ภาษาไทยคำว่า แก่น หมายถึงหัวใจ หรือแกนกลางของต้นไม้ เป็นส่วนสำคัญ เช่น ถ้าเราพูดแล้วขาดแก่นสาร ก็หมายถึงขาดสาระที่สำคัญไป หรือในสำนวนไทยที่ว่า น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง ไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระ ไร้สาระ ต้นไม้ที่มีแก่นก็จะแข็งแรง “แก่นแท้” Power ในภาษาพระคัมภีร์มาจากรากศัพท์ภาษากรีกคำว่า ดูนามิส มีความหมายถึง อำนาจ กำลังและการอัศจรรย์ ของพระเจ้า พระคัมภีร์ได้ทำนายไว้เมื่อสองพันปีที่แล้วอย่างชัดเจนว่า วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคสุดท้ายจะมีพฤติกรรมที่ขาดแก่นสารมากขึ้นเรื่อยๆ 2 ทิโมธี 3:1-6 1แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่าในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค 2เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม 3ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี 4ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า 5ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ 6เพราะในบรรดาคนเหล่านั้น มีคนที่แอบไปตามบ้าน แล้วลวงหญิงที่เบาปัญญาหนาด้วยบาป และหลงใหลไปด้วยตัณหาต่างๆไปเป็นเชลย กลียุค แปลว่า ยุคที่เต็มได้ด้วยอันตราย เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ยุคที่อยู่ยาก ยุคที่บั่นทอนกำลังกายและกำลังใจ และองค์ประกอบของกลียุคที่สำคัญคือ ตัวของมนุษย์เอง ที่แสดงออกมาตามที่พระคัมภีร์ทิโมธีได้กล่าวว่าเป็นลักษณะชีวิตที่ไม่เป็นคุณต่อมนุษย์ด้วยกัน เป็นผลมาจากการที่มนุษย์รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า และไม่ยอมรับแก่นแท้ของศาสนา ซึ่งแก่นแท้ของศาสนานี้ หมายถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้าได้บัญญัติไว้ในหนังสือยอห์น และแทรกอยู่ในคำสอนและการปฏิบัติของพระองค์ตลอดเวลา ขณะที่พระองค์ปรนนิบัติประชาชนในยุคนั้น ซึ่งมีสาระสำคัญ นั่นคือ พลังแห่งความรักของพระเจ้า เราจะพบคนที่อยู่ในศาสนาต่างๆใช้หลักคำสอนของศาสนาเพื่อระงับ หยุดเหตุที่ทำให้เกิดอันตราย เหตุที่ทำให้เกิดความโกรธแค้น เหตุที่ทำให้อยู่กับคนอยู่ยาก เหตุที่ทำให้บั่นทอนกำลังใจและกำลังกายของกันและกัน จะด้วยสมาธิ หรือด้วยการทรมานกายตัวเอง หรือควบคุมคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ผล ยกเว้น การตาย หรือการดับสูญ ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะเรียกปรัชญาของการหยุดและระงับเหตุแห่งทุกข์ต่างๆ หรือเป็นการบอกกับมนุษย์ทั้งหลายว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดหรือระงับเหตุแห่งทุกข์ได้ขณะมีชีวิตอยู่ นอกจากจะตายไป คือไม่ต้องรับรู้อะไรอีกต่อไป นั่นคือสิ้นสุด และยิ่งมีคำสอนว่า มีการเวียนว่ายตายเกิด ต้องชดใช้กรรมที่ต่อเนื่องอีก ยิ่งไม่รู้จบ พระคัมภีร์ได้บอกเราว่า ความตายยังไม่ใช่คำตอบของการระงับเหตุ และไม่มีใครจะทำให้จิตวิญญาณดับสูญได้ นอกจากพระเจ้า มัทธิว 10:28 28อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้ ความตายไม่ใช่การหนีความรับผิดชอบ แต่คือการรีบปิดบัญชีความรับผิดชอบแบบไม่บาลานซ์ คือ ไม่สมดุล มีหนี้ที่ต้องชดใช้ในภายหลัง โรม 6:23 23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ค่าจ้างของความบาป คือ ต้องจ่ายราคาเต็มไม่มีส่วนลด ความตายที่พระคัมภีร์กล่าวถึง คือตายแบบไม่ได้เกิดใหม่ และไม่มีการเกิดใหม่ เราจะเห็นประโยคต่อเนื่องคือ แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์... นี่คือการยืนยันจากสวรรค์ว่า สวรรค์นั้นเด็ดขาด และเอาจริง ไม่มีการอะลุ่มอะล่วยกับความบาป และไม่ผ่อนปรนกับกฏฝ่ายวิญญาณ ตายคือวิญญาณถูกทำลาย และอยู่ก็คืออยู่ตลอดไป คือ ชีวิตนิรันดร์ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งไม่ใช่ค่าจ้าง แต่เป็นการประทานให้จากพระเจ้า โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ เพื่อมิให้มนุษย์คนไหนจะสามารถอวดได้ 1โครินธ์ 1:29 29เพื่อมิให้มนุษย์สักคนหนึ่งอวดต่อพระเจ้าได้ คนไทยเชื่อว่า มีกฏแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นคือการต้องชดใช้ความชั่วที่ตนเองได้ทำไป กฏของพระเจ้าก็เช่นกัน ทำชั่วก็ต้องชดใช้ และการตายของพระเยซูคริสต์ได้ชดใช้ให้กับผู้ที่ยอมรับการช่วยกู้ของพระองค์ 1โครินธ์ 7:23 23พระเจ้าทรงซื้อท่านด้วยราคาสูง อย่าเข้าเป็นทาสของมนุษย์เลย อากอราสโซ่ ภาษากรีกแปลว่า การซื้อคืน การไถ่ถอน การกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา สภาพเดิมก่อนถูกไถ่ คือ เป็นทาสที่กำลังถูกขายในตลาดและได้รับอิสระเพราะการไถ่ มิใช่ถูกซื้อไปเป็นทาสต่ออีก 1โครินธ์ 6:19-20 19ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง 20พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด นี่คือชีวิตที่สำนวนเรียกว่า ไร้ตราบาป และเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เป็นที่สถิตของพระเจ้า และมีความประพฤติตามอย่างพระเจ้าที่เรามองเห็นได้จากพระเยซูคริสต์ ยอห์น 15:10 10ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ นี่คือแก่นแท้ของศาสนาของเรา พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราทั้งหลายประกาศกับชาวโลกให้กลับมาสนใจและยอมรับอำนาจของพระเจ้าที่ทรงสำแดงเป็นต้นแบบแห่งความรัก ยอห์นบันทึกคำสั่งของพระเยซูคริสต์ที่ย้ำแล้วย้ำอีก ในช่วงเวลาที่เหลือน้อยเต็มที ยอห์น 15:11-27 11นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม 12“พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน 13ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน 14ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา 15เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว 16ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่ เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน 17สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน 18“ถ้าโลกนี้เกลียดชังท่านทั้งหลาย ก็จงรู้ว่าโลกได้เกลียดชังเราก่อน 19ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก แต่เพราะท่านไม่ใช่ของโลก เพราะเราได้เลือกท่านออกจากโลก เหตุฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน 20จงระลึกถึงคำที่เราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายแล้วว่า 'บ่าวมิได้เป็นใหญ่กว่านาย' ถ้าเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขาปฏิบัติตามคำของเรา เขาก็จะปฏิบัติตามคำของท่านทั้งหลายด้วย 21แต่ทุกสิ่งที่เขาจะกระทำแก่พวกท่านนั้นก็เพราะนามของเรา เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 22ถ้าเราไม่ได้มาสั่งสอนเขา เขาก็คงจะไม่มีบาป แต่บัดนี้ เขาไม่มีข้อแก้ตัวในเรื่องบาปของเขา 23ผู้ที่เกลียดชังเรา ก็เกลียดชังพระบิดาของเราด้วย 24ถ้า ณ ท่ามกลางพวกเขา เรามิได้กระทำสิ่งซึ่งไม่มีผู้อื่นได้กระทำเลย พวกเขาก็จะไม่มีบาป แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ได้เห็น และเกลียดชังทั้งตัวเราและพระบิดาของเรา 25ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เป็นจริงตามที่เขียนไว้ในพระธรรมของเขาที่ว่า เขาได้เกลียดชังเราโดยไม่มีสาเหตุ 26แต่เมื่อองค์พระผู้ช่วยที่เราจะใช้มาจากพระบิดาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริงผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์ก็จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา 27และท่านทั้งหลายก็จะเป็นพยานด้วย เพราะว่าท่านได้อยู่กับเราตั้งแต่แรกแล้ว อำนาจอานุภาพของความรัก คือแก่นแท้แห่งศาสนาคริสต์ และพระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้เป็นผู้สื่อสารที่สัตย์ซื่ออย่างที่พระองค์ทรงเป็น ด้วยการแจ้งข่าวสารและสาธิตความรักเป็นภาคปฏิบัติ ในทุกยุคทุกสมัยที่พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ด้วยกับสาวก ก็เพื่อให้สาวกขอแล้วจะได้ หาแล้วจะพบ เคาะแล้วจะเปิดให้แก่สาวก เพื่อพระบัญชาของพระเยซูคริสต์จะสำเร็จ
1. รักกันอย่างพระเยซูรักเรา ยอห์น 15:11-15
11นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม
12“พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน 13ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน 14ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา 15เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว
ภาพการเป็นมิตรสหายกับพระเจ้าสำหรับยิวนั้น ลึกซึ้ง ยากอบ 2:23 23และพระคัมภีร์ก็สำเร็จที่ว่า อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงถือว่า ความเชื่อนั้นเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน และท่านได้ชื่อว่า เป็น สหายของพระเจ้า ทำไมอับราฮัมจึงถูกเรียกว่า เป็นมิตรสหายของพระเจ้า ในยากอบกล่าวก่อนหน้านี้ในข้อ 21 21เมื่ออับราฮัมบิดาของเรา ได้พาอิศอัคบุตรของท่านมาถวายบนแท่นบูชา จึงได้ความชอบธรรมเพราะการประพฤติไม่ใช่หรือ พระคัมภีร์บอกเราว่า การเชื่ออย่างเดียวจะเรียกตัวเองว่า ผู้ชอบธรรมไม่ได้ ต้องมีการประพฤติ และอับราฮัมตอบสนองความเชื่อของเขาที่มีต่อพระเจ้า ด้วยการพาลูกชายคนเดียวที่เขามีตอนแก่ ภรรยาก็แก่ มามอบถวายแด่พระเจ้าตามที่พระเจ้าสั่ง โดยปกติ อับราฮัมจะนมัสการพระเจ้าด้วยการต้องมีแกะบนแท่นบูชา เพื่อพบกับพระเจ้าที่นั่น แต่ครั้งนั้น พระเจ้าสั่งอับราฮัมว่า ให้เอาลูกชายมาแทนแกะ ความหมายก็คือ อับราฮัมต้องนำลูกมาถวายกับพระเจ้า พระคัมภีร์เดิมเรียกอับราฮัมว่า บิดาแห่งความเชื่อ เพราะเป็นการใช้ความเชื่อวางใจในพระเจ้าว่า เมื่อพระเจ้าสั่ง แม้จะต้องสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ที่มีค่าที่สุด ที่หาอะไรมาทดแทน ชดเชยไม่ได้ ก็ยังวางใจพระเจ้าว่า คำสั่งนั้นมีค่าควรแก่การเชื่อฟัง ในชีวิตของอับราฮัม สิ่งที่มีค่าที่สุด คือ อิสอัคลูกชายคนเดียว
สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ มักจะหวงไว้สำหรับตัวเอง คนอื่นห้ามแตะ ทำไมการยอมให้พระเจ้าแตะชีวิตส่วนที่เราหวงมากที่สุดจึงสามารถทำให้เรารักคนอื่นได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะรักตัวเองมากกว่าคนอื่น เพราะเราไว้วางใจตัวเองมากที่สุด เรารู้ว่า ตัวเราเองไม่คิดทำลายตัวเอง ยกเว้นคนที่ต้องการประชดหรือเสียสติเท่านั้น จึงจะทำร้ายตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่จะรักคนอื่นไม่ง่าย และยิ่งเรามีประสบการณ์เคยถูกคนอื่นทำร้าย เราจะจำไว้ว่า จะไม่ให้ใครมาทำร้ายเราได้อีก ส่วนใหญ่ที่คนเราถูกทำร้าย ก็เพราะเราไว้วางใจ จึงทำให้เรายากที่จะรักคนอื่น คนที่ไม่ไว้ใจใคร มักจะมีสิ่งที่เรียกว่า Illusion of Control คือจินตนาการเพื่อควบคุมอย่างที่เรากังวลว่าจะควบคุมไม่ได้ นั่นหมายความว่า เราต้องการควบคุมอนาคต พระเยซูคริสต์กล่าวเรื่องนี้ ในหนังสือมัทธิว 6:34 34“เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว แก่นแท้ของศาสนาคริสต์ไม่ได้อยู่ที่ความอยู่รอดของชีวิตในโลกนี้ ดังนั้นเราจึงไม่ยึดติดอยู่กับว่า จะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรดื่ม แต่เราสนใจว่า ชีวิตเราประเสริฐกว่าสัตว์เดียรฉาน ที่พระเยซูคริสต์ยกตัวอย่างในนี้ ว่า ท่านมิประเสริฐกว่านก หรือ พระเยซูกำลังสอนเราว่า อย่าให้ความทุกข์ของวันพรุ่งนี้มาเป็นความทุกข์ของวันนี้ วันนี้ก็มีแค่วันนี้ แต่คนมากมายมักเอาความทุกข์ของอนาคตมาทับถมจนตัวเองแบกไม่ไหว พระเยซูกล่าวถึงสถานะของสาวกว่าเป็นมิตรสหายของพระองค์ เพื่อให้สาวกรู้ว่า คำว่า มิตรสหาย ในสารบบของกาลเวลาคือปัจจุบันเท่านั้น พระเยซูคริสต์ทรงใช้คำว่า 14ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา คำกริยาที่ใช้ที่นี่คือ ปัจจุบัน การประพฤติตามที่เราสั่ง คือการรักษาความเป็นมิตรสหายกับพระเยซูไว้ให้เป็นปัจจุบัน อย่าทำให้กลายเป็นอดีต มีคริสเตียนที่ลืมไปว่าตัวเองคือมิตรสหายของพระเยซู จะทำอะไรก็ไม่ให้พระเยซูคริสต์อยู่ในชีวิตของตัวเอง ปฏิเสธและไม่รับรู้ ทำอะไรด้วยเนื้อหนังความต้องการของตัวเอง นั่นคือ คริสเตียนที่อดีตเคยเป็นเพื่อนกับพระเยซู ส่วนคริสเตียนที่ให้พระเยซูเป็นเพื่อนในอนาคตคือ ตอนที่ตัวเองทำบาป แล้วคิดว่า เดี๋ยวค่อยกลับมาหาพระเยซูคริสต์ให้พระองค์ช่วยตอนสารภาพบาป คริสเตียนพวกนี้ จึงดำเนินชีวิตแบบพวกติดเหล้าติดบุหรี่ ว่า วันนี้วันสุดท้ายที่จะกินเหล้า สูบบุหรี่ พรุ่งนี้ตั้งใจจะเลิก แต่ไม่เคยสำเร็จสักที พระเยซูจึงอยู่ในวันพรุ่งนี้ แค่ในความคิด ไม่ใช่ในชีวิต มัทธิว 28:19-20 19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” นี่ไม่ใช่คำสั่งให้ออกไปทำให้คนเปลี่ยนศาสนา แต่เป็นคำสั่งให้เราออกไปสอนให้คนรักกันและกัน เสียสละให้กันและกัน เป็นมิตรสหายกัน นี่คือเงื่อนไขที่พระเยซูคริสต์จะอยู่กับสาวกที่ทำตามพระบัญชาให้รักและสอนคนอื่นให้รู้จักรัก พระคัมภีร์กำลังบอกเราอีกทางว่า ถ้าเราไม่รักกัน ต่อให้เราประกาศให้คนทั้งโลกมาเชื่อพระเยซู คนเหล่านั้นที่มาก็ไม่ได้สัมผัสแก่นแท้ของศาสนาของเรา เรากำลังพาคนเข้าศาสนาที่ไม่ต่างจากศาสนาต่างๆในโลกที่ตอนนี้กำลังใช้วิธีการในการรวบรวมผู้คนด้วยกลยุทธต่างๆไม่ต่างจากคริสเตียนทำเลย วันหนึ่งเราจะได้ยินคำว่า ศาสนาสากล คือ ทุกศาสนาก็ทำให้คนไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้ ซึ่งพระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่า ไม่มีใครไปถึงพระเจ้าได้ ยกเว้นทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น กิจการ 4:12 12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” พระเยซูคริสต์เป็นแก่นแท้ของศาสนาคริสต์ 1โครินธ์ 15:14-15,19 14ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย 15และก็จะปรากฏว่าเราอ้างพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า....19ถ้าในชีวิตนี้ พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง หลักในที่นี้ แปลว่า ว่างเปล่า ก็เหมือนกับคำว่า ไม่มีแก่นสาร ไม่มีแก่นแท้ เรากำลังดำเนินชีวิตที่ว่างเปล่า การรักกันเหมือนพระเยซูรักเราคือสิ่งสำคัญ พระเยซูรักเราขนาดไหน ก็คือการให้เสียสละและให้ชีวิตของพระองค์ได้ เราเสียสละและให้อะไรแก่กันและกันขนาดไหน
2. ดำเนินชีวิตตรงกันข้ามกับโลก ยอห์น 15:16-20
16ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่ เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน 17สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน 18“ถ้าโลกนี้เกลียดชังท่านทั้งหลาย ก็จงรู้ว่าโลกได้เกลียดชังเราก่อน 19ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก แต่เพราะท่านไม่ใช่ของโลก เพราะเราได้เลือกท่านออกจากโลก เหตุฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน 20จงระลึกถึงคำที่เราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายแล้วว่า 'บ่าวมิได้เป็นใหญ่กว่านาย' ถ้าเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขาปฏิบัติตามคำของเรา เขาก็จะปฏิบัติตามคำของท่านทั้งหลายด้วย พระเยซูคริสต์สำแดงแก่สาวกว่า พระองค์ทรงเลือกสาวก พระองค์มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อบอกกว่า การติดตามพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นตามอารมณ์ ไม่ใช่บังเอิญ และไม่ใช่ใครลิขิต แต่พระเยซูคริสต์ทรงเลือกสาวกให้เป็นกลุ่มคนที่แยกตัวออกจากอิทธิพลของโลก พระเยซูได้กล่าวไว้กับสาวกมาก่อนหน้านี้ถึงเหตุผลที่โลกเกลียดชังพระองค์ ยอห์น 7:7 7โลกจะเกลียดชังพวกท่านไม่ได้ แต่โลกเกลียดชังเรา เพราะเราเป็นพยานว่าการงานของโลกนั้นชั่วร้าย แต่ในยอห์น 15:18-19 ได้กล่าวว่า สาวกจะถูกโลกเกลียดชังหลังจากพระเยซูคริสต์จากไป แต่สาวกจะรับพระวิญญาณบริสุทธ์จากพระเจ้า สาวกจะมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การที่สาวกเหมือนพระเยซู โลกจะเกลียดสาวก เพราะสาวกจะไม่ยอมดำเนินชีวิตตามอย่างโลกอีกต่อไป สาวกจะสนใจชีวิตที่เหมือนพระเจ้าในฟ้าสวรรค์มากกว่าชีวิตที่เหมือนอย่างโลก มัทธิว 5:46-48 46แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ 47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ 48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ นี่คือคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของศาสนาเรา คือเป็นคนดีรอบคอบเหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ คนเราอาจจะคิดเองหรือเลียนแบบใครก็ได้ เราเรียกว่า พฤติกรรมเหล่านั้นว่า อุดมการณ์ แต่การเลียนแบบพระเจ้าในฟ้าสวรรค์ ไม่ใช่อุดมการณ์ที่ใครจะเลียนแบบได้ เราอาจบอกกับคนอื่นว่าเราเป็นคริสเตียน แต่ผู้ที่จะรับรองเราก็คือพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ หากเราไม่กลับใจใหม่และดำเนินชีวิตที่พระเยซูคริสต์ทรงเลือกเราแยกออกจากโลก วันหนึ่ง คำอุปมานี้จะกลายเป็นของเรา มัทธิว 7:16-23 16ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม 17ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว 18ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้ 19ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ 20เหตุฉะนั้น ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา 21 “มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ 22เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ' 23เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า 'เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา
แก่นแท้ของคริสเตียนคือ ผลแห่งชีวิตที่สำแดงออกมาเป็นผลดี มิใช่ผลเลว พระคัมภีร์กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เริ่มจากรากที่ดูดน้ำหล่อเลี้ยงที่ดี จะทำให้เกิดผลดี ต้นไม้ดีให้ผลเลวไม่ได้ และต้นเลวให้ผลดีไม่ได้ นี่คือธรรมชาติที่คนมากมายพยายามทำให้ผิดธรรมชาติของต้นไม้เลว โดยการเด็ดผลเลวทิ้ง และเอาผลดีมาแปะเอาไว้ แต่วันดีคืนดี ผลเลวมันก็ผุดขึ้นมาและเด็ดทิ้งไม่ทัน คนก็เห็นหรือจับได้เสียก่อน แก่นแท้ของศาสนาเราคือ ชีวิตภายในที่เปลี่ยนแปลงและพระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน การเปลี่ยนแปลง มิใช่ภายนอกเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า ครั้งหนึ่ง มีคนมาหาข้าพเจ้าและขอให้ข้าพเจ้าบวชเขาให้เป็นแม่ชี เพราะเขาอยากหนีจากสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ คือ เป็นเมียน้อยคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ถูกผู้ชายหลอก ข้าพเจ้าบอกเขาว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เปลี่ยนเหมือนเสื้อผ้า ตอนแรกเขาอยากฆ่าตัวตาย แต่ก็กลัวตาย เลยจะบวช แต่บวชแบบพุทธต้องโกนหัว กลัวไม่สวย งั้นบวชแบบคริสต์ละกัน แค่เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะเขาไม่อยากเปลี่ยนชีวิตภายใน เขาอยากเปลี่ยนแต่ชีวิตภายนอก ซึ่งสุดท้าย ก็พ่ายแพ้ต่อใจตัวเอง กลับไปรับสภาพเมียน้อยเต็มตัว ไม่มีความสุข ต้องหลบๆซ่อนๆ ผู้ชายก็ไม่ยอมทิ้งเมียเดิม และก็ปฏิบัติกับเธอเหมือนผู้หญิงหากิน นี่เป็นภาพของการไม่ยอมเปลี่ยนแปลงชีวิตภายใน
วันนี้ชีวิตของเรากำลังเปลี่ยนแปลงภายในหรือเพียงแค่ภายนอกให้เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า วันนี้ของเราดีกว่าเมื่อวานหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องแค่ดีเรื่องความเป็นอยู่ หรือดีแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ควรจะดีเรื่องของคุณภาพชีวิตด้วย การเป็นคริสเตียนคือคุณภาพชีวิตดีขึ้นทั้งหมดอย่างสมดุล คริสเตียนต้องมีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความคิด แต่ทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่จริยธรรมระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเราไม่ต้องการของคนอื่นมาเป็นของเราแล้ว เรายังให้คนอื่นได้ นี่คือการเสียสละที่สวนทางกับนิสัยอย่างโลก และโลกเกลียดสาวกพระเยซูที่ทำตัวสวนทางกับโลก คือไม่เป็นอย่างโลกแล้ว ยังไม่สนับสนุนให้ทำอย่างโลกด้วย โลกเกลียดชัง เพราะโลกอยู่ไม่ได้ หากไม่มีคนมีนิสัยอย่างโลกดำรงอยู่ เช่น ความเห็นแก่ตัวอยู่ไม่ได้ หากมีแต่คนไม่เห็นแก่ตัว ความโลภอยู่ไม่ได้ หากมีแต่คนที่ไม่โลภ มันไม่มีอะไรหล่อเลี้ยงนิสัยที่ไม่ดีเหล่านี้ เรากำลังเป็นที่รักหรือเป็นที่เกลียดชังของโลก
3. เราเป็นพยานของพระเยซูคริสต์ที่สัตย์ซื่อ ยอห์น 15:21-27
21แต่ทุกสิ่งที่เขาจะกระทำแก่พวกท่านนั้นก็เพราะนามของเรา เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 22ถ้าเราไม่ได้มาสั่งสอนเขา เขาก็คงจะไม่มีบาป แต่บัดนี้ เขาไม่มีข้อแก้ตัวในเรื่องบาปของเขา 23ผู้ที่เกลียดชังเรา ก็เกลียดชังพระบิดาของเราด้วย 24ถ้า ณ ท่ามกลางพวกเขา เรามิได้กระทำสิ่งซึ่งไม่มีผู้อื่นได้กระทำเลย พวกเขาก็จะไม่มีบาป แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ได้เห็น และเกลียดชังทั้งตัวเราและพระบิดาของเรา 25ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เป็นจริงตามที่เขียนไว้ในพระธรรมของเขาที่ว่า เขาได้เกลียดชังเราโดยไม่มีสาเหตุ 26แต่เมื่อองค์พระผู้ช่วยที่เราจะใช้มาจากพระบิดาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริงผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์ก็จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา 27และท่านทั้งหลายก็จะเป็นพยานด้วย เพราะว่าท่านได้อยู่กับเราตั้งแต่แรกแล้ว
เราได้รู้จักคำว่า “สัตย์ซื่อ” ที่เป็นรากศัพท์ของคำว่า “พันธ์แท้” ซึ่งมีความหมายถึง การไม่แปรปรวน ซึ่งต่างจากคำว่า เปลี่ยนแปลง คุณธรรมและสิ่งดีต่างๆในชีวิตของเราที่เหมือนพระเยซูคริสต์ต้องไม่แปรปรวน หรือ ขึ้นๆลงๆ นี่คือคุณลักษณะของพระเจ้าที่อยู่ในชีวิตสาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างจริงจัง และจริงใจ ยากอบ 1:17.....ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน..... พระเยซูคริสต์ทรงมีคุณลักษณะของพระบิดาคือการไม่แปรปรวน พระองค์ทรงเป็นพยานของพระบิดา โดยการสำแดงพระบิดาแก่เรา พระองค์ปรารถนาที่จะให้สาวกของพระองค์ไม่แปรปรวนด้วยเช่นกัน รากศัพท์ของคำว่า แปรปรวน มีความหมายว่า การหมุนเหมือนวงล้อหรือวงโคจร ข้าพเจ้าได้ยินคนใช้บ้านหนึ่งพูดบ่นถึงเจ้านายของเขาว่า วันหนึ่งเปลี่ยนคำสั่งเหมือนล้อเกวียน เอาใจไม่ถูก สั่งไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ตอนนี้เปลี่ยนคำสั่งอีกแล้ว นี่คือความหมายของคำว่า แปรปรวน เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ตามอารมณ์ ตามอะไรที่มีอิทธิพลมาชักจูงก็เปลี่ยนไป
เราคงได้ยินคำไทยเปรียบเปรยไว้ว่า ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน แต่ยามชังกัน ทำดียังไงก็ขมไปหมด นี่ก็เป็นภาพของความแปรปรวน แต่สำหรับพระเจ้าพระองค์ไม่แปรปรวน พระเยซูคริสต์ก็ไม่แปรปรวน พระคัมภีร์มีกล่าวถึงพระเจ้าทรงเปลี่ยนพระทัยได้ นั่นคือ พระองค์ เปลี่ยนพระทัยจากที่จะลงโทษ เป็นอภัยโทษ จากทำลายเป็นไม่ทำลาย พระเจ้าทรงมั่นคงไม่แปรปรวน ไม่เหมือนกับอารมณ์ของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อพระเจ้ารักเราทั้งหลาย รักของพระองค์ไม่แปรปรวนไปตามการกระทำของเรา แต่เรามักจะโทษว่า พระเจ้าไม่รักเราเพราะเราไม่ดี นั่นคือ การพูดความจริงครึ่งเดียว คือ เราไม่ดี แต่อีกครึ่งหนึ่งคือ คำกล่าวหาพระเจ้าอย่างคนพาล สิ่งที่เรามักคิดว่าพระเจ้าไม่รักเรา เพราะเรากำลังรับผลจากการกระทำของเราซึ่งเป็นไปตามกฏฝ่ายวิญญาณ หรือกฏบริษัท กฏหมายบ้านเมือง หรือกฏของครอบครัวที่มีไว้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ คริสเตียนที่อยู่กับความจริงแค่ครึ่งเดียวไม่สามารถเป็นพยานที่สัตย์ซื่อของพระเยซูคริสต์ได้ เพราะแก่นแท้ของการเป็นคริสเตียนคือความจริงทั้งหมด คริสเตียนผิดก็ยอมรับผิด และยังมั่นใจในความรักของพระเจ้า ไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น แม้กระทั่งพระเจ้าก็ถูกโยนความผิดให้ นี่คือนิสัยแบบคนพาล และไม่ได้มีแก่นแท้ของการเป็นคริสเตียน เป็นแค่คนที่แขวนป้ายไว้บอกกับคนอื่นว่าตัวเองเป็นคริสเตียนเท่านั้น พฤติกรรมนอกจากจะไม่เป็นคริสเตียนที่สัตย์ซื่อแล้ว ยังทำลายการเป็นพยานที่ดีอีกด้วย
ทำไมคนดีๆ ที่ดำเนินชีวิตสวนทางกับโลกที่ไม่เป็นคริสเตียนบางคนจึงไม่ชอบคริสเตียน สาเหตุก็เพราะเขาพบคริสเตียนปลอมที่ไม่ได้เป็นพยานของพระเยซูคริสต์ที่สัตย์ซื่อแล้ว ยังทำตัวทำลายพยานที่ดี ทำลายสิ่งดีๆที่คริสเตียนที่เป็นพยานที่สัตย์ซื่อด้วยพฤติกรรมเลวๆ ของคนบางคนที่อ้างตัวว่าเป็นคริสเตียน แต่ไม่กลับใจใหม่อย่างแท้จริง แก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ พระเยซูคริสต์ทรงสั่งสาวกให้ประกาศแก่ชนชาติทุกชาติ พระองค์รู้ว่า สิ่งที่พระองค์สั่งให้ประกาศกับคนทุกชาตินั้นมันได้ผล เพราะในชนชาติทั่วโลก ไม่มีใครปฏิเสธความรัก และทุกคนต้องการความรัก แก่นแท้ของเรา
ไม่ได้กำลังนำคนให้เปลี่ยนศาสนา แต่เรานำคนให้พบกับความรักของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ และหากเราไม่ทำ เราก็ไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาของเราเลย อ.เปาโลกล่าวว่า 1โครินธ์ 9:16,22-26 16..... ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศ วิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า.....ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง 23ข้าพเจ้าทำอย่างนี้ เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น 24ท่านไม่รู้หรือว่าคนเหล่านั้นที่วิ่งแข่งกันก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ 25ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย 26ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม 27แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ เรารู้หรือไม่ว่า เมื่อก่อน คริสเตียนเราเป็นผู้คิดค้น คำใหม่ๆ เช่น ยุวคริสต์ เพลงที่ร้องในศาสนา กิจกรรมค่ายอบรมต่างๆเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของผู้เชื่อ ผู้มีความศรัทธา เดี๋ยวนี้ มียุวพุทธ มีเพลงอิสลาม มีกิจกรรมเข้าค่ายธรรมะ มีอะไรมากมายที่เหมือนกับการแข่งขันกันแย่งชิงผู้คน เราไปทำพันธกิจในชุมชน เดี๋ยวนี้ก็มีคนทำอย่างเดียวกัน เรามีอะไร เขาก็มีออกมาเหมือนกัน เดี๋ยวนี้มีการบังคับให้เด็กต้องไปเรียนธรรมะวันอาทิตย์ เหมือนสินค้าที่เลียนแบบกันออกมา เพราะคนมากมายค้นหาว่า ทำไมคริสเตียนจึงแพร่ขยายออกมาได้รวดเร็วและต่อเนื่อง และยั่งยืน แต่การค้นพบที่มองเพียงแค่กิจกรรม แต่ไม่เห็นแก่นแท้ของศาสนา เพราะแก่นแท้ของศาสนาของคริสเตียน ยากที่มนุษย์ที่มีความคิดอย่างโลกจะยอมรับ เหมือนที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า เขาเกลียดชังเราโดยไม่มีสาเหตุ และศิษย์ก็ไม่ใหญ่กว่าครู เพราะเราไม่ได้เป็นของโลก เราจึงไม่ไหลไปตามกระแสของโลก เพราะเรามีแก่นแท้ที่เราจะเกาะ ซึ่งไม่ใช่ตัวเราเอง เราจึงทวนกระแสด้วยพลังอำนาจของพระเจ้า |