| |
คำว่า “บากบั่น”แปลไทยเป็นไทยก็คือ การทำด้วยความพยายามหรือตั้งหน้าฝ่าความยากลำบาก ส่วนคำที่มีความหมายเหมือนกันก็คือ พยายาม, พากเพียร, อุตสาหะ, มุมานะ, มานะบากบั่น สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความยากลำบาก ก็คือ ความสบาย ความสะดวก โดยธรรมชาติของมนุษย์ ไม่มีใครชอบความยากลำบาก ตรงกันข้ามเรากลับชอบ ความสะดวกและความสบาย เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่อนคลาย แต่ความยากลำบากทำให้เราเครียดและเหนื่อย ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์เรามักอยากจะหลีกเลี่ยง และไม่อยากเผชิญกับความเครียดและความเหน็ดเหนื่อย ดังนั้น คนที่ไม่อยากเครียดไม่อยากเหนื่อย ก็จะไม่มีคำว่า “บากบั่น”อยู่ในสารบบชีวิตของคนๆนั้น และในสารบบชีวิตของคนที่ไม่อยากเครียดไม่อยากเหนื่อย มักเป็นสไตล์ชีวิตที่เมื่อเจอกับอุปสรรค ความยากลำบาก ก็จะล้มเลิกความตั้งใจ ล้มเลิกการทำงาน ล้มเลิกแผนงาน ล้มเลิกเป้าหมาย ล้มเลิกความหวัง ไม่คาดหวัง ไม่ใฝ่ฝัน มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คนที่ไม่มีความใฝ่ฝัน คือคนตาย ส่วนคนที่มีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวังต่อไป นั่นคือ การบากบั่นมุ่งไปสู่เป้าหมายของการชีวิตอยู่ แล้วแต่ว่า เรามีเป้าหมายว่าเราจะอยู่อีกยาวนานเท่าใด อยู่อย่างไรให้มีความสุข อยู่อย่างไรให้มีชัยชนะ คนทั่วไปเรียกว่า ความสำเร็จของชีวิต แต่พระคัมภีร์เรียกว่า หลักชัย ในพระคัมภีร์ใหม่มีบุคคลหนึ่ง คือ อ.เปาโล ได้ตั้งเป้าหมายของตนเองที่จะไปสู่ความสำเร็จ สู่หลักชัยเหมือนพระเยซูคริสต์ เปาโลได้กล่าวว่า ฟิลิปปี 3:10-15 10ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ 11ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย 12มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว 13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า 14ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ 15เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย
อ.เปาโลจึงเรียกการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ว่า ความสำเร็จ และเปาโลอยากจะประสบความสำเร็จอย่างนั้น ในที่นี้ เปาโลไม่ได้เป็นคนที่บ้าความทุกข์ทรมานเหมือนพวกที่ชอบความซาดิสซ์ ชอบความเจ็บปวด ชอบความการถูกทำร้ายจิตใจ ความสำเร็จที่เปาโลกำลังกล่าวถึงนี้ เป็นคำเดียวกันกับคำว่าสำเร็จที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสบนไม้กางเขน ยอห์น 19:30 30เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว พระองค์ตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ “สำเร็จ” รากศัพท์ในภาษากรีก แปลว่า เสร็จสมบูรณ์ เป็นจริง ภาษาทางบัญชีเอาไปใช้ในความหมายว่า จ่ายราคาแล้ว
ฮีบรู 2:9-10 9แต่เราก็เห็นพระเยซู ผู้ซึ่งพระองค์ทรงทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่งนั้น ทรงได้รับพระสิริและพระเกียรติเป็นมงกุฎ เพราะที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ทรมาน ทั้งนี้โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์จึงได้ทรงชิมความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน 10ในการที่พระเจ้าทรงนำบุตรมากหลายไปสู่ศักดิ์ศรี ก็เป็นการเหมาะสมแล้ว ที่พระเจ้าผู้ซึ่งทุกสิ่งดำรงอยู่โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ จะทรงให้ผู้เบิกทางความรอดให้เขาเหล่านั้น พร้อมที่จะทรงดำเนินงานนี้โดยทรงให้รับความทุกข์ทรมาน
พระเยซูคริสต์ได้จ่ายราคาเป็นความทุกข์ยากลำบากบนไม้กางเขน และพระองค์ตรัสคำว่า “สำเร็จแล้ว” คือคำว่า จ่ายราคาแล้ว นั่นคือกำลังบอกว่า ตราบใดที่ยังดำรงชีวิตอยู่ เราทุกคนมีราคาที่ต้องจ่าย พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงราคาที่ต้องจ่ายในโรม 6:23 23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย.... การจ่ายราคามีที่มาจากจุดเริ่มต้นของมนุษย์คู่แรกที่ล้มลงในความบาป การล้มลงในความบาป คือการไม่เชื่อฟังพระเจ้า ซึ่งแปลว่า การพลาดไปจากเป้าหมายที่เราควรจะเป็นตามน้ำพระทัยของพระเจ้า หลังจาการล้มลงในความบาป มนุษย์คู่แรกได้หนีห่างจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า โดยการหลบซ่อนตัว แต่พระเจ้าทรงเสด็จมาเยือนมนุษย์ตามปกติ และพบว่ามนุษย์ซ่อนตัวเพราะได้ล้มลงในความบาป และความบาปได้นำมนุษย์เข้าสู่ชีวิตที่ต้องจ่ายราคา ปฐมกาล 3:17-19 17พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม(แปลว่า มนุษย์)ว่า “เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความ ทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต 18แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา 19เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม”
ที่นี่พระคัมภีร์บอกเราว่า จุดเริ่มต้นของความบาปจากมนุษย์คู่แรกได้นำความยากลำบากเข้ามาสู่ชีวิตมนุษย์ทุกคน และมนุษย์ทุกคนต้องใช้ความบากบั่นในการดำเนินชีวิต สุดท้ายของชีวิตก็จบลงที่ความตาย พระธรรมปัญญาจารย์ 1:2-14 2ปัญญาจารย์กล่าวว่า อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง สารพัดอนิจจัง 3ที่มนุษย์ทำงานตรากตรำกลางแดด เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น 4ชาติพันธุ์หนึ่งล่วงไป และอีกชาติพันธุ์หนึ่งก็มา แต่แผ่นดินโลกคงเดิมอยู่เป็นนิตย์ 5ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก แล้วรีบไปถึงที่ซึ่งขึ้นมานั้น 6ลมพัดไปทางใต้ แล้วเวียนกลับไปทางเหนือ ลมพัดเวียนไปเวียนมา แล้วลมพัดกลับตามทางเวียนของมัน 7แม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่ทะเล แต่ทะเลก็ไม่เต็ม แม่น้ำไหลไปสู่ที่ใด ก็ไหลไปสู่ที่นั่นอีก 8สารพัดเหนื่อยกันหมด คนใดๆก็พูดไม่ออก นัยน์ตาก็ดูไม่อิ่ม หรือหูก็ฟังไม่เต็ม 9สิ่งที่เป็นขึ้นแล้ว คือสิ่งที่จะเป็นขึ้นอีก สิ่งที่ทำกันแล้ว คือสิ่งที่จะต้องทำกันอีก และไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ 10มีสักสิ่งหนึ่งหรือที่เขาจะพูดได้ว่า “ดูซี สิ่งนี้ใหม่” สิ่งนั้นมีอยู่แล้ว ในสมัยก่อนเราทั้งหลาย 11ไม่มีการจดจำถึงสมัยก่อน และไม่มีการจดจำสิ่งหลังๆที่จะเกิดมา ในท่ามกลางบรรดาผู้ที่มาภายหลัง 12ข้าพเจ้า ปัญญาจารย์ เคยเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็ม 13และข้าพเจ้าตั้งใจเสาะและแสวงหาโดยสติปัญญา สิ่งที่กระทำกันภายใต้ฟ้าสวรรค์ เป็นเรื่องยากลำบากซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำกันอยู่นั้น 14ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกัน ภายใต้ดวงอาทิตย์ และดูเถิด สารพัดก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง ปัญญาจารย์ได้กล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์ทำทั้งในอดีตและปัจจุบันและที่จะมาในอนาคตของคนทุกรุ่น คือ ความเหน็ดเหนื่อย และความเหน็ดเหนื่อย อนิจจัง ไม่ยั่งยืน กินลมกินแล้ง คือ ความว่างเปล่า เป็นวัฏจักรของชีวิตที่ไม่มีหลักชัยหรือความสำเร็จ (ความสมบูรณ์) ที่แท้จริง หรือกล่าวอีกนัยก็คือ ความสำเร็จที่โลกยกย่องนั่นคือ ความสำเร็จจอมปลอม ไม่ใช่ของจริง เพราะความสำเร็จในนิยามของมนุษย์ทั้งหลายคือการพยายามเติมเต็มในสิ่งที่เติมเท่าไหร่ก็เติมไม่เต็ม ความพอใจไม่เคยอยู่นาน ความอยากไม่เคยหยุด ความเหน็ดเหนื่อยมาเยี่ยมเยียนเสมอ 8สารพัดเหนื่อยกันหมด คนใดๆก็พูดไม่ออก นัยน์ตาก็ดูไม่อิ่ม หรือหูก็ฟังไม่เต็ม นี่คือความจริงที่พระคัมภีร์กล่าวถึง แต่มีความจริงหนึ่งที่เข้ามาในโลก และอ.เปาโลมีความปรารถนาที่จะวิ่งเข้าหา ซึ่งเป็นทิศที่ตรงกันข้ามกับคนมากมายในโลกที่พยายามวิ่งหนีออกห่าง นั่นคือ ความยากลำบากของพระเยซูคริสต์ ทำไมเปาโลจึงต้องการเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ในมิติของความยากลำบาก ความยากลำบากของพระเยซูคริสต์มีความหมายและคุณค่าอย่างไรต่อเปาโล ซึ่งเปาโลได้กล่าวถึงความตั้งใจของตนเอง ดังนี้
1. อยากรู้จัก ได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช และร่วมทุกข์กับพระเยซูคริสต์ ฟิลิปปี 3:10-11
10ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ 11ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย
ที่นี่เราได้เห็นกระบวนการที่อ.เปาโลวิเคราะห์การดำเนินชีวิตคริสเตียนของตัวเขาว่า เขาต้องการเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เริ่มต้นด้วยการรู้จักพระองค์ เปาโลเป็นอัครทูตของพระคริสต์ที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นพระเยซูคริสต์ขณะที่พระองค์เป็นมนุษย์อยู่ในโลก เปาโลพบพระเยซูคริสต์ในสภาพหลังการฟื้นคืนพระชนม์จากความตายและเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ไปแล้ว เปาโลพบพระเยซูโดยการสำแดงของพระเยซูคริสต์ในระหว่างทางที่เปาโลกำลังเดินทางไปเมืองดามัสกัสเพื่อจะไปจับคริสเตียนมาข่มเหงและขัง เปาโลมีประสบการณ์เพียงเท่านี้ คือการได้ยินเสียงและแสงจ้าที่ทำให้เปาโลตาบอดชั่วคราว กิจการ 22:6-11 6 “ครั้นเมื่อข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ประมาณเวลาเที่ยง ในทันใดนั้นมีแสงสว่างกล้ามาจากฟ้าล้อมข้าพเจ้าไว้ 7ข้าพเจ้าจึงล้มลงที่ดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เซาโล เซาโล เจ้าข่มเหงเราทำไม' 8ข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด' พระองค์จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เราคือเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งเจ้าข่มเหงนั้น' 9ฝ่ายคนทั้งหลายที่อยู่กับข้าพเจ้าได้เห็นแสงสว่าง แต่พระสุรเสียงที่ตรัสกับข้าพเจ้านั้นเขาหาได้ยินไม่ 10ข้าพเจ้าจึงทูลถามว่า 'พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำประการใด' พระองค์จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'จงลุกขึ้นเข้าไปในเมืองดามัสกัส และที่นั่นเขาจะบอกเจ้าให้รู้ถึง การทุกสิ่งซึ่งได้กำหนดไว้ให้เจ้าทำนั้น' 11เมื่อข้าพเจ้าเห็นอะไรไม่ได้เนื่องจากแสงแรงกล้านั้น คนที่มาด้วยกันกับข้าพเจ้า ก็จูงมือพาข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองดามัสกัส นี่คือจุดเริ่มต้นของเปาโลในการรู้จักพระเยซูคริสต์ การได้ยินเสียงตรัสและการเชื่อฟัง ชีวิตคริสเตียนที่เริ่มต้นรู้จักกับพระเยซูคริสต์ จะได้ยินพระเจ้าตรัสและการเชื่อฟัง พระคัมภีร์ที่เราอ่านในปัจจุบันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของคริสเตียนที่ได้ยินเสียงพระเจ้าตรัสและเชื่อฟัง และพระคัมภีร์ใหม่ส่วนใหญ่ของ 27 เล่มมาจากงานเขียนของ อ.เปาโลที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียนการฟังเสียงพระเจ้า สไตล์ที่พระเจ้าตรัส และความเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าจากการฟังเสียงพระองค์ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ยิ่งเราเชื่อฟังพระเจ้ามากเท่าใด พระสัญญาของพระเจ้าก็จะเป็นจริงเพิ่มมากขึ้นในชีวิตของเรา เราจะเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างไร เราต้องรู้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร ไม่ใช่เราคิดเอง เออเอง แต่เราต้องได้ยินการสำแดงจากพระเจ้าเป็นการส่วนตัวของเรา หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Elijah Task (งานหนักงานยากของเอลียาห์) เอลียาห์คือบุคคลหนึ่งในพระคัมภีร์เดิมที่ได้รับการสำแดงจากพระเจ้าและทำการอัศจรรย์มากมาย เป็นผู้ที่ชาวยิวรู้จักและยอมรับนับถือว่าเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยิว หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงความเชื่อของคริสเตียนตั้งอยู่บนการสำแดงของพระเจ้า คริสเตียนเชื่อว่าพระคัมภีร์บรรจุกฏแห่งศีลธรรมจริยธรรมของพระเจ้า และผู้ที่ได้ยินเสียงของพระเจ้าและเชื่อฟัง (หนังสือเล่มนี้เรียกคนนั้นว่า ผู้เผยพระวจนะ ภาษาฮีบรู แปลว่า ผู้ที่ได้รับการดลใจ หรือแปลไทยเป็นไทย หมายถึง ผู้ที่มีถ้อยคำการสำแดงของพระเจ้า) The Elijah Task ยังกล่าวต่อไปว่า ผู้ที่มีถ้อยคำการสำแดงจากพระเจ้าจะยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ การสำแดงจากพระเจ้าเป็นรากฐานทำให้คริสเตียนมีพลังในการอธิษฐานวิงวอน นั่นหมายถึงเราจะคิดถึงความต้องการของคนอื่นเมื่อเราอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า เรามีพลังใจ พลังงานในการทูลกับพระเจ้าแทนคนอื่น แรงจูงใจของเราคือความรักความห่วงใยคนอื่นก่อนตัวเรา และการสำแดงจากพระเจ้าทำให้คริสเตียน มีสิทธิอำนาจในการให้อภัย
คือ เราจะให้อภัยคนได้ไม่ยาก และเป็นการให้อภัยที่นำการปลดปล่อยมาสู่ตัวเองและคนรอบข้าง การสำแดงจากพระเจ้ายังทำให้เรามีความสามารถในการเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าในผู้คนรอบข้างเรา พลัง สิทธิอำนาจและความเข้าใจ เป็นสามสิ่งที่เราคริสเตียนจะต้องใช้เพื่อผ่านความยากลำบากสู่หลักชัย ความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริง จุดอ่อนในมนุษย์คือความเห็นแก่ตัว ทำให้มนุษย์ไม่มีเรี่ยวแรงหรือพลังที่จะคิดถึงหรือห่วงใยต่อคนอื่น พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสสอนสิ่งที่สวนกับความรู้สึกของมนุษย์คือ จงรักศัตรูและจงอธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน มัทธิว 5:43-44 43 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู 44ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ลูกา6:27-28 27 “แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน 28จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน นี่คือหลักชัย หรือความสำเร็จที่ต้องใช้การบากบั่นที่แท้จริง และนี่คือสิ่งที่อ.เปาโลกล่าวในกระบวนการรู้จักพระเยซูคริสต์ และได้รับการสำแดงน้ำพระทัยพระเจ้าแก่คนรอบข้าง เพื่อก้าวไปสู่ขั้นที่ยากสำหรับมนุษย์ทั่วไปนั่นคือ การร่วมทุกข์กับพระเยซูคริสต์ การทนทุกข์ของพระเยซูคือความยากลำบากที่พระองค์บากบั่นได้สำเร็จบนไม้กางเขน ในสดุดี22 มีฉายาว่า บทเพลงของผู้รับใช้ ได้เริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย เหตุใด พระองค์ทรงเมินเฉยที่จะช่วยข้าพระองค์ เป็นประโยคเดียวกันกับที่พระเยซูคริสต์ทรงร้องออกมาก่อนที่จะสิ้นพระชนม์บนกางเขน บันทึกในหนังสือมัทธิว 27:46-49 46ครั้นประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามาสะบักธานี” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” 47บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่น เมื่อได้ยินก็พูดว่า “คนนี้เรียกเอลียาห์” 48ในทันใดนั้น คนหนึ่งในพวกเขาวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้อ้อ ส่งให้พระองค์เสวย 49แต่คนอื่นร้องว่า “อย่าเพ่อก่อน ให้เราคอยดูซิว่าเอลียาห์จะมาช่วยเขาให้รอดหรือไม่” 50ฝ่ายพระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง แล้วสิ้นพระชนม์ นี่เป็นประโยคแห่งการผ่านความทุกข์ยากลำบากที่สุดของพระเยซูคริสต์ขณะยังมีลมหายใจอยู่บนไม้กางเขน เป็นความบากบั่นอย่างถึงที่สุดเพื่อสำแดงการอธิษฐานเผื่อคนที่ข่มเหงและประหารพระองค์ พระองค์อธิษฐานเผื่อว่า ลูกา 23:34 34ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า เขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร” นี่คือพลังในการอธิษฐานเผื่อและขอสิทธิอำนาจในการให้อภัยจากพระเจ้า ในเวลาเดียวกัน พระเยซูคริสต์ทรงเข้าใจคนที่ทำร้ายพระองค์ พระองค์ทรงรู้ว่า คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ที่ดูเหมือนสบาย หรืออยู่ในจุดที่มนุษย์มองว่าได้เปรียบ แต่ในความหมายของพระเยซูคริสต์ที่อธิษฐานเผื่อคนเหล่านี้ คือ เขาเป็นพวกที่ต้องรับการให้อภัย มิฉะนั้น เขาจะต้องพบกับการพิพากษาลงโทษที่มาจากพระเจ้า และผู้ที่จะให้อภัยเขาคือ พระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงทำอย่างที่พระองค์สอนในมัทธิว 6:12 12และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ดังนั้นคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน มีความหมายของการยกโทษที่พระเยซูคริสต์ได้มอบให้กับผู้ที่ข่มเหงพระองค์แล้ว พระองค์จึงกล่าวสั้นๆว่า ขอพระเจ้ายกโทษให้กับคนเหล่านี้ เปาโลจึงเขียนในหนังสือกาลาเทีย 2:20 20ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า และในฟิลิปปี 3:10 นี้เปาโลใช้สำนวนว่า ร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและครอบครัวได้สูญเสียผู้เป็นที่รัก เป็นการเสียชีวิตอย่างกระทันหัน เราเสียใจ เราสะเทือนใจ เราร้องไห้อย่างที่เราควรร้องไห้ เพราะพระเยซูคริสต์ยังร้องไห้เมื่อผู้เป็นที่รักจากไป อย่างลาซารัสผู้ฟื้นขึ้นมาจากความตายในภายหลัง การตั้งอารมณ์ตายของพระเยซูคริสต์ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะเสียใจไม่ได้ หรือร้องไห้ไม่ได้ แต่การตั้งอารมณ์ตายนั้นหมายถึง การเอาชนะความเกลียดชัง การพยายามต่อสู้เพื่อความเห็นแก่ตัว เพื่อการเอาเปรียบคนอื่น นั่นต่างหากที่ต้องใช้ความพยายาม ความอุตสาหะที่จะเอาชนะเนื้อหนังของความเป็นมนุษย์ ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ พระองค์จึงตรัสว่า “สำเร็จแล้ว” ก่อนที่จะสิ้นชีวิต ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อยู่ที่นี่ บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ นี่คือเหตุผลที่เปาโลได้กล่าวต่อไปในฟิลิปปีว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ความสำเร็จ หรือหลักชัยนี้ยังอีกยาวไกล และควรมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือ
2. ให้ความต้องการของพระเจ้าเป็นของเรา ฟิลิปปี 3:12-14
12มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว 13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า 14ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ
การบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัยที่เปาโลตั้งเป้าไว้ ยังไม่สำเร็จ ยังไม่เป็นจริงตามที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เป็นจริงในชีวิตของเปาโล และเปาโลรู้ว่า ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่เรียนรู้เรื่องนี้ คริสเตียนทุกคนก็ต้องเรียนรู้เรื่องนี้ว่า เส้นทางชีวิตการเป็นคริสเตียนคือการค้นหาตัวตนของตัวเองในพระเจ้าว่า เราเป็นใคร เป็นของใคร ใครเป็นของเรา เปาโลใช้คำว่า ฉวยเอาไว้ คือการเป็นเจ้าของ และพระเยซูคริสต์ได้ฉวยเราไว้เป็นของพระองค์ นั่นคือ การที่พระองค์ทรงให้ชีวิตของพระองค์แก่เรา สำหรับมนุษย์ คำว่า “ฉวย” เราถูกสอนว่าให้รู้จักคำว่า “ฉวยโอกาส” แต่การฉวยโอกาสของมนุษย์มักจะทำเพื่อตัวเอง ความจริงพระคัมภีร์ก็สอนเราให้รู้จักฉวยโอกาส แต่ไม่ใช่ฉวยโอกาสบนความอยากของตนเอง โคโลสี 4:5-6 5จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา โดยฉวยโอกาส 6จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ คือให้ฉวยโอกาสที่จะพูดให้คนอื่นสบายใจ แต่คนเรามักจะทำตรงกันข้าม คือ ฉวยโอกาสที่จะพูดให้ตัวเองสะใจ แต่คนอื่นบาดเจ็บใจ เอเฟซัส 5:15 15เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา 16จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว เปาโลคนเดียวกันนี้แหล่ะที่เขียนพระคัมภีร์สองตอนนี้ ใช้คำว่า ฉวยโอกาส ด้วยใช้สติปัญญากับคนเพื่อคน กับเวลาที่ชั่วอย่าทำชั่วตามอย่างกาลสมัย หรือตามค่านิยมของโลกนี้กำลังผลักดันเราไป นั่นหมายความว่า หากเพื่อนฝูงหรือคนใกล้ตัวเราชักชวนให้เราทำชั่ว ทำสิ่งที่ผิดบาปต่อพระเจ้า ให้เราใช้สติปัญญาพาตัวเองออกมาจากสังคมแบบนั้น พระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องการจัดการกับอิทธิพลของชีวิตที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด มัทธิว 5:29-30 29ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย เพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก 30ถ้ามือข้างขวาทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสีย เพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก ความหมายของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ให้เราควักตาหรือตัดมือทิ้งจริงๆ และน้ำพระทัยพระเจ้าก็ไม่ต้องการให้เราทำลายร่างกายของเราซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า 1โครินธ์ 3:16-17 16ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน 17ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวเปรียบเทียบว่า ให้เราตระหนักถึงการดำเนินชีวิตที่ปลายทางของพฤติกรรมของเรานั้น มีทางให้เลือกอยู่สองทาง คือ นรกกับสวรรค์ เราจะเลือกแบบไหน หากเราเลือกทางกว้างคือ ทางสบายทางสะดวก อยากทำบาปแบบสบายๆ ให้คนยอมรับ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงว่า บาปแบบไหนในสังคมของเราเวลานี้ที่พยายามจะทำให้คนยอมรับ ทำให้เป็นสีเทา ทำให้สิ่งที่สกปรกดูไม่สกปรกอีกต่อไป ที่เคยทำกันในที่ลับก็เอาออกมาทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ที่ผิดธรรมชาติก็ทำให้ดูเหมือนเป็นธรรมชาติ เราจะเลือกทางแคบที่นำไปสู่ชีวิต ทางแคบคือการบากบั่นมุ่งสู่หลักชัย ต้องใช้การเอาชนะตัวเอง ต้องฉวยโอกาสที่จะเอามาเป็นเจ้าของ ซึ่งคำที่อ.เปาโลได้กล่าวในหนังสือฟิลิปปี มาจากรากศัพท์ภาษากรีกว่า ฉวยโอกาสอย่างกระตือรือร้น ที่จะเป็นเจ้าของ กระตือรือร้นที่จะเข้าใจ กระตืนรือร้นที่จะแสวงหา และกระตือรือร้นที่จะได้รับมาเป็นของตนเอง เป็นเจ้าและได้รับอะไรมาเป็นของตนเอง นั่นคือ การฉวยโอกาสอย่างกระตือรือร้นที่จะรับน้ำพระทัย เป้าหมายวัตถุประสงค์ของพระเจ้า เหมือนอย่างพระเยซูคริสต์ได้เอาวัตถุประสงค์ของพระเจ้าพระบิดามาเป็นของพระองค์ คริสเตียนก็ควรต้องมีความกระตือรือร้นที่จะฉวยโอกาสที่จะทำเช่นเดียวกัน พอได้แล้วกับการฉวยโอกาสเพื่อตัวเอง ในที่นี้ ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความว่า ให้คริสเตียนกลายเป็นคนที่ล้าหลังชาวบ้าน หรือกลายเป็นคนที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ล้มเหลวในการทำธุรกิจ การเศรษฐกิจ การศึกษา การทำงาน แต่ข้าพเจ้ากำลังบอกความจริงแก่เราทั้งหลายเรื่องการกระตือรือร้นที่จะฉวยน้ำพระทัยวัตถุประสงค์และการสำแดงของพระเจ้าที่ทรงกำหนดตัวเราให้เป็นใคร ทำอะไร อยู่ในบทบาทไหน เวลาไหน ที่เราควรทำเพราะมันคือสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้เป็นของเรา มีคริสเตียนมากมายที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ และปล่อยโอกาสที่พระเจ้ามอบให้กับตัวเองหลุดมือไป และเรียกสิ่งนั้นว่า การให้ ความจริงเรื่องการให้ พระคัมภีร์สอนเราเรื่องการให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ นั่นคือ ให้ในสิ่งที่พระเจ้ากำหนดให้เราให้เช่นกัน คำว่า Concern คือ make them feel good about themselves ที่แปลว่า ความห่วงใย คือการให้ที่ทำให้คนรับรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเขาเอง แต่คริสเตียนมักรู้สึกว่า ถ้าไม่ให้ตัวเองจะรู้สึกผิด จึงให้เพื่อหนีความรู้สึกผิด แต่คนรับจะรู้สึกอย่างไร เราไม่รับผิดชอบ เราคิดเองว่าเขาจะรู้สึกดีเมื่อได้รับ นี่คือสิ่งที่เปาโลมีความกระตือรือร้นที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่หมายถึงความต้องการของตัวเองไปสู่ความต้องการของสวรรค์ เพื่อวันหนึ่ง เปาโลรู้ว่า เขาจะได้รับรางวัลจากสวรรค์ ก็เพราะเขาเอาชนะความอยากของตนเองและก้าวสู่พระประสงค์ของพระเจ้า เปาโลปิดท้ายของประโยคนี้ด้วยคำพูดว่า 15เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย ความหมายของประโยคนี้ก็คือ คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ จะมีความคิดในเรื่องการฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่อยู่เบื้องบนมากกว่าสิ่งที่อนิจจังบนแผ่นดินโลกนี้ และถ้าเวลานี้เราไม่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ และยังมีความคิดที่เป็นเด็กอยู่ คือทำอะไรตามใจปรารถนาความอยากของเนื้อหนัง วันหนึ่ง พระเจ้าก็จะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวเรา คือการตักเตือนให้เราหันกลับจากการเดินในทางกว้างสบายมาสู่ทางแคบเพื่อบอกกับเราว่า เวลาแห่งการพิพากษาใกล้เข้ามาแล้ว จงเลือกสวรรค์อย่าเลือกนรก ขอให้เราทั้งหลายรับผิดชอบบทบาทหน้าที่ของตนเองที่จะบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัยอย่างพระเยซูคริสต์ ให้น้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเราตลอดไป อาเมน
|
|