เราถูกสอนให้รู้จักคำว่า “สามัคคีกัน” ด้วยตัวอย่างของการรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เช่น ไม้ที่แยกกันจะหักง่ายกว่าไม้หลายๆแท่งรวมกันเป็นมัด หักยาก การร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่ร่วมงาน ร่วมงานคือการที่แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ร่วมมือคือการที่แต่ละคนช่วยกันทำให้งานที่ตนเองทำประสานกับคนอื่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน จะมุ่งแต่สนใจตัวเองฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำเนินชีวิตที่ประสานกับคนอื่นๆ สนับสนุนคนอื่นๆให้อยู่กันอย่างสงบ อย่างสันติ อย่างปรองดองกัน ถึงจะเรียกว่าชีวิตที่เข้ากันและกันหรือ “สามัคคี” ซึ่งความหมายก็คือ เข้ากันได้ เช่น ถ้าขาสองข้างเดินอย่างผิดจังหวะการเดิน ไม่ประสานกันไม่สามัคคีกัน ก็เกิดอาการที่เรียกว่า ขาขัดกันเอง สะดุดขาตัวเองล้มลงได้
ครอบครัวใดที่อยู่ด้วยกันเพียงเพราะหน้าที่ แต่ไม่ประสานกัน ไม่สามัคคี ครอบครัวนั้นอยู่ไม่ได้นาน สุดท้ายก็ต้องแตกสลายไป เช่นเดียวกับ องค์กร สถาบันที่คนอยู่ด้วยแรงจูงใจของเงิน ก็จะมีการย้ายไปย้ายมา เข้าๆออกๆ ขึ้นอยู่กับว่าข้อเสนอของที่อื่นมากกว่าหรือน้อยกว่า แต่เราก็ได้เห็นองค์กรบางแห่งที่มีคนเก่าแก่ที่อยู่กันเพราะผูกพัน รักสถาบัน ไม่สนใจเรื่องตัวเงินก็มีเช่นกัน ความรักเป็นแรงจูงใจที่ทำให้อยู่นาน อยู่โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสถาบัน สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่า 1โครินธ์ 6:17 17แต่ส่วนคนที่ผูกพันกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระองค์ พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า มนุษย์สามารถสามัคคีด้วยความสัมพันธ์ เป็นจิตใจอันเดียวกันกับพระเจ้าได้ พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ นอกจากจะช่วยไถ่บาปแก่มนุษย์แล้ว พระองค์ยังเป็นสื่อกลางที่ทำให้มนุษย์ผูกพันกับพระเจ้าอย่างเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ยอห์น 15:4,9-10 “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน.... 9พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา 10ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์ที่เจาะจงให้ผู้ที่ติดตามเป็นสาวกของพระองค์ มองพระองค์เป็นต้นแบบของความสามัคคี พระเยซูคริสต์กับพระเจ้าพระบิดามีความรักเป็นแรงจูงใจในความผูกพันและการยึดมั่นต่อกันและกัน พระองค์ต้องการให้คริสเตียนมีความยึดมั่นเช่นเดียวกันนี้ ด้วยการรักกันและกัน พระคัมภีร์มีตัวอย่างความรักของมนุษย์ที่มีต่อพระเยซูคริสต์ ด้วยการล้างเท้าพระองค์ด้วยน้ำตาและเอาผมเช็ดเท้าของพระองค์ ในหนังสือลูกา 7:37-39,44-47,5037และดูเถิด มีผู้หญิงคนหนึ่งของเมืองนั้นเคยเป็นหญิงชั่ว เมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงเอนพระกายเสวยอยู่ในบ้านของคนฟาริสีนั้น นางจึงถือผอบน้ำมันหอม 38มายืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์ ร้องไห้น้ำตาไหลเปียกพระบาท เอาผมเช็ด จุบพระบาทของพระองค์มาก และเอาน้ำมันนั้นชโลม39ฝ่ายคนฟาริสีที่ได้เชิญพระองค์ เมื่อเห็นแล้วก็นึกในใจว่า “ถ้าท่านนี้เป็นผู้เผยพระวจนะก็คงจะรู้ว่า หญิงผู้นี้ที่ถูกต้องกายของท่านเป็นผู้ใดและเป็นคนอย่างไร เพราะนางเป็นคนชั่ว”..... 44พระองค์จึงทรงเหลียวหลังดูผู้หญิงนั้น และตรัสแก่ซีโมนว่า “ท่านเห็นผู้หญิงนี้หรือ เราได้เข้ามาในบ้านของท่าน ท่านมิได้ให้น้ำล้างเท้าของเรา แต่นางได้เอาน้ำตาชำระเท้าของเราและได้เอาผมของตนเช็ด 45ท่านมิได้จุบเรา แต่ผู้หญิงนี้ตั้งแต่เราเข้ามา มิได้หยุดจุบเท้าของเรา 46ท่านมิได้เอาน้ำมันชโลมศีรษะของเรา แต่นางได้เอาน้ำมันหอมชโลมเท้าของเรา 47เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่า ความผิดบาปของนางซึ่งมีมากได้โปรดยกเสียแล้ว เพราะนางรักมาก แต่ผู้ที่ได้รับการยกโทษน้อย ผู้นั้นก็รักน้อย”..... 50พระองค์จึงตรัสแก่ผู้หญิงนั้นว่า “ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้ารอด จงไปเป็นสุขเถิด” ที่นี่ เราจะเห็นความรักทำให้ชีวิตของหญิงที่สังคมตราหน้าว่าเป็นคนบาปกลับมีคุณค่าและมีอิทธิพลทำลายค่านิยมของพวกฟาริสีที่วัดคุณค่าของคนด้วยเบื้องหลังอดีตของคนด้วยความดีและความชั่ว แม้อดีตคนเคยชั่วแต่กลับใจใหม่แล้วก็ยังมีตราบาปประทับไว้ตลอดชีวิต พระเยซูคริสต์ทรงมองดูที่ใจ และมองดูที่การกระทำด้วย ทั้งใจและการกระทำที่สอดคล้องกัน ทำให้คุณค่าแห่งความรักอยู่เหนือข้อกีดกั้นของสังคมทั้งสิ้น ยากอบ 2:1919ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่ง นั่นก็ดีอยู่แล้ว แม้พวกปีศาจก็เชื่อ และกลัวจนตัวสั่น ยากอบได้พูดถึงเรื่องความเชื่อที่ต้องมีการประพฤติ และต้องเป็นการประพฤติที่สอดคล้องกับความเชื่อ พฤติกรรมของเราต้องสามัคคีกับความเชื่อของเราไม่ใช่ว่า มีชีวิตประกาศกับคนอื่นๆว่าตัวเองเป็นคริสเตียน แต่ไม่มีบุคคลิกของความเป็นคริสเตียนเลย การพูดจาไม่เห็นเหมือนพระเยซู แสดงกิริยาก็ไม่เหมือนพระเยซู แต่กลับเหมือนนักเลง เหมือนอันตพาลมากกว่า นี่เป็นชีวิตที่ขัดแย้งกันในตัวเอง ความเชื่ออย่างนี้ไร้ผล ความเชื่อที่เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่ง ก็เป็นความเชื่อเหมือนพวกปีศาจ ซึ่งมันก็รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่ง แต่ปีศาจกับพระเจ้าจะลงรอยกันไม่ได้ 2โครินธ์ 6:1515พระคริสต์กับเบลีอัลจะลงรอยกันอย่างไรได้.....ในมุมมองนี้ อาจกล่าวได้อีกแบบหนึ่งว่า ถ้าคริสเตียนไม่ลงรอยกัน แล้วใครอยู่ฝ่ายพระคริสต์ แล้วใครอยู่ฝ่ายปีศาจ บางคนอาจว่า ก็คนที่ทำตัวเหมือนปีศาจก็อยู่ฝ่ายปีศาจ คนที่ทำตัวเหมือนพระคริสต์ก็อยู่ฝ่ายพระคริสต์ละกัน คุณคิดว่า พระเยซูคริสต์ทรงมองดูเราอย่างนั้นหรือ คำตอบอยู่ที่นี่ ยอห์น 13:1-15,18-19, 21-30, 34-38 เหตุการณ์การล้างเท้าสาวกเป็นที่เข้าใจแก่พวกสาวกในภายหลังเมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึงและฟื้นขึ้นมาจากความตาย และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เราจะพบคำว่า เข้าใจในภายหลังเป็นระยะๆ เหมือนในบทนี้ ก็มีประโยคนี้ในยอห์น13:7 7พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “สิ่งที่เรากระทำในขณะนี้ท่านยังไม่รู้เรื่อง แต่ภายหลังท่านจะเข้าใจ” ซึ่งครั้งนี้ ยอห์นบันทึกว่า เป็นคำตรัสของพระเยซูคริสต์เอง ยอห์น13:11ก่อนถึงงานเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา พระเยซูคริสต์จึงทรงวางแบบชีวิตของพระเมสสิยาห์ที่จะทิ้งไว้ให้กับเหล่าสาวกของพระองค์บนโลกนี้สืบสานเจตนารมย์ของพระเจ้าต่อไป และยอห์นมาเข้าใจการกระทำของพระเยซูคริสต์ในภายหลัง ว่านี่คือความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงทิ้งไว้ให้ก่อนจะจากไป พูดตามภาษาชาวบ้านก็คือ ทิ้งหัวใจไว้กับเหล่าสาวก ......พระองค์ทรงรักพวกของพระองค์ซึ่งอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักเขาจนถึงที่สุด.......แบบของการรักกันและกันเริ่มต้นที่นี่
1. พิสูจน์ความรัก ยอห์น 13:1-2
1ก่อนถึงงานเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา พระองค์ทรงรักพวกของพระองค์ซึ่งอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักเขาจนถึงที่สุด 2ขณะเมื่อรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น (มารได้ดลใจยูดาสอิสคาริโอท บุตรของซีโมน ให้อายัดพระองค์ไว้) พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า จะมีคนทรยศขายพระองค์ ซึ่งสาวกมารู้ภายหลังว่ายูดาสคือคนนั้น แต่ในเหตุการณ์เวลานั้น ไม่มีใครรู้ ยกเว้นพระเยซูคริสต์ พระองค์จึงตรัสสิ่งที่สาวกไม่เข้าใจ ยอห์น 13: 18-19 18เรามิได้พูดถึงพวกท่านสิ้นทุกคน เรารู้จักผู้ที่เราได้เลือกไว้แล้ว แต่จะต้องเป็นจริงตามข้อพระคัมภีร์ที่ว่า 'ผู้ที่รับประทานอาหารของเราได้ยกส้นเท้าใส่เรา ' 19เราบอกท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้ก่อนที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วท่านจะได้เชื่อว่าเราคือผู้นั้น.........พระเยซูคริสต์รู้ว่ายูดาสกำลังเป็นเป้าหมายของมารซาตาน ที่นี่ ยอห์นบันทึกว่า การพูดของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา เป็นประเด็นสำคัญที่อาจทำให้ยูดาสผิดหวังในพระเยซูคริสต์ เพราะยูดาสมีความคิดเรื่องอาณาจักรใหม่ที่เขาหวังให้พระเยซูคริสต์ตั้งขึ้นโดยฤทธิ์เดชต่างๆที่ยูดาสเห็นพระเยซูคริสต์ทำในบทบาทพระเมสสิยาห์ เขาไม่คิดว่า พระเมสสิยาห์จะต้องตาย เขาผิดหวัง เหมือนกับที่ยูดาสผิดหวังที่น้ำหอมราคาแพงที่นางมารีย์เอามาชโลมพระเยซูน่าจะเอาไปขาย เปลี่ยนเป็นเงิน โดยยูดาสอ้างว่า จะได้เอาเงินไปช่วยคนจน ซึ่งพระคัมภีร์ตอนนั้น ยอห์นบันทึกว่า ยูดาสพูดอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะห่วงคนจน แต่เพราะเขาเป็นคนขี้ขโมย ยอห์น 12:6 6เขาพูดอย่างนั้นมิใช่เพราะเขาเอาใจใส่คนจน แต่เพราะเขาเป็นคนหัวขโมย คือเขาได้ถือกล่องเก็บเงินและได้ยักยอกเงินที่ใส่ไว้ในนั้นไป
และในเวลาต่อมายูดาสก็ขายพระเยซูคริสต์เพื่อเงิน 30 เหรียญเท่านั้น พระเยซูคริสต์รู้ว่ายูดาสมีจุดอ่อนคือเรื่องเงิน แต่พระองค์ทรงเลือกยูดาส เพื่อให้โอกาสกับยูดาสที่จะกลับใจใหม่ หากยูดาสหลุดจากความเป็นทาสของเงิน ยูดาสคงไม่เปิดประตูให้กับมารเข้ามาในใจของเขา 1ทิโมธี 6:8-10 8แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด 9ส่วนคนเหล่านั้น ที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน และติดบ่วงแร้วและในความปรารถนานานาที่ไร้ความคิดและเป็นภัยแก่ตัว ซึ่งทำให้คนเราต้องถึงความพินาศเสื่อมสูญไป 10ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์
แม้ยูดาสจะทำบาป พระเยซูคริสต์ก็ยังให้โอกาสจนวินาทีสุดท้าย ยอห์นบันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นทุกข์ในพระทัย ยอห์น 13:21 21 เมื่อพระเยซูตรัสดังนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเป็นทุกข์ในพระทัย และตรัสเป็นพยานว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะอายัดเราไว้” ความทุกข์ของพระเยซูคริสต์มิใช่กลัวถูกทรยศ แต่พระองค์เป็นทุกข์ที่สาวกอย่างยูดาสต้องกลายเป็นเครื่องมือของมาร และพลาดโอกาสที่จะเข้าใจเหมือนกับสาวกที่เหลือที่สุดท้ายสามารถเข้าถึงความเข้าใจถึงน้ำพระทัยพระเจ้า 1 ทิโมธี 6:11-12 11แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีเสียจากสิ่งเหล่านี้ จงมุ่งมั่นในความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทน และความอ่อนสุภาพ 12จงต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ จงยึดชีวิตนิรันดร์ไว้ ซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านรับ ในเมื่อท่านได้รับเชื่ออย่างดีต่อหน้าพยานหลายคน บทเรียนที่นี่ สอนเราทั้งหลายผู้เป็นคนของพระเจ้าว่า ให้เรามีความมุ่งมั่นอย่างถูกทิศทาง นั่นคือความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า มุ่งมั่นในความเชื่อ ความรัก ความอดทน และความอ่อนสุภาพ และต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ ยึดชีวิตนิรันดร์ไว้ สิ่งเหล่านี้ ยูดาสพลาดไปด้วยความใจร้อน ด้วยความใจเร็ว และใช้เงินเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง ระวัง เราจะพลาดการพิสูจน์ความรักของพระเยซูคริสต์เจ้า ซึ่งทรงวางไว้ให้กับเราในวันนี้ คนมากมายพยายามพิสูจน์ความรัก เริ่มต้นด้วยคำพูด ว่า รักเรามั้ย รักฉันไม๊ ซึ่งเรามักจะเรียกร้องการพิสูจน์ความรักจากคนที่เราคาดหวัง แต่พระเยซูคริสต์ทรงพิสูจน์ความรักกับยูดาสจนถึงที่สุด พี่น้อง อย่าเป็นคนด่วนใจร้อน รอไม่ได้ และตัดสินกันและกันเร็วเกินไป แต่จงรักจนถึงที่สุด ซึ่งมีความหมายว่า รักจนถึงตอนจบ เรามักจะรักครึ่งๆกลางๆ แล้วเลิกรัก ทำดีไม่ตลอดรอดฝั่ง พระเยซูสอนเรื่องการทำดีในตัวอย่างเรื่องหลักกิโลเมตรที่สอง มาจากกฏหมายของโรมแก่เชลยว่า ถ้าทหารโรมพบใครมีสิทธิ์วานให้ช่วยถือโล่ห์ หรือขนของของทหารโรมเดินร่วมทางไปด้วยได้ถึงระยะทาง 1 กิโลเมตร เราคิดว่า คนยิวจะคำนวนระยะทางเป็นจำนวนก้าวอย่างแม่นยำขนาดไหนที่ตัวเองจะไม่เสียเปรียบ หากทำครบตามหน้าที่ ตามกฏหมายกำหนดแล้ว จิตใจของคนยิวเวลานั้นจะรู้สึกยังไง เฮ้อ หมดเวร หมดกรรมสักทีกับไอ้ทหารโรมคนนี้ มัทธิว 5:41-4441ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร 42ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน 43 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู 44ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน มีใครรู้สึกหมดเวรหมดกรรมหมดภาระกับใครบางคนไปแล้ว คริสเตียนต้องรักกันและกัน ตามแบบอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงวางไว้
2. ถ่อมใจและลดตัวลง ยอห์น 13:3-5
3พระเยซูทรงทราบว่าพระบิดาได้ประทานสิ่งทั้งปวงให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงทราบว่าพระองค์มาจากพระเจ้า และจะไปหาพระเจ้า 4พระองค์ทรงลุกขึ้นจากการรับประทานอาหาร ทรงถอดฉลองพระองค์ออกวางไว้ และทรงเอาผ้าเช็ดตัวคาดเอวของพระองค์ 5แล้วก็ทรงเทน้ำลงในอ่าง และทรงเอาน้ำล้างเท้าของพวกสาวก และเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้นั้น ที่นี่ ยอห์นบันทึกซ้ำคำว่า พระเยซูคริสต์ทรงทราบ พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงทราบอะไร พระองค์ทรงทราบว่าพระองค์ไม่จำกัด พระองค์ทรงทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น และพระองค์ทรงทราบว่าพระองค์กำลังจะจากสาวกไปด้วยความตาย นี่คือภาพที่ทำให้เห็นว่า พระองค์ทรงถ่อมพระทัยลงเมื่อพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่รู้มากก็ยิ่งเย่อหยิ่ง ฟิลิปปี 2:5-85ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน การลดตัวของพระเยซูคริสต์ที่นี่ พระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้ที่เป็นแบบอย่าง พระองค์แสดงท่าทีต่อพวกสาวก โดยปกติคนรับใช้ในบ้านจะมีหน้าที่ล้างเท้าให้แขกเมื่อแขกมาถึง เพราะในสภาพทะเลทรายและลักษณะรองเท้าของคนสมัยนั้น เดินไปก็มีฝุ่นติดเท้า เข้าบ้านก็จะนั่งกับพื้นที่ยื่นเท้าไปมา พื้นก็เป็นเหมือนโต๊ะทานอาหาร ถ้าเท้าไม่สะอาด ก็จะทำให้อาหารสกปรกไปด้วย จึงต้องมีการล้างเท้าเมื่อมาถึงบ้าน โดยเฉพาะเมื่อมีการทานอาหารด้วยกัน พระเยซูคริสต์ทรงผูกผ้าเช็ดเท้าไว้ที่เอว เหมือนทาสระดับต่ำสุดทำกัน แล้วล้างเท้าให้สาวก แม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ พระองค์ก็เต็มใจรับใช้ เราซึ่งเป็นผู้ติดตามพระองค์ก็ต้องเป็นผู้รับใช้ด้วยเต็มใจรับใช้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า คุณเต็มใจที่จะรับใช้ตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์หรือไม่ คุณรับใช้ใครอยู่ในวันนี้ เปาโลกล่าวว่า 2โครินธ์ 9:7 27แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ เราคิดว่า เปาโลกำลังทำอะไรกับตัวเอง เปาโลกำลังจัดการกับความเย่อหยิ่งของตัวเอง เพราะเปาโลอยากให้พระเจ้าใช้เขา พระเจ้าไม่ใช้คนที่เย่อหยิ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม พระองค์ทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงสำแดงพระคุณแก่ผู้ที่มีใจถ่อม ยากอบ4:6 ....พระคัมภีร์จึงกล่าวว่า พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม สุภาษิต 3:34 34พระองค์ทรงเยาะเย้ยคนที่มักเยาะเย้ย แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนใจถ่อม 1เปโตร 5:5 5ในทำนองเดียวกันท่านที่อ่อนอาวุโส ก็จงเชื่อฟังคำของพวกผู้ใหญ่ อันที่จริงให้ท่านทุกคนมีความถ่อมใจในการปฏิบัติต่อกันและกัน ด้วยว่าพระเจ้าทรงเป็นปฏิปักษ์กับคนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน
3. การปรนนิบัติที่แตะจิตวิญญาณ ยอห์น 13:6-11
6พระองค์ทรงมาถึงซีโมนเปโตร และเปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์หรือ” 7พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “สิ่งที่เรากระทำในขณะนี้ท่านยังไม่รู้เรื่อง แต่ภายหลังท่านจะเข้าใจ” 8เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์ไม่ได้” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราไม่ล้างท่านแล้ว ท่านจะมีส่วนในเราไม่ได้” 9ซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้ามิใช่แต่เท้าของข้าพระองค์เท่านั้น แต่ขอทรงโปรดล้างทั้งมือและศีรษะด้วย” 10พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้วแต่ไม่ใช่ทุกคน” 11เพราะพระองค์ทรงทราบว่าใครจะอายัดพระองค์ไว้ เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายไม่สะอาดทุกคน” พระเยซูไม่ได้ล้างเท้าสาวกเพียงเพราะจะให้พวกเขาทำดีต่อกันและกัน เป้าหมายที่เหนือกว่านั้นก็คือให้พวกสาวกทำงานที่ยั่งยืน โดยการร่วมเส้นทางกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ข่าวประเสริฐขยายไปทั่วโลก หลังจากพระองค์เสด็จสู่สวรรค์ พวกเขาต้องออกไปในโลกเพื่อรับใช้พระเจ้า รับใช้ซึ่งกันและกัน รับใช้ทุกคนที่พวกเขาได้ประกาศข่าวเรื่องความรอด การรับใช้ของพระเยซูคริสต์แตะจิตวิญญาณของสาวก และจิตวิญญาณนั้นอยู่นาน 2โครินธ์ 4:18 18เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์ เปโตรมองเรื่องการล้างเท้าด้วยสายตาภายนอก เขาจึงปฏิเสธรับการล้างเท้าจากพระเยซู แต่เมื่อพระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าเปโตรไม่ยอมให้พระองค์ล้างเท้า เปโตรจะมีส่วนกับพระองค์ไม่ได้ เปโตรเข้าใจต่อไปอีกว่า ถ้าล้างแต่เท้าก็จะขาดทุน งั้นล้างมือกับหัวด้วยเลย เปโตรมองที่ปริมาณ แต่พระเยซูไม่ได้พูดถึงปริมาณ พระองค์กำลังพูดคุณภาพ จิตใจที่เชื่อฟังและมองการปรนนิบัติของพระเยซูคริสต์เป็นคุณภาพชีวิตที่จะเอาไปทำกับคนอื่นต่อไป ไม่ใช่การเลียนแบบการกระทำ แต่เลียนแบบด้านจิตวิญญาณแห่งการปรนนิบัติ
การรับใช้บางอย่างอาจดูไม่เข้าท่าสำหรับคนบางคน มองดูแล้ว เหมือนไม่คู่ควรกัน เพราะคนเราชอบที่จะตัดสินกันภายนอก เช่น ทำไมผู้ใหญ่ ต้องปรนนิบัติเด็กหรือคนอายุน้อยกว่า หัวหน้าต้องปรนนิบัติลูกน้อง หรืออาจารย์ต้องปรนนิบัติลูกศิษย์ พ่อแม่ต้องปรนนิบัตลูก สามีต้องปรนนิบัติภรรยา บางทีดูแล้วมันขัดกับวัฒนธรรมระบบอาวุโสในบ้านเรา ซึ่งแทนที่จะแตะจิตวิญญาณ แต่กลับทำให้จิตวิญญาณของคนไม่ยอมให้แตะก็มี เพราะระบบศักดินาได้เข้ามาครอบงำพื้นที่จิตวิญญาณไปด้วย พระเยซูคริสต์ทรงล้างเท้าสาวก จับเท้าบอกถึงใจได้ว่า สะอาดหรือไม่สะอาด ค่านิยมของโลกนี้คิดว่า การแตะเรื่องจิตวิญญาณ ต้องเป็นเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกว่า การปรนนิบัติต่างหากที่แตะจิตวิญญาณ เหมือนพระเจ้าทรงลดพระองค์ลงมาแตะมนุษย์ที่ต่ำต้อยอย่างเรา พระองค์มีเป้าหมายแตะจิตวิญญาณของเรา สดุดี 136:23 23คือพระองค์นี่เอง ผู้ทรงระลึกถึงเราในฐานะต่ำต้อยของเรา เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ 1โครินธ์ 12:24 24เพราะว่าอวัยวะที่น่าดูแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกแต่งอีก แต่พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น ภาษาอังกฤษมีคำหนึ่งกล่าวว่า Make people feel good about themselves แปลว่า ทำให้คนรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเขา ไม่ใช่ทำให้คนรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเรา นี่คือ การรักกันและกันของคริสเตียน คนเราจะรู้สึกแย่ เมื่อเขาถูกตอกย้ำจุดด้อยของตัวเขา และมีใครที่อยู่เหนือ หรือดีกว่าเขา เรากำลังรักกันและกันแบบไหน
4. จงทำกับคนอื่นเหมือนพระเยซูทำกับเรา ยอห์น 13:12-15,34
12เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าเขาทั้งหลายแล้ว พระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์ และประทับลงตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายเข้าใจ ในสิ่งที่เราได้กระทำแก่ท่านหรือ 13ท่านทั้งหลายเรียกเราว่าพระอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านเรียกถูกแล้ว เพราะเราเป็นเช่นนั้น14ฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระอาจารย์ของท่านได้ล้างเท้าของพวกท่าน พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย 15เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย........ 34เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น 35ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา”
ที่นี่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงระบบอาวุโสที่อยู่ในสังคม ความสัมพันธ์ของพระเยซูคริสต์กับสาวก คือ อาจารย์กับศิษย์ และอีกความสัมพันธ์หนึ่งคือ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์ธรรมดาๆ ซึ่งพวกเหล่าสาวกคาดไม่ถึง มีคริสเตียนบางคนคิดกับพระเจ้าอย่างนี้ คือ กลัวพระเจ้าทำงานหนัก กลัวตัวเองจะเป็นภาระของพระเจ้า เลยไม่เอาปัญหาของตัวเองมาทูลต่อพระเจ้า ดูเหมือนเป็นคริสเตียนขี้เกรงใจ และคิดเอาเอง เมื่อคิดกับพระเจ้ายังไง ก็คิดกับคนอื่นเหมือนกัน คือ อย่ามาเป็นภาระของฉัน ฉันไม่เป็นภาระของเธอ เราคิดว่า พระเยซูคริสต์ทรงมองดูเราอย่างนั้นไม๊ อิสยาห์ 42:3 3ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ ท่านจะไม่ดับ ท่านจะส่งความยุติธรรมออกไปด้วยความสัตย์จริง พระคัมภีร์อิสยาห์ตอนนี้บอกเราว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนไม่เป็นภาระสำหรับพระเจ้า พระคัมภีร์เปรียบคนที่ช้ำเหมือนไม้อ้อช้ำสุดๆ พระองค์ยังช่วยกู้ ชีวิตที่ดูเหมือนสิ้นหวังเหมือนไส้ตะเกียงที่หมดสภาพ คนที่อยู่ในลักษณะที่พระคัมภีร์บรรยาย มักเป็นที่น่ารำคาญของคนรอบข้าง เพราะไม่มีประโยชน์ มีแต่จะเป็นภาระ เป็นเหมือนขยะที่ต้องทิ้งหรือกำจัด ฮีบรู 12:1 1เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา สอนเราว่าให้ละทิ้งบาปที่ยังถ่วงอยู่ แต่มนุษย์มักคิดตรงกันข้ามว่าใครถ่วงเรา เราต้องสลัดมันทิ้ง ความจริงพระคัมภีร์บอกเราให้ละทิ้งบาปที่เกาะแน่น ไม่ใช่ละทิ้งคนที่เรารู้สึกว่ามันถ่วงเรา พระเยซูคริสต์ให้เรารักกันและกันอย่างนี้ มนุษย์มีนิสัยหนึ่ง คือ รักคนที่น่ารัก ชอบคนเก่ง มัทธิว 5:46 46แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ 47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ 48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ
เราคิดว่า พระเยซูสอนเราให้รักกันและกันแบบไหน รักคนประเภทไหน รักคนอย่างไร
5. ประเมินตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ยอห์น13:36-38
36 ซีโมนเปโตร ทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน” พระเยซูตรัสตอบว่า “ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ แต่ภายหลังท่านจะตามไป” 37เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า เหตุใดข้าพระองค์จึงตามพระองค์ไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ข้าพระองค์จะสละชีวิตเพื่อพระองค์” 38พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านจะสละชีวิตของท่านเพื่อเราหรือ เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”
เปโตรอยากติดตามพระเยซูคริสต์ไปทุกที่ ในช่วงเวลานั้น เปโตรยังไม่รู้ว่า พระเยซูคริสต์กำลังจะต้องถูกตรึงที่กางเขน พระองค์กำลังจะจากไป เปโตรไม่ได้สนใจหัวใจที่พระเยซูคริสต์ที่มอบไว้ให้กับสาวก เปโตรสนใจแต่ร่างกายที่มองเห็นได้ของพระเยซู พระเยซูถามว่า แน่ใจนะ การสละชีวิตของเปโตร คือเพื่อพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักความอ่อนแอในเปโตร เหมือนกับเราทั้งหลาย เรามักจะให้คำสัญญาง่าย เวลาเรากระตือรือร้น แต่พระเจ้ารู้ว่า เราจะทุ่มเทได้ขนาดไหน เปาโลบอกเราว่าให้เราประเมินตัวเองอย่างซื่อตรงโรม 12:3 3ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน แทนที่เราจะโอ้อวด เราควรจะค่อยๆแสดงความทุ่มเทของเราทีละขั้นทีละตอน ในขณะที่เราได้เรียนรู้พระคำของพระเจ้ามากขึ้นและมีความเชื่อมากขึ้น พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับคริสตจักรทั้งเจ็ดในหนังสือวิวรณ์ ซึ่งมีคริสตจักรหนึ่งที่ได้รับคำชมและคำหนุนใจ คำพยากรณ์และยืนยันในคำสัญญา คริสตจักรหนึ่งในเจ็ดนั้นคือ คริสตจักรฟิลาเดลเฟีย วิวรณ์ 3:8-13
8“ 'เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครปิดได้ เรารู้ว่าเจ้ามีกำลังเพียงเล็กน้อย แต่กระนั้นเจ้าก็ได้ประพฤติตามคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา 9ดูเถิด เราจะทำให้พวกธรรมศาลาของซาตานที่พูดมุสาว่า เขาเป็นพวกยิวและไม่ได้เป็นนั้น มากราบลงแทบเท้าของเจ้า และให้เขารู้ว่า เราได้รักพวกเจ้า 10เพราะเหตุที่เจ้าได้ประพฤติตามคำของเรา คือให้มีความอดทน เราจะป้องกันเจ้าให้พ้นจากช่วงเวลาแห่งการทดลองใจ ซึ่งจะมีทั่วทั้งโลก เพื่อจะลองใจคนทั้งปวงที่อยู่ในโลก 11เราจะมาในเร็วๆนี้ จงยึดมั่นในสิ่งที่เจ้ามี เพื่อไม่ให้ผู้ใดชิงเอามงกุฎของเจ้าไปได้ 12ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะตั้งให้ผู้นั้นเป็นหลักอยู่ในพระวิหารแห่งพระเจ้าของเรา และผู้นั้นจะไม่ออกไปนอกพระวิหารอีกเลย และที่ตัวของผู้นั้นเราจะจารึกพระนามพระเจ้าของเรา และชื่อเมืองของพระเจ้าของเรา คือนครเยรูซาเล็มใหม่ที่ลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้าของเรา และเราจะจารึกนามใหม่ของเราไว้ที่ผู้นั้นด้วย 13ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความซึ่งพระวิญญาณได้ตรัสไว้แก่คริสตจักรทั้งหลายเถิด'
คำว่า “ฟิลาเดลเฟีย” มาจากคำว่า ฟิลาเดฟอสซึ่งแปลว่า ความรักอย่างพี่น้อง หรือการรวมตัวกันอย่างพี่น้อง ฟิลอสแปลว่า เพื่อน อะเดฟอส แปลว่า พี่น้อง ทั้งทางสายสัมพันธ์แบบใกล้และไกล คริสตจักรที่มีชื่อเรียกนี้จะเป็นต้นแบบของคริสตจักรบางแห่งในยุคของเราด้วยและจะเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นคริสตจักรที่จะผ่านการทดลอง เป็นคริสตจักรที่มีมงกุฏ คริสตจักรแบบพี่แบบน้องเกิดขึ้นได้อย่างไร คริสเตียนที่อยู่ในคริสตจักประเภทนี้ต้องมีรักต่อกันและกัน พระคัมภีร์บอกเราว่า สิ่งที่จะเหลือไว้ในมวลมนุษยชาติในยุคสุดท้าย คือ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด 1โครินธ์ 13:13 13ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
|