ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคม ถ้าหากความสัมพันธ์แตกหักตั้งแต่ในครอบครัว ก็ยากที่จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับคนอื่นๆ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นถูกสร้างขึ้นด้วยความไว้วางใจพื้นฐาน Basic Trust ที่เกิดจากพ่อแม่เป็นคนคู่แรก วันนี้ เป็นวันพ่อ จึงอยากจะเน้นเรื่องพ่อ แต่แม่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Basic Trust ของลูกด้วยเช่นกัน “บิดา” หรือ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “พ่อ” เอเฟซัส 3:15 15(คำว่า บิดา ของทุกตระกูล ทุกชาติ ในสวรรค์ก็ดี ที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดีมาจากคำว่า พระบิดา) พจนานุกรมได้ให้คำจำกัดความคำว่า “พ่อ” แปลว่า ชายผู้ให้กำเนิดลูก พระคัมภีร์กล่าวถึงพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิด ชายและหญิง และทำให้ชายและหญิงต่างพึ่งพากันและกันในการให้กำเนิดลูก และลูกเกิดมาจากหญิงและชาย 1โครินธ์ 11:8-9,11-12 8(เพราะว่าไม่ได้ทรงสร้างผู้ชายจากผู้หญิง แต่ได้ทรงสร้างผู้หญิงจากผู้ชาย 9และไม่ได้ทรงสร้างผู้ชายไว้สำหรับผู้หญิง แต่ทรงสร้างผู้หญิงไว้สำหรับผู้ชาย).... 11(ถึงกระนั้นก็ดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ชายก็ต้องพึ่งผู้หญิง และผู้หญิงก็ต้องพึ่งผู้ชาย 12เพราะว่าผู้หญิงนั้นทรงสร้างมาจากผู้ชายฉันใด ต่อมาผู้ชายก็เกิดมาจากผู้หญิงฉันนั้น แต่สิ่งสารพัดก็มีมาจากพระเจ้า)
ปฐมกาล 2:22 22ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิงแล้วทรงนำมาให้ชายนั้น 23ชายจึงว่า “นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเราจะต้องเรียกว่าหญิง(ตรงนี้ฮีบรูเล่นคำ ถ้าจะให้คงรูปจะแปลเป็นอย่างนี้ก็ได้ “จะต้องเรียกว่า ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย”) เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย”
พจนานุกรมยังใส่คำตรงกันข้ามกับแม่คือ พ่อ และตรงกันข้ามกับพ่อ คือ แม่ เป็นการแยกเพศอย่างชัดเจนว่า แม่ คือ ผู้หญิง พ่อคือ ผู้ชาย มีคลิปวีดีโอหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และรับการตำหนิจากสังคมอย่างมาก คือคลิปวีดิโอ ผู้ชายตั้งท้อง ข้าพเจ้าได้ดู เพราะอยากรู้ ความจริงก็คือ ผู้หญิงที่ปลูกหนวดไว้เครา ตัดผม แต่งตัวแบบผู้ชาย อยู่กินกับผู้หญิงด้วยกันแบบสามีภรรยา และคู่ของตัวเองตั้งท้องไม่ได้ ตัวเองเลยตั้งท้องแทน ด้วยการไปเอาเชื้อของผู้ชายมาใส่ในรังไข่ของตัวเอง และก็ตั้งท้องเก้าเดือนปกติ แบบผู้หญิงตั้งท้อง แต่คนท้องแต่งตัวเป็นผู้ชาย ผ่าตัดร่างกาย ฉีดฮอร์โมนผู้ชาย ถ่ายวีดีโอว่าเป็นผู้ชายตั้งท้อง นี่คือการสร้างปัญหาสังคมในอนาคต เด็กที่โตมาสับสนกับเพศของตัวเองหนักเข้าไปอีก ในคอลัมภ์หนังสือพิมพ์เวลานี้ ลงว่า ถึงเป็นเกย์ก็เป็นพ่อที่ดีได้ ทุกวันนี้ คนกำลังสับสนกับบทบาทของคนกันเอง แบบอย่างของพ่อที่เป็นชาย และแม่ที่เป็นหญิงกำลังถูกทำลายให้หายไปจากสังคมเรื่อยๆ ผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษกำลังหายไป ข้าพเจ้าเพิ่งกลับจากอเมริกา ที่มีชื่อเสียงเรื่อง Gentle man แต่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว (เช่น ผู้ชายเปิดประตูรถให้ ถือของให้ ผู้หญิงทำอาหาร ผู้ชายล้างจาน) แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้คุยกับคนอเมริกันในครั้งนี้ เขาบอกว่า ความเป็น American man กำลังหายไปเช่นกัน เพราะคนรุ่นใหม่ ไม่มีความเป็น Gentleman แล้ว สิ่งที่เราเห็นคือคนรุ่นสุดท้าย อายุประมาณสี่สิบขึ้นไป แต่สี่สิบลงมา เราจะไม่เห็นความเป็น Gentleman แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้ “พ่อ” ในภาพความคิดของคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร เมื่อความเป็นผู้ชายหายไป เมื่อความเป็นสุภาพบุรุษหายไป ใครจะเป็นคนรักษาหรือปกป้องความเป็นพ่อไว้ได้ สมาคมเสริมสร้างสุขภาพให้สัมภาษณ์ว่า ระยะห่างระหว่างคนในครอบครัวถือว่าบอกความสัมพันธ์ในตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิดกันระหว่างพ่อ แม่ ลูก จึงมีการคิดค้นเครื่องมือที่จะช่วยวัดระยะห่างของคนในครอบครัวขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “สายวัดใกล้กันอีกนิด” ซึ่งเครื่องมือนี้พัฒนาโดยเป็นการกำหนดให้สายวัดมีความยาว 5 เมตร และให้บุคคลที่ต้องการวัดอยู่คนละฝั่งของเครื่องมือ จากนั้นให้เดินเข้าหากัน ซึ่งระหว่างเดินให้มองหน้า นึกถึงแต่สิ่งดีๆ ที่มีให้กัน จากนั้นเลือกหยุดเดินในจุดที่คิดว่าสบายใจที่จะหยุด และคิดว่าเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งระยะทางที่เกิดขึ้นสามารถบอกนัยสำคัญระหว่างคนทั้ง 2 คนได้ จากการสำรวจโดยการสัมภาษณ์ ใช้แบบสอบถาม และใช้อุปกรณ์สายวัดใกล้กันอีกนิด จากตัวอย่าง 207 ครอบครัว ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยวัดจากระยะทางที่เดินเข้าหากันของคน 2 คน พบว่า พ่อกับลูกมีระยะห่างกันมากที่สุด 48 เซนติเมตร แม่กับลูก 36 เซนติเมตร ด้านการใช้เวลาว่างร่วมกันของคนในครอบครัว(ทุกวัน) พบว่า แม่มีเวลาว่างให้ลูกมากที่สุดถึงร้อยละ 80 ส่วนพ่อมีเวลาว่างให้ลูกเพียงแค่ร้อยละ 56.5 เท่านั้น “จากผลสำรวจเรื่องความสัมพันธ์และความห่างกันของคนในครอบครัวทำให้ทราบถึงนัยหนึ่งคือ พ่อจะมีความรู้สึกห่างไกล และมีเวลาให้กับลูกน้อยกว่าแม่ สุภาษิต 27:10 เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ดีกว่าพี่น้องที่อยู่ห่างไกล หรือกล่าวอีกสำนวนว่า เพื่อนที่อยู่ใกล้ก็ดีกว่าญาติที่ห่างไกล นี่เป็นคำอธิบายว่า ทำไมลูกบางคนให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เช่นเดียวกัน พ่อกลายเป็นคนที่อยู่ห่างลูกมากกว่าใคร สาเหตุเกิดจากการใช้เวลาของพ่อกับลูก อีกสาเหตุหนึ่งของความรู้สึกห่างไกล คือ ความกลัว ลูกกลัวพ่อ พ่อกลัวปู่ ปู่กลัวทวด ทวดกลัวพ่อของทวด ดูเหมือนความกลัวกลายเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะพ่อกลายเป็นสัญญลักษณ์ของคนที่น่ากลัวสำหรับลูกเกือบทุกบ้าน บางครอบครัวพ่อกลายเป็นสัญญลักษณ์ของความอ่อนแอ หากไม่แข็งเกินไปก็อ่อนเกินไป เหตุผลที่พ่อถูกใช้สรรพนามเรียกเหมือนพระเจ้าพระผู้สร้าง พระบิดา ผู้ให้กำเนิด น่าจะมีเหตุผลที่มากกว่าการให้กำเนิด นั่นคือคุณลักษณะของพระเจ้าถ่ายทอดสู่มนุษย์ เป็นต้นแบบคุณลักษณะให้พ่อสำแดงแก่ลูก พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้มนุษย์ทุกคนได้ใกล้ชิดพระองค์โดยปราศจากความกลัว พระองค์จึงทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือ องค์พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกเมื่อสองพันปีที่แล้ว เพื่อจะนำเราทั้งหลายกลับสู่ความรักของพระบิดา ยอห์น 5:19-20
19พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย 20เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก ซึ่งท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ
พระเยซูคริสต์ตรัสถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับพระบิดา และในความสัมพันธ์นี้ พระองค์จึงสามารถสำแดงพระบิดาแก่มนุษย์ทุกคนให้รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า พ่อกับลูก และนำการคืนดีให้เป็นไปตามคำพยากรณ์เรื่องพ่อกับลูกเมื่อหลายพันปี มาลาคี 4:5-6 5“ดูเถิด เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง 6และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ
คำพยากรณ์นี้กล่าวไว้ในสมัยโบราณที่ความเสื่อมของสังคมยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน สมัยนั้น พ่อกับลูกใกล้ชิดกันมาก แต่คำพยากรณ์ได้กล่าวว่า วันหนึ่งในอนาคต ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจะห่างไกลกัน แต่พระเจ้าจะส่งผู้หนึ่งมา เพื่อจะทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพ่อลูกจะถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่ คือ ปราศจากความกลัวและใกล้ชิดกัน มาลาคีมองเห็นภาพของท่านผู้นำการคืนดีมาเหมือนเอลียาห์ ซึ่งในยุคนั้น เอลียาห์คือคนของพระเจ้าที่ ปากและการกระทำศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีผู้เผยพระวจนะใดยิ่งใหญ่เท่าเอลียาห์ในยุคนั้น และเขาเป็นคนที่ถูกรับขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยรถเพลิง เอลียาห์ไม่ตาย พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมากระทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เมื่อสองพันปีที่แล้ว พระองค์ถูกถึงที่กางเขน และฟื้นขึ้นมาจากความตายและถูกรับขึ้นไปบนท้องฟ้าเช่นเดียวกัน การอัศจรรย์ที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำยิ่งใหญ่จนคนยิวในยุคนั้นกล่าวว่า ไม่เคยมีใครทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เท่านี้มาก่อน พระเยซูคริสต์เป็นยิ่งกว่าเอลียาห์ มัทธิว 9:33 33เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้นก็พูดได้ หมู่คนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ไม่เคยเห็นมีคนเช่นนี้ในอิสราเอลเลย”
มาระโก 2:10-12 10แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า 11“เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกแคร่ไปบ้านของเจ้าเถิด” 12คนง่อยได้ลุกขึ้น แล้วก็ยกแคร่ของตนเดินออกไปต่อหน้าคนทั้งปวง คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า “เราไม่เคยเห็นเช่นนี้เลย”
ยอห์น 9:32 32ตั้งแต่เริ่มมีโลกมาแล้ว ไม่เคยมีใครได้ยินว่า มีผู้ใดทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดมองเห็นได้ 33ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแล้วก็คงไม่สามารถทำได้”
และไม่ว่าจะในยุคไหนๆ ก็ไม่มีใครเคยเห็นการนำการคืนดีระหว่างพ่อกับลูกเกิดขึ้นทั่วโลกได้เหมือนกับพระเยซูคริสต์ ทุกวันนี้ พระเยซูคริสต์ยังทรงดำรงอยู่ท่ามกลางเราเพื่อนำเราทั้งหลายเข้าใกล้พระบิดา นำเรากลับคืนดีกับพระองค์
2โครินธ์ 5:18-21 18ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน 19คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ 20ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า 21เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์
การคืนดีกัน ลดความรุนแรง ลดความแตกแยก ผสานความสัมพันธ์ที่ดี การเป็นคริสเตียนคือการคืนดีกันกับพระเจ้าและคืนดีกันกับมนุษย์ด้วยกัน เริ่มต้นที่ครอบครัว สังคมหน่วยเล็กที่สุด
1.ความสัมพันธ์ลูกกับพระบิดาดี ลูกจะดีต่อพ่อ
เอเฟซัส 6:1-2 ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก
จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า...
โคโลสี 3:20 ฝ่ายบุตรทั้งหลายจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนทุกอย่าง เพราะการนี้เป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ความสัมพันธ์ที่ดี นำมาซึ่งการฟังกันและกัน การเชื่อฟังของลูกที่มีต่อพ่อแม่ หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีที่ลูกมีต่อพ่อแม่ ถ้าวันนี้ ลูกไม่เชื่อฟังเรา อย่าไปโทษลูกว่า เป็นความผิดของลูกฝ่ายเดียว เพราะคำว่า ความสัมพันธ์นั่นหมายถึง การตบมือข้างเดียวไม่ดัง หมายความว่า เรื่องความสัมพันธ์เป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย และเมื่อความสัมพันธ์มีรอยแตก เราจะนำความสัมพันธ์กลับมาดังเดิมได้อย่างไร สุภาษิต 16:7 7เมื่อทางของมนุษย์เป็นที่โปรดปรานแก่พระเจ้า แม้ศัตรูของเขานั้นพระองค์ก็ทรงกระทำให้คืนดีกับเขาได้ คำว่า โปรดปราน แปลได้อีกคำว่า คืนดี หรือเหมือนกับ เมื่อทางของมนุษย์เหมือนกับพระเจ้า การคืนดีเกิดขึ้น สิ่งที่น่าสังเกตุและพบมาก ก็คือ การคืนดีในครอบครัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากกว่าคนข้างนอก มีคำหนึ่งที่กล่าวว่า ไม่มีใครทำเราเจ็บเท่ากับคนใกล้ตัว เพราะฉะนั้น ให้อภัยยาก หรือไม่ให้อภัยเลย ความสัมพันธ์ที่ไม่ให้อภัยเลย ทำให้เป็นพื้นฐานของการระแวง ระวังที่จะถูกทำร้าย ยิ่งสิ่งใดที่รู้สึกว่าห่างไกล ก็ยิ่งยากที่จะมีความสัมพันธ์ด้วย ก่อนที่เราจะรู้จักพระเจ้าพระบิดา เราแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ และเวลาอธิษฐานต่อสิ่งที่เราศรัทธา เราไม่เคยเรียกตัวเองว่า ลูกคน แต่เรียกตัวเองเมื่อเทียบความสัมพันธ์ตัวเองกับสิ่งเหล่านั้น ด้วยคำว่า ลูกนก ลูกกา ลูกช้าง ลูกม้า ลูกหมา เรากำลังแสดงสถานะว่า ตัวเองต่ำต้อย คนไทยเราไม่กล้าคิดที่ยกสถานะตัวเองเท่ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรากลัว กลัวไปลบหลู่สิ่งที่มีฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ เหนือตัวเรา เราจะแย่ การไม่มีความสัมพันธ์ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว ความจริง จุดเริ่มต้นของความห่างไกล เกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์ล้มลงในความบาป ทำให้มนุษย์ค่อยๆห่างไปจากพระเจ้า จนไม่รู้จักพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา เหมือนเราทั้งหลายต่างก็ไม่รู้จักทวดของทวดเราแล้ว ข้าพเจ้าไปสุสาน เห็นหลุมฝังศพบางหลุมถูกทอดทิ้ง อ่านป้ายหน้าหลุมก็เขียนไว้ว่าตายไปนานแล้ว คนรุ่นปัจจุบันน่าจะเป็นโหลน ไม่รู้จัก และไม่มาแล้ว วันหนึ่งก็ต้องมีการล้างป่าช้า เพราะหมดรุ่นเรา ก็ไม่มีใครมาดูแลต่อ เพราะไม่รู้จัก เช่นเดียวกัน ตั้งแต่อาดัมมาจนถึงเราทั้งหลาย คนมากมายไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้ว่าพระองค์เป็นผู้ให้กำเนิดเรา เหมือนลูกที่ห่างไกลพ่อ ยิ่งห่าง ยิ่งกลัว 2ทิโมธี 1:7 7เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา จิตที่ขลาดกลัว คำกรีกที่ใช้ตรงนี้ แปลว่า วิญญาณแห่งความขี้ขลาด สิ่งนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้าม หากได้เข้าใกล้พระเจ้า มนุษย์ยิ่งมั่นคงไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่ใดที่มาทำให้รู้สึกกลัว เพราะการได้ใกล้พระเจ้า มนุษย์จะได้รับจิตที่ประกอบไปด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเอง คือ สามารถควบคุมตัวเองและควบ
คุมสถานการณ์รอบข้างได้ หรือเรียกตามภาษาปัจจุบันก็คือ ไม่มีคำว่า Insecure สำหรับคนที่มีพระเจ้าเป็นพ่อของเรา
วิญญาณแห่งความกลัว แตกต่างจากความกลัวที่เป็นเหมือนคนยามในความรู้สึกของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์เรามีความไม่ประมาท เช่น กลัวน้ำร้อนลวก เราก็จะระมัดระวัง กลัวมีดบาด เราก็จะระมัดระวัง แต่วิญญาณแห่งความขลาดกลัว จะทำให้เรากลัวจนเราทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ระมัดระวัง แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ เช่น กลัวพ่อ ก็ไม่เข้าใกล้พ่อ ไม่สัมพันธ์ด้วย วิญญาณแห่งความขลาดกลัวเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดจากความไว้วางใจแรกเริ่มที่คาดหวังจากพ่อ เมื่อแรกเกิด ถูกทำลายไป ด้วยความผิดหวัง ไม่สมหวัง ไม่ได้รับความรักจากพ่ออย่างที่ต้องการ หรือพ่อไม่สามารถให้ได้ตามที่ลูกเรียกร้อง มีนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งในยุคของเรา เป็นฝรั่ง ทำวิจัยเกี่ยวกับเสียงร้องของเด็ก เป็นภาษาที่กำลังบอกเราว่า เขาต้องการอะไร และจากการวิจัย เก็บข้อมูล บริษัทผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับของใช้เด็กเชิญเขาไปหลายประเทศ เพื่อสาธิตสิ่งที่เขาค้นพบ เด็กส่งเสียงอย่างนี้ คือกำลังต้องการให้ตอบสนอง และเมื่อตอบสนองถูก เด็กก็หยุดร้อง จะมีพ่อคนไหนที่ทำการฝึกฟังเสียงเด็กตั้งแต่ก่อนลูกเกิด ไม่มี มีแต่คุณพ่อมือใหม่ที่เกิดมาก็ลุยแบบลูกทุ่งเลย ลูกร้องก็อุ้มอย่างเดียว ลูกร้องก็ตอบสนองแบบมั่วๆ จนลูกบางคนโตแล้ว ก็จับจุดอ่อนของพ่อบางคนได้ โดยเฉพาะพ่อที่มีลูกคนเดียว จะรู้ว่า ทำยังไงที่จะให้พ่อยอม สำหรับพ่อที่ยอม แต่พ่อที่ไม่ยอม ลูกก็ไปหาคนอื่น ความผิดหวังเหล่านี้ ได้ทำให้เกิดเป็นจิตที่ขลาดกลัวฝังใจตั้งแต่ยังเด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ อยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรจากความเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก พระคัมภีร์โรม 8:15-16 15เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา 16พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า
จิตที่ขลาดกลัว คือจิตที่ไม่มั่นใจว่า เป็นลูกของพ่อหรือเปล่า ในสมัยโบราณ ถ้าไม่ใช่ลูกของเจ้าของบ้าน แล้วยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันนั้น สถานะของผู้ที่อยู่ก็คือคนรับใช้หรือทาส ดังนั้น พระธรรมโรมตอนนี้จึงกล่าวว่า ความไม่มั่นใจจะหายไปจากผู้ที่รับวิญญาณจากพระเจ้า ให้เราเป็นบุตรของพระเจ้า วิญญาณที่บาดเจ็บของมนุษย์มีแต่การตำหนิ ไม่สามารถให้ความมั่นใจต่อจิตของเราได้ จิตจะหลอกลวงเรา ว่าพ่อไม่รักเรา พ่อเกลียดเรา พ่อไม่ใช่พ่อ พ่อไม่สมควรเป็นพ่อ นี่คือการโกหกของจิตที่บาดเจ็บ และมารก็มาสมทบ เพราะมารต้องการทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ที่ทรงประทานให้กับผู้ที่เชื่อไว้วางใจในพระองค์ จะยืนยันกับเราถึงความรักของพระบิดา ความรักของพระเยซูที่มีต่อผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ ยอห์น 15:9 9พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา นี่คือ ทางออกแก่ลูกเพื่อกลับไปหาพ่อ คนเป็นลูกที่ได้ให้พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต จะได้ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ความสัมพันธ์นี้จะทำให้ลูกกลับไปหาพ่อ เป็นไปตามคำพยากรณ์ มาลาคี 4:6 6และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของลูกหันไปหาพ่อ
2.ความสัมพันธ์พ่อกับพระบิดาดี พ่อจะดีต่อลูก
เอเฟซัส 6:4 4ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า
โคโลสี 3:21 21ฝ่ายบิดา ก็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ เกรงว่าเขาจะท้อใจ
ลูกๆทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน คงหนักใจในข้อนี้ เพราะจะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์พ่อกับพระเจ้าดีได้ เพราะพ่อเป็นผู้ชาย และตามสถิติ ผู้ชายไม่ค่อยเข้าหาพระเจ้าเหมือนผู้หญิง ผู้ชายไม่ค่อยแสดงความอ่อนแอ ไม่ค่อยให้ใครได้รู้ว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ หรือช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ผู้ชายถูกสอนให้ร้องไห้ไม่เป็น แสดงความเศร้ามากไม่ได้
มีดาราชายระดับพระเอกยอดนิยม เป็นสมาชิกคริสตจักรใจสมานที่สุขุมวิทซอย 6 ชื่อ ชนะ ศรีอุบล ลูกสาวคนโตเขาอายุเท่าข้าพเจ้า เมื่อก่อนครอบครัวนี้ไม่เคยรู้จักพระเจ้า แต่เมื่อลูกๆได้มาโบสถ์ เป็นคริสเตียน ลูกและภรรยาต่างคิดว่า ยากที่พ่อจะมาเชื่อพระเจ้า ข้าพเจ้าได้ฟังคำพยานของคุณชนะ ศรีอุบล เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ท่านจากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ท่านได้เป็นพยานตอนหนึ่งว่า ขณะเป็นดารา เล่นบทเศร้าเสียใจต้องร้องไห้ให้น้ำตาไหล ยากมาก น้ำตามันไม่ไหลออกมา ต้องเอาหัวหอมมาบีบใส่ตา เพราะเขาเป็นผู้ชาย แมนมากๆ แต่วันที่เขาเดินออกมาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าของเขา เขาร้องไห้เหมือนเด็กเลย เหมือนลูกได้กลับมาใกล้พ่ออีกครั้ง ลืมอายุ ลืมคำว่า ผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น กลับสู่ธรรมชาติของความเป็นลูก และเข้าใจลูกตัวเองมากขึ้น พระคัมภีร์ที่ว่า พ่ออย่ายั่วโทสะลูกของตนให้เกิดโทสะ พ่อบางคนขี้เล่น ชอบแหย่ให้ลูกหงุดหงิด นี่คือวิธีเล่นของผู้ชายกับลูกของเขา แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า ให้ระวัง พ่อสนุกคนเดียว ไม่ดี ต้องให้ลูกสนุกด้วยจะดีกว่า เพราะพ่อจะต้องมีหน้าที่ที่จะอบรมสั่งสอนและเตือนสติ หากลูกโกรธ การสอนของพ่อก็จะไปไม่ถึงลูก เพราะลูกจะปิดการรับรู้ เวลาคนเราโกรธ จะไม่รับอะไรจากคนที่เขาโกรธทั้งสิ้น ก็จะทำให้พ่อปิดช่องทางการถ่ายทอดคำสอน คำเตือนสติไปให้ลูก พระคัมภีร์ยังกล่าวต่อไปว่า การอบรม การสั่งสอน และการเตือนสติที่ดีที่สุด คือ มาจากหลักการของพระเจ้า พ่อบางคนไม่รู้ว่าจะสอนและอบรม เตือนสติลูกอย่างไร พ่อจะกลายเป็นเรือที่ไร้หางเสือ ลูกบางคนไม่เชื่อคำสอน คำเตือนสติของพ่อก็มี วิธีที่พ่อจะทำให้ลูกฟัง ต้องใช้หลักการของพระเจ้า ซึ่งลูกจะปฏิเสธไม่ได้ ทั้งหมดนี้ มาจากพ่อที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า และพ่อจะได้รับทิศทางจากพระเจ้า รับความรัก รับความเข้าใจ พ่อจะมีถ้อยคำของพระเจ้าอยู่ในพ่อ พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า ยอห์น 15:1,5 1“เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา....5เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
พระเยซูคริสต์ตรัสถึงความสัมพันธ์ของผู้ที่วางใจในพระองค์ ก็จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพระบิดา ชีวิตของพ่อจะสัมพันธ์ดีกับพระเจ้าพระบิดา และเกิดผลในการอบรมสั่งสอนเตือนสติลูกของตนเอง ก็ต้องเข้าสนิทในพระเยซูคริสต์และให้พระองค์เข้าสนิทในพ่อ
ยอห์น 16:27 27เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักท่านทั้งหลาย เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระบิดา
สิ่งสำคัญอีกอย่างของการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อกับลูก นั่นคือ นอกจากพ่อจะไม่ทำให้ลูกท้อใจแล้ว พ่อยังเป็นกำลังใจให้กับลูก เพื่อลูกจะเผชิญกับโลกภายนอกได้เหมือนกับที่พ่อก็ได้รับกำลังใจจากพระเจ้า ฟิลิปปี 4:13
13ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า ถ้าพ่อท้อแท้ห่อเหี่ยว พ่อจะเป็นกำลังใจให้ลูกได้อย่างไร ถ้าพ่อไม่มีแหล่งพลังของชีวิต พ่อจะส่งต่อชีวิตให้กับลูกได้อย่างไร ดังนั้น ความสัมพันธ์ของพ่อกับพระเจ้า คือ สิ่งดีที่พ่อจะมอบให้กับลูก พ่อจะหันกลับไปหาลูก เมื่อพ่อ หันกลับไปหาพระเจ้าอย่างเหมาะสม พระเยซูคริสต์กำลังเชิญชวนคนทั้งหลายไม่ว่าหญิงหรือชาย จงอนุญาตให้พระองค์รื้อฟื้นความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา ไม่เพียงความสัมพันธ์พ่อลูกจะได้รับการรื้อฟื้น ความสัมพันธ์สามีภรรยาก็จะได้รับผลอันดีด้วย เอเฟซัส 5:24-25,28-29,33 24คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น 25ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร..... 28เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง 29เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร....ท่านทุกคนจงต่างก็รักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง และภรรยาก็จงยำเกรงสามีของตน มาลาคี 4:6 6และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก
|