Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2552

 

 

หัวข้อ “ชีวิตที่คำนึงถึงข่าวประเสริฐ"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

คำว่า “คำนึง” มีภาษาไทยที่มีความหมายเหมือนกัน คือ การพิจารณา ทบทวน ไตร่ตรอง ถ้าพูดอย่างภาษาชาวบ้านก็คือ คิดหลายๆตลบ คิดอย่างพยายามเข้าใจ คิดถึงบ่อยๆ อย่าลืม การคำนึงถึง ถ้าเอามาใช้กับชีวิต อาจกล่าวได้อย่างนี้ว่า ในชีวิตของคริสเตียนต้องมีการคำนึงถึงข่าวประเสริฐเสมอ นั่นหมายความว่า ต้องมีข่าวประเสริฐเกี่ยวข้องกับทุกอิริยาบท ทุกมุมของชีวิต ทำไมข่าวประเสริฐจึงสำคัญต่อชีวิตคริสเตียน ในหนังสือเอเฟซัส 6:15
15และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข   ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า 
ความสำคัญของข่าวประเสริฐถูกเปรียบเทียบเหมือนกับรองเท้าที่เราจะสวมออกไปสู่นอกบ้านเป็นสันติสุขประจำตัว
มีคนเคยแนะข้าพเจ้าว่า เมื่อไหร่ที่รู้สึกเซ็ง น่าเบื่อ ให้ออกไปนอกบ้านไปเล่าเรื่องข่าวประเสริฐ ข่าวเรื่องพระเยซูคริสต์กับคนแปลกหน้า ข้าพเจ้าเคยลองทำตามคำแนะนำนี้เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วที่รู้สึกเบื่อ เซ็ง (ปัจจุบันไม่เคยเบื่อหรือเซ็ง) ตอนนั้นยังอายุน้อย อาการเบื่อ เซ็งแบบวัยอายุน้อยยังมีมาก เลยออกไปตามคำแนะนำให้เอาข่าวประเสริฐไปประกาศกับคนอื่น ได้ผลจริงๆ รู้สึกถึงสันติสุขที่เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงการทรงพระชนม์อยู่ของพระเยซูคริสต์ ยิ่งน่าตื่นเต้น แม้บางทียิ่งพูดคนยิ่งคิดว่าเราบ้า เพราะเขาไม่เชื่อว่า พระเยซูที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร วันนี้ วันอีสเตอร์ เราจะกลับมาสู่การคำนึงถึงข่าวประเสริฐเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (เป็นการเคาะสนิมในบางคน ซึ่งนานมาแล้วที่เราไม่ได้พูดเรื่องข่าวประเสริฐกับคนรอบข้างแลย) อิสยาห์ 52:7
7เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ  ผู้นำข่าวดี  ของ เรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด ผู้กล่าวแก่ศิโยนว่า  “พระเจ้าของเจ้าทรงครอบครอง” 
ในสมัยโบราณ เวลารบศึกสงครามชนะ จะมีคนนำข่าวสารที่จะวิ่งไม่หยุดเพื่อกลับไปยังเมืองของตน เพื่อส่งข่าวว่า การศึกสงครามชนะแล้ว ตัวอย่างในพระคัมภีร์ 2 ซามูเอล 18:19
19อาหิมาอัสบุตรศาโดกกล่าวว่า   “ขอให้ข้าพเจ้าวิ่งนำข่าวไปทูลพระราชาว่า   พระเจ้าทรงช่วยกู้พระองค์ให้พ้นจากมือศัตรูของพระองค์แล้ว”.... 26ทหารยามเห็นชายอีกคนหนึ่งวิ่งมา   ทหารยามก็ร้องบอกไปที่นายประตูเมืองว่า   “ดูซี  มีชายอีกคนหนึ่งวิ่งมาแต่ลำพัง”   พระราชาตรัสว่า  “เขาคงนำข่าวมาด้วย” 27ทหารยามนั้นกราบทูลว่า   “ข้าพระบาทคิดว่าคนที่วิ่ง มาก่อนวิ่งเหมือนอาหิมาอัสบุตรศาโดก”   และพระราชาตรัสว่า  “เขาเป็นคนดี  เขามาด้วยข่าวดี”  
อิสยาห์ 61:1
1พระวิญญาณแห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้  เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ  และร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และบอกการเปิดเรือนจำออก(หรือ   การเบิกตา  แต่ฮีบรูว่า  การเปิด) ให้แก่ผู้ที่ถูกจำจอง
คำว่า ข่าวดี ในพระคัมภีร์เดิม มีความหมายเดียวกันกับ คำว่า ข่าวประเสริฐ บางครั้งในพระคัมภีร์ใหม่จะใช้คำว่า พระกิตติคุณ(Gospel) แทนคำว่า ข่าวดี ข่าวประเสริฐ เป็นคำเดียวกัน (รม.16:25; 2 คร.11:4; 2 ธส.3:1) ซึ่งเป็นเรื่องราวพันธกิจของพระเยซูคริสต์ การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ สิ่งที่ทำให้คริสเตียนถูกข่มเหงมากที่สุด คือการประกาศว่า พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ และเป็นสิ่งที่ทำให้คริสเตียนยอมทนทุกข์ถูกทรมาณ และยอมตายเพราะคริสเตียนไม่สามารถปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ 1 โครินธ์ 15:1-9,14-15,17-22
1ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ   ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้   อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ 2และซึ่งจะทำให้ท่านรอด   ถ้าท่านยังยึดตามหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น   เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่อเฉยๆ  3เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น   ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์   เพราะบาปของเราทั้งหลาย   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ 4และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่   ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น 5พระองค์ทรงปรากฏแก่เคฟาส   แล้วแก่อัครทูตสิบสองคน 6ภายหลัง   พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว   ซึ่งส่วนมากยังอยู่จนถึงทุกวันนี้   แต่บางคนก็ล่วงหลับไปแล้ว 7ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบ   แล้วแก่อัครทูตทั้งหมด 8ครั้งหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้า   ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด 9เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครทูต   และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต   เพราะว่าข้าพเจ้าได้เคี่ยวเข็ญคริสตจักรของพระเจ้า....14ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา   การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก   ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย 15และก็จะปรากฏว่าเราอ้างพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า   เพราะเราอ้างพยานว่าพระองค์ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมา....17และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา   ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์   ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน 18และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วย 19ถ้าในชีวิตนี้   พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น   เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง  20แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว   และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น 21เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้น   เพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุฉันใด   การเป็นขึ้นมาจากความตายก็ได้อุบัติขึ้น   เพราะมนุษย์ผู้หนึ่งเป็นเหตุฉันนั้น 22เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด   คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น
พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวถึงพยานบุคคลที่ได้มีประสบการณ์การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เจ้า ซึ่งสาระสำคัญในเรื่องข่าวประเสริฐ Good News ข่าวดี ที่คนทั้งโลกต้องรู้ พระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์   เพราะบาปของเราทั้งหลาย   และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่   เราจะพบคำว่า ตามที่มีเขียนในพระคัมภีร์นั้น นั่นหมายความว่า ข่าวดีนี้ ได้ถูกกล่าวไว้ล่วงหน้าก่อนจะเกิด และเมื่อเป็นจริงตามที่ได้ทำนายไว้ล่วงหน้า ข่าวดีนี้ ยิ่งเป็นข่าวดีของข่าวดีทั้งปวง พยานบุคคลต่างๆที่อ.เปาโลได้บันทีกนี้ มีไม่ต่ำกว่า 500 คน และจากหนังสือพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม เราจะพบการบันทึกที่ย้ำว่า พระเยซูคริสต์ทรงปรากฏกับสาวกของพระองค์ทั้งนั้น ไม่ใช่กับคนทั่วไป และสาวกเหล่านี้ รู้จักพระเยซูคริสต์ดี เพราะได้ใช้เวลากับพระเยซูคริสต์ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ มีเปาโลคนเดียวที่ไม่เคย และเปาโลบันทึกที่นี่ว่า เขาเป็นคนล่าสุด ที่พบกับพระเยซูคริสต์แบบคนที่อยู่กันคนละขั้วกับพระเยซูคริสต์ คือไม่มีความเชื่อเลย เพราะเปาโลกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการข่มเหง จับคริสเตียนติดคุก และมีส่วนร่วมในการตายของสเทเฟน ขณะที่สเทเฟนกำลังเป็นพูดถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์อยู่ เปาโลเป็นคนล่าสุด แต่อาจเป็นคนแรกที่มีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์โดยตัวเขาเองไม่รู้จักพระองค์มาก่อน ซึ่งเป็นไปตามที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสกับโธมัส สาวกขี้สงสัยที่ไม่เชื่อว่า พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย ยอห์น 20:24-29
 “เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ   ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข”
สาวกที่รู้จักกับพระเยซูคริสต์มาก่อน เมื่อเขาได้ยินว่าพระเยซูคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์ ปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือ ไม่เชื่อทั้งนั้น พระคัมภีร์บันทึกถึงความไม่เชื่อของสาวกไว้ในมาระโก16:9-14
9 ครั้นรุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์   เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว   พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่มารีย์ชาวมักดาลาก่อน   คือมารีย์คนที่พระองค์ได้ขับผีออกเจ็ดผี 10มารีย์จึงไปบอกพวกคนที่เคยอยู่กับพระองค์แต่ก่อน   เขากำลังร้องไห้เป็นทุกข์อยู่ 11เมื่อเขาได้ยินว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่   และมารีย์ได้เห็นพระองค์แล้ว   เขาก็ไม่เชื่อ 12 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏพระกายอีกรูปหนึ่ง   แก่ศิษย์สองคน   เมื่อเขากำลังเดินทางออกไปบ้านนอก 13ศิษย์สองคนนั้นจึงไปบอกศิษย์อื่นๆ   แต่เขามิได้เชื่อ 14 ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่สาวกสิบเอ็ดคนนั้นเอง   เมื่อเขานั่งรับประทานอาหารอยู่   พระองค์ทรงติเตียนเขาเพราะเขาสงสัยและใจดื้อดึง   ด้วยเหตุที่เขามิได้เชื่อคนซึ่งได้เห็นพระองค์   เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว
แม้กระทั่งยอห์น ผู้บันทึกหนังสือยอห์น ก็ไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ แต่กลับเชื่อว่า ศพของพระเยซูถูกขโมย ยอห์น 20:1-10 1 วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด   มารีย์ชาวมักดาลามาถึงอุโมงค์ฝังศพ   นางเห็นหินออกจากปากอุโมงค์อยู่แล้ว 2นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร   และสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้น   และพูดกับเขาว่า   “เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว   และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน” 3เปโตรจึงออกไปยังอุโมงค์กับสาวกคนนั้น 4เขาวิ่งไปทั้งสองคน   แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึงอุโมงค์ก่อน 5เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่   แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน 6ซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง   แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่ 7และผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น   แต่พับไว้ต่างหาก 8แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย   เขาได้เห็นและเชื่อ 9เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า   พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย 10แล้วสาวกทั้งสองก็กลับไปยังบ้านของตน
บันทึกของยอห์นใช้สำนวนเรียกตัวเองว่า สาวกที่พระองค์ทรงรัก และเป็นคนวิ่งนำหน้าเปโตรไปถึงอุโมงค์ก่อนเปโตร หลังจากได้ยินการบอกเล่าของนางมารีย์ ชาวมักดาลาว่า ศพพระอาจารย์ถูกขโมย บันทึกในข้อ 8 ว่า ยอห์นได้เห็นและเชื่อ คือเขาได้เห็นอุโมงค์ฝังศพว่างเปล่า เขาเชื่อเลยว่า ศพถูกขโมย ยอห์นบันทึกถึงการไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตาย เขาบันทึกว่า ตอนนั้น เขาไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย นี่คือการสารภาพถึงการไม่เชื่อว่าพระเยซูฟื้นขึ้นมาจากความตายของคนที่รู้จักพระเยซูคริสต์ เป็นการเชื่อในเรื่องโกหกของพวกปุโรหิตที่ตรึงพระเยซูคริสต์ในเวลานั้นด้วย มัทธิว 28:11-15
11... มียามบางคนในพวกที่เฝ้าอุโมงค์นั้น   เข้าไปในเมืองเล่าเหตุการณ์ทั้งปวง   ซึ่งบังเกิดขึ้นนั้นให้พวกมหาปุโรหิตฟัง 12เมื่อพวกมหาปุโรหิตประชุมปรึกษากันกับพวกผู้ใหญ่แล้ว   ก็แจกเงินเป็นอันมากให้แก่พวกทหาร 13สั่งว่า   “พวกเจ้าจงพูดว่า   'พวกสาวกของเขามาลักเอาศพไปในเวลากลางคืน   เมื่อเรานอนหลับอยู่' 14ถ้าความนี้ทราบถึงหูเจ้าเมือง   เราจะพูดแก้ไขให้พวกเจ้าพ้นโทษ” 15ครั้นพวกทหารได้รับเงินแล้วจึงทำตามคำแนะนำ   และความนี้ก็เลื่องลือไปในบรรดาพวกยิวจนทุกวันนี้
วันนี้ เราเป็นรู้จักพระเยซูอย่างคนที่ไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายหรือไม่  เหมือนกับเหล่าสาวกที่ใกล้ชิดของพระเยซูซึ่งในตอนแรกก็ไม่เชื่อ แต่ต่อมาก็เชื่อ และต่างยอมรับว่า พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายเป็นข่าวดีสำหรับคนทั้งโลก วันนี้ คริสเตียนเป็นคนที่ได้รับข่าวดีหรือข่าวร้าย เราไปซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่าน เราจะพบการพาดหัวข่าว มีแต่ข่าวร้าย มีแต่เรื่องที่รู้แล้วเครียด ตรงกันข้ามกับข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์ ถ้าคนได้รู้ เขาจะหายเครียด เรากำลังเป็นคนที่เพิ่มความเครียดหรือลดความเครียดให้กับคนรอบข้าง เรากำลังพูดถึงเรื่องการเมืองที่ทำให้คนเครียดอยู่หรือเปล่า สังคมในปัจจุบันกำลังบริโภคข่าวสารที่ทำให้เครียด วันนี้ ขอให้ข่าวประเสริฐเป็นภูมิคุ้มกันอารมณ์ของพวกเราทั้งหลาย ด้วยการคำนึงถึงข่าวประเสริฐมากกว่าข่าวอื่นใด เพราะเมื่อเราคำนึงถึงข่าวประเสริฐ เราจะอยู่ในสถานะต่อไปนี้
1. คริสเตียนนิ่งสงบแต่ไม่นิ่งเฉย 1โครินธ์ 15:1-2
1ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ   ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้   อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ 2และซึ่งจะทำให้ท่านรอด   ถ้าท่านยังยึดตามหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น   เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่อเฉยๆ 
เราเคยเจอคนที่เฉยมาก เฉยกับทุกสิ่งรอบข้าง ไม่รู้สึกรู้สากับอะไรที่เกิดขึ้นรอบข้าง มีคำพูดหนึ่งกล่าวถึงความเฉยของคนที่เป็นอันตรายว่า ขนาดไฟไหม้บ้าน แล้วยังไม่รู้สึกอีก นี่คือความเฉยที่เป็นอันตรายมาก อาการเฉย ไม่ใช่อาการนิ่งสงบ เพราะการนิ่งสงบ นั่นหมายถึง การรู้สึกสัมผัสที่สภาวะรอบข้างที่เป็นแรงปะทะ แล้วยังนิ่งสงบ แต่ไม่นิ่งเฉย  มีคริสเตียนที่นิ่งสงบ และมีคริสเตียนที่นิ่งเฉย ทั้งสองอย่างต่างกัน คริสเตียนที่นิ่งเฉย ไม่คำนึงถึงข่าวประเสริฐ แต่กลับชอบบริโภคข่าวสารที่ไม่สงบ ชีวิตเลยไม่สงบ แต่คริสเตียนที่นิ่งสงบ ยิ่งสิ่งรอบข้างไม่สงบ ยิ่งคำนึ่งถึงข่าวประเสริฐ
เช่นเดียวกันมีคริสเตียนนิ่งเฉยไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตราวกับว่าพระเยซูตายไปไม่มีฟื้น เขายอมรับการตายเพื่อไถ่บาป แต่ไม่อยากมีประสบการณ์กับการฟื้นคืนพระชนม์ เพราะประสบการณ์การฟื้นคืนพระชนม์นั้น ต้องใช้ความเชื่อว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งต้องแสดงความแตกต่างกับประสบการณ์ของคนอื่น การเป็นพยานเรื่องการตายเป็นปกติของมนุษย์ทุกคนที่ต้องตาย  ยอห์น 19:31-37 31วันนั้นเป็นวันเตรียม   พวกยิวจึงขอให้ปีลาตทุบขาของผู้ที่ถูกตรึงให้หัก   และให้เอาศพไปเสีย   เพื่อไม่ให้ศพค้างอยู่ที่กางเขนในวันสะบาโต   (เพราะวันสะบาโตนั้นเป็นวันใหญ่) 32ดังนั้น   พวกทหารจึงมาทุบขาของคนที่หนึ่ง   และขาของอีกคนหนึ่งที่ถูกตรึงอยู่กับพระองค์ 33แต่เมื่อเขามาถึงพระเยซู   และเห็นว่า   พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว   เขาจึงมิได้ทุบขาของพระองค์ 34แต่ทหารคนหนึ่งเอาทวนแทงที่สีข้างของพระองค์   และโลหิตกับน้ำก็ไหลออกมาทันที 35คนนั้นที่เห็นก็เป็นพยาน   และคำพยานของเขาก็เป็นความจริง   และเขาก็รู้ว่าเขาพูดความจริง   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ 36เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น   เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม   ซึ่งว่า“พระอัฐิของพระองค์จะไม่หักสักชิ้นเดียว” 37และมีข้อพระธรรมอีกข้อหนึ่งว่า    “พวกเขาจะมองดูพระองค์ผู้ที่เขาได้แทง”
การเชื่อเฉยๆ ก็ไม่ต่างจากการเป็นพยานว่า พระเยซูคริสต์ตายจริง แล้วก็จบ จนกลายเป็นคริสเตียนที่นิ่งเฉย คือไม่เชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ คือ ไม่เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเกินความสามารถของมนุษย์ เปาโลต้องการให้คนที่อ่านหนังสือโครินธ์นี้ ก้าวเข้าไปสู่ประสบการณ์กับความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ในเรื่องฤทธิ์เดช  ฟิลิปปี 3:10
10ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์   และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช   เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น  
เปาโลกล่าวถึงประสบการณ์ในฤทธิ์เดชในที่นี้ ไม่ใช่มีไว้เพื่ออวด เพื่อเสริมบารมีในชีวิต เพื่อผู้คนจะมองดูเราเป็นผู้วิเศษที่มีอะไรๆต่างจากชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริง การมีประสบการณ์ในฤทธิ์เดชนั้น ก็เพื่อให้คนได้รู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า เปาโลต้องการที่จะให้ชีวิตของเรานำคนให้ได้รับข่าวดี  เขาไม่ต้องการเป็นคริสเตียนที่นิ่งเฉย เราจึงเห็นเปาโลเป็นคริสเตียนที่นิ่งสงบคนหนึ่ง แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เขาก็ยังนิ่งสงบได้ เขาเป็นคนหนึ่งที่เขียนข้อความว่า ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า ฟิลิปปี 4:11-13
 11ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน   เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม   ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น 12ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ   และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์   ไม่ว่าในกรณีใดๆ   ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก   ความสมบูรณ์พูนสุข   และความขัดสน 13ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้   โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า  
2. คริสเตียนไม่ใช่คนที่น่าสงสาร 1โครินธ์ 15:14-15,17-19
14ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา   การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก   ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย 15และก็จะปรากฏว่าเราอ้างพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า   เพราะเราอ้างพยานว่าพระองค์ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมา....17และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา   ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์   ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน 18และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วย 19ถ้าในชีวิตนี้   พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น   เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง  
พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังกล่าวในเชิงที่เรียกว่า ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง เพราะในความเป็นจริงพระเยซูคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา ซึ่งมีพยานมากมายดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้นก่อนถึงข้อนี้ มีพยานกว่า 500 คนที่ได้เห็นพระเยซูตายจริง และเห็นพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย พระคัมภีร์ตอนนี้จึงกล่าวเพื่อให้ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์จงรู้ตัวว่า และความเป็นจริง เราไม่ได้มีแค่ความหวัง เราไม่ใช่คนที่น่าสังเวช น่าสงสาร ในทางตรงกันข้าม นี่คือข่าวดี และเป็นเรื่องมั่นคงถาวรนิรันดร์ แต่เราก็ได้เห็นคริสเตียนบางคนที่ตกในสภาพที่น่าสังเวช น่าสงสาร เกิดขึ้นได้อย่างไร มันเกิดขึ้นเพราะเราไปฝากความหวังของเราไว้กับสิ่งที่อนิจจังของโลกนี้ ทั้งๆที่ในพระคริสต์เรามีความหวังแล้ว เพราะพระองค์ได้ทำให้สิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกที่เคยมีประสบการณ์ผิดหวังอย่างเดียวกัน คือ การมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกไม่นานก็ต้องตาย มนุษย์คาดหวังกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังหวัง คือ หวังที่จะมีชีวิตยืนนาน แต่ก็มีหลายคนผิดหวัง เพราะชีวิตมันไม่ยืนยาวอย่างที่เราคาดหวัง
การคำนึงถึงข่าวประเสริฐ จะทำให้เราไม่มองตัวเองเป็นคนที่น่าสงสาร แต่ในทางตรงกันข้าม เราจะยิ่งเห็นความมีคุณค่าของตัวเราเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ชีวิตเราจะใกล้ความตายก็ตาม 2 โครินธ์ 4:14-16 14เรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงให้พระเยซูเจ้าคืนพระชนม์   จะทรงโปรดให้เราเป็นขึ้นมาโดยพระเยซู   และจะทรงพาเราเข้ามาเฝ้าพร้อมกับท่านทั้งหลาย 15เพราะว่าสิ่งสารพัดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย   เพื่อว่าเมื่อพระคุณมาถึงคนเป็นจำนวนมากขึ้น   ก็จะมีการขอบพระคุณมากยิ่งขึ้น   เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า 16เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ   ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป   แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน
พระคัมภีร์ตอนนี้ กล่าวถึงกายที่ทรุดโทรมไป นั่นหมายถึงการใกล้ความตายเข้าไปทุกที แต่ข่าวดี คือ เรายิ่งใกล้ความมีชีวิตในด้านจิตใจภายใน ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่า กำลังจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน ข้าพเจ้าชอบคำหนึ่งจากนักเทศน์คนหนึ่งกล่าวว่า เราจะให้คนมองเราอย่างน่าสงสารหรือจะให้คนมองเราอย่างคนที่น่าอิจฉา มันอยู่ที่ตัวเรา ข้าพเจ้าเห็นด้วย แต่อย่าทำอย่างชาวโลกที่เอาประโยคนี้ไปใช้ในชีวิตในเชิงที่พยายามกระเสือกกระสนเพื่อไปให้ถึงจุดให้คนอิจฉา ด้วยการพยายามแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน นั่นไม่ใช่ความหมายของคำพูดนี้ แต่ความจริง อยู่ที่ท่าทีในการดำเนินชีวิตในข่าวประเสริฐของพระคริสต์ต่างหาก ซึ่งในหนังสือ 2 โครินธ์ 4:18
18เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่   แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น   เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน   แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นผู้ที่อยู่เหนือทุกสถานการณ์และทำให้คนรอบข้างมองเราอย่างน่าอิจฉาว่าเราผ่านสิ่งสถานการณ์เหล่านั้นมาได้อย่างไร ผ่านมาได้ทุกครั้ง เพราะเราไม่ได้ยึดติดอยู่กับสิ่งที่ตามองเห็น เราจึงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดล้อม
3. เรารู้จุดหมายปลายทางชีวิตของเรา 1โครินธ์ 15:20-22
20แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว   และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น 21เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้น   เพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุฉันใด   การเป็นขึ้นมาจากความตายก็ได้อุบัติขึ้น   เพราะมนุษย์ผู้หนึ่งเป็นเหตุฉันนั้น 22เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด   คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น
การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ไม่เหมือนกับคนตายที่ฟื้นขี้นมา เหมือนเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนตายฟื้นขึ้นมา เพราะคนเหล่านั้น วันหนึ่งก็ต้องประสบกับการตายจริงๆ เพราะไม่มีบันทึกว่าใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่มีบันทึกว่า คนๆนั้นจะไม่ตายอีก แต่การฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์นั้น เป็นการฟื้นขึ้นมาในสภาพกายใหม่ ไม่ใช่ผี แต่มีเนื้อหนัง สามารถรับประทานอาหารร่วมกับสาวก และให้สาวกจับต้องได้ สามารถเดินทางไปอีกที่หนึ่งได้ในระยะเวลาเดียวกัน มีลักษณะเป็นกายใหม่
1 โครินธ์ 15:51-53  51ดูก่อนท่านทั้งหลาย   ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกที่จะบอกแก่ท่าน   คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน   แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด 52ในชั่วขณะเดียว   ในพริบตาเดียว   เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย   เพราะว่าจะมีเสียงแตร   และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย   แล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ 53เพราะว่า  สิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้ต้องสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย   และสภาพมตะนี้ต้องสวมสภาพอมตะ
1 เธสะโลนิกา 4:13-17
13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว   เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า   อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง 14เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์   และทรงคืนพระชนม์แล้ว   โดยพระเยซูนั้น   พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น   มากับพระองค์ 15ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ   ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา   จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่ 16ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง   ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า   และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน 17หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่   จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น   และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ   อย่างนั้นแหละ   เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์
นี่คือปลายทางชีวิตของคริสเตียนที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ไม่ว่าจะอยู่หรือจะตายไปก่อน (พระคัมภีร์เรียกการตายของผู้เชื่อว่า คือ การหลับไป) และวันหนึ่งจะตื่นขึ้นมาและมาพร้อมกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เจ้า นี่คือเหตุผลว่า การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์จึงเป็นผลแรกของผู้ที่ล่วงหลับไปก่อนแล้ว หมายความว่า คนที่ล่วงหลับไปก่อนก็จะฟื้นคืนขึ้นมารับการเปลี่ยนแปลงใหม่ มีกายวิญญาณอย่างพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องพบกับความตายอีก ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์โดยเฉพาะการสำแดงความเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ของพระองค์ทำให้ผู้เชื่อ คือเราทั้งหลาย รู้แล้วว่า ปลายทางของเรานั้นคือ การได้อยู่กับพระเจ้า ปลายทางของเราไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผลแรกของผู้เชื่อที่ล่วงหลับไปก่อนหน้าเรา สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่อย่างเราในวันนี้ พระองค์ไม่เป็นเพียงความหวังของเราเท่านั้น แต่ใช่เลย
อีสเตอร์ในวันนี้ ขอเราทั้งหลายจงใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย อย่างผู้ที่คำนึงถึงข่าวประเสริฐ เรื่องการสิ้นพระชนม์และการฟื้นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์  อาเมน

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org