สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท07 กุมภาพันธ์ 2553
หัวข้อ“จงให้อภัยอย่างพระเยซูคริสต์์์์”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
คำว่าให้อภัยเป็นคำที่มนุษย์เราต้องการมากที่สุดและก็ใช้น้อยที่สุด เราได้ยินแต่คำว่า ขอโทษ แต่ไม่ค่อยได้ยินคำว่า ยกโทษ เพราะเราอยากให้คนที่เราไม่อยากให้อภัยได้รับโทษ แม้จะลงโทษเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่ยกโทษให้ การแสดงความไม่พอใจก็คือการลงโทษอย่างหนึ่ง การไม่แสดงอาการเลย นิ่งเงียบ ไม่พูด ก็คือการลงโทษอีกอย่างหนึ่ง จะทำอะไรก็ได้ให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ นั่นคือการลงโทษ บางทีคนเราก็อยากจะเป็นคนให้บทเรียนแก่คนที่มาทำให้เราเจ็บ เราเรียกว่าสะใจ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของความเป็นมนุษย์ทุกคน สาเหตุที่คนเราให้อภัยกันยาก หรือไม่อยากให้อภัยกัน เพราะเรามองคนด้วยความเจ็บปวด เรามองคนด้วยบาดแผลที่เรามี พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำให้เราให้อภัยแก่มนุษย์ด้วยกันอย่างที่พระเจ้าทรงให้อภัย โรม 4:4-8 4ฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ 5ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้น พระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม 6ดังที่ดาวิดได้กล่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เป็นคนชอบธรรม โดยมิได้อาศัยการประพฤติ 7ว่า คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงโปรดยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรงกลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข 8บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุขข้อ 4 ใช้คำว่า ค่าจ้างที่คนทำงานสมควรได้รับ ซึ่งไม่ใช่การได้รับด้วยพระคุณ ความหมายก็คือทำอะไรไปก็ได้รับตามที่ตนเองทำ ไม่มีการชดเชยแทน ซึ่งในภาษากรีกโบราณคำนี้ใช้สำหรับหนี้ตามความเป็นจริงที่ถูกบังคับด้วยกฏหมาย คือต้องชดใช้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในที่นี้มีคำที่น่าสนใจสองคำคือคำว่า ยกการอธรรม (ไม่มีการเพิ่มพูนอีก) และมิได้ทรงถือโทษ (ไม่นับหรือคำนวนจำนวนความผิดบาปของเรา) กษัตริย์ดาวิดจึงกล่าวไว้ในหนังสือสดุดี 32:1-6 บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้นั้น 2บุคคลซึ่งพระเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข คือผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงในใจของเขา 3เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป โดยการคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์ 4พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืนกำลังของข้าพระองค์ก็เหี่ยวแห้งไปอย่างความร้อนใน หน้าแล้ง 5ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์มิได้ซ่อนบาปผิดของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของ ข้าพระองค์ต่อพระเจ้า” แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์ 6เพราะฉะนั้น ขอให้ธรรมิกชนทุกคนอธิษฐานต่อพระองค์ ในเวลาที่จะพบพระองค์ได้ ในเวลาน้ำท่วมมาก น้ำจะไม่มาถึงคนนั้น ความหมายของคำว่า เพิ่มพูน หรือนับจำนวนนั้น ก็มีภาพเหมือนกับน้ำท่วม คนที่เป็นหนี้ จะเข้าใจความหมายของคำว่า ท่วม หนี้ท่วมตัวจนแบกรับไม่ไหว ยิ่งเป็นหนี้มาก ยิ่งรู้ว่า ดอกเบี้ยทบต้นนั้นเป็นภาระหนักขนาดไหน พระเยซูคริสต์จึงสอนสาวกให้อธิษฐานโดยใช้คำว่ายกบาปผิดด้วยคำว่า ยกหนี้ในมาระโก 11:25-26 25เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมีเหตุกับผู้หนึ่งผู้ใดจงยกโทษให้ผู้นั้นเสีย เพื่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะโปรดยกความผิดของท่านด้วย 26แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ยกความผิด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะไม่ทรงโปรดยกความผิดของท่านเหมือนกัน” พระเยซูคริสต์ทรงสาธิตให้คนได้เห็นผลแห่งการยกบาปที่มนุษย์ได้รับนั้นสามารถปลดปล่อยคนได้อย่างมากมาย บทเรียนที่เราจะได้ศึกษาด้วยกันในวันนี้ จากหนังสือลูกา 5:17-27 17 คราวนั้นวันหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ มีพวกฟาริสีและพวกบาเรียนนั่งอยู่ด้วย เป็นผู้มาจากทุกหมู่บ้านในแคว้นกาลิลี แคว้นยูเดียและจากกรุงเยรูซาเล็ม ฤทธิ์เดชของพระเป็นเจ้าก็อยู่ในพระองค์ เพื่อจะรักษาเขาให้หายโรค 18และดูเถิด มีผู้หามคนง่อยคนหนึ่งนอนบนที่นอน และเขาหาช่องที่จะหามคนง่อยนั้นเข้ามาวางลงตรงพระพักตร์ของพระองค์ 19เมื่อหาช่องเอาเข้ามาไม่ได้เพราะคนมาก เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาตึก หย่อนคนง่อยลงมาทั้งที่นอน ตามช่องกระเบื้องตรงกลางหมู่คน ต่อพระพักตร์พระเยซู 20เมื่อพระองค์ทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงตรัสกับคนง่อยว่า “บุรุษเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว” 21ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคิดในใจว่า “คนนี้ที่พูดหมิ่นประมาทพระเจ้าเป็นผู้ใดเล่า ใครจะยกความผิดบาปได้เว้นแต่พระเจ้าเท่านั้น” 22แต่เมื่อพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้ 23ที่จะว่า 'บาปทั้งปวงของเจ้าได้รับอภัยแล้ว' และจะว่า 'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด' นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน 24แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” (พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า) “เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนไปบ้านของเจ้าเถิด” 25ในทันใดนั้นเขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าคนทั้งปวง ยกที่นอนซึ่งเขาได้นอนนั้นกลับไปบ้านของตน พลางร้องสรรเสริญพระเจ้า 26คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจมากยิ่งนัก และได้สรรเสริญพระเจ้า ต่างเต็มไปด้วยความกลัว และพูดว่า “วันนี้เราได้เห็นสิ่งแปลกประหลาด” บันทึกในหนังสือลูกาตอนนี้บอกให้เรารู้ว่า การมารวมตัวกันจากทุกสารทิศตั้งแต่แคว้นกาลิลี แคว้นยูเดีย แม้กระทั่งจากกรุงเยรูซาเล็มของพวกฟาริสีและพวกบาเรียนธรรมาจารย์ซึ่งเป็นครูสอนศาสนา ผู้มีความเชี่ยวชาญในกฏบัญญัติของโมเสส เป็นเรื่องไม่ธรรมดา เป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในวันธรรมดา ที่ไม่ใช่วันสะบาโต เป้าหมายของคนเหล่านี้คือมาอยู่ข้างๆพระเยซู (ไม่อยู่ตรงพระพักตร์) คนเหล่านี้มาปะปนกับประชาชนเพื่อจะตรวจสอบจับผิด และหาช่องที่จะต่อต้านพระเยซูคริสต์ หมอลูกาบันทึกตอนนี้อย่างเจาะจงอย่างคนเป็นหมอที่ความสนใจของคนเป็นหมอ ก็มักจะมองว่า การหายโรคของคนป่วยนั้นเกิดจากอะไร และที่นี่ เขาบันทึกว่า คนหายโรคเพราะอำนาจของพระเจ้าที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นอำนาจที่มีอยู่เพื่อการรักษาโรค เป็นความตั้งพระทัยของพระเจ้าที่จะให้ทุกคนที่มาหาพระเยซูคริสต์ได้รับการรักษาให้หายจากทุกโรค นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะโรคอะไรก็หาย โดยเฉพาะโรคที่รักษาไม่หาย มาหาพระเยซูก็จะหายดี คนง่อยที่ลูกาบันทึกนี้ ลูกาใช้ศัพท์ทางแพทย์เรียกว่า เป็นอัมพาต ไม่ใช่ง่อยแต่กำเนิด ไม่ใช่พิการ ง่อยเปลี้ยเสียขา เนื่องจากคนง่อยคนนี้มีครบ 32 ประการ เดาได้จากการมีมือมีเท้า มีหูที่จะได้ยิน มีตาที่จะมองเห็น ภายหลังเขาจึงลุกขึ้นยกแคร่ด้วยตัวเองตามที่พระเยซูคริสต์สั่งเขา เวลาหมอเรียกคนไข้ว่า เป็นอัมพาต แสดงว่าคนไข้ต้องเคยมีอาการปกติเหมือนคนธรรมดามาก่อน และเกิดเป็นอัมพาตในภายหลังเนื่องจากสาเหตุที่ปัจจุบันค้นพบว่า เกิดจากเส้นเลือดในสมองไม่ตีบก็แตก เส้นเลือดในสมองแตก มักเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง หรือคนที่มีความเครียดมากๆ สูบบุหรี่จัด ติดแอลกอฮอล์ นอนดึก โรคอ้วนที่เกิดจากการกิน เส้นเลือดตีบ ซึ่งเกิดจากบริโภคอาหารที่มีไขมันมากจนสะสมในผนังเส้นเลือด และการที่เลือดมีความเข้มข้นสูงจากการสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ปอดขาดออกซิเจน ร่างกายจึงเร่งผลิดเม็ดเลือดแดงจึงทำให้เลือดเข้มข้นจนเกิดความหนืด เลือดเลยไม่สามารถแทรกไปเลี้ยงเนื้อสมองได้ เมื่อรวมทั้งสองสาเหตุจึงทำให้เกิดเส้นเลือดตีบ ความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจเต้นผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือด การดูดไขมันหน้าท้องทำให้ก้อนไขมันหลุดเข้าไปในกระแสเลือด ในกรณีนี้แกิดขึ้นทันทีและมักมีโรคประจำตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในหนังสือมัทธิว 9:2 2ดูเถิด เขาหามคนง่อยคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์ เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย จึงตรัสกับคนง่อยว่า “ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว” บันทึกเดียวกันที่มัทธิวผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้บันทึกคำตรัสของพระเยซูกับคนง่อยว่า ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว คำว่า จงชื่นใจเถิด ภาษากรีกใช้คำแปลความหมายว่า จงมีความกล้าหาญ จงมีกำลังใจที่ดี คำตรัสของพระเยซูคริสต์คือการแสดงออกว่า พระองค์ทรงรู้สาเหตุของการเป็นอัมพาตของผู้ชายคนนี้ ก่อนหน้านี้เขาปกติดี แต่ที่เป็นอัมพาต ก็เพราะความเครียดของจิตใจ คำว่าบาปในที่นี้ มาจากรากศัพท์ของคำว่า พลาดไปจากเป้าหมาย และยังแปลได้อีกคำแปลหนึ่ง คือ ความขุ่นเคืองใจ การทำให้ไม่พอใจ ผู้ชายคนนี้อาจมีความเครียดที่ทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจ และทำให้เป็นอัมพาตจนขยับตัวไม่ได้ และหนทางที่จะหลุดจากความเป็นอัมพาตของชายคนนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ 1. การให้อภัย ลูกา 5:18-20 18และดูเถิด มีผู้หามคนง่อยคนหนึ่งนอนบนที่นอน และเขาหาช่องที่จะหามคนง่อยนั้นเข้ามาวางลงตรงพระพักตร์ของพระองค์ 19เมื่อหาช่องเอาเข้ามาไม่ได้เพราะคนมาก เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาตึก หย่อนคนง่อยลงมาทั้งที่นอน ตามช่องกระเบื้องตรงกลางหมู่คน ต่อพระพักตร์พระเยซู20เมื่อพระองค์ทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงตรัสกับคนง่อยว่า “บุรุษเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว” มีกี่คนในที่นี้ที่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนเป็นอัมพาตที่ขยับไปทางไหนก็ไม่ได้ มันตันไปหมด หนทางข้างหน้าของชีวิตดูเหมือนจะมีอุปสรรคกีดขวาง ไม่ราบรื่นเอาเสียเลย เหมือนกับคนง่อยมาพร้อมกับความพะรุงพะรังไม่คล่องตัว แคร่ที่คนง่อยใช้นอนคือสิ่งที่ผูกกับชีวิตของคนง่อย บ่งบอกถึงสภาพของคนง่อยอัมพาตคนนี้ว่า เขาไม่มีแรงแม้จะเกาะหลังคนให้เขาขี่ไปได้ เขาอยู่ในสภาพต้องนอนให้คนแบกหามอย่างเดียว ชีวิตของไม่น้อยที่อยู่ในสภาพคนป่วยประเภทอัมพาต และตัวเองไม่สามารถสำแดงความเชื่อด้วยตัวเองออกมาได้ เขาจะต้องอาศัยคนอื่นที่มีความเชื่อเพื่อเขา ความต้องการอยากจะหายมีไม๊ แน่นอน ถ้าเขาพูดได้ เขาคงจะพูดแต่คำว่า อยากหายดี อยากเดินได้ อยากเคลื่อนไหวได้เหมือนคนอื่นๆ แต่เพราะเขาอาการหนัก เขาจึงอยู่ในสภาพที่ต้องการความช่วยเหลือ มีคนไม่น้อยในสังคมของเราที่อยู่ในอาการฝ่ายวิญญาณที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เราอาจเห็นคนเหล่านั้นเดินได้ พูดได้ แต่จริยธรรม ศีลธรรมเป็นอัมพาต หรือพูดอีกสำนวนหนึ่งคือ ตายด้าน ไม่รู้สึก ไม่ไวต่อความบาป ทำบาปอย่างหน้าตาเฉย ไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกอาย คนประเภทนี้ต้องการคนหามเหมือนกับคนที่ช่วยคนง่อยหามเขาไปหาพระเยซูคริสต์ เราจะเห็นว่า การจะพาคนป่วยประเภทอัมพาตมาอยู่ตรงหน้าพระเยซูคริสต์ ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องเป็นทีม คนเหล่านี้เข้าทางประตูเหมือนคนปกติไม่ได้ ต้องขึ้นบนหลังคา รื้อกระเบื้องหลังคาออก พระคัมภีร์บันทึกว่า เขาหาช่องทางที่จะเอาคนง่อยไปอยู่ตรงหน้าพระเยซูให้ได้ และเขาหาช่องที่จะหามคนง่อยนั้นเข้ามาวางลงตรงพระพักตร์ของพระองค์ 19เมื่อหาช่องเอาเข้ามาไม่ได้เพราะคนมาก เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาตึก หย่อนคนง่อยลงมาทั้งที่นอน ตามช่องกระเบื้องตรงกลางหมู่คน ต่อพระพักตร์พระเยซู บทเรียนที่เราได้รับคือ หากเราเป็นเหมือนคนง่อย จงขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เพราะเราต้องการการให้อภัย การยกบาปจากพระเจ้า แต่ตัวเราไปไม่ไหว ไม่มีแรง ที่จะพาตัวเองไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเยซูคริสต์ เราอาจมีคำถามว่า ทำไมเรื่องราวของนายร้อยและแม่ที่มาขอให้พระเยซูคริสต์ช่วยคนป่วยในบ้านของเขา ยังไม่เห็นต้องพาคนป่วยมาพบพระเยซูเลย แต่กรณีของคนง่อยนี้ ทำไมต้องพามาหาพระเยซูต่อหน้าด้วย นั่นไม่ใช่ความจำกัดของพระเยซูคริสต์ แต่เป็นความจำกัดของคนต่างหาก กรณีของคนง่อยนี้ ก็เป็นรูปแบบชีวิตของคนบางประเภทที่ต้องมาพบพระเยซูคริสต์ด้วยตัวเขาเอง เพราะตัวของคนนั้น จะรู้ว่า เขาทำอะไรไว้เป็นหนี้ที่ต้องรับการชำระ สิ่งที่คนหามแสดงออกถึงความเชื่อในพระเยซูคริสต์เรื่องการรักษาโรค เพราะคิดว่า คนง่อยนี้ป่วยเพราะเชื้อโรคบางอย่าง แต่พระเยซูคริสต์ทรงมองเห็นทะลุเข้าถึงส่วนลึกในชีวิตของคนง่อย พระคัมภีร์ตอนนี้จึงบันทึกว่า 20เมื่อพระองค์ทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์จึงตรัสกับคนง่อยว่า “บุรุษเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว” พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเยซูเห็นความเชื่อของคนหาม และ พระเยซูคริสต์เห็นความต้องการของคนง่อยไม่ใช่แค่หายโรค แต่เป็นความต้องการได้รับการให้อภัยบาป มนุษย์เราไม่รู้ตัวว่า ตนเองได้ทำผิดอะไรไว้กับใครบ้าง เราจำกัด เราผิดพลาด เราจำไม่ค่อยจะได้ เราจำได้บางส่วน เราจำไม่ได้ทั้งหมด และเราไม่รู้ตัวว่าเราได้ทำผิดอะไรกับพระเจ้า พระเยซูคริสต์จึงสอนให้สาวกอธิษฐานในมัทธิวเพื่อเราจะตระหนักเสมอว่า เราต้องรับการให้อภัยจากพระเจ้า และเราต้องให้อภัยคนอื่นด้วย มัทธิว 6:12 12และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ปัจจัยของการให้อภัยอย่างพระเยซูคริสต์อีกอย่างนั้นคือ 2. อย่าใช้เงื่อนไขกับการให้อภัย ลูกา 5:21-26 21ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคิดในใจว่า “คนนี้ที่พูดหมิ่นประมาทพระเจ้าเป็นผู้ใดเล่า ใครจะยกความผิดบาปได้เว้นแต่พระเจ้าเท่านั้น” 22แต่เมื่อพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้ 23ที่จะว่า 'บาปทั้งปวงของเจ้าได้รับอภัยแล้ว' และจะว่า 'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด' นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน 24แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” (พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า) “เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนไปบ้านของเจ้าเถิด” 25ในทันใดนั้นเขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าคนทั้งปวง ยกที่นอนซึ่งเขาได้นอนนั้นกลับไปบ้านของตน พลางร้องสรรเสริญพระเจ้า26คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจมากยิ่งนัก และได้สรรเสริญพระเจ้า ต่างเต็มไปด้วยความกลัว และพูดว่า “วันนี้เราได้เห็นสิ่งแปลกประหลาด” เมื่อพวกฟาริสี บาเรียนและธรรมาจารย์ได้ยินพระเยซูคริสต์ทรงยกบาปให้กับคนง่อยแล้ว เขารับไม่ได้ เขาเห็นพระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ พระองค์กำลังทำสิ่งที่มีแต่พระเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่จะทำได้ เขารู้จากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เป็นทฤษฏี เช่น สดุดี 103:2 3ผู้ทรงอภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของท่าน ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของท่าน เป็นทฤษฏี สดุดี 130:4 4แต่พระองค์มีการอภัย เพื่อเขาจะยำเกรงพระองค์ ใช่ แต่ก็เป็นเพียงทฤษฏี อิสยาห์ 1:18 18พระเจ้าตรัสว่า “มาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ นี่ก็ทฤษฏี แต่จิตใจยังมีเสียงฟ้องอีกว่า ไม่ขาวจริง ไม่หายจริง อิสยาห์ 43:25 25“เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบรรดาบาป ของเจ้าไว้ นี่ก็เป็นทฤษฏีที่ค้านกับความรู้สึกของมนุษย์ที่ยากจะลืมความผิดพลาดของคนอื่น พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า มีสิ่งที่พวกฟาริสี บาเรียน ธรรมาจารย์ ยังไม่เคยรู้ พระองค์จึงตรัสว่า23ที่จะว่า 'บาปทั้งปวงของเจ้าได้รับอภัยแล้ว' และจะว่า 'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด' นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้” สำหรับฟาริสี บาเรียน และธรรมาจารย์ การท่องและอ้างพระคัมภีร์ดังกล่าว ง่ายกว่าการทำให้คนง่อยคนนี้หายง่อย แต่พระเยซูคริสต์ทรงทำสิ่งที่สำหรับมนุษย์มองว่ายากให้ง่าย นั่นคือ (พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า) “เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนไปบ้านของเจ้าเถิด” 25ในทันใดนั้นเขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าคนทั้งปวง ยกที่นอนซึ่งเขาได้นอนนั้นกลับไปบ้านของตน พลางร้องสรรเสริญพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงการเป็นบุตรมนุษย์ที่มีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เป็นภาพที่พวกฟาริสี บาเรียน และธรรมาจารย์รู้สึกขัดแย้ง นี่เป็นธรรมชาติของคนเรียนมากก็ยิ่งโง่ ชาวบ้านธรรมดาที่ไร้การศึกษากลับฉลาดกว่าในเรื่องนี้ ทฤษฏีที่เรียนมาบางทีก็ทำให้คนโง่ เพราะพอเจอของจริง ยากที่จะเชื่อเพราะมันขัดแย้งกับทฤษฏี ก็ที่เรียนมามันไม่ได้เป็นอย่างที่เรียน พวกฟาริสี บาเรียนและธรรมาจารย์ พยายามทำให้เรื่องการให้อภัยเป็นเรื่องที่เป็นไปไมได้ เหมือนใครบางคนที่คิดว่า อย่ามาพูดเรื่องการให้อภัย เพราะความผิดพลาดของใครบางคน เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการให้อภัย ต่อให้พระเจ้ามาอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ให้อภัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในมนุษย์มากมาย มนุษย์เราสร้าทฤษฏีแห่งการให้อภัยขึ้นมาเต็มไปหมด เช่น ถ้าเขาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราถึงจะให้อภัย ถ้า และก็ถ้า แต่ก็มีบางคนที่เขาเป็นอย่างที่ตัวเองตั้งเงื่อนไข ก็ยังไม่สามารถให้อภัยได้ มีเงื่อนไขอีก ถ้าพวกฟาริสีได้ยินพระเยซูตรัสกับสาวกในยอห์นคงยิ่งรับไม่ได้ ยอห์น 20:23 23ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น” นี่คือสิทธิอำนาจที่พระเยซูคริสต์มอบให้กับคริสตจักร ความหมายของพระเยซูคริสต์คือให้คริสตจักรเป็นตัวแทนของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้ในการกระทำพันธกิจแห่งการคืนดี 2โครินธ์ 5:18 18ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน เอเฟซัส 2:16 16และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป คือให้คนได้รับการให้อภัย ด้วยการสารภาพบาปรับการให้อภัยจากพระเจ้า การสารภาพบาป คือการตั้งใจที่จะไม่สร้างหนี้ สร้างดอกเบี้ยทบต้น วันนี้ สามียังคิดดอกเบี้ยทบต้นกับภรรยาอยู่หรือไม่ หรือลูกจะคิดบัญชีกับพ่อ ว่าต้องแก้แค้น ต้องเอาให้ไม่มีทางที่จะชดใช้ได้ กับพี่น้อง กับพ่อแม่ กับคนในครอบครัว กับคนในคริสตจักร กับเพื่อนบ้าน เรายังมีเงื่อนไขในการให้อภัยหรือไม่ นั่นคือการคิดอกเบี้ยทบต้น ขอให้เราอย่าใช้เงื่อนไขในการให้อภัย จงรีบให้อภัย สิทธิอำนาจในการให้อภัยอยู่ในมือของเราทั้งหลายแล้ว ์
สรุปคำเทศนา
07 กันยายน 2551
14 กันยายน 2551
21 กันยายน 2551
28 กันยายน 2551
05 ตุลาคม 2551
12 ตุลาคม 2551