Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท07 มีนาคม 2553

 

 

หัวข้อ“เป็นศิษย์พระเยซู ผู้ที่พระองค์ใช้ไป”

โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ค้นหาในอินเตอร์เน็ต ได้เห็นกระทู้ของคำว่า ศิษย์กับครู ด้วยคำถามว่า ท่านคิดอย่างไรกับคำว่า “ศิษย์มีครู” มีคนตอบไม่เยอะ แต่ก็เห็นมีคำตอบคำอธิบายที่เข้าท่าอยู่สามคน
A. "ศิษย์ที่มีครู..."ย่อมดีกว่าศิษย์ที่ไม่มีครูแน่นอน... เพราะว่าศิษย์มีครูย่อมมีแหล่งที่ปรึกษาที่ใว้วางใจได้.. *มีแหล่งวิชาที่ค้นหาความลับ และ เคล็ดลับได้.
B.คนที่พูดถึงตัวเองว่าเป็นศิษย์มีครู  เป็นคนที่มีคนชื่นชมในความสามารถซึ่งเขาก็รับรู้อยู่ว่าตัวมีดี  แต่ออกตัวว่าที่มีดีได้นี้เพราะมีครูสั่งสอนมา
C.ครูคนแรกอยู่ที่บ้าน ครูคนต่อมาอยู่ที่โรงเรียน และครูคนถัดไปอยู่ที่ทำงาน...
สามความคิดเห็นนี้ให้เครดิตกับการมีครู และบอกให้เรารู้ว่า ชีวิตของคนเราคือการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด อยู่ที่ไหนก็ต้องมองหาครูที่จะสอนเรา เหมือนกับที่อ.เปาโลกล่าวไว้ในใน 1โครินธ์ 13:9 “....เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์....” มนุษย์ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ และเส้นทางของการเรียนรู้ก็คือเพื่อไปถึงวันหนึ่งที่1 โครินธ์13:12 กล่าวว่า “เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า” นี่คือการค้นหาความรู้ที่ยิ่งใหญ่คือรู้อย่างที่พระเจ้ารู้จักเรา สำนวนพระคัมภีร์พูดตามภาษาชาวบ้านก็คือการรู้จักตัวเอง สำนวนที่เรียกการรู้จักตัวเอง เป็นการบอกถึง ความจริงที่อยู่ในชีวิต การยอมรับข้อบกพร่อง การปรับปรุงแก้ไขความผิดพลาด และการประมาณตนให้อยู่กับผู้อื่นอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งหมดนี้คือน่าจะเรียกว่า เป็นชีวิตที่มีครู เป็นชีวิตที่สอนได้  ชีวิตที่มีครู คือการยอมให้ทุกอย่างรอบตัวเราเป็นครูแก่เรา สุภาษิต 5:11-14 11และถึงบั้นปลายชีวิตของเจ้า เจ้าครวญคราง  เมื่อเนื้อและกายของเจ้าถูกล้างผลาญ 12และเจ้าว่า  “ข้าเคยเกลียดการตีสอนเสียจริงๆ และจิตใจของข้าดูหมิ่นการตักเตือน 13ข้าไม่เคยฟังเสียงครูของข้า  หรือเอียงหูให้แก่ผู้สั่งสอนของข้า 14ข้าจวนจะล้มละลายสู่ความพินาศอยู่รอมร่อ ในหมู่คนที่ประชุมกันอยู่นั้น” สุภาษิตบอกถึงผลลัพธ์ของคนที่ไม่ยอมรับสิ่งใดเป็นครูในชีวิต สุดท้ายปลายทางของคนนั้นคือความล้มล้มละลาย สูญเสียแม้กระทั่งชีวิต และที่สำคัญ ระหว่างทางก็ล่อแล่ จุดน่าสังเกตุในตอนนี้คือ หากคริสเตียนมีอาการล่อแล่ นั่นคือสิ่งที่บอกให้คริสเตียนต้องกลับมาทบทวนเส้นทางการดำเนินชีวิตของตัวเองว่า ขณะนี้เรากำลังมีที่ปรึกษาของชีวิตเป็นใคร ใครใช้เรา เราใช้ใคร พระคัมภีร์ต่อไปนี้เป็นบทเรียนที่เราจะศึกษาชีวิตการเป็นศิษย์ที่มีพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นครูนั้นเป็นอย่างไร ลูกา 6:12-26 12 คราวนั้นพระเยซูเสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน   และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าคืนยังรุ่ง 13ครั้นรุ่งเช้าแล้ว   พระองค์ทรงเรียกสาวกของพระองค์   แล้วทรงเลือกสิบสองคนออกจากหมู่สาวกนั้น   ที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต(แปลว่า   ผู้ที่ทรงใช้ไป) 14คือซีโมนที่พระองค์ทรงให้ชื่ออีกว่า   เปโตร   อันดรูว์น้องชายของเปโตร   ยากอบและยอห์น   ฟีลิปและบารโธโลมิว 15มัทธิวและโธมัส   ยากอบบุตรอัลเฟอัส   ซีโมนที่เรียกว่าเศโลเท 16ยูดาสบุตรของยากอบ   และยูดาส   อิสคาริโอทที่เป็นผู้อายัดพระองค์ไว้นั้น 17 แล้วพระองค์กับอัครทูตก็ลงมายืน   ณ ที่ราบแห่งหนึ่ง   พร้อมกับหมู่สาวกของพระองค์   และประชาชนเป็นอันมาก   ซึ่งมาจากทั่วแคว้นยูเดีย   กรุงเยรูซาเล็มและจากตำบลชายทะเลในเขตเมืองไทระ   และเมืองไซดอนเพื่อจะฟังพระองค์   และให้พระองค์ทรงรักษาโรคของเขา 18และบรรดาคนที่ต้องทนทุกข์เพราะผีโสโครก   พระองค์ก็ทรงรักษาให้หายด้วย 19ประชาชนต่างก็พยายามที่จะถูกต้องพระองค์   เพราะว่ามีฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์   รักษาเขาให้หายทุกคน20 พระองค์ทอดพระเนตรแลดูเหล่าสาวกของพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจนก็เป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน 21“ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้อิ่มหนำ “ท่านทั้งหลายที่ร้องไห้เวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้หัวเราะ 22“ท่านทั้งหลายจะเป็นสุข   เมื่อคนทั้งหลายจะเกลียดชังท่าน   และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา   และจะประณามท่าน   และจะเหยียดชื่อของท่านว่าเป็นคนชั่วช้า   เพราะท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์ 23ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชม   และเต้นโลดด้วยความยินดีเพราะ   ดูเถิด   บำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเขา   ได้กระทำอย่างนั้นแก่พวกผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน 24“แต่วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่มั่งมี   เพราะว่าเจ้าได้รับสิ่งที่เล้าโลมใจแล้ว 25“วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่อิ่มหนำเวลานี้   เพราะว่าเจ้าจะอดอยาก “วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่หัวเราะเวลานี้   เพราะว่าเจ้าจะเป็นทุกข์และร้องไห้ 26“วิบัติแก่เจ้าทั้งหลาย   เมื่อคนทั้งหลายจะยอว่าเจ้าดี   เพราะบรรพบุรุษของเขาได้กระทำอย่างนั้นแก่ผู้เผยพระวจนะเท็จเหมือนกัน
ลูกาบันทึกบ่อยครั้งถึงการแยกตัวออกไปอธิษฐานเพียงลำพังของพระเยซูคริสต์ การเฝ้าอธิษฐานตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า คือการใช้เวลาของพระเยซูคริสต์เจ้ากับพระบิดาในฟ้าสวรรค์ก่อนการเลือกสาวกสิบสองคนขึ้นมา และคนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า อัครทูต แปลว่า ผู้ที่ถูกใช้ไป พระคัมภีร์บันทึกว่าเป็นการเลือกสาวกสิบสองคนออกจากสาวกจำนวนมาก ที่คอยติดตามพระเยซูคริสต์ในขณะนั้น ลูกาใช้คำเรียกกลุ่มสาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์ว่าสาวก ซึ่งแปลว่า ผู้เรียน นักเรียน ในสมัยโบราณ หากใครอยากได้วิชาหรือศรัทธากับอาจารย์คนใด ก็จะใช้วิธีติดตามอาจารย์คนๆนั้น ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด เพื่อจะได้เป็นลูกศิษย์ รับการถ่ายทอดวิชา นี่คือวิธีที่ลูกศิษย์ใช้เลือกอาจารย์ให้กับตนเอง  ในยุคของเราก็เช่นกัน อาจารย์คนไหนดัง ก็จะมีลูกศิษย์เยอะ เพราะคนที่อยากเป็นศิษย์ก็จะเป็นคนเลือกอาจารย์  แต่กรณีของพระเยซูคริสต์ พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกนี้มิใช่เพื่อจะถูกเลือกโดยศิษย์ แต่พระองค์เป็นฝ่ายเลือก ยอห์น 15:16 16ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา   แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย   และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล   และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่   เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา   พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน การเลือกของพระเยซูคริสต์มีวัตถุประสงค์ และทรงเลือกด้วยแรงจูงใจที่แตกต่างจากมนุษย์ เป็นการเลือกที่การันตีด้วยพระนามของพระเยซู พระบิดาในฟ้าสวรรค์เป็นผู้สนับสนุนเต็มที่ โรม 8:28 28เรารู้ว่า   พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง   คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ ดังนั้นการเป็นศิษย์พระเยซู คือการตอบสนองการทรงเรียก การทรงเลือกของพระเจ้า ชีวิตในการตอบสนองการทรงเรียก การทรงเลือกคือการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า ข้อ 40 พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า 40ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู   แต่ศิษย์ทุกคนที่ได้รับการฝึกสอนครบแล้ว   ก็จะเป็นเหมือนครูของตน พระประสงค์ของพระเจ้าพระบิดาที่ส่งพระเยซูคริสต์มายังโลกนี้ เพื่อให้เป็นครูแก่เรา ดังนั้นในบทบาทของการเป็นศิษย์พระเยซูก็ต้องตอบสนองตามที่พระองค์ทรงเลือก มิใช่ตามที่ตัวเราเองเลือก
1. เป็นศิษย์ที่ตอบสนองการทรงเรียก ลูกา 6:12-15
 12 คราวนั้นพระเยซูเสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน   และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าคืนยังรุ่ง 13ครั้นรุ่งเช้าแล้ว   พระองค์ทรงเรียกสาวกของพระองค์   แล้วทรงเลือกสิบสองคนออกจากหมู่สาวกนั้น   ที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต(แปลว่า   ผู้ที่ทรงใช้ไป) 14คือซีโมนที่พระองค์ทรงให้ชื่ออีกว่า   เปโตร   อันดรูว์น้องชายของเปโตร   ยากอบและยอห์น   ฟีลิปและบารโธโลมิว 15มัทธิวและโธมัส   ยากอบบุตรอัลเฟอัส   ซีโมนที่เรียกว่าเศโลเท 16ยูดาสบุตรของยากอบ   และยูดาส   อิสคาริโอทที่เป็นผู้อายัดพระองค์ไว้นั้น การเลือกอัครทูต “ผู้ที่ทรงใช้ไป” ในครั้งนี้ คือการแสดงเจตนารมย์ว่า พระเยซูคริสต์กำลังวางใจที่จะมอบสิ่งที่พระองค์ลงทุนอย่างมากไว้กับมือของคนที่พระองค์เลือก ยอห์น 21:15-17.....พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า  “จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด” ยอห์น 10:11 11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
ลูกาคนเดียวกันนี้ได้เป็นผู้เขียนหนังสือกิจการและในกิจการ 1:1-4 1ข้าแต่ท่านเธโอฟีลัส   ในหนังสือเรื่องแรกนั้น   ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วถึงบรรดาการซึ่งพระเยซูได้ทรงตั้งต้นกระทำและสั่งสอน 2จนถึงวันที่พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไป   ในเมื่อได้ตรัสสั่งโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่อัครทูต(แปลว่า   ผู้ที่ทรงใช้ไป)ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้นั้นแล้ว 3ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว   ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้นด้วยหลักฐานหลายอย่าง   พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่   และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายระหว่างสี่สิบวัน   และได้ทรงสนทนากับเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า 4เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต......คำว่า อัครทูต “ผู้ที่ทรงใช้ไป” เป็นคำที่ลูกาตั้งใจใช้ทั้งในหนังสือลูกากับหนังสือกิจการ เพื่อบ่งบอกถึงงานที่สำคัญหนึ่งของพระเยซูคริสต์คือ อัครทูต “ผู้ที่ทรงใช้ไป” เป็นศิษย์ที่แตกต่างจากศิษย์มีครูทั้งหลาย เพราะศิษย์เหล่านั้น เป็นศิษย์ที่เหมือนครู เป็นครูที่ไม่หวงสิ่งใดไว้เพื่อตัวเอง และมอบทุกสิ่งที่ตนเองลงทุนไว้ให้กับศิษย์คนต่อไปด้วยความไว้วางใจ  พระเยซูคริสต์ทรงใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับสาวกของพระองค์ พระองค์ทรงตรัสกับอัครทูตเปโตรว่า จงเลี้ยงแกะของเราถึงสามครั้ง นี่คือการมอบความการลงทุนทั้งหมดของพระองค์ไว้กับมือของผู้ที่พระองค์เลือกใช้ออกไป เป็นการเสี่ยงมากกับรายชื่อของอัครทูตทั้งสิบสองคนที่พระเยซูได้เลือกไว้ในตอนต้น ซึ่งต่อมาเปาโลได้บรรยายไว้อย่างนี้ว่า 1โครินธ์ 1:26-28 26ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   จงพิจารณาดูว่า   พวกท่านที่พระเจ้าได้ทรงเรียกมานั้นเป็นคนพวกไหน   มีน้อยคนที่โลกนิยมว่ามีปัญญา   มีน้อยคนที่มีอำนาจ   มีน้อยคนที่มีตระกูลสูง 27แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา   เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย   และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ   เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย 28พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น   และเห็นว่าไร้สาระ   เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ พระเยซูคริสต์เสี่ยงมาก แต่พระองค์ก็กล้าที่จะเสี่ยง เราจะเห็นว่าพระคัมภีร์บันทึกถึงการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์แบบเฝ้าทั้งคืนอยู่ไม่กี่เหตุการณ์ เหตุการณ์หนึ่งคือก่อนเลือกสาวก และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือคืนก่อนที่พระองค์จะถูกอายัด พระองค์เฝ้าอธิษฐานเพื่อที่จะให้พระเจ้าบิดาเป็นผู้เลือก ลูกา 22:40-48 40เมื่อมาถึงที่นั่นแล้ว   พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “จงอธิษฐานเพื่อมิให้เข้าในการทดลอง” 41แล้วพระองค์ดำเนินไปจากเขาไกลประมาณขว้างหินตก   และทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน 42ว่า   “พระบิดาเจ้าข้า   ถ้าพระองค์พอพระทัย   ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด   แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์   แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” 43ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่พระองค์   ช่วยชูกำลังพระองค์ 44เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก   พระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน   พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่](สำเนาโบราณบางฉบับ   ไม่มีข้อ  43  และ  44)  45เมื่อทรงอธิษฐานเสร็จและลุกขึ้นแล้ว   พระองค์เสด็จมาถึงเหล่าสาวก   พบเขานอนหลับอยู่ด้วยกำลังทุกข์โศก 46พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “นอนหลับทำไม   จงลุกขึ้นอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่ต้องถูกการทดลอง” คำว่า ปลงพระทัยอธิษฐาน คือ การอธิษฐานอย่างตั้งใจ อย่างมุ่งมั่น สำนวนเหมือนกับการเฝ้าอธิษฐานยันรุ่งในลูกบทหกนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า การเลือกอัครทูตมีความสำคัญพอๆกับการเดินสู่ไม้กางเขนในคืนวันที่พระองค์ถูกอายัด ในการเลือกคนที่พระองค์จะใช้ไปในเหตุการณ์สองพันปีที่แล้ว คือจุดเริ่มต้นของการเลือกของพระเจ้าในวันนี้แก่เราทั้งหลายว่า สำหรับมนุษย์ยากที่จะเลือกวางใจในคนที่อ่อนแอ คนด้อย คนไม่ฉลาดไว้ให้ดูแลรับผิดชอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องจ่ายราคาแพง โดยเฉพาะมีราคาเท่ากับชีวิตของพระเยซูคริสต์เจ้า แต่พระเยซูคริสต์ก็ทรงตัดสินพระทัยเลือกอัครทูตจากกลุ่มคนดังกล่าว แม้แต่ยูดาสคนที่อายัดพระองค์ พระองค์ก็ยังเลือก พระเจ้าได้ทำส่วนของพระองค์แล้วคือการ ส่วนของมนุษย์อย่างเราก็คือตอบสนองอย่างพระเจ้าคาดหวัง เป็นตามที่พระองค์ทรงเรียกเรา พระองค์เรียกเราให้ทำบทบาทของสามี ก็จงเป็นสามีของภรรยาอย่างที่พระเจ้าต้องการให้เป็น เป็นสามีที่มีภรรยาเดียว พระองค์เรียกเราให้เป็นภรรยาที่สัตย์ซื่อต่อสามี ก็จงเป็นอย่างที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ทรงเรียกเราให้เป็นนักเรียนก็จงเป็นนักเรียนที่ขยันเรียน รับผิดชอบในการสอบ พระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้เล่นทั้งวัน สนุกทั้งวันจนทิ้งความรับผิดชอบ พระเจ้าเรียกเราให้เป็นใครในวันนี้ จงเป็นศิษย์พระเยซูผู้ที่พระองค์ใช้ไปให้ทำบทบาทของตัวเองให้สำเร็จ นั่นคือการรู้จักตนเอง คนที่ทิ้งความรับผิดชอบ คือคนที่ไม่รู้จักตัวเอง ไม่ยอมรับคำชี้แนะเพื่อจะพัฒนาตนเอง ไม่ยอมแก้ไขปรับปรุงตนเอง นั่นไม่ใช่ศิษย์พระเยซู และพระองค์ไม่ได้ใช้ให้ไป แต่คริสเตียนคนนั้นกำลังใช้ตัวเอง เป็นอย่างที่ตัวเองอยากเป็นหรือสังคมอยากให้เป็น อันตราย  เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าถูกเชิญให้ไปพบคนๆหนึ่ง เขามีหนี้สินล้นตัว กำลังเป็นมะเร็ง ต้องหนีลูกหนี้ ต้องไปนั่งทำงานตามห้าง ตามโรงพยาบาลเพื่อหนี้เจ้าหนี้ สุขภาพแย่ สามีก็ระแวง เมื่อข้าพเจ้าเป็นพยาน และแนะให้เขาตอบสนองกับการเรียกของพระเยซูคริสต์เจ้า เขาบอกเขาอยากรับการแก้ปัญหา แต่เขาไม่อยากเป็นคริสเตียน คนที่เชิญข้าพเจ้าให้ไปพบกับผู้หญิงคนนี้ พูดกับเขาว่า ผมรู้แล้วว่า พี่ไม่ได้อยากหายโรคจริง พี่ไม่ได้อยากรับการแก้ปัญหาจริง แสดงว่าพี่ไม่มีปัญหาใช่ไม๊ เขาไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ความจริงก็คือเขาอยากเป็นคนเลือก เขาไม่ยอมให้พระเยซูคริสต์เลือกเขา คนที่คิดว่าตัวเองต้องการเป็นคนเลือก จึงมักปฏิเสธการทรงเรียกของพระเจ้า
2. เป็นศิษย์พระเยซูที่เหมือนพระอาจารย์ ลูกา 6:17-26
17 แล้วพระองค์กับอัครทูตก็ลงมายืน   ณ ที่ราบแห่งหนึ่ง   พร้อมกับหมู่สาวกของพระองค์   และประชาชนเป็นอันมาก   ซึ่งมาจากทั่วแคว้นยูเดีย   กรุงเยรูซาเล็มและจากตำบลชายทะเลในเขตเมืองไทระ   และเมืองไซดอนเพื่อจะฟังพระองค์   และให้พระองค์ทรงรักษาโรคของเขา 18และบรรดาคนที่ต้องทนทุกข์เพราะผีโสโครก   พระองค์ก็ทรงรักษาให้หายด้วย 19ประชาชนต่างก็พยายามที่จะถูกต้องพระองค์   เพราะว่ามีฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์   รักษาเขาให้หายทุกคน20 พระองค์ทอดพระเนตรแลดูเหล่าสาวกของพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจนก็เป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน 21“ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้อิ่มหนำ “ท่านทั้งหลายที่ร้องไห้เวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้หัวเราะ 22“ท่านทั้งหลายจะเป็นสุข   เมื่อคนทั้งหลายจะเกลียดชังท่าน   และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา   และจะประณามท่าน   และจะเหยียดชื่อของท่านว่าเป็นคนชั่วช้า   เพราะท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์ 23ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชม   และเต้นโลดด้วยความยินดีเพราะ   ดูเถิด   บำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเขา   ได้กระทำอย่างนั้นแก่พวกผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน 24“แต่วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่มั่งมี   เพราะว่าเจ้าได้รับสิ่งที่เล้าโลมใจแล้ว 25“วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่อิ่มหนำเวลานี้   เพราะว่าเจ้าจะอดอยาก “วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่หัวเราะเวลานี้   เพราะว่าเจ้าจะเป็นทุกข์และร้องไห้ 26“วิบัติแก่เจ้าทั้งหลาย   เมื่อคนทั้งหลายจะยอว่าเจ้าดี   เพราะบรรพบุรุษของเขาได้กระทำอย่างนั้นแก่ผู้เผยพระวจนะเท็จเหมือนกัน
พระคัมภีร์บันทึกต่อไปว่า เมื่อพระเยซูคริสต์เลือกอัครทูตได้แล้ว พระองค์ก็ลงจากภูเขามายังที่ราบ พร้อมกับสาวกคนอื่นๆ มีคนมากมายมาห้อมล้อมอยากจะแตะต้องตัวของพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์มีพลังของการหายโรค คนที่สัมผัสพระองค์ก็รับการรักษาโรคไปด้วย เหล่าอัครทูตที่ถูกเลือกยังไม่เข้าใจถึงการเริ่มต้นของการเป็นศิษย์มีครูอย่างพระเยซูคริสต์ที่แตกต่างจากศิษย์เลือกครูคนอื่นๆ ลูกาบันทึกเรื่องการหายโรคที่เกิดจากฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่ในพระเยซูคริสต์ ในรูปลักษณ์ความเป็นมนุษย์ของพระองค์ และลูกาได้บันทึกฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในมนุษย์อย่างศิษย์ของพระเยซูในเวลาต่อมาว่า กิจการ 5:12-16 12มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์หลายอย่าง   ซึ่งอัครทูตได้ทำด้วยมือของตนในหมู่ประชาชน   พวกสาวกอยู่พร้อมกันในเฉลียงของซาโลมอน 13คนอื่นๆไม่อาจเข้ามาอยู่ด้วย   แต่ประชาชนเคารพอัครทูตมาก 14มีชายหญิงเป็นอันมากที่เชื่อถือ   ได้เข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากกว่าก่อน 15จนเขาหามคนเจ็บป่วยออกไปที่ถนนวางบนที่นอนและแคร่   เพื่อเมื่อเปโตรเดินผ่านไป   อย่างน้อยเงาของท่านจะได้ถูกเขาบางคน 16ประชาชนได้ออกมาจากเมืองที่อยู่ล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็ม   พาคนป่วยและคนที่มีผีโสโครกเบียดเบียนมา   และทุกคนก็หาย
ผู้ที่พระเยซูทรงใช้ไป ที่ลูกาบันทึกด้วยคำว่า อัครทูต เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ในเวลาต่อมา เขามีพลังของพระเจ้า ซึ่งแตกต่างจากคนที่มาเป็นสาวก หรือผู้เรียน นักเรียน ผู้ติดตามธรรมดา แม้แต่เปาโลคนที่ต่อต้านพระเยซู  พระเยซูคริสต์ทรงเลือกให้เป็นผู้ที่พระองค์ใช้ไปก็มีพลังของพระเจ้า กิจการ 19:12 12จนเขานำเอาผ้าเช็ดหน้ากับผ้ากันเปื้อนจากตัวเปาโลไปวางที่ตัวคนป่วยไข้   โรคนั้นก็หายและผีร้ายก็ออกจากคน ลูกาบันทึกในกิจการถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับอานาเนียว่า พระองค์ทรงเลือกให้เปาโลเป็นคนที่พระองค์จะใช้ไปยังคนต่างชาติ และอิสราเอล กิจการ 9:15-16 15ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า   “จงไปเถิด   เพราะว่าคนนั้นเป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้   สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ   กษัตริย์และพวกอิสราเอล16เพราะว่าเราจะสำแดงให้เขาเห็นว่า   เขาจะต้องทนทุกข์ลำบากมากเท่าใดเพราะนามของเรา” วันนี้ คนมากมายกำลังต้องการพลังการเยียวยารักษาทางด้านจิตใจมากกว่าร่างกาย เราค้นพบแล้วว่า จิตใจทำให้ร่างกายป่วยหรือหายป่วยได้ ศิษย์พระเยซูในวันนี้ ถูกเรียกเพื่อให้มีพลังของพระเจ้า เมื่อไปที่ใด  คนที่อยู่ใกล้ได้รับการเยียวยา เรากำลังทำให้คนป่วยมากขึ้น หรือทำให้คนหายดี เรารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าต้องการให้เรานำการหายดีไปสู่คนรอบข้าง  หนังสือลูกบันทึกว่า 20 พระองค์ทอดพระเนตรแลดูเหล่าสาวกของพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจนก็เป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน 21“ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้อิ่มหนำ “ท่านทั้งหลายที่ร้องไห้เวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้หัวเราะ 22“ท่านทั้งหลายจะเป็นสุข   เมื่อคนทั้งหลายจะเกลียดชังท่าน   และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา   และจะประณามท่าน   และจะเหยียดชื่อของท่านว่าเป็นคนชั่วช้า   เพราะท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์ 23ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชม   และเต้นโลดด้วยความยินดีเพราะ   ดูเถิด   บำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะว่าบรรพบุรุษของเขา   ได้กระทำอย่างนั้นแก่พวกผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน มีความหมายเดียวกันกับมัทธิว5:3,4,6,11,12  3 “บุคคลผู้ใด   รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา  4“บุคคลผู้ใดโศกเศร้า   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม.... 6“บุคคลผู้ใดหิวกระหาย   ความชอบธรรม   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์.... 11“เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง   และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา   ท่านก็เป็นสุข 12จงชื่นชมยินดี   เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์   เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย   ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน  
พระเยซูคริสต์กำลังบอกกับสาวกของพระองค์ว่า คนที่พระองค์เลือกใช้ไปนั้นจะมีวิถีความคิดและการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากชาวบ้าน ที่เรียกว่าสวนกระแส เพราะมุมมองของเขาจะมองกลับกัน คือตรงกันข้าม เขาจะมองทะลุความต้องการของมนุษย์ที่แท้จริง ไม่ฉาบฉวย แต่มองลึกเข้าไปถึงจิตใจและวิญญาณ นี่คือความลับและเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตตามพระอาจารย์ ความรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ หรือ poor in spirit ที่พระเยซูคริสต์เรียกว่าคนยากจนที่แท้จริง นั้น แม้กระทั่งคนที่ร่ำรวยที่สุดก็เป็นคนที่ยากจนในมุมมองของพระเยซู หากไม่ได้ส่ำสมทรัพย์ไว้บนแผ่นดินสวรรค์ ส่วนคนที่สนุกสนานในโลกนี้ที่ไม่รู้ว่าความจริงชะตากรรมที่ตัวเองจะพบในเวลาต่อมานั้นน่าสงสารอย่างยิ่ง และคนที่แสวงหาแต่คนเอาใจยกยอปอปั้น วันหนึ่งก็ต้องพบกับจุดจบเหมือนกับคนที่หลงไปกับคำหลอกลวงเหมือนกับผู้เผยพระวจนเท็จในอดีต ซึ่งพระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงในยุคของเยเรมีย์ที่คนของพระเจ้าถูกข่มเหง และต่อต้าน เมื่อเขากล่าวความจริงตักเตือนให้อิสราเอลกลับใจ เลิกทำบาปชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า คนอิสราเอลต้องการหนีความจริงด้วยการหลงไปเชื่อคำหลอกลวงโดยผู้เผยพระวจนะเท็จที่กล่าวถัอยคำตรงกันข้าม เพื่อปลอบใจว่า พระเจ้าไม่ลงโทษจริงหรอก เป็นอย่างนี้ดีแล้ว ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องกลับใจ อย่าไปฟังคำตักเตือนของเยเรมีย์  (เยเรมีย์ 28) พระเยซูคริสต์จึงอ้างอิงถึงเยเรมีย์ในหนังสือ ลูกา 6:24-2624“แต่วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่มั่งมี   เพราะว่าเจ้าได้รับสิ่งที่เล้าโลมใจแล้ว 25“วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่อิ่มหนำเวลานี้   เพราะว่าเจ้าจะอดอยาก “วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่หัวเราะเวลานี้   เพราะว่าเจ้าจะเป็นทุกข์และร้องไห้ 26“วิบัติแก่เจ้าทั้งหลาย   เมื่อคนทั้งหลายจะยอว่าเจ้าดี   เพราะบรรพบุรุษของเขาได้กระทำอย่างนั้นแก่ผู้เผยพระวจนะเท็จเหมือนกัน
เยเรมีย์ 14:14-15  14และพระเจ้าตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า   “พวกผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นเผยพระวจนะเท็จในนามของเรา   เรามิได้ใช้เขาทั้งหลาย   และเรามิได้บัญชาเขาหรือพูดกับเขา.....15ฉะนั้น  พระเจ้าจึงตรัสดังนี้เกี่ยวด้วยพวกผู้เผยพระวจนะ   ผู้เผยพระวจนะในนามของเราแม้ว่าเราไม่ได้ใช้เขาทั้งหลาย พระเยซูคริสต์ทรงตรัสในลูกานี้ เพื่อจะกล่าวถึงการใช้ไปของพระองค์ว่า เป็นสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า ซึ่งผู้ที่พระองค์ใช้ไปก็จะพบกับการตอบสนองเหมือนกับที่พระเจ้าใช้เยเรมีย์ และสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคก่อน ก็เกิดขึ้นกับเราทั้งหลายในยุคนี้ด้วยเช่นกัน คือจะมีคนที่พระเยซูคริสต์ใช้ไป และมีคนที่พระองค์ไม่ได้ใช้ไป ความแตกต่างนั้นคือ ไม่ใช่แค่บางคนที่พระองค์เลือกจะใช้ไปเหมือนในอดีต แต่พระองค์ทรงเลือกทุกคนที่ติดตามพระองค์ให้เป็นผู้ที่พระองค์จะใช้ไป  20 พระองค์ทอดพระเนตรแลดูเหล่าสาวกของพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย ที่นี่ ลูกาบันทึกว่า พระเยซูกำลังตรัสกับศิษย์ทุกคน ไม่ใช่แค่กับอัครทูตเท่านั้น พระองค์ทอดพระเนตรนักเรียนของพระองค์ทุกคน และตรัสว่า ท่านทั้งหลาย....คือนักเรียนทุกคน แม้พระองค์จะเลือกอัครทูต “ผู้ที่ใช้ไป” แต่นั่นคือกระบวนการที่พระองค์ทรงวางแบบอย่างไว้แก่คนรุ่นต่อไปว่า จะมีการเรียกคนเพื่อเป็นอัครทูตอีก พระองค์เรียกสิบสองคน เพราะพระองค์ยังเป็นมนุษย์ แต่วันหนึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเรียกทุกคนให้เป็นศิษย์ของพระเยซู และทำหน้าที่อยู่ใกล้ผู้ที่ทรงเรียก เพื่อสอนสิ่งสารพัดที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนไว้แก่คนรุ่นต่อไป มัทธิว 28:19-20 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค” ยอห์น 14:12  12“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้ที่วางใจในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย   และเขาจะกระทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก   เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา พระเยซูคริสต์ได้เริ่มต้นเพื่อให้สาวกต่อยอดซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พระองค์กระทำ วันนี้ เราได้เป็นศิษย์ของพระเยซู ผู้ที่พระองค์ทรงใช้ไปแล้วหรือยัง ้

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org