Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552

 

 

หัวข้อ"จงดำเนินชีวิตอย่างแกะของพระเจ้า"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

Intro: เคยมีคนพูดกับเราไม๊ว่า มีเส้นไม๊  ถ้าบอกว่า “เส้นก๋วยจั๊บ” แปลว่า อะไร ใหญ่จริง บางทีก็ใหญ่ไม่จริง แค่ราคาคุยเท่านั้น เส้นพระเจ้าคือการช่วยกู้เราให้รอดโดยพระคุณของพระเจ้า คือได้รับสิ่งที่ไม่สมควรได้รับ อภัยให้ในสิ่งที่ไม่ควรให้อภัย รอดตายจากที่สมควรตาย เพราะเรามีพระเยซูคริสต์เป็นผู้เลี้ยงดูแลที่ดี และที่สำคัญเราดำเนินชีวิตอย่างแกะของพระเจ้า ยอห์น 10:1-18,27-30

1“เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ผู้ที่มิได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู   แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร 2แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ 3นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น   แกะย่อมฟังเสียงของท่าน   ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน   และนำออกไป 4เมื่อท่านต้อนแกะของท่าน   ออกไปหมดแล้ว   ก็เดินนำหน้า   และแกะก็ตามท่านไป   เพราะรู้จักเสียงของท่าน 5ส่วนผู้อื่นแกะจะไม่ตามเลย   แต่จะหนีไปจากเขา   เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น” 6คำเปรียบนั้นพระเยซูได้ตรัสกับเขาทั้งหลาย   แต่เขาไม่เข้าใจความหมายของพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกับเขาเลย 7พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย 8บรรดาผู้ที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร   แต่ฝูงแกะก็มิได้ฟังเขา 9เราเป็นประตู   ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเราผู้นั้นก็จะรอด   เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร 10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ 11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ 12ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ   และฝูงแกะไม่เป็นของเขา   เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป   สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย   และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป 13เขาหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย 14เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา 15ดังที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา   และชีวิตของเรา   เราสละเพื่อแกะ 16แกะอื่นซึ่งมิได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่   แกะเหล่านั้นเราก็ต้องพามาด้วย   และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา   แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว   และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว 17ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา   เพราะเราสละชีวิตของเรา   เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก 18ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้   แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง   เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น   และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก   คำกำชับนี้   เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา”  

27แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา   และเรารู้จักแกะเหล่านั้น   และแกะนั้นตามเรา 28เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น   แกะนั้นจะไม่พินาศเลย   และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้ 29พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง   และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้ 30เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”  

สำหรับคนอิสราเอล หากพูดถึงเรื่องแกะ คนยิวน่าจะเข้าใจได้ดีกว่าใคร เพราะในพระคัมภีร์เดิมได้กล่าวถึงชนชาติอิสราเอลคือแกะของพระเจ้า เอเสเคียล 34:30-3130และเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของเขาสถิตกับเขา   และเขาคือพงศ์พันธุ์อิสราเอลเป็นประชากรของเรา   พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ 31เจ้าทั้งหลายเป็นแกะของเรา   เป็นแกะในลานหญ้าของเรา   เจ้าทั้งหลายเป็นมนุษย์  และเราเป็นพระเจ้าของเจ้า   พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงเรื่องแกะในหนังสือยอห์นบทนี้ เพื่อคนยิวจะเข้าใจ  แต่กลับไม่เข้าใจความหมายสิ่งที่พระองค์ตรัสตั้งแต่ข้อ 1-5 ยอห์นจึงบันทึกในเชิงว่า เป็นไปได้อย่างไรที่คนยิวจะไม่เข้าใจเรื่องแกะเลย ยอห์น 10:6 6คำเปรียบนั้นพระเยซูได้ตรัสกับเขาทั้งหลาย   แต่เขาไม่เข้าใจความหมายของพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกับเขาเลย สำนวนนี้กำลังบอกกับผู้อ่านว่า ต้องมีบางอย่างผิดปกติในคนที่ฟัง คนเหล่านั้นเป็นคนเชื้อชาติยิว สันชาติยิวแท้ๆ อยู่ในวิหาร ในกรุงเยรูซาเล็ม ไม่เข้าใจเรื่องแกะได้ยังไง สำหรับคริสเตียนถ้าอ่านหนังสอ สดุดี 23:1 พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ   ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน เราจะร้องว่า อาเมน ใช่เลย นี่คือพระคัมภีร์ที่คริสเตียนท่องได้ เพราะมันคือคำสัญญา แต่ถ้าเป็น เอเสเคียล 34:20-22

20“เพราะฉะนั้น  พระเจ้าตรัสแก่เขาดังนี้ว่า   ดูเถิด   เรา  คือเราเอง  จะพิพากษาระหว่างแกะอ้วนกับแกะผอม 21เพราะเจ้าเอาสีข้างและบ่าดันและผลักแกะ ตัวอ่อนเพลียด้วยเขาของเจ้า   เจ้าทำให้เขากระจายไปต่างถิ่น 22เราจะช่วยฝูงแพะแกะของเราให้รอด   เขาจะไม่เป็นเหยื่ออีกต่อไป   และเราจะพิพากษาระหว่างแกะกับแกะ

อาจมีบางคนที่ทำเป็นไม่เข้าใจว่า ตัวเองเป็นแกะหรือเปล่า พระคัมภีร์กล่าวว่า แกะอ้วนรังแกแกะผอม พระเจ้าจะพิพากษาระหว่างแกะกับแกะ ตัวที่รังแกต้องถูกทำโทษ นี่คือตัวอย่างให้เราได้เห็นว่า คนเรามีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ ดีเข้าตัว ชั่วโยนให้คนอื่น อะไรที่เข้าใจแล้วเสียผลประโยชน์ก็แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ที่นี่ เราได้เห็นบรรยากาศที่พระเยซูคริสต์กำลังตรัสถึงแกะเพื่อเปรียบเทียบถึงแกะและผู้นำฝูงแกะแก่พวกยิว ผู้นำฝูงชนในสังคมคนยิวในเวลานั้น คือผู้นำศาสนา ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ คือ ฟาริสี ดังนั้น นี่คือภาพเปรียบเทียบถึงผู้ตาม และผู้นำ แกะ หมายถึงวงศ์วานอิสราเอล และพระเยซูคริสต์ทรงแนะนำพระองค์เองว่า พระองค์เป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณที่จะมาหาคนที่หลงทาง เดินผิดทาง ตามผิดคน ในสังคมของคนยิวในเวลานั้น มัทธิว 15:24 24พระองค์ตรัสตอบว่า   “เรามิได้รับใช้มาหาผู้ใด   เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล” พระองค์ตั้งใจพูดเปรียบคนยิวคือแกะ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตจิตวิญญาณของคนยิวทุกยุคทุกสมัย พิธีกรรมทางศาสนาของคนยิวก็คือ การพยายามรักษาสถานะของตัวเองในฐานะแกะของพระเจ้า ชนชาติของพระเจ้า ที่ต้องการการนำของพระผู้เลี้ยงที่มีพระสัญญาที่จะเลี้ยงดูพวกเขา

เอเสเคียล34:1414เราจะเลี้ยงเขาในลานหญ้าอย่างดีและลานหญ้าของเขา จะอยู่บนบรรดาภูเขาสูงแห่งอิสราเอล   ณ ที่นั่น  เขาจะนอนลงในลานหญ้าที่ดี   และเขาจะหากินอยู่บนลานหญ้าอุดมบนภูเขาแห่งอิสราเอล.

มีคาห์ 2:12. 12โอ  ยาโคบเอ๋ย  เราจะรวบรวมเจ้าทั้งหลายเป็นแน่ เรารวบรวมคนอิสราเอลที่เหลืออยู่ และจะตั้งเขาไว้ด้วยกัน เหมือนฝูงแพะแกะอยู่ในคอก เหมือนฝูงสัตว์อยู่ในลานหญ้า  

และพระสัญญานี้เป็นจริงแล้ว พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จมาในโลกนี้ตามคำสัญญา แต่ปัญหาคือ แกะไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างแกะที่มีเจ้าของ ไม่ได้เป็นแกะของพระเจ้า แกะบางตัวทำตัวไม่เหมือนแกะ มีคนสรุป ลักษณะที่ดีของแกะไว้ดังนี้

  1. ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนอื่น สุภาพอ่อนน้อม สงบสเงี่ยม ไม่ส่งเสียงดังหนวกหู
  2. อดทนเหมือนแกะที่อยู่ในมือของคนตัดขน หรือคนที่กำลังจะฆ่ามัน
  3. มีประโยชน์ สร้างผลกำไร เชื่อง และทิ้งร่องรอยให้ผู้เลี้ยงหามันพบได้ง่าย
  4. เข้ากับตัวอื่นได้ง่าย (เราจะไม่เคยเห็นแกะทะเลาะกัน)

คริสตจักรของพระเจ้าในโลกนี้ก็คือ คอกแกะ ที่จะให้ลูกของพระเจ้าที่กระจัดกระจายไปกลับมารวมกันในคอก

ยอห์น11:52 52และมิใช่แทนชนชาตินั้นอย่างเดียว   แต่เพื่อจะรวบรวมบุตรทั้งหลายของพระเจ้า   ที่กระจัดกระจายไปนั้นให้เข้าเป็นพวกเดียวกัน นั่นหมายความว่า คริสตจักรเป็นที่รวบรวมผู้คนหลากหลายมาอยู่ด้วยกันได้ คริสตจักรไหนรวมตัวกันได้และมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถือว่า เป็นคอกแกะที่ดี พระคัมภีร์พูดถึงผู้ทำหน้าที่ดูแลแกะ

เอเฟซัส 4:11-13  11ของประทานของพระองค์   ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต   บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ 12เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น 13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่   คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

คริสตจักรคือคอกแกะที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เลี้ยงดูแลที่ดี ผู้รับใช้ที่ทำหน้าที่ศิษยาภิบาล เป็นหนึ่งในของประทาน 5 อย่างที่ทำบทบาทเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนรับใช้ เสริมสร้างพระกายจนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คำว่าศิษยาภบาล(Pastor) มาจากรากศัพท์ว่า Shepherd ผู้เลี้ยงแกะ พระเยซูคริสต์ตรัสว่าพระองค์เป็นผู้เลี้ยง แล้วของประทาน5 อย่างโดยเฉพาะศิษยาภิบาลทำบทบาทอะไร

ข้าพเจ้าได้ดูเทปรายการประกวดสุนัขที่ประเทศอังกฤษ มีสุนัขกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มเทอเรีย กลุ่มฮาวน์ กลุ่มดัชชู กลุ่มใช้ทำงาน และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มศิษยาภิบาล (Pastoral Group) ชื่อของสุนัขพวกนี้จะลงท้ายเช่น German shepherd Australian shepherd Swedish shepherd แล้วแต่ว่ามันมาจากประเทศไหน สุนัขเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้านายที่เป็นผู้เลี้ยงตัวจริง มันขยัน แข็งแรง วิ่งเร็ว ฟังเจ้านาย เฝ้าแกะ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถามเปโตรสามครั้งว่า “เจ้ารักเราหรือ” เปโตรตอบสามครั้ง ว่ารัก พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ยอห์น 21:15... “จงเลี้ยงลูกแกะของเรา.... “จงดูแลแกะของเราเถิด”.... “จงเลี้ยงแกะของเราเถิด Bosko (ให้อาหารและคุ้มกัน....Poimaino (ดูแลและทำแทนนาย)....Bosko(ให้อาหารและคุ้มกัน) ผู้นำคริสตจักร ก็คือผู้ช่วยของพระเยซูคริสต์ จะพันธ์ไทย หรือพันธ์เยอรมัน ก็คือ ทำให้แกะกลับไปตามผู้เลี้ยง

1. เดินตามพระเยซูคริสต์ด้วยการฟังเสียงของพระองค์ ยอห์น 10:1-18,27-30

1“เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ผู้ที่มิได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู   แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร 2แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ 3นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น   แกะย่อมฟังเสียงของท่าน   ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน   และนำออกไป 4เมื่อท่านต้อนแกะของท่าน   ออกไปหมดแล้ว   ก็เดินนำหน้า   และแกะก็ตามท่านไป   เพราะรู้จักเสียงของท่าน 5ส่วนผู้อื่นแกะจะไม่ตามเลย   แต่จะหนีไปจากเขา   เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น”

แกะของพระเจ้าจะอยู่ในคอก และแม้จะอยู่ในคอกก็มีโอกาสที่จะพบกับอันตรายได้ แกะอาจถูกขโมย อยู่ในคอกดีๆก็มีคนมาอุ้มไป เพราะแกะจริงๆจะไม่เดินตามคนอื่นยกเว้นเจ้าของคอก นี่คือความจริงว่า ขโมยและโจรไม่สามารถนำแกะให้เดินตามได้ ดังนั้นมันจึงมาเพื่อลัก ฆ่าและทำลาย เท่านั้น

ศิษยาภิบาลและผู้นำของท่านทำหน้าที่เหมือนสุนัขเฝ้าแกะพันธ์ไทย ที่จะคอยดูแล ให้อาหาร คุ้มกัน พาไปให้กินอาหาร และให้แกะเดินตามเสียงผู้เลี้ยง ตัวจริง คือพระเยซูคริสต์เจ้า หน้าที่ของผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณไม่ว่าจะในระดับใด คือการทำให้เราติดพระเยซู ไม่ใช่ติดเรา พึ่งพาพระเยซู ไม่ใช่พึ่งพาเรา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นสุนัขพันธ์ศิษยาภิบาลทั้งหลาย ไม่มีแกะตามมันสักตัว แกะจะตามแต่เสียงผู้เลี้ยง สุนัขเห่าเพื่อบอกว่า ให้แกะกลับไปหาผู้เลี้ยง สิ่งที่สำคัญอันหนึ่ง คือ แกะจะต้องรู้จักเสียงผู้เลี้ยง ธรรมชาติของแกะอันหนึ่ง คือ ตาสั้น แต่หูดี ความจำดี แกะพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้เลี้ยง เมื่อผู้เลี้ยงเรียกชื่อมัน นั่นหมายความว่า ผู้เลี้ยงพิจารณาแกะแต่ละตัวอย่างรู้จักนิสัยของแกะ จึงตั้งชื่อและเรียกชื่อแกะอย่างที่แกะเป็น ผู้เลี้ยงสัมพันธ์กับแกะ จะเรียกชื่อแกะ การเรียกชื่อ สำหรับแกะ มันจะฟังอารมณ์ของคนเรียกได้ เวลาคนเราเรียกชื่อจะมีเสียงสูงเสียงต่ำในการเรียก  อย่างกรณี คลิปเสียงตัดต่อของนายก นักวิชาการบอกว่า เสียงที่ก็อปปี้มาต่อๆกัน แม้จะเป็นเสียงจริง แต่ขาดอารมณ์ที่ต่อเนื่อง จึงสรุปว่าเป็นเสียงปลอม  พี่น้อง โปรดระวังในการดำเนินชีวิตอย่างแกะของพระเจ้าที่ต้องตามเสียงของผู้เลี้ยง ต้องรู้อารมณ์ของเจ้าของเสียง ว่าตอนนี้พระองค์กำลังบอกเราอย่างเข้มงวด หรือกำลังพาเรากินอาหารเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย มีคริสเตียนทำตัวผ่อนคลายจนไม่สนใจว่า พระเยซูคริสต์กำลังส่งเสียงที่จริงจังว่า อันตราย ๆ หนีเร็วๆ หรือ กำลังเรียกแกะที่ออกนอกลู่นอกทางให้กลับมาเดินในทางที่ควรเดิน  มีสัตว์บางชนิดที่มีความสามารถพิเศษสามารถได้ยินเสียงที่หูมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน เช่นเดียวกัน แกะของพระเจ้าจะมีหูพิเศษที่สามารถฟังว่า นี่คือเสียงของพระเจ้ากำลังพูดกับเรา แม้จะเป็นเสียงของคนพูด แต่เราได้ยินพระเจ้าพูด แม้เป็นเพลงที่กำลังร้อง แต่เราได้ยินเสียงพระเจ้าพูดกับเรา เราจำได้ เราตอบสนอง เพราะเราเป็นแกะของพระเจ้า ยอห์นบทที่9 พูดถึงความบอดของตาใจ ในบทที่ 10 นี้พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังสำแดงให้พวกฟาริสีที่ไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยินว่า การไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า คือ อาการหูหนวกฝ่ายวิญญาณ ความเชื่อเกิดจากการได้ยิน แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราด้วยที่จะเฝ้าสังเกตุเสียงของพระเยซูคริสต์ด้วย ต้องใช้ทั้งสองอย่างคู่กัน ข้อ 26 25พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วและท่านไม่เชื่อ   สิ่งซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเรา   ก็เป็นพยานให้แก่เรา 26แต่ท่านทั้งหลายไม่เชื่อเพราะท่านมิได้เป็นแกะของเรา สิ่งที่แสดงว่า เป็นแกะหรือไม่เป็นแกะของพระเยซูคริสต์ คือการยินยอมให้พระองค์เป็นผู้นำที่เราจะเดินตาม ซึ่งพวกฟาริสีไม่ยอมให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้นำ ฟาริสีไม่ยอมลดตัวลงที่จะตามใครโดยเฉพาะคนที่เขาไม่ยอมรับ  และเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นพระเมสสิยาห์ นิสัยที่ไม่ยอมตามใคร ทำให้ฟาริสีปฏิเสธพระเยซูคริสต์  มีคริสเตียนไม่น้อยก็มีนิสัยที่ไม่ยอมตามใครที่ตัวเองไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้เขานำ เพราะคิดแต่ว่า ผู้นำคือผู้ที่จะมาปกครอง มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คนที่คิดกับคนอื่นอย่างไร แท้จริง เขาคิดว่าคนอื่นจะเป็นอย่างที่ตัวเขาเองเป็น เขาจึงยอมรับไม่ได้ มาระโก 10:43-45  43แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่   ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน   ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย 44และถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น   ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง 45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา   และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” นี่คือคำตรัสของพระเยซูในสถานการณ์ที่สาวกของพระองค์ถูกจุดประกายให้แย่งกันเป็นใหญ่ แย่งกันเป็นผู้นำ (เชื้อของฟาริสี) พระเยซูคริสต์กำลังบอกว่า ผู้นำในคริสตจักรคือผู้ปรนนิบัติ การไม่ยอมตามผู้นำ ก็คือการไม่ยอมให้เขาปรนนิบัติเรา ผู้นำบางคนเป็นผู้นำที่ไม่ยอมให้ใครมาปรนนิบัติก็มี เพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้นำ ต้องปรนนิบัติผู้อื่น แต่เรื่องของบาดแผล และความเจ็บปวดฝ่ายวิญญาณ ไม่เลือกว่าใครคือผู้นำหรือไม่ใช่ ซึ่งเมื่อบาดเจ็บก็ต้องรับการปรนนิบัติจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน ทหารที่ออกรบเพื่อปกป้องประชาชนเมื่อบาดเจ็บก็ต้องให้ประชาชนที่เป็นพยาบาลทำแผลให้ แกะที่บาดเจ็บก็ต้องให้ผู้เลี้ยงพันแผลให้ อย่าวิ่งหนี เอเสเคียล34:16 16เราจะเที่ยวหาแกะที่หาย  และเราจะนำแกะที่หลงกลับมา   และเราจะพันผ้าให้แกะที่กระดูกหัก   และเราจะเสริมกำลังแกะที่อ่อนเพลีย   แต่ตัวที่อ้วนและเข้มแข็งเราจะทำลาย   เราจะเลี้ยงเขาด้วยความยุติธรรม พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า เหตุผลที่ผู้เลี้ยงจะตามหาเรามีสองอย่างคือ เรากำลังเป็นแกะหลงหรือไม่ก็แกะบาดเจ็บ แต่ถ้าเราทำตัวเป็นบุตรน้อยหลงหายเมื่อไหร่ จงรู้ไว้ว่า คุณต้องเดินกลับบ้านเอง คือกลับใจใหม่ซะ

2. รู้จักพระเยซูคริสต์ รับการรู้จักจากพระองค์ ยอห์น 10:7-15

7พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย 8บรรดาผู้ที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร   แต่ฝูงแกะก็มิได้ฟังเขา 9เราเป็นประตู   ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเราผู้นั้นก็จะรอด   เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร 10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ 11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ 12ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ   และฝูงแกะไม่เป็นของเขา   เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป   สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย   และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป 13เขาหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย 14เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา15ดังที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา   และชีวิตของเรา   เราสละเพื่อแกะ

มีคนพูดถึงคริสเตียนช่างขออย่างนี้ว่า เขาจะพูดกับพระเจ้าแบบขอๆๆๆๆๆๆ แล้วพอขอเสร็จ พอพระเจ้าจะพูด คริสเตียนช่างขอไปซะแล้ว คือ พูดให้พระเจ้าฟัง แต่พอพระเจ้าพูด ไม่มีเวลาจะฟัง ไม่อยากฟัง และไม่ตั้งใจฟัง คนเป็นพ่อเป็นแม่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้จะเข้าใจดีถึงสถานะที่อยากจะใช้เวลาทำความรู้จักมักคุ้นกับลูก ให้ลูกคุ้นกับเรา หาเวลานั้นยากมาก จะเห็นโผล่หน้ามาตอนที่มาขอสตังค์หรือขออนุญาตอะไรบางอย่าง แล้วก็หายตัวไปเลย ไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์กับพ่อแม่ แกะหลายตัวที่ทำตัวแบบนี้ไม่น่าจะเป็นแกะของพระเยซูคริสต์ เพราะไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองรู้จักพระองค์ แม้พระเยซู

คริสต์เจ้าจะรู้จักมนุษย์ทุกคนก็ตาม แต่คริสเตียนบางคนไม่ยอมให้พระเยซูคริสต์สำแดงการรู้จักของพระองค์ในชีวิตตัวเอง

เลย ยอห์น1:43-51มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ นาธานาเอล เขาเปิดโอกาสให้กับตัวเองที่จะรู้จักพระเยซูคริสต์โดยการไปหาพระเยซูตามที่ฟิลิปชวน นาธานาเอลหลุดคำพูดออกมาว่า “มีสิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” เพราะนาซาเร็ธเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่ามีความสำคัญอะไรและเมื่อนาธานาเอลมาพบพระเยซู พระองค์ ตรัสถึงตัวนาธานาเอลว่า “ดูเถิด ชนอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่มีอุบาย” นาธานาเอลถามพระเยซูว่า พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ได้อย่างไร” การที่นาธานาเอลมีประสบการณ์ว่าพระเยซูคริสต์ทรงรู้จักเขา ทำให้นาธานาเอลยอมรับว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล  การตอบสนองของนาธานาเอลอย่างแกะของพระเจ้า เขารู้จักพระเยซูคริสตทันที ซึ่งแตกต่างจากพวกฟาริสที่ไม่ยอมให้พระเยซูคริสต์สำแดงการรู้จักในชีวิต ฟาริสีคิดแต่ว่าพระเยซูคริสต์กำลังขัดแย้งกับพวกเขา พระเยซูกำลังจี้ใจดำ กำลังต่อว่าเขา ภายหลังก็เลยถูกว่าจริงๆ ถ้อยคำในพระคัมภีร์ทำหน้าที่รู้จัก ฮีบรู 4:12-13 12เพราะว่า   พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ   คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ   แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ   ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก   และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย 13ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ่อนไว้พ้นพระเนตรพระองค์   แต่ตรงข้ามทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ผู้ซึ่งเราต้องสัมพันธ์ด้วย นี่คือมิติที่พระเจ้าทรงรู้จักเรา แต่การตอบสนองของคนที่รับพระคำแตกต่างกัน แกะของพระเจ้า จะรับพระคำว่า พระเจ้าทรงรู้จักเรา พระองค์ต้องการสำแดงว่า พระองค์รู้จักเราดียิ่งกว่าตัวเราเอง น่าเสียดายที่มีคนมากมายปฏิเสธการรู้จักของพระเจ้าและมองว่าคือการจับผิด การตอกย้ำ ภาพที่เราเห็นว่าพระเยซูคริสต์กำลังอุ้มแกะไว้ที่พระทรวงของพระองค์ นั่นคือแกะที่ขาเจ็บ โดยการหักขามันจากผู้เลี้ยงแกะ และแกะก็รู้ว่ามันอยู่ในสภาพนี้เพราะมันดื้อ มันรู้ว่า ผู้เลี้ยงจะหักขามัน เพื่อจะให้มันไม่ต้องไปดื้อระยะหนึ่ง จนมันจำได้ว่า ผลจากการดื้อจะถูกหักขา มันจะยอมอยู่นิ่งๆ การรู้จักพระเยซูคริสต์ในฐานะผู้เลี้ยง เราจะไม่ดิ้น ไม่กระเสือกกระสนหรือหนีพระองค์ บทบาทที่สำคัญที่ผู้เลี้ยงทำในฐานะที่พระองค์รู้จักแกะ คือ การสละชีวิตเพื่อแกะ ซึ่งคนที่รับจ้างเลี้ยงแกะจะไม่ทำ เวลาเจออันตราย คนรับจ้างจะหนี แต่ผู้เลี้ยงจะยอมตายเพื่อแกะ ตรงนี้จะเห็นว่า ค่อนข้างจะขัดแย้งกับเส้นทางชีวิตของแกะที่ต้องให้และยอมต่อผู้เลี้ยง แต่ผู้เลี้ยงกลับทำหน้าที่นั้นแทน มีคำหนึ่งกล่าวว่า ความคาดหวังที่จะปกป้องควรจะมีเท่าๆกับความกลัวที่จะสูญเสียแกะไป พระเยซูคริสต์ได้ซื้อและจ่ายราคาแล้วสำหรับแกะทุกตัว ดังนั้น พระองค์ต้องทำให้สำเร็จ พระองค์ตรัสว่า พระองค์เป็นผู้เลี้ยง และเป็นประตูในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่า พระองค์ได้ใช้เลือดของพระองค์เป็นทางนำคนมาถึงพระเจ้า พระองค์เป็นผู้มีสิทธิอำนาจที่จะเปิดประตูให้กับคนที่เดินตามพระองค์มาให้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ ยอห์น 14:6-7 6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา 7ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว   ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย   ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์”  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนทางให้คนรู้จักพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งคนมากมายพยายามจะรู้จักเจ้าของสวรรค์ แต่เข้าไปไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้เครื่องเซ่นไหว้อะไรก็เข้าไม่ได้

3. เป็นฝูงเดียว มีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว ยอห์น 10:16-18

16แกะอื่นซึ่งมิได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่   แกะเหล่านั้นเราก็ต้องพามาด้วย   และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา   แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว   และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว 17ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา   เพราะเราสละชีวิตของเรา   เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก 18ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้   แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง   เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น   และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก   คำกำชับนี้   เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา”  

พระเยซูคริสต์กำลังบอกว่า อิสราเอลกับคนต่างชาติจะรวมกันเป็นหนึ่ง เหมือนที่เปาโลได้กล่าวไว้ในหนังสือเอเฟซัส 2:14-19 14เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา   เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง 15คือการเป็นปฏิปักษ์กัน   โดยในเนื้อหนังของพระองค์   ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ   เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์   เช่นนั้นแหละ   จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข 16และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า   เป็นกายเดียวโดยกางเขน   ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป 17และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล   และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ 18เพราะว่าพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองพวกมีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน 19เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป   แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน   และเป็นครอบครัวของพระเจ้า ผู้เขียนเอเฟซัสเขียนถึงคนต่างชาติที่เป็นสาวกของพระเยซู คนยิวรังเกียจคนต่างชาติและดูถูกว่าคนต่างชาติไม่มีพระเจ้า เป็นคนเถื่อน และไม่ยอมคบค้าสมาคมหรือแม้จะกินข้าวโต๊ะเดียวกัน พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงในยอห์นตอนนี้ว่า วันหนึ่งแกะทั้งหมดไม่ว่าที่อยู่ในคอกหรือนอกคอกจะมาเป็นแกะฝูงเดียวกัน เปาโลกกล่าวว่า นี่คือ The One new man คนใหม่คนเดียว ไม่มีคนนอก หรือคนใน ไม่มีคนไกลและไม่มีคนใกล้อีกต่อไป แผนการของพระเจ้าคือ คริสตจักรสากล ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่คริสตจักรไหน วันหนึ่งก็ต้องกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว แต่ที่พระเจ้าทรงนำเราไปเกิดหรืออยู่ในคริสตจักรท้องถิ่น จะในประเทศไทย หรือนอกประเทศ ก็เพื่อให้เราเติบโต และอยู่ในวินัยของคริสตจักรนั้นๆ รวมทั้งการสนับสนุนและรับใช้ในคริสตจักรด้วย บางคนย้ายคริสตจักรเพราะตามคน นั่นไม่ใช่การให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้เลี้ยงของเรา ถ้าเราย้ายเพราะความจำเป็น นั้นคงมาจากพระเจ้าที่ทำให้เราต้องย้ายเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา บางคนเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนเพื่อน เปลี่ยนศิษยาภิบาล เปลี่ยนเพื่อน แต่ตัวเองไม่เปลี่ยน อันนี้ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าที่จะให้เราไปอยู่ที่นั้นๆ อย่าหนี หนีไปไหนก็จะเจอผู้เลี้ยงคนเดิมคือพระเยซูคริสต์ เพียงแต่เปลี่ยน สุนัขกลุ่มศิษยภิบาลเท่านั้น

4. อย่ากลัว ชีวิตเราอยู่ในหัตถ์พระเจ้า  ยอห์น 10:27-30

27แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา   และเรารู้จักแกะเหล่านั้น   และแกะนั้นตามเรา 28เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น   แกะนั้นจะไม่พินาศเลย   และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้ 29พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง   และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้ 30เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”  

คำตรัสของพระเยซูคริสต์ ได้เปรียบแกะกับผู้ที่วางใจในพระองค์ว่า คนนั้นจะได้ชีวิตนิรันดร์ ไม่พินาศเลย เพราะชีวิตของคนๆนั้นอยู่ในหัตถ์พระเยซูก็เหมือนอยู่ในหัตถ์ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์กับพระบิดาเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฤทธิ์อำนาจเดียวกัน ความรักความห่วงใยเดียวกัน การปกป้องเดียวกัน คำว่า ในมือ หรือ ในหัตถ์ เหมือนคนที่พูด ว่า เหมือนลูกไก่ในกำมือ หมายถึง ชีวิต ชะตาชีวิต ลิขิตชีวิต ปลายทางชีวิต ที่สุดของชีวิต จุดจบของชีวิต ซึ่งอยู่ในหัตถ์ของพระเจ้าที่ไว้วางใจได้ ว่า พระองค์มีพระประสงค์ที่ดีต่อเรา พระองค์ไม่ทำร้าย ไม่ทำลายเรา และพระองค์มีอำนาจสูงสุด ไม่มีใครเทียบกับพระองค์ได้ ดังนั้น  มัทธิว 10:28-30 28อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย   แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ   แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์   ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้ 29นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ   แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ   นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้ 30ถึงผมของท่านทั้งหลาย   ก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น 31เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย   ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว

แกะที่เป็นของพระเยซูคริสต์ย่อมฟังเสียงของพระองค์ จงดำเนินชีวิตเป็นแกะของพระเจ้า การที่พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า ไม่มีใครมาแย่งชิงชีวิตของเราจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ แสดงว่า มีคนที่ตั้งใจจะมาแย่งชิง และจะเอาให้ได้ 1เปโตร5:6-86เหตุฉะนั้น   ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า   เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร 7จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์   เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย 8ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี   ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ   ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้

อย่ากลัว ชีวิตเราอยู่ในหัตถ์พระเจ้า พระองค์ไม่เพียงปกป้อง แต่พระองค์จะยกเราขึ้นด้วย เราไม่ต้องพยายามยกตัวเอง หรือกลัวว่า จะไม่มีใครโปรโมทเรา ถ้าเราดำเนินชีวิตอย่างแกะของพระเจ้าที่ชีวิตอยู่ในหัตถ์พระเจ้า พระองค์รับผิดชอบความก้าวหน้าของเราแน่นอน พระหัตถ์พระเยซูคริสต์นอกจากจะมีฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่กว่าการโจมตีของศัตรู แล้วยังเป็นพระหัตถ์ของช่างปั้น ที่จะปั้นแต่งชีวิตของเราด้วย โรม 9:20 21ส่วนช่างปั้นหม้อ   ไม่มีสิทธิที่จะเอาดินก้อนเดียวกัน   มาปั้นเป็นภาชนะที่สวยงามอันหนึ่ง   และภาชนะใช้สอยอันหนึ่งหรือ

จงดำเนินชีวิตเป็นแกะของพระเจ้าที่อยู่ในหัตถ์พระองค์เหมือนกับดินที่อยู่ในมือของช่างปั้น ยอมให้พระเจ้าปั้นเรา อิสยาห์ 45:9 9“วิบัติแก่ผู้ที่ขืนสู้กับผู้สร้างของเขา หม้อดินสู้กับช่างปั้นหม้อ  ดินเหนียวพูดกับผู้ที่ปั้นมันหรือว่า 'ท่านกำลังทำอะไร' หรือ  'ผลงานของท่านไม่มีหูหิ้ว' 

บ่อยครั้งที่เรากลัวจนเราไม่ยอมให้ชีวิตเราอยู่ในหัตถ์ของพระเจ้า เราพยายามหาทางช่วยตัวเอง ปั้นตัวเอง ดิ้นรนด้วยตัวเอง ไม่ยอมอยู่นิ่งๆอย่างแกะที่ยอมให้คนตัดขน ไม่ยอมแม้กระทั่งที่อยู่ต่อหน้าผู้ฆ่ามัน มีคำพูดหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า พระเจ้าต้องการประหารเราให้ตาย นั่นคือ พระองค์ต้องการให้กิเลศตัณหาความอยาก นิสัยที่ไม่ดีในตัวเราตายไป แต่เราไม่ยอมเป็นเหมือนแกะที่นิ่ง เราพยายามดิ้น ยิ่งดิ้น ยิ่งเหมือนติดกับ อิสยาห์ 53:6-76เราทุกคนได้เจิ่นไปเหมือนแกะ  เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง.....7ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า   และเหมือนแกะที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด  ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น  
นี่คือสภาพของพระเยซูคริสต์กับสภาพของเรา พระเยซูคริสตทรงยอม แต่เราไม่ยอม สภาพของเราก็จะเป็นคนที่หลงเจิ่นไปตามทางของตัวเอง นั่นคือ เราไม่ยอมอยู่ในหัตถ์ของพระเจ้า เราไม่ยอมเป็นแกะอยู่ในคอก บางครั้งเราก็เดินไปกับขโมยและโจร หรือเรา จงดำเนินชีวิตอย่างแกะขอพระเจ้า

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org