|
|
|
| |
หัวข้อ “คริสเตียนมีต้นแบบชีวิตคือพระเยซูคริสต์"
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
เคยมีใครพูดกับเราหรือไม่ว่า เราเหมือนใคร บางคนอาจได้รับคำพูดที่ว่า เราเหมือนคนในครอบครัว หรือเราไม่เหมือนคนในครอบครัวเลย เราแตกต่างในทางที่ดี หรือเราแตกต่างในทางที่ไม่ดี ต้นแบบชีวิตของเราในเวลานี้คือใคร ความจริงเราควรจะเหมือนใคร เราควรจะเหมือนคนที่เราอยากเป็นหรือเราควรจะเป็นเหมือนเดิม พระคัมภีร์โรม 12:1-2
1พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย 2อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม
พระคัมภีร์ได้บอกเราว่า การมานมัสการพระเจ้าของคริสเตียนคือการมารับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ อุปนิสัยใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพื่อเราจะได้รับรู้น้ำพระทัยพระเจ้า และรู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม ทั้งหมดคือไม่ใช่แค่รู้แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีอย่างที่รู้ด้วย และนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงให้พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ เป็นต้นแบบชีวิตสำหรับคริสเตียนและเป็นหัวข้อคำเทศนาจากหนังสือ ยอห์น 5:17-30
ความเดิมจากตอนที่แล้ว สาเหตุที่พวกยิวยิ่งข่มเหงพระเยซูคริสต์ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรักษาคนป่วยมานาน 38 ปี ในวันที่พระองค์ทรงพบคนป่วยคนนี้ที่ประตูแกะ ที่ริมสระน้ำ เบธซาดา กฏวันสะบาโตของพวกยิวคือห้ามทำงานใดๆ ห้ามแบกหาม แต่ที่นี่ไม่ได้บันทึกว่า คนที่หายป่วยถูกยิวข่มเหง เพราะคนที่หายป่วยนั้นได้ทำผิดกฏวันสะบาโตอย่างเห็นชัดๆ คือ มีแคร่อยู่บนบ่าของตัวเองในวันสะบาโต แต่เพราะชายที่หายป่วยได้อ้างว่า เขาแบกแคร่เพราะคำสั่งของพระเยซูคริสต์ ดูเหมือนว่าพวกคนยิวในขณะนั้นกำลังแสดงการเป็นผู้พิพากษาที่ยุติธรรมตัดสินว่า ใครควรเป็นคนที่รับผลในการกระทำผิดกฏวันสะบาโต คนแบกแคร่ หรือคนสั่งให้แบก ซึ่งเมื่อชายที่หายป่วยรู้ว่าคนที่สั่งเขาให้แบกแคร่คือพระเยซู เขาจึงได้แจ้งแก่พวกยิว ดังนั้นพวกยิวจึงข่มเหงพระเยซู คำว่าข่มเหงนี้ ไม่ได้บอกว่าพระองค์ได้รับการปฏิบัติอย่างไร คาดว่า พวกยิวในที่นั้นกำลังตั้งข้อหาพระเยซูคริสต์เรื่องการทำผิดวันสะบาโต และกำลังไต่ถามพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์ใช้สิทธิ์อะไร (เรียกตามภาษาชาวบ้าน คือ แหกกฏ) ความจริงพระเยซูไม่ได้รักษาโรคในวันสะบาโตครั้งเดียว พระองค์รักษาโรคในวันสะบาโตอยู่หลายครั้งและแต่ละครั้งก็ถูกตั้งข้อหา และพระองค์ก็แก้ข้อกล่าวหาด้วยเหตุผลที่เข้าตัวพวกยิวจนไม่สามารถปฏิเสธความจริงของการช่วยเหลือคนในวันสะบาโต แต่ที่น่าสังเกตุว่า เหตุการณ์ที่ยอห์นบันทึกครั้งนี้ ได้บันทึกถึงการแก้ข้อกล่าวหาของพระเยซูคริสต์ที่เจาะจงที่ตัวพระองค์เอง พระองค์ไม่อ้างเหตุผลอื่น และนี่คือสาระสำคัญ คือ พระเยซูคริสต์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ของพระองค์กับพระเจ้าพระบิดา ผู้ทรงตั้งวันสะบาโตให้กับมนุษย์ 17....“พระบิดาของเรายังทรงทำอยู่เรื่อยๆ และเราก็ทำด้วย” การแก้ข้อกล่าวหานี้ ไม่ได้ผล แต่ยิ่งทำให้พวกยิวที่ต้องการจะกล่าวโทษพระเยซูคริสต์ ยิ่งรู้สึกต้องการลงโทษพระเยซูคริสต์ให้หนักกว่าการกล่าวโทษ คือ การตัดสินว่า พระเยซูคริสต์สมควรตาย 18เหตุฉะนั้นพวกยิวยิ่งแสวงโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ มิใช่เพราะพระองค์ล่วงกฎวันสะบาโตเท่านั้น แต่ยังได้เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดาของตนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำตนเสมอกับพระเจ้า ประโยคนี้ได้รับการแทรกเข้ามาในขณะเล่าเรื่องของยอห์น ก่อนที่จะบันทึกถึงคำพูดของพระเยซูคริสต์ต่อไป เพื่อชี้ให้เห็นว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า พวกยิวจะยิ่งโกรธกับคำแก้ข้อกล่าวหาของพระองค์ และความไม่พอใจนั้น นำไปถึงการมุ่งร้ายถึงชีวิต แต่พระองค์จะไม่เป็นอย่างที่พระองค์เป็นไม่ได้ นี่คือคำตรัสของพระองค์ต่อจากนั้น19พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย การเห็นพระบิดาทรงกระทำ ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงทำ แล้วพระเยซูทรงกระทำตาม แต่มีความหมายว่า พระองค์กับพระบิดาต่างทำในสิ่งเดียวกัน ทรงรู้ใจกันเหมือนคนๆเดียวกัน พระเยซูคริสต์จึงตรัสถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับพระบิดาในข้อ 20 20เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ความหมายคือพระองค์ทรงเห็นล่วงหน้า ทรงรู้ว่า ถ้าเป็นพระบิดา พระองค์ก็จะคิดอย่างไร พูดอย่างไร ตอบสนองอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น
วันนี้ เราทั้งหลายจะมีความคิด คำพูดและการตอบสนองอย่างไร เราจะคิดถึงว่า พระเยซูคริสต์จะคิดอย่างไร เราจะคิดอย่างพระองค์หรือไม่ เราจะพูดเหมือนพระองค์หรือไม่ เราจะแสดงอารมณ์เหมือนพระองค์หรือไม่ หรือไม่สนใจ เราอยากทำอะไรตามใจตัวเราเอง เรามาดูคำที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้เกี่ยวกับ ความรัก ในข้อนี้ 20เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร คือคำว่า ฟีเล แปลว่า ความรักอย่างเพื่อน เป็นความสัมพันธ์ระดับเดียวกัน มี fellowshipลงเรือลำเดียวกันชนิดร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน ไม่ใช่แค่ relationship ที่เกี่ยวข้องกันแค่หน้าที่ เป็นความรักกันของทั้งสองฝ่ายที่มีความพึงพอใจกันและกัน ซึ่งแตกต่างจากอากาเป้ รักอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้อีกฝ่ายจะไม่รัก แต่อีกฝ่ายก็จะรัก พระเยซูคริสต์กล่าวถึงความรักของพระบิดาที่พระองค์ เป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์มีกับพระเจ้า การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ เป็นต้นแบบสำหรับมนุษย์ที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าพระบิดาอย่างที่พระองค์ทรงเป็น แม้จะทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นโทษถึงตายก็ตาม สิ่งที่คริสเตียนควรเรียนรู้จากต้นแบบชีวิตขององค์พระเยซูคริสต์คือ
1. ไม่ทำตามใจตัวเอง ยอห์น 5:19,30
19พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย
30“เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไรเราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้
พระเยซูคริสต์ตรัสชัดเจน ว่าพระองค์ไม่ทำตามใจตัวเอง และพระองค์ได้พิสูจน์คำพูดของพระองค์ การแก้คำกล่าวหาของพระเยซูไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่พระองค์จะพ้นข้อกล่าวหา แต่ยิ่งรับผลหนักเข้าไปอีก เพราะพระองค์ไม่ได้ทำเพื่อตามใจตัวเอง แต่ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ดังนั้นการแก้คำกล่าวหาจึงไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวพระองค์เอง แต่เพื่อให้คนรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า แม้จะเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจของใครก็ตาม มนุษย์ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ Ego ที่เรียกว่า ตัวข้า และนี่คือที่มาของการดำเนินชีวิตที่เรียกว่า self center คือวิถีชีวิตที่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เอาแต่ใจตัวเอง เอาแต่ความพอใจของตัวเอง ลองถามตัวเราเองว่า อารมณ์ของเราแปรปรวนวันละกี่ครั้ง บางทีเราก็รู้สึกดี บางทีเราก็รู้สึกรำคาญคนที่อยู่ข้างๆ นั่นคือภาวะทางอารมณ์ของมนุษย์ ความจริง เรามีต้นแบบอารมณ์อย่างนี้มาก่อน นั่นคือ เราใกล้สิ่งใด เราก็จะเป็นเหมือนสิ่งนั้น พระเยซูคริสต์ทรงมีความสัมพันธ์กับพระบิดาแบบเหมือนกันและกัน พระเยซูคริสต์ทรงเป็นต้นแบบของการเชื่อฟังพระบิดา พระองค์เป็นพระเจ้าที่มีความสัมพันธ์ เป็นพระเจ้าที่รู้จักรัก ดังนั้น คริสเตียนอย่างเราทั้งหลายมีพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นต้นแบบก็เพื่อให้เราสัมพันธ์กับพระเจ้า เราทำตามสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ คือ ไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง พระเยซูไม่ทำอะไรที่นอกลู่นอกทางน้ำพระทัยพระเจ้า พระเยซูคริสต์ สำแดงว่า ในสภาพมนุษย์นั้น เราสามารถตอบสนองน้ำพระทัยพระเจ้าได้ทุกประการ และพระเยซูคริสต์ได้พิสูจน์ว่าเป็นไปได้ ฮีบรู 4:14-15 14เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา 15เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป พระคัมภีร์ฮีบรูย้ำกับเราให้เรามั่นใจในพระศาสนาของเรา เพราะเรามีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นต้นแบบของการเป็นมนุษย์ที่เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว เพราะพระองค์ได้ทรงสภาพมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และผ่านการทดลองใจทุกอย่าง และพระองค์ยังปราศจากบาป นี่คือ ความเป็นไปได้สำหรับเราทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ พระเยซูคริสต์ได้เป็นต้นแบบแก่เราให้เราเดินตามทางของพระองค์ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ In His Step แปลว่า เดินตามรอยเท้าของพระองค์ นั่นหมายความว่า ให้เราดำเนินชีวิตอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงเดินผ่านไปก่อนเรา และทิ้งรอยไว้ให้เราเดินตาม รอยเท้าที่พระองค์ตั้งใจให้เราเดินตาม คือ อย่าดำเนินชีวิตตามใจตัวเอง ถ้าไม่ตามใจตัวเอง แล้วเราควรตามใจใคร ในข้อ 30 เราจะเห็นการย้ำของพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์ไม่ทำตามอำเภอใจของตัวเอง แต่ มุ่งทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงใช้พระองค์มา เราจะเห็นความสำเร็จของพระเยซูคริสต์ในสาวกรุ่นแรกชื่อเปโตรและสาวกคนอื่นๆ ในกิจการ 5:27-33
27เมื่อเขาได้พาพวกอัครทูตมาแล้วก็ให้ยืนหน้าสภา มหาปุโรหิตประจำการจึงถามว่า 28“เราได้กำชับพวกเจ้าอย่างแข็งแรงมิให้สอนออกชื่อนี้ ก็นี่แน่ะ เจ้าได้ให้คำสอนของเจ้าแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และปรารถนาให้ความผิดเนื่องด้วยความตายของผู้นั้นตกอยู่กับเรา” 29ฝ่ายเปโตรกับอัครทูตอื่นๆตอบว่า “ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ 30พระเยซูซึ่งท่านทั้งหลายได้ฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราได้ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่ 31พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด เพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงโปรดยกความบาปผิดของเขา 32เราทั้งหลายจึงเป็นพยานถึงเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้น ก็เป็นพยานด้วย” 33เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินอย่างนี้โทโสก็พลุ่งขึ้น คิดกันว่าจะฆ่าพวกอัครทูตเสีย
เราจะเห็นผลลัพธ์ของการแก้ข้อกล่าวหาของสาวกเหมือนกับพระเยซูคริสต์ สาวกได้เดินตามต้นแบบเหมือนกับพระองค์ การแก้ข้อกล่าวหา ไม่ใช่แก้ตัว การแก้ข้อกล่าวหาเพื่อให้คนรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าชัดเจนยิ่งขึ้น การแก้ข้อกล่าวหาคือการปฏิเสธการทำตามใจตัวเอง และปฏิเสธการทำตามใจพวกที่อยู่ในสภาแซนเฮดรินที่พยายามปกปิดความผิดของตัวเอง ในเรื่องแผนการฆ่าพระเยซูคริสต์ที่พวกเขาทำสำเร็จ และพยายามปฏิเสธการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระองค์ พวกสภาแซนเฮดรินพยายามยัดเยียดการทำตามใจตัวเองให้กับสาวกเพื่อการโกหกหลอกลวงคนอื่นอีกครั้ง ซึ่งสาวกทำไม่ได้ เขาไม่สามารถทำตามการเอาแต่ใจตัวเองของคนอื่นได้
2. ไม่หยุดทำความดี ยอห์น 5:21-24
21เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมามีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น 22เพราะว่า พระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร 23เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตร เหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา 24เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว
พระเยซูคริสต์ทรงแก้ข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลของการทำดีไม่มีวันหยุดพัก และพระเจ้าพระบิดาทรงเป็นต้นแบบ พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์มีวันหยุดพักผ่อนในวันสะบาโต พระเยซูคริสต์ทรงตรัสใน มาระโก 2:27 27..... “วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้สำหรับวันสะบาโต เพราะพวกยิวได้เอาวันสะบาโตมาเป็นข้ออ้างไม่ทำอะไรเลย แม้กระทั่งการทำดี และการช่วยเหลือคน จนขาดความเห็นใจและขาดความเมตตาต่อคน
ในปัจจุบันของเรา มีการใช้วันหยุดเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็มีคนไม่น้อยที่วันหยุด หยุดจริงๆ คือหยุดทำหน้าที่ที่ดี บางคนเป็นคนดีเฉพาะในบางวัน ในบางเครื่องแบบที่แสดงว่าต้องทำดี บางคนทำดีตั้งแต่ เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น เลิกงานก็เลิกทำดี บางคนทำดีแค่เพราะได้รับคำสั่งให้ทำดี ถ้าไม่สั่งก็ไม่ทำ บางคนทำดีก็เพราะเงินเดือนมันบอกว่าเราต้องทำดี มิฉะนั้นจะถูกหักเงินเดือนหรือถูกไล่ออก และก็มีคริสเตียนบางคนทำดี อารมณ์ดี พูดเพราะเฉพาะวันอาทิตย์ พระเยซูคริสต์ได้ตั้งคำถามกับวันสะบาโตของพวกยิวในลูกา 6:9 9.... “เราจะถามท่านทั้งหลายว่า ในวันสะบาโตควรจะทำการดีหรือควรจะทำร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี”
วันนี้ พระเยซูคริสต์เจ้ายังคงถามเราด้วยประโยคเดียวกันนี้ว่าวันสะบาโตเราควรทำดี หรือทำสิ่งชั่วร้าย คำว่า ช่วยชีวิต ใช้คำภาษากรีกแปลว่า การเยียวยา การรักษา การปกป้อง ส่วนคำว่า ผลาญชีวิต ใช้คำกรีกว่า การทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้สูญไป การช่วยชีวิตตรงกันข้ามกับการผลาญ การผลาญชีวิตคือการไม่ช่วยชีวิต หากไม่ช่วยชีวิตก็คือการผลาญชีวิต บางคนคิดว่า การไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่เกี่ยวกับคนอื่นก็ดีแล้ว แต่การใช้ชีวิตตัวเองอย่างคนที่ผลาญชีวิต คือไม่รับการรักษา ไม่รับภูมิคุ้มกัน ปล่อยตัวปล่อยชีวิตไปกับความตกต่ำของจิตใจ ก็คือการทำลายตัวเองและทำลายคนอื่นด้วยเช่นกัน ในหนังสือยากอบ 5:19-20 19พี่น้องของข้าพเจ้า ถ้าคนใดในพวกท่านหลงผิดไปจากความจริง และผู้ใดชักจูงเขาให้เขากลับใจเสียใหม่ 20จงให้ผู้นั้นรู้เถิดว่า ผู้ที่ช่วยคนบาปคนหนึ่งให้พ้นจากทางผิดของเขานั้น ก็ได้ช่วยจิตวิญญาณของเขาให้รอดพ้นจากความตาย และได้กำจัดบาปเสียมากมาย
นอกจากการทำดีไม่มีวันหยุดแล้ว การทำดียังสามารถหยุดบาปได้ พระคัมภีร์ยากอบตอนนี้ทำให้เราได้เห็นว่า การช่วยคนที่หลงผิดไปจากความจริง และชักจูงให้เขากลับใจเสียใหม่ เป็นการช่วยจิตวิญญาณของคนให้พ้นความตาย นั่นคือให้คนนั้นได้ชีวิต และยังได้กำจัดบาปเสียมากมาย ที่นี่คือประเด็นสำคัญ คือ คนที่ยังผลาญชีวิตตัวเองด้วยการทำบาป ทำอะไรตามใจกิเลศตัณหาของตัวเอง นอกจากทำลายตัวเองแล้ว ยังเป็นผู้ที่จะก่อให้เกิดการทำลายไปถึงผู้อื่น คือ การทำบาปกับคนอื่นด้วย สาระสำคัญที่พระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องการทำบาปของมนุษย์นั้น เกี่ยวข้องกับการทำบาปต่อพระเจ้า และการทำบาปต่อมนุษย์ เราจะเห็นว่า มีคนมาถามพระเยซูคริสต์ว่า บัญญัติข้อไหนในพระคัมภีร์ใหญ่ที่สุด พระเยซูตอบสองข้อ ข้อที่ใหญ่ที่สุดคือ รักพระเจ้าสุดใจสุดกำลังสุดความคิด และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง นั่นคือสิ่งที่บอกให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคัมภีร์ทั้ง 66 เล่มทั้งเก่าและใหม่ มุ่งให้มนุษย์ทำดีกับคน ทำดีกับพระเจ้า
การพิพากษาที่พวกยิวกำลังตัดสินพระเยซูคริสต์เจ้า เรื่องวันสะบาโตกับการยกตัวเสมอพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงตอบพวกยิวว่า การพิพากษาที่พวกยิวรู้ว่าพระเจ้าจะพิพากษามนุษย์ทุกคนในวันหนึ่ง วันนี้ การพิพากษานั้นได้ถูกมอบไว้ในมือของพระเยซูคริสต์แล้วด้วย การนมัสการพระเจ้าที่พวกยิวนมัสการพระเจ้า พระเจ้าได้ยกให้ศูนย์กลางของการนมัสการนั้นอยู่ที่พระเยซูคริสต์ด้วยเช่นกัน คำตรัสของพระเยซูคริสต์ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่คำแก้ข้อกล่าวหา แต่เป็นการแจ้งความจริงสิ่งใหม่ที่มนุษย์ไม่เคยรู้มาก่อนว่า พระเจ้าได้กำหนดความรอดของมนุษย์ทั้งโลกไว้ที่พระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว กิจการ 4:12-19 12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” 13เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู 14เมื่อเขาเห็นคนนั้นที่หายโรคยืนอยู่กับเปโตรและยอห์น เขาก็ไม่มีข้อคัดค้านที่จะพูดขึ้นได้ 15แต่เมื่อสั่งให้เปโตรกับยอห์นออกไปจากที่ประชุมแล้ว เขาจึงปรึกษากัน 16ว่า “เราจะทำอย่างไรกับคนทั้งสองนี้ เพราะการที่เขาได้กระทำหมายสำคัญอันเด่น คนทั้งปวงที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก็รู้กันแล้วและเราปฏิเสธไม่ได้ 17แต่ให้เราขู่เข็ญห้ามไม่ให้พูดอ้างชื่อนั้นกับผู้หนึ่งผู้ใดเลย เพื่อเรื่องนี้จะไม่ได้เลื่องลือแพร่หลายไปในหมู่คนทั้งปวง” 18เขาจึงเรียกเปโตรและยอห์นมาแล้วห้ามปรามเด็ดขาดไม่ให้พูด หรือสอนออกพระนามของพระเยซูอีกเลย 19ฝ่ายเปโตรกับยอห์นตอบเขาว่า “จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าข้าพเจ้าควรจะเชื่อฟังท่าน หรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู 20ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่พูดตามที่เห็นและได้ยินนั้นก็ไม่ได้”
3. อย่าเสียเวลาอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ ยอห์น 5:20,25-28
20เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก ซึ่งท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ
25“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต 26เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองฉันใด พระองค์ก็ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์ฉันนั้น 27และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษา เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์28อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพ จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ 29และจะได้ออกมา บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติชั่ว ก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา
พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงสิทธิอำนาจที่พระองค์ได้รับนั้น หากมนุษย์ได้เห็นและได้สัมผัส จะยิ่งประหลาดใจ แปลว่า ชื่นชม และอัศจรรย์ใจ ว่าสิ่งนี้มาจากพระเจ้ามิใช่มาจากมนุษย์ สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสนี้ เป็นจริงในความรู้สึกของคนมากมายที่มีประสบการณ์กับการสำแดงความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ แต่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า อย่าประหลาดใจเลย นั่นคือ อย่ามัวแต่เสียเวลาชื่นชมกับสิ่งที่มนุษย์หลงไปกับการอัศจรรย์ใจ เพราะนั่นไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การพิพากษากำลังมา และคนที่ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นมาสู่ชีวิต คนที่ประพฤติชั่วก็ฟื้นเหมือนกัน แต่ฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา อันนี้สำคัญ อย่ามัวเสียเวลา แต่จงสนใจว่า ปลายทางของชีวิตของเรานั้นจะเป็นอย่างไรต่างหาก เราเคยได้ยินคำเปรียบเทียบว่า มัวแต่ชมนกชมไม้ข้างทางจนหมดเวลา ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หรือได้ละเลยสาระสำคัญของการเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตที่มีพระเยซูคริสต์เป็นต้นแบบ อย่าให้เราหลงไปกับพระพรเมื่อเราเข้ามาในแผ่นดินคานาอัน เหมือนกับอิสราเอลที่เข้าแผ่นดินคานาอันแล้วมัวแต่เสียเวลาอยู่กับข้าวของเครื่องใช้ จนทำบาปเพราะสิ่งเหล่านั้น และต้องสูญเสียชีวิตไปกับการยึดติดกับพระพร หรือทำชั่วเพราะสิ่งของเหล่านั้น ในปัจจุบันของเราก็มีคริสเตียนไม่น้อยที่หลงไปกับพระพร หรือเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่พระพรจะมาถึงตัว สำนวนพระคัมภีร์ใช้คำว่า อย่าสักแต่รับพระคุณ 2 โครินธ์ 6:1,3-13,16 1ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงขอวิงวอนท่านว่า อย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น... 3เรามิได้ให้ผู้ใดมีเหตุสะดุดในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพื่อมิให้การที่เรารับใช้ปฏิบัตินั้นเป็นที่เขาจะติเตียนได้ 4แต่เราผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้า ได้กระทำตัวให้เป็นที่ชอบในการทั้งปวง โดยความเพียรอดทนเป็นอันมาก ในความทุกข์ยาก ในความขัดสน ในเหตุ วิบัติ 5ในการถูกเฆี่ยน ในการที่ถูกจำคุก ในการวุ่นวายในการงานต่างๆ ในการอดหลับอดนอน ในการอดอาหาร 6โดยความบริสุทธิ์ โดยความรู้ โดยการไม่โกรธเร็ว โดยใจกรุณา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยความรักแท้ 7โดยถ้อยคำสัตย์จริง โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ใช้เครื่องอาวุธแห่งความชอบธรรมด้วยมือขวาและมือซ้าย 8ทั้งเวลามียศและเวลาอัปยศ ทั้งเวลาลือกันว่าชั่วและเวลาลือกันว่าดี ถูกเขาหาว่าเป็นคนที่ล่อลวงเขาให้หลง แต่ยังเป็นคนสัตย์ซื่อ 9ถูกเขาหาว่าเป็นคนไม่มีใครรู้จัก แต่ยังเป็นคนที่เขาทั้งหลายรู้จักดี เป็นคนตาย แต่ดูเถิด เรายังเป็นอยู่ เป็นคนถูกเฆี่ยนแต่ยังไม่ตาย 10เป็นคนที่มีความทุกข์ แต่ยังมีความยินดีอยู่เสมอ เป็นคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี เป็นคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์ 11ดูก่อนท่านชาวโครินธ์ เราพูดกับท่านอย่างไม่ปิดบังเลย และใจของเราก็เปิดรับท่าน 12ใจของท่านทั้งหลายมิได้ปิดเพราะเรา แต่ปิดเพราะความรู้สึกของตนเอง 13ในการตอบสนอง ข้าพเจ้าขอพูดกับท่านเหมือนพูดกับบุตร คือจงเปิดจิตใจของท่านเถิด... 16วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์
เปาโลเขียนจดหมายโครินธ์นี้ เพื่อเตือนสติคริสเตียนในเมืองโครินธ์ว่า อย่าสักแต่รับพระคุณ เป็นสำนวนที่บอกว่า เรามีต้นแบบชีวิตที่ดีคือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า และผู้รับใช้ที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์จะดำเนินชีวิตเป็นที่ชอบแก่คนทั้งปวง เป็นต้นแบบของความอดทน ต้นแบบที่มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่น เป็นครูที่สอนและชี้แนะ มิใช่ตำหนิ
11ดูก่อนท่านชาวโครินธ์ เราพูดกับท่านอย่างไม่ปิดบังเลย และใจของเราก็เปิดรับท่าน 12ใจของท่านทั้งหลายมิได้ปิดเพราะเรา แต่ปิดเพราะความรู้สึกของตนเอง
แม้จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจกับคำสอนคำเตือนคำชี้แจงความจริง เปาโลก็ยังทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ เพราะเปาโลคงได้รับการตอบสนองที่เป็นหน้างอ หน้าง้ำ หรืออาการคอแข็ง เย่อหยิ่งที่ไม่ยอมรับคำสอนคำตักเตือน แต่เปาโลก็ยังเขียนจดหมายนี้มาเพื่อชี้แจงว่า ปฏิกิริยาอย่างนี้คืออาการใจปิดเพราะความรู้สึกของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับคนยิวที่ใจปิดคิดโกรธพระเยซูคริสต์ถึงต้องการจะฆ่าพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ตรัสในสำนวนเดียวกับเปาโลว่า การประพฤติชั่วนี้จะต้องถูกพิพากษาแน่นอน อย่ามาทำเป็นพิพากษาคนอื่น และนี่คือวิธีคิด วิธีมองอย่างพระเยซูคริสต์เจ้า ซึ่งคนที่คิด พูด และกระทำอย่างพระเยซูคริสต์ คือ คนที่เรียกตัวเองว่า คริสเตียน ฮีบรู 12:15-1715จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมา ทำความยุ่งยากให้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป 16อย่าให้ใครเป็นคนลามก หรือเป็นคนผิดธัมมะเหมือนอย่างเอซาว ผู้ได้เอาสิทธิของบุตรหัวปีนั้นขายเสีย เพราะเห็นแก่อาหารเพียงมื้อเดียว 17เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่แล้วว่า ต่อมาภายหลังเมื่อเอซาวอยากได้รับพรนั้นเป็นมรดก เขาก็ได้รับคำปฏิเสธ เพราะเขาไม่มีหนทางแก้ไขเลย ถึงแม้ว่าได้กลับใจแสวงหาจนน้ำตาไหล
พระคัมภีร์เตือนเรื่องที่เราต้องระวังในทุกยุคทุกสมัย นั่นคือ อย่าเพิกเฉยต่อพระคุณพระเจ้า อย่าให้รากขมขื่นงอกขึ้นมา คือมีเรื่องสะดุดอยู่เรื่อยๆกับชาวบ้าน และท้ายที่สุดจงระวังเรื่องเพศและเรื่องความอยากของกระเพาะ ซึ่งคนมากมายในสังคมต่างเป็นต้นแบบแก่กันและกันในเรื่องนี้ สำหรับคริสเตียน เรารู้ว่าเรามีต้นแบบคือองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา อาเมน
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|