|
|
|
| |
หัวข้อ“ระวังติดเชื้อที่ทำให้เสียคน้”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
เสียคน แปลไทยเป็นไทยว่าเป็น นิสัยเสีย หรือคนไม่ดี 1 โครินธ์ 9:27 27แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ นี่คือสำนวนของอ.เปาโลที่พยายามควบคุมความต้องการของเนื้อหนัง กิเลศตัณหา ความอยาก ความใคร่ หากทำตามใจตัวเองสนองกิเลศตัณหาของตัว ก็จะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ในสายตาของมนุษย์ และของพระเจ้า และกลายเป็นคนที่เสียแล้ว คำไทยที่เราเคยได้ยินว่า อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ แปลว่า ยังไม่ทันจะพูดก็รู้ว่าจะพูดอะไร ความหมายก็คือ รู้ความต้องการ รู้นิสัย รู้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของคนๆนั้น นั่นหมายถึงมีคนรู้ทัน และคนที่ถูกรู้ทัน แต่คนที่ถูกรู้ทันมักไม่ค่อยชอบ เพราะจะถูกขัดใจ ขัดจังหวะเสียก่อน หากสิ่งที่ตนเองกำลังคิด กำลังวางแผนคือการตอบสนองความอยาก ความต้องการของตัวเอง ความไม่ชอบมักแสดงออกด้วยความโกรธ ความไม่พอใจ และพาลพาให้เกิดความเสียหายอย่างอื่นตามมา บ้านเมืองของเราขณะนี้กำลังถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศเช่นนี้ นี่คือเชื้อที่กำลังลามขยายพื้นที่มากขึ้น พระคัมภีร์แนะเราว่า เอเฟซัส 5:15-18 15เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา 16จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว 17เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร 18และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ พระคัมภีร์เตือนเราให้ระวังการดำเนีนชีวิตที่จะไม่ติดเชื้อที่ทำให้เสียคน ข้าพเจ้าได้เห็นการดำเนินชีวิตของพี่น้องที่ระมัดระวังไม่ให้ตัวเองติดเชื้อไข้หวัด 2009 เราทำได้ดีมาก ไม่มีใครในท่ามกลางเราเสียชีวิตเพราะไข้หวัด 2009 ด้วยแรงจูงใจที่เรากลัวเสียชีวิต เราจึงระมัดระวัง ใส่ผ้าปิดปาก ปิดจมูก ล้างมือด้วยเจล มีเจลตั้งอยู่หน้าประตู ระมัดระวังการจับมือกัน ให้ล้างมือบ่อยๆ นี่คือการดำเนินชีวิตอย่างคนที่กลัวการเสียชีวิต ในทำนองเดียวกัน การดำเนินชีวิตที่กลัวการเสียคนหรือเป็นคนนิสัยเสีย นั้นคือสาระสำคัญยิ่งกว่าการเสียชีวิต พระคัมภีร์ให้น้ำหนักมากจนถึงมากที่สุด พระเยซูคริสต์ทรงตรัสในมัทธิว 16:25 25เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด คือการบอกว่า แม้จะต้องเสียชีวิต แต่ดำเนินชีวิตเหมือนกับพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นต้นแบบของการมีนิสัยดีๆ ไม่เสียคน แม้จะต้องสูญเสียชีวิตไปกับนิสัยดีๆ ชีวิตดีๆ ก็ยังไม่ใช่การสูญเสีย มาระโก 9:42-45,47-50 42 “แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราให้หลงผิด ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียในทะเลก็ดีกว่า 43ถ้ามือของท่านทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าในชีวิตด้วยมือด้วน ยังดีกว่ามีสองมือและต้องถูกทิ้งในนรกในไฟที่ไม่รู้ดับ 45ถ้าเท้าของท่านทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าในชีวิตด้วยเท้าด้วนยังดีกว่ามีเท้าสองเท้า และต้องถูกทิ้งในนรก 47ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าด้วยตาข้างเดียวยังดีกว่ามีสองตา และต้องถูกทิ้งไปในนรก 48ในที่นั้นตัวหนอนก็ไม่ตายและไฟก็ไม่ดับเลย 49ด้วยว่าคนทั้งปวงจะต้องถูกเคล้าเกลือแล้วชำระด้วยไฟ 50เกลือเป็นของดี แต่ถ้าเกลือหมดรสเค็มแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ ท่านทั้งหลายจงมีเกลือในตัวและจงอยู่สงบสุข สามัคคีซึ่งกันและกัน” ถ้าพูดตามสำนวนของพระเยซูคริสต์แบบชาวบ้านก็คือ ไปตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่แล้วเป็นเหตุให้คนทำบาป นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ให้ความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตที่ดี ไม่ใช้นิสัยเสียๆที่พาคนอื่นเสียไปด้วยกับตัวเอง ไม่ทำให้คนหลงผิดในความบาป และที่สำคัญไม่ยุยงให้เกิดความแตกแยก ในพระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงการอยู่อย่างสงบสุข และสามัคคีซึ่งกันและกัน นี่คือลักษณะของเกลือที่ยังรักษาความเค็ม อย่าเป็นเกลือที่หมดรสเค็ม ไปที่ไหนก็นำแต่ความเน่าเสียไปถึงที่นั่น เกลือสำหรับคนโบราณใช้หยุดการเจริญเติบโตของเชื้อได้ ทำให้ของไม่เน่า ดับกลิ่นอุจจาระได้ เราทั้งหลายที่เป็นคริสตชนคนของพระเจ้า ควรต้องระวังต่อเชื้อที่จะเข้ามาในคริสตจักร ในพระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสาวกของพระองค์ให้ระวังเชื้ออยู่สองประเภท มาระโก 8:15 15พระองค์ทรงกำชับเหล่าสาวกว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสี และเชื้อแห่งเฮโรดให้ดี” เชื้อแห่งฟาริสี เรารู้จักกันดีในลักษณะของคนที่นับถือศาสนาแต่เปลือกนอก และมีคำสอนที่ผิดจากศาสนศาสตร์และใช้การเมืองในทางที่เลว เห็นชัดตอนฟาริสีพยายามจะจับผิดพระเยซู ส่วนเชื้อแห่งเฮโรด คือ คนที่ใช้การเมืองในทางที่เลว ทั้งสองเชื้อนี้แฝงตัวอยู่ทุกที่ พร้อมจะทำให้คนติดเชื้อได้ แม้กระทั่งในคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ การระวังไม่ได้หมายความว่า ทำลาย พระเยซูไม่ได้บอกให้ทำลายหรือกำจัดคนที่มีเชื้อออกไป แต่พระองค์เตือนให้ระวัง เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการมีสังคมเดียวกัน อยู่ร่วมกัน เราจะทำอย่างไร นั่นคือคำแนะนำว่า ระวัง คือ ป้องกัน และ ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ดังนั้น ลูกาซีรี่ส์วันนี้คือป้องกันและตรวจสอบ มิใช่การจับผิด กำจัด แต่เป็นการแก้ไขและปรับปรุงให้คนของพระเจ้าเป็นคนดี และพร้อมเป็นคนที่ใช้การได้ 2 ทิโมธี 3:16-17 16พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม 17เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง ลูกา 6:43-49 43 “ด้วยว่าต้นไม้ดีย่อมไม่เกิดผลเลว หรือต้นไม้เลวย่อมไม่เกิดผลดี 44เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้ทุกต้นได้ก็เพราะผลของมัน เพราะว่าเขาย่อมไม่เก็บผลมะเดื่อจากต้นไม้มีหนาม หรือย่อมไม่เก็บผลองุ่นจากต้นระกำ 45คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น 46 “เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' แต่ไม่กระทำตามที่เราบอกนั้น 47ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา และกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด 48เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะได้สร้างไว้มั่นคง 49ส่วนคนที่ได้ยินและมิได้กระทำตาม เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึกบนดินไม่ก่อราก เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่งตึกนั้น ตึกนั้นก็พังทลายลงทันที และความพินาศของตึกนั้นก็ใหญ่ยิ่งนัก”
1. รับการตรวจสอบชีวิตจากพระเยซูคริสต์ ลูกา 6:43-44
43 “ด้วยว่าต้นไม้ดีย่อมไม่เกิดผลเลว หรือต้นไม้เลวย่อมไม่เกิดผลดี 44เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้ทุกต้นได้ก็เพราะผลของมัน เพราะว่าเขาย่อมไม่เก็บผลมะเดื่อจากต้นไม้มีหนาม หรือย่อมไม่เก็บผลองุ่นจากต้นระกำ
พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน พระองค์เห็นทะลุถึงข้างในชีวิตของมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ลึก ยอห์น 2:25 25เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์ และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์ เป็นการยืนยันคำตรัสในลูกาตอนนี้ว่า พระองค์เห็นอะไรในคนดี และอะไรในคนไม่ดีทะลุปรุโปร่ง ไม่ต้องมีใครมาบอก ไม่ต้องมีใครมาเป็นพยานว่าคนนั้นดี คนนี้เลว พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์ แม้กระทั่งคนที่มาฟ้องเรื่องคนนั้นคนนี้กับพระองค์ พระองค์ก็เห็นคนฟ้องทะลุ ว่ามีอคติ หรือมีความจริงใจ มีความอยากและตัณหาอย่างไร พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้สังเกตพฤติกรรมของคน ผลที่แสดงออกมาไม่สามารถปิดบังได้ เพราะมันจะฟ้องตัวมันเอง ฟาริสีเป็นผู้นำทางศาสนาที่พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสาวกให้ระวังติดเชื้อ ฟาริสีสวมชุดข้างนอกให้ประชาชนดูออกว่าเขาคือพวกเคร่งครัดทางศาสนา คนอยู่ใกล้ยิ่งรู้สึกว่าตนเองบาป การสวมเสื้อและมีพฤติกรรมยังไม่สามารถปกปิดสิ่งที่อยู่ภายในของฟาริสีได้ สิ่งที่อยู่ภายในนี้ที่พระเยซูเรียกว่าเชื้อแห่งฟาริสี ในคริสตจักรของเราก็มีคนที่สวมบทบาทผู้นำอันได้แก่ ศิษยาภิบาล หัวหน้าหน่วย หัวหน้าเซลล์ พี่เลี้ยง วันนี้ เขามีชีวิตที่เป็นแบบอย่างอย่างที่เขาสอนเราหรือไม่ หรือเขาพูดอย่างทำอย่าง หรือเป็นสมภารกินไก่วัด ไอ้หนุ่มหน้าตาหล่อน่ากินดี หรือสาวละอ่อนน่าจีบ นี่คือเชื้อของสังคมในปัจจุบันที่ไม่สนว่าลูกเมียใคร ขอเอามาเป็นชู้ เป็นชู้จริงๆไม่ได้ก็เป็นชู้ทางใจก็ยังดี นี่ไม่ใช่ค่านิยมของคริสเตียน แต่คือเชื้อแห่งเฮโรด ที่เอาเมียน้องชายมาทำเมียตัวเอง และใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการฆ่าคนที่เตือน คนที่ห้ามไม่ให้ทำบาป คนที่บอกให้เลิก ด้วยการ การตัดหัวยอห์น ผู้ให้บัพติศมาในน้ำ วันนี้ ไม่ว่าผู้นำหรือสมาชิกในคริสตจักรก็ต้องให้พระเจ้าตรวจสอบว่าเราติดเชื้ออะไรอยู่หรือไม่ เรากำลังนำชีวิตตัวเอง หรือนำคนอื่นไปผิดทางหรือไม่ 43 “ด้วยว่าต้นไม้ดีย่อมไม่เกิดผลเลว หรือต้นไม้เลวย่อมไม่เกิดผลดี 44เพราะว่าจะรู้จักต้นไม้ทุกต้นได้ก็เพราะผลของมัน เพราะว่าเขาย่อมไม่เก็บผลมะเดื่อจากต้นไม้มีหนาม หรือย่อมไม่เก็บผลองุ่นจากต้นระกำ นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์จากธรรมชาติของต้นไม้ ซึ่งบางชนิดมีความคล้ายกันมากจนแยกไม่ออกจนกว่าจะออกผลสำแดงความเป็นต้นไม้นั้นออกมาเป็นอย่างที่คาดหวังหรือไม่ บางทีเราดูใบเหมือนกัน ลำต้นคล้ายกัน ขนาดพอๆกัน แต่เมื่อออกผลถึงจะรู้ เหมือนกับชีวิตคนต้องรอการพิสูจน์ด้วยกาลเวลา ส่วนอีกลักษณะหนึ่งในการแยกแยะว่า ใช่หรือไม่ใช่ได้ทันที พระเยซูคริสต์ยกตัวอย่างเปรียบเทียบด้วยลักษณะของต้นไม้มีหนามและไม่มีหนาม นั่นคือ เห็นหนามชัดๆ จับแล้วเจ็บ อย่าไปจับ อย่าไปแตะ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า อย่าเล่นกับไฟ รีบถอยห่าง เดี๋ยวไหม้ทั้งตัว มีนิทานกุศโลบายสอนเด็กเรื่องอย่าเล่นเข็ม ของมีคม เรื่องเจ้าหญิงนิทรา โดนเข็มตำต้องหลับไปนานรอเจ้าชายขี่ม้าขาวมาจุมพิตให้ตื่นจากหลับ ทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์เตือนให้ระวังอย่าเล่นกับสิ่งที่เป็นอันตราย สุภาษิต 1:10 “บุตรชายของเราเอ๋ย ถ้าคนบาปล่อชวนเจ้า อย่าได้ยอมตาม” สุภาษิตเตือนว่า ระวัง เดี๋ยวจะหลับแบบไม่มีวันตื่น สุภาษิต 2:16-20 16เจ้าจะรอดพ้นจากหญิงชั่ว จากหญิงสัญจรที่พูดจาพะเน้าพะนอ 17ผู้ทอดทิ้งคู่เคียงที่นางได้มาเมื่อยังสาวๆนั้นเสียและลืมพันธสัญญาแห่งพระเจ้าของตน 18เพราะเรือนของนางจมลงไปสู่ความมรณา และวิถีของนางไปสู่ชาวเมืองผี 19ผู้ที่ไปหานางไม่มีกลับมาสักคนเดียว หรือหามีผู้ใดหันเข้าทางแห่งชีวิตอีกได้ไม่20ดังนั้น เจ้าควรจะดำเนินในทางของคนดี และรักษาวิถีของคนชอบธรรม นี่คือวิถีชีวิตของคนที่ระวังการติดเชื้อที่จะทำให้เสียคน คือตรวจตนเองว่ามีเชื้อหรือไม่ ถ้ามีก็รีบทำลายเชื้อ ถ้าเป็นพาหะก็ต้องรีบทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน อีกประการสำหรับการระวังการติดเชื้อที่จะทำให้เสียคนนั่นคือ
2. จงให้คลังแห่งใจบรรจุด้วยของดี ลูกา 6:45
45คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น
คำสอนของพระเยซูคริสต์ตอนนี้ คือการบอกให้สาวกของพระองค์สนใจการบรรจุของดีไว้ในคลังแห่งใจของตน คนนิสัยดี เป็นคนที่ใช้การได้ของพระเจ้าจะดำเนินชีวิตมุ่งบรรจุของดี อะไรที่ดีๆ อยู่ที่ไหน จงแสวงหา จงรับการเปลี่ยนแปลง รับการชำระใจ เพื่อให้ใจของตนเองเป็นคลังที่บรรจุของดี มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ถ้าภาชนะที่จะบรรจุเต็ม ก็ไม่สามารถเติมอะไรเข้าไปได้อีก วันนี้ ใจของเรากำลังเต็มไปด้วยอะไร ดี หรือชั่ว คำพูดจากปากที่พูดออกมาเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจ คำพูดที่ข่มขู่ให้คนกลัว คนต้องเกรง ต้องยอมรับนิสัยเสียๆของตัวเอง คือของชั่วที่ออกมาจากคลังชั่วแห่งใจของตน อย่างนี้ ต้องกลับใจใหม่ ไปขอโทษคนที่เราไปขู่เขา ทำให้เขากลัว แต่ความจริงเขาอาจจะไม่กลัวคำขู่ของเราก็ได้ แต่การไปขอโทษคือการสำนึกผิด คือการสำแดงการกลับใจใหม่ เป็นการปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการที่ตัวเองสร้างไว้ ทำเถิด เพื่อคลังใจของเราจะมีที่ว่างที่จะบรรจุของดี การตรัสของพระเยซูคริสตในตอนนี้ เป็นการกล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน แม้มารยาทสังคมทำให้เรากลบเกลื่อน ปิดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ เราอาจจะพูดให้คนหลงและเชื่อคำพูดของเราได้ แต่สิ่งที่ซ่อนไว้ในใจก็จะถูกเปิดเผยออกมา ลูกา 8:17 17ด้วยว่าไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนไว้ซึ่งจะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ซึ่งจะไม่รู้ จะไม่ต้องแพร่งพราย เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์หลังจากพระองค์ทรงสอนเรื่อง ดินสี่ชนิด อันได้แก่ดินที่อยู่ข้างทาง ดินที่มีหิน ดินที่มีหนามปกคลุม และดินดี ลูกา 8:11-15 11 “คำเปรียบนั้นก็อย่างนี้ เมล็ดพืชนั้นได้แก่พระวจนะของพระเจ้า 12ที่ตกตามหนทางได้แก่ คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วมารมาชิงเอาพระวจนะจากใจของเขา เพื่อไม่ให้เชื่อและรอดได้ 13ซึ่งตกที่หินนั้นได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว ก็รับพระวจนะนั้นด้วยความปรีดี แต่ไม่มีราก เชื่อได้แต่ชั่วคราว เมื่อถูกทดลองเขาก็หลงเสียไป 14ที่ตกกลางหนามนั้นได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วออกไป และความปรารภปรารมย์ ทรัพย์สมบัติ ความสนุกสนานแห่งชีวิตนี้ก็ปกคลุมเขา ผลของเขาจึงไม่เติบโต 15และซึ่งตกที่ดินดีนั้น ได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะด้วยใจเลื่อมใสศรัทธา แล้วก็จดจำไว้ จึงเกิดผลโดยความเพียร พระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงท่าทีในจิตใจและการตอบสนองของคนที่ได้รับพระวจนะของพระเจ้า ดินดี คือคนที่มีความเชื่อ ฟังและจดจำ ใส่ใจและมีความเพียรพยายามในการนำพระวจนะไปใช้ในชีวิตของตนเอง จึงกลายเป็นต้นไม้ที่เกิดผลที่ดีตามที่ตนเองปฏิบัติ ดินดีเป็นเหมือนคลังที่พร้อมรับของดีบรรจุไว้ ของดีที่หว่านลงในดิน รอการเจริญเติบโตและออกผลในทางที่ดี พระเยซูคริสต์จึงตรัสในลูกา 8:18 18เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจะฟังอย่างไรก็จงเอาใจจดจ่อ เพราะว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว จะทรงเพิ่มเติมให้แก่ผู้นั้นอีก แต่ผู้ใดไม่มี แม้ซึ่งเขาคิดว่ามีอยู่นั้น จะทรงเอาไปจากเขา” ของดีที่เราคิดว่าเรามี หากเราไม่ตั้งใจเอาไปใช้ให้เกิดผล ของดีนั้นก็จะสูญหายไปโดยพระเจ้าจะเป็นผู้เอาออกไปจากชีวิตของเรา จะเหลือไว้แต่ของไม่ดีที่จะทำให้เราเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ หรือเสียคน สำนวนไทยใช้คำว่า เสียผู้เสียคน คือคิดไม่ได้ คิดไม่เป็น ขาดวิจารณาญาณที่แหลมคม อะไรง่ายๆก็แยกแยะไม่ออกว่าถูกหรือผิด ชั่วหรือดี กิจการ 20:26-30 26เหตุฉะนั้นวันนี้ข้าพเจ้ายืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า ท่านทุกคนจะเป็นหรือตาย ข้าพเจ้าก็พ้นโทษแล้ว 27เพราะว่าข้าพเจ้ามิได้ย่อท้อในการกล่าวเรื่องพระดำริของพระเจ้าทั้งสิ้นให้ท่านทั้งหลายฟัง 28ท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี และจงรักษาฝูงแกะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงตั้งท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล และเพื่อจะได้ปกครองคริสตจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง 29ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่า เมื่อข้าพเจ้าไปแล้วจะมีสุนัขป่าอันร้ายเข้ามาในหมู่พวกท่าน และจะไม่ละเว้นฝูงแกะไว้เลย 30จะมีบางคนในหมู่พวกท่านเองกล่าวผันแปรความจริง เพื่อจะชักชวนพวกสาวกให้หลงตามเขาไป อ.เปาโลกล่าวตอนนี้ บอกกับเราว่า แม้แต่คริสตจักรก็มีคนที่ใจบรรจุแต่ของไม่ดีปะปนเข้ามาอยู่ท่ามกลางเรา เป็นคำเตือนให้ฝูงแกะของพระเจ้าระวังการนำที่ทำให้หลงไป จงระวังตัวให้ดี เป็นการรักษาจุดยืนที่มีใจเป็นคลังบรรจุของดี รักษาความจริงที่จะถูกบิดเบือน ยากอบ 5:12 12ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือ จงอย่าสบถสาบาน อย่าอ้างฟ้าสวรรค์หรือแผ่นดินโลก หรือสิ่งอื่นๆ แต่ที่ควรว่าใช่ก็จงว่าใช่ ที่ควรว่าไม่ก็จงว่าไม่ เพื่อท่านจะไม่ถูกลงโทษ มัทธิว 5:36-37 36อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะกระทำให้ผมขาว หรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้ 37จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว(หรือ มารร้าย) พระเยซูคริสต์ตรัสความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ 45คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น
3. จงเลือกวิถีที่ยั่งยืน ลูกา 6:46-49
46 “เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' แต่ไม่กระทำตามที่เราบอกนั้น 47ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา และกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด 48เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะได้สร้างไว้มั่นคง 49ส่วนคนที่ได้ยินและมิได้กระทำตาม เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึกบนดินไม่ก่อราก เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่งตึกนั้น ตึกนั้นก็พังทลายลงทันที และความพินาศของตึกนั้นก็ใหญ่ยิ่งนัก” นี่เป็นสำนวนในคำสอนเดียวกันกับการบันทึกของมัทธิว แต่มัทธิว บันทึกรายละเอียดยิ่งกว่านี้คือ
มัทธิว 7:24-27 24 “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา 26แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย 27ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง”
เพลงของเด็กรวีร้องพระคัมภีร์นี้ว่า คนฉลาดสร้างบ้านไว้บนศิลา ฝนตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว แต่บ้านก็ยังเผชิยกับพายุแรงปะทะได้ ส่วนคนโง่สร้างบ้านไว้บนดินทราย เมื่อพายุมา บ้านก็พังทลายลงอย่างง่ายดาย แม้จะเป็นคำร้องสำหรับเด็กในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ แต่ความหมายไม่เด็กเลย สำหรับผู้ใหญ่โดยตรง คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วยิ่งต้องตระหนักว่า นี่คือเรื่องสำคัญ จริงจัง ที่ต้องฟังและทำตาม นิสัยของคนเราอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ เราชอบอะไรที่อยู่นานๆ ใช้ได้นานๆ ไม่เสียง่าย อะไรที่อยู่นาน ก็ต้องจ่ายราคาแพง จะเป็นคนดีที่เสียยากก็ต้องลงทุน มีวินัยกับชีวิต มีความเชื่อฟังพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงนำสิ่งที่มาจากพระเจ้าพระบิดามาถึงเราในวันนี้ หากเราฟังพระองค์ ทำตามที่พระองค์แนะนำ เราจะอยู่อย่างยั่งยืน ไม่ล้มลงเรื่องเพศ เรื่องเงิน เรื่องการหลงตัวเอง เรื่องการหลงผิดกับการชี้นำผิดๆ วันนี้ ผู้ที่ชี้นำเรา กำลังชี้นำเราตามพระคัมภีร์สอนหรือชี้นำเราตามอารมณ์ความผิดหวัง อารมณ์อกหัก หรือไม่ ขอให้เราทั้งหลายเป็นผู้มีปัญญาที่อยู่อย่างยั่งยืน ระวังการติดเชื้อที่ทำให้เสียคน เอเฟซัส 5:15-18 15เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา 16จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว 17เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร 18และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|