขโมย คือขโมยสิ่งที่ไม่ใช่ของเรามาเป็นของเรา เพราะเราสบโอกาส เห็นช่องทางที่คนอื่นเขาเผลอ เขาไม่เอาความ คริสเตียนกับโอกาสของชีวิต ต้องไม่ให้มารเข้ามาสบโอกาสในชีวิตของเรา
2. อย่าทำลายโอกาสของตัวเอง ยอห์น 7:6-10
6พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “ยังไม่ถึงเวลาของเรา แต่เวลาของพวกท่านมีอยู่เสมอ 7โลกจะเกลียดชังพวกท่านไม่ได้ แต่โลกเกลียดชังเรา เพราะเราเป็นพยานว่าการงานของโลกนั้นชั่วร้าย 8พวกท่านจงขึ้นไปในเทศกาลเถิด เราจะยังไม่ขึ้นไปในเทศกาลนั้น เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของเรา” 9เมื่อตรัสเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ยังคงประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีต่อไป10แต่เมื่อพวกน้องๆของพระองค์ขึ้นไปในงานเทศกาลนั้นแล้ว พระองค์ก็เสด็จตามขึ้นไปด้วย แต่ไปอย่างเงียบๆไม่เปิดเผย
เวลาของพระเยซูคริสต์ที่ต้องตายบนไม้กางเขนได้กำหนดไว้แล้ว และพระเยซูคริสต์ทรงรอจังหวะตามที่กำหนดไว้ ดังนั้น ช่วงเวลานี้ ยังไม่ใช่เวลาที่พระเยซูคริสต์จะต้องตาย เมื่อยังไม่ใช่เวลา แต่ก็ต้องใช้เวลาที่ไม่ใช่นั้นอย่างผู้รู้จักเวลา พระเยซูคริสต์ไม่ทำตามคำแนะนำของน้องๆไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะไม่ไปเยรูซาเล็ม หรือการที่มีคนคิดปองร้ายจะทำให้พระองค์ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงระมัดระวังในการรอคอยเวลาของพระองค์ การที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า เวลาของพวกท่านมีอยู่แสมอ เป็นโอกาสที่มนุษย์กำหนดตามกระแสของโลก นั่นคือ มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างผู้ คอยมองหาโอกาสที่จะแสวงหาเกียรติของตัวเองเสมอ แต่พระเยซูคริสต์ไม่ได้เข้ามาในโลกเพื่อทำอย่างมนุษย์
ยอห์น 7:1818ผู้ใดที่พูดตามใจชอบของตนเอง ผู้นั้นย่อมแสวงเกียรติสำหรับตนเอง แต่ผู้ที่แสวงเกียรติให้พระองค์ผู้ทรงใช้ตนมา ผู้นั้นแหละเป็นคนจริงไม่มีอธรรมเลย
การอยากให้โลกยอมรับเป็นการรักโลก พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า โลกจะเกลียดชังพวกท่านไม่ได้ หมายความว่า โลกยอมรับคนที่ทำตัวกลมกลืนไปกับค่านิยมของโลก 1ยอห์น 2:1616เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า แต่โลกเกลียดชังพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพยานว่างานของโลกนั้นชั่วร้าย เพราะพระเยซูคริสต์ทรงดำเนินชีวิตที่สวนกระแสกับความต้องการของโลกและเปิดโปงพฤติกรรมอย่างโลก คือ ตัณหาของเนื้อหนัง ตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศ นี่คือสาเหตุหลักที่พระเยซูคริสต์ถูกปองร้าย
คนมากมายในโลกกลัวจะสูญเสียโอกาสไป จึงพยายามทำตัวกลมกลืนกับสังคม เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทำให้คนมากมายถูกสังคมต่างๆกลืนตัวเขาไป น่าเสียดายที่คนดีๆสูญเสียจุดยืนที่ดี สูญเสียมโนธรรมที่ดี สูญเสียจิตสำนึกที่ดี เพราะมัวแต่มุ่งความสนใจที่คำว่า “โอกาส” คำที่ถูกใช้กับคำว่า “โอกาส” คือ คำว่า “รอไม่ได้” “ช้าอด” “รีบเร่ง”
สุภาษิต 21:5 5แผนงานของคนขยันขันแข็งนำสู่ความอุดมแน่นอน แต่ทุกคนที่เร่งร้อนก็มาสู่ความขัดสนเท่านั้น
แม้จะยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ก็ตาม พระองค์ก็ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างผู้ที่รู้จักคำว่า “รอ” พระเยซูคริสต์ทรงรอให้น้องๆของพระองค์ขึ้นไปงานเทศกาลก่อน เป็นการรอโอกาสที่จะเข้าเยรูซาเล็มอย่างเงียบๆ นี่คือโอกาสที่อยู่ในมือของพระเยซูคริสต์ที่จะไม่ให้ศัตรูฉวยโอกาส และไม่ให้น้องๆของพระเยซูคริสต์ที่มีแต่คำแนะนำที่ขัดกับน้ำพระทัยพระเจ้าขัดขวางโอกาสการเข้าเยรูซาเล็มแบบเงียบๆ บ่อยครั้งที่คนไม่รู้จักคำว่า “รอ” ได้ทำลายโอกาสในมือของตัวเองไป ทำให้ชีวิตมีตำหนิ และบางรายถึงกับสูญเสียอนาคตไป เราคงได้ยินคำว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”หรือ “ชิงสุกก่อนห่าม” เป็นคำที่ใช้ได้หลายโอกาส โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ฉวยโอกาสที่อารมณ์มันพาไป ก็ทำให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ทำให้ชีวิตคู่ไม่น้อยต้องล่มสลายเพราะความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจกัน การรอไม่ได้ทำให้ใช้โอกาสอย่างผิดกาละเทศะ บางทีก็ผิดศีลธรรม ผิดกฏหมายและผิดน้ำพระทัยพระเจ้า สุภาษิต19:2 2....บุคคลที่เร่งเท้าหนักก็มักพลาดผิด พระคัมภีร์เดิมกล่าวถึงการรอคอยพระเจ้า คือการรอเวลาของพระเจ้านั้น เวลาที่จะผงาดดุจนกอินทรี อิสยาห์ 40:31 31แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย
3. ทุกอย่างรอบตัวคือโอกาส ยอห์น 7:11-13
11พวกยิวมองหาพระองค์ในงานเทศกาลนั้นและถามว่า “คนนั้นอยู่ที่ไหน” 12และประชาชนก็ซุบซิบกันถึงพระองค์เป็นอันมาก บางคนพูดว่า “เขาเป็นคนดี” บางคนว่า “ไม่ใช่ เขาทำให้ประชาชนหลงผิดไป” 13แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดถึงพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกยิว
พระคัมภีร์ตอนนี้แสดงให้เห็นว่า เป็นที่รู้กันในหมู่คนส่วนใหญ่ว่า มีคนกำลังตามหาพระเยซูคริสต์ด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ พวกยิวที่คิดปองร้ายพระเยซูคริสต์ ถามหาว่าพระองค์อยู่ที่ไหน มีคนมากมายพูดถึงพระเยซูทั้งยอมรับและไม่ยอมรับ บางคนเข้าใจผิดคิดว่า พระเยซูมาหลอกประชาชนให้หลงผิด ในบรรยากาศเทศกาลครั้งนี้ มีคนอยากได้รับคำตอบว่า พระเยซูคริสต์เป็นใคร และอยู่ที่ไหน แต่บรรยากาศถูกปกคลุมไว้ด้วยความกลัว จึงทำให้คนที่อยากรู้จักพระเยซูคริสต์จริงๆ ไม่กล้าพูดถึงพระองค์อย่างเปิดเผย เพราะกลัวพวกยิวที่คิดปองร้าย นั่นหมายความว่า คนที่ต่อต้านแสดงตัวอย่างชัดเจน อย่างเปิดเผย คนดีๆจึงได้แต่เก็บตัวเงียบ นี่คือบรรยากาศที่พระเยซูคริสต์ทรงรู้แต่แรก ถ้าพระเยซูคริสต์ปรากฏตัวตามคำแนะนำของน้องๆ อะไรจะเกิดขึ้น ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ผิดๆ ก็จะส่งผลลบมากกว่าบวก และคนที่คิดลบก็จะยิ่งลบเข้าไปอีก คนที่บวกอยู่ก็จะรู้สึกลบได้ คนจะเข้าใจผิดว่าพระเยซูคริสต์ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่แสวงหาเกียรติและการยอมรับ การฉวยโอกาสในเทศกาลที่มีคนเยอะๆ ย่อมถูกตีความว่า นี่คือการฉวยโอกาสในการประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับ คนดีๆที่รู้จักคิดก็จะเข้าใจผิดและทิ้งโอกาสที่จะรู้จักความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ที่แท้จริง พระเยซูคริสต์จึงหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบรรยากาศที่อิทธิพลของคนคิดร้ายแผ่ปกคลุมต่อบรรยากาศนั้น มีตัวอย่างของอิทธิพลคล้ายกันนี้ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรในยุคต่อมา 3ยอห์น9-10
9ข้าพเจ้าได้เขียนบางสิ่งบางอย่างถึงคริสตจักร แต่ดิโอเตรเฟส ผู้อยากจะเป็นคนใหญ่คนโตในพวกเขา ไม่ยอมเกี่ยวข้องกับเรา 10เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะเผยพฤติกรรมของเขา คือที่เขาพร่ำกล่าวใส่ความเราด้วยคำเลวทราม และเท่านั้นยังไม่สะใจ มิหนำซ้ำตัวเขาเองไม่ยอมรับรองพี่น้องเหล่านั้น และยังกีดกันคนที่ใคร่จะรับรองเขา และไล่เขาออกจากคริสตจักร
ยอห์นได้เปิดโปงพฤติกรรมและคำพูดของคนที่แสดงออกในทางให้ร้ายผู้อื่น กีดกันคนไม่ให้มีสัมพันธ์กับพี่น้องคนอื่นๆ ขัดขวางคนไม่ให้รับใช้และปรนนิบัติกันและกัน พฤติกรรมของคนที่แสดงบทบาทในคริสตจักรที่สมาชิกทั่วไปจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่ผู้รับใช้อย่างยอห์นไม่ยอมให้คนประเภทนี้แฝงตัวในคริสตจักร พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างคำอุปมาเรื่องตะลันต์ เพื่อให้สาวกรู้ว่า น้ำพระทัยพระเจ้าคือให้ทุกคนมีตะลันต์ความสามารถเพื่อจะใช้ให้เกิดประโยชน์มิใช่สำหรับตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อใช้ในงานของพระเจ้าด้ย คริสตจักรเปิดโอกาสให้สมาชิกมีพื้นที่แห่งการรับใช้ เพื่อโอกาสที่จะนำตะลันต์ความสามารถของประทานที่พระเจ้าประทานให้ออกมาใช้ มัทธิว 25:13-29
13เหตุฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น 14“และยังเปรียบเหมือน ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้ 15คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์(เงินหนึ่งตะลันต์ มีค่าประมาณสองหมื่นบาท) คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคน แล้วท่านก็ไป 16คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขายทันที ได้กำไรเท่าตัว 17คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรเท่าตัวเหมือนกัน 18แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้ 19ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น 20คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า 'นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์' 21นายจึงตอบว่า 'ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด' 22คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า 'นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์' 23นายจึงตอบว่า 'ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด' 24ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่า 'นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็ง เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย 25ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน ดูเถิด นี่แหละเงินของท่าน' 26นายจึงตอบว่า 'อ้ายข้าชั่วช้าและเกียจคร้าน เจ้าก็รู้หรือว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย 27เหตุฉะนั้นเจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย 28เพราะฉะนั้น จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ 29ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา
บางทีคนที่ปิดโอกาสในชีวิตเรา ก็คือ ตัวเราเอง ที่ทำตัวเหมือนกับคนที่ได้รับตะลันต์เดียวและเอาไปฝังดิน เพราะคิดว่า ตัวเองมีความสามารถน้อย มีความรู้น้อย มีอะไรๆที่ดูน้อยๆกว่าชาวบ้าน หรือมองความสามารถของตัวเองว่าน้อย เพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชาวบ้าน ทำให้ปิดโอกาสของตัวเอง ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ทุกคนในที่นี้มีตะลันต์ความสามารถของประทานที่มาจากพระเจ้า แม้แต่เด็กเล็กๆก็มี คนพิการก็มี คนแก่ก็มี ผู้หญิงหรือผู้ชายก็มี ทุกคนมีตะลันต์ จงมองหาพื้นที่สำหรับใช้ตะลันต์ และอย่าให้ใครมาจำกัดตะลันต์ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้กับเราทุกคน การใช้ตะลันต์ คือการเปิดทางให้โอกาสที่พระเจ้าทรงกำหนด Kairos เข้ามาอยู่บนเส้นทางเวลาของเรา ผู้รับใช้ท่านหนึ่งสอนข้าพเจ้าว่า วิธีค้นพบของประทานและตะลันต์ในตัวเราคือการทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ตั้งแต่ล้างห้องน้ำ จัดเก้าอี้ เล่นดนตรี ประกาศข่าวประเสริฐ แล้วเราจะพบโอกาสที่พระเจ้าจัดไว้ให้สำหรับตัวเราอย่างเฉพาะเจาะจง
เวลาเราไปสมัครงาน คนที่อยากได้งาน จะบอกกับนายจ้างของเขาว่าคำเดียว ทำได้ ทำได้ ไม่มีอะไรทำไม่ได้ แต่เวลาพระเจ้ามอบหมายงานให้ทำ ไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ มีเงื่อนไข ทีกับนายจ้างไม่กล้า กลัวถูกไล่ออก คุณว่า พระเจ้าจะไล่คุณออกไม๊ ตัวอย่างเรื่องคนมีหนึ่งตะลันต์ ถูกเอาหนึ่งตะลันต์ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ เพราะคนที่มีสิบตะลันต์เป็นพวกประเภททำทุกอย่างที่มีโอกาสที่จะทำ
โรม 12:6-17 6และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ 7ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน 8ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี 9จงรักด้วยใจจริง จงเกลียดชังสิ่งที่ชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี 10จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว 11อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า 12จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน 13จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน จงมีน้ำใจอัธยาศัยไมตรี 14จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย 15จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ 16จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่าใฝ่สูง แต่จงถ่อมใจลงยอมทำการต่ำ(หรือ จงคบคนสามัญ) อย่าถือว่าตัวฉลาด 17อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเลย แต่จงมุ่งกระทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี 18ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน
นี่คือโอกาสที่อยู่ในชีวิตคริสเตียนทุกคน อย่ามองโอกาสเป็นเพียงประโยชน์ที่เราจะได้รับฝ่ายเดียว จงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำดีต่อคนรอบข้าง กาลาเทีย 6:10 10เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง
และสุดท้ายนี้ สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราทำมากที่สุดคือ การนำคนให้มารู้จักพระเจ้าผ่านการประกาศพระวจนะที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำในยามที่พระองค์ถูกปิดโอกาสให้เข้ากรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ก็ยังหาโอกาสที่จะสั่งสอนในธรรมศาลาในวันเทศกาลอยู่เพิง ยอห์น 7:30 30เขาทั้งหลายจึงหาโอกาสที่จะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์ เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์ เมื่อพระเยซูคริสต์เลือกทำตามเวลากำหนด แม้จะถูกปองร้าย แต่คนเหล่านั้นก็แตะต้องพระองค์ไม่ได้ เพราะ Kairos ของพระเยซูได้ปกป้องพระองค์ไว้
วันนี้ เราอาจจะติดขัดอะไรบางอย่าง จงอย่ากลัว ที่จะมองหาโอกาสในการับใช้พระเจ้า ทำงานร่วมกับคริสตจักร Kairos ของพระเจ้าในชีวิตเราก็จะปกป้องเราเหมือนกับพระเยซูคริสต์เช่นกัน 2 ทิโมธี 4:2-5
2ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการทั้งในขณะที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ชักชวนด้วยเหตุผล เตือนสติและตักเตือนให้อดทนอยู่เสมอในการสั่งสอน 3เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง เพื่อบรรเทาความอยาก 4เขาจะเลิกฟังความจริง และจะหันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ 5แต่ท่านจงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงกระทำพันธบริการของท่านให้สำเร็จ จงมองดูรอบๆตัวของเรา นี่คือโอกาสที่เราจะได้ปรนนิบัติ ได้ใช้ตะลันต์ ได้ใช้ความสามารถ ทุกสิ่งรอบตัวเรา คนใกล้ตัว สถานการณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่น่าท้าทายทั้งสิ้น จงฉวยโอกาส ทำให้ดีขึ้น ทำให้มีคุณค่าขึ้น นี่แหละคริสเตียนกับโอกาสของชีวิต อาเมน
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|