|
|
|
| |
หัวข้อ "แม่น้ำธำรงชีวิตในตัวเรา"
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
“น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต อาหารที่ว่าสำคัญก็ยังไม่เท่ากับน้ำดื่ม มีคนกล่าวว่า (จากคุณหมอท่านหนึ่ง) คนเราขาดอาหารได้นานถึงสี่สิบวัน แต่ขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน น้ำทำให้เกิดชีวิต แต่อาหารทำให้เติบโต เรื่องของจิตวิญญาณต้องการอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ เรื่องของชีวิต เราต้องการน้ำธำรงชีวิต ถ้าไม่มีน้ำธำรงชีวิต ก็ไม่มีชีวิต เรื่องของอาหารเป็นเรื่องตามมาภายหลังจากมีชีวิต ถ้าตายไปไม่มีชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องกินอาหารอีกต่อไป
คำว่า ของตาย เป็นสำนวนที่คนมักใช้พูดกับคนที่ไปไหนไม่รอด ยังไงก็ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่น ไปไหนไม่รอด แต่ถ้าหากของตายไม่ใช่ของตายอีกต่อไป แต่กลับมีชีวิตขึ้นมา นั่นหมายถึงการ ไปทางไหนก็มีทางรอด นั่นหมายความว่า ชีวิต ทำให้คนเรามีทางออก และมีทางเลือกเสมอ ไม่จนหนทาง ไม่จนมุม คนที่มีชีวิตที่แท้จริง คือคนที่มีความหวัง มีทางออกเสมอ แม้ในทางที่อับจนที่สุดก็มีทางเดินไป สุดทะเลก็เดินบนน้ำ สุดฟากฟ้าก็ไปเหนือเมฆ นี่แหล่ะคือคนที่มีชีวิตที่แท้จริง บทเรียนในวันนี้จากหนังสือยอห์นซีรี่ส์ ยังคงเกาะติดอยู่กับคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่ทรงชี้ให้เราเห็นความสำคัญของการมีชีวิต ในหนังสือ ยอห์น 7:31-53 เหตุการณ์นี้ต่อเนื่องจากการที่พระเยซูคริสต์ถูกปองร้ายหมายเอาชีวิต เพื่อมิให้พระองค์ทำสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า มีทั้งคนเข้าใจผิด คิดต่างๆนา มีทั้งคนที่ไม่รู้จักพระเยซู และที่รู้จัก ก็รู้จักไม่จริง อย่างเช่น เมื่อข่าวลือว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระคริสต์ (ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้ให้มาช่วยกู้โลก) คนที่รู้จักพระเยซูแค่ผิวเผิน ก็ปฏิเสธพระองค์ ด้วยเหตุผลที่ว่า พระคริสต์ต้องมาจากเชื้อสายของดาวิด และต้องเกิดที่หมู่บ้านเบธเลเฮมตามคำทำนายในพระคัมภีร์เดิม แต่ความจริง พระเยซูคริสต์ทรงเกิดที่หมู่บ้านเบธเลเฮม และมาโตที่นาซาเร็ธแคว้นกาลิลี ซึ่งเป็นแคว้นที่ไม่สำคัญเท่าแคว้นยูเดีย ที่เป็นที่ตั้งของเยรูซาเล็ม นี่เป็นการปฏิเสธพระเยซูคริสต์เพราะการไม่รู้ความจริงว่าพระองค์มาจากไหน หนังสือพระกิตติคุณมัทธิวลำดับวงศ์วานของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากวงศ์ของดาวิดผ่านโยเซฟ ที่รับนางมารีย์เป็นภรรยา มัทธิว 1:17 17ดังนั้นตั้งแต่อับราฮัมลงมาจนถึงดาวิดจึงเป็นสิบสี่ชั่วคน และนับตั้งแต่ดาวิดลงมา จนถึงต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน เป็นเวลาสิบสี่ชั่วคน และนับตั้งแต่ต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน จนถึงพระคริสต์เป็นสิบสี่ชั่วคน
คนยิวมีความพิเศษของการจดจำบรรพบุรุษที่พิเศษกว่าชาติใดในโลก คือเขาจะเรียกชื่อลูกที่มีชื่อพ่อติดมาด้วยตลอด คนยิวภูมิใจมากในเรื่องนี้ เพราะเขาเป็นยิวที่จะได้รับมรดกตามพระสัญญาของพระเจ้าที่สัญญาไว้กับลูกหลานของอับราฮัม เพราะฉะนั้น เขาต้องนับญาติ นับพี่นับน้อง เพราะเขาจะไม่ยอมให้พระสัญญาของพระเจ้าสูญหายไปในรุ่นของเขา เราจึงเห็นการบันทึกพระคัมภีร์ใหม่ที่ต้องการระบุชัดเจนว่าคือลูกใคร แม้จะมีคนคิดกับพระเยซูต่างๆนาๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดพระองค์ให้เข้าหาประชาชน ยอห์น7:31 31แต่มีหลายคนในหมู่ประชาชนนั้นได้วางใจในพระองค์ และพูดว่า “เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น พระองค์จะทรงกระทำหมายสำคัญมากยิ่งกว่าที่ผู้นี้ได้กระทำหรือ”
เป้าหมายของพระเยซูคริสต์ คือการสร้างความไว้วางใจท่ามกลางประชาชน นี่เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งจากหลายๆเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงการไว้วางใจในพระองค์ ในขณะที่ผู้คนถูกเสี้ยมให้ไม่ไว้วางใจ และสงสัยในพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์ก็ยังยืนหยัดที่จะให้มนุษย์มีในสิ่งที่ไม่เคยมี และเป็นในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยเป็น นั่นคือ แม่น้ำธำรงชีวิตในตัวเรา ซึ่งเป็นของขวัญที่พระเยซูคริสต์ต้องการนำมามอบให้กับผู้ที่วางใจในพระองค์ ซึ่งความจริงเกี่ยวกับแม่น้ำธำรงชีวิตมีดังนี้
1. คนทั่วไปแสวงหาแต่ไม่พบ ยอห์น 7:30-36
32เมื่อพวกฟาริสีได้ยินประชาชนซุบซิบกันเรื่องพระองค์อย่างนั้น พวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีจึงใช้เจ้าหน้าที่ไปจับพระองค์ 33พระเยซูตรัสว่า “เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายต่อไปอีกหน่อย แล้วจะกลับไปหาพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 34ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเราแต่จะไม่พบเรา และที่ซึ่งเราอยู่นั้นท่านจะเข้าไปไม่ได้” 35พวกยิวจึงพูดกันว่า “คนนี้จะไปไหน ที่เราจะหาเขาไม่พบ เขาตั้งใจจะไปหาคนที่กระจัดกระจายไปอยู่ในหมู่พวกต่างชาติ และสั่งสอนพวกต่างชาติหรือ 36เขาหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่า 'ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเราแต่จะไม่พบเรา' และ 'ที่ซึ่งเราอยู่นั้นท่านจะเข้าไปไม่ได้' ”
พระเยซูคริสต์ตรัสเช่นนี้ เพราะมีคนที่แสวงหาพระองค์เพื่อจะมาจับพระองค์ คนเหล่านั้นมาด้วยความไม่ไว้วางใจ การมาหาด้วยท่าทีเช่นนี้ จะไม่มีวันที่จะพบกับพระเยซูคริสต์ แม้จะได้เห็นพระองค์ในเวลานั้น แต่วันหนึ่งก็จะไม่เห็นอีก และตราบใดที่ยังมีท่าทีไม่ไว้วางใจ ก็จะไม่ได้พบและจะไม่รู้ว่พระองค์อยู่ที่ไหน พวกยิวในเวลานั้นจึงได้ยินเรื่องการจากโลกนี้ไปของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระองค์หมายถึง (ไปอย่างมีชีวิตอยู่ไม่ใช่ตายจากไป เพราะพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายก่อนที่จะจากโลกนี้ไป) แต่พวกยิวไม่เข้าใจ ก็ตีความว่า พระเยซูคริสต์จะไม่มาในงานเทศกาลฉลองของคนยิวอีก แต่จะไปหาคนต่างชาติ เพราะในงานฉลองใหญ่ประจำปีของคนยิว ก็จะมีแต่พวกยิวเท่านั้น ความหมายคำว่า คนต่างชาติ คือ คนที่ไม่มีพระเจ้า ไม่มีธรรมบัญญัติ ธรรมบัญญัติของพวกยิวทำให้ยิวต้องมาเยรูซาเล็ม คนยิวมาพบกันเพราะหน้าที่ เหมือนกับพวกเจ้าหน้าที่ที่มาหาพระเยซูจนพบ เพราะหน้าที่ต้องจะต้องจับพระองค์ไปตามคำสั่งของพวกฟาริสีและปุโรหิต การพบของคนเหล่านี้ เป็นการพบที่ไม่นาน อีกหน่อยก็จะไม่ได้พบ แม้อยากจะพบก็ไม่พบ เพราะพระเยซูคริสต์จะไม่อยู่ในสภาพมนุษย์ให้จับอีก สำหรับมนุษย์ ความตายทำให้ มนุษย์ไม่พบกันอีกตลอดไป แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ พระองค์สามารถไปโดยไม่ต้องตาย และไม่มีใครพบกับพระองค์ได้ ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึง การจากไปของบุตรน้อยหลงหายที่จากไปขณะที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ก็เหมือนกับได้ตายไปแล้ว แต่วันหนึ่ง เขาได้กลับมาบ้านด้วยท่าทีของการกลับใจใหม่ ผู้เป็นพ่อจึงพูดถึงลูกของตัวเองว่า ลูกา 15:24 24เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก' เขาทั้งหลายต่างก็มีความรื่นเริงยินดี
นี่คือภาพของชีวิตที่กลับขึ้นมาใหม่ เป็นบุตรที่เข้าหาพ่ออย่างคนที่มีชีวิตใหม่ มิใช่ยังใช้ชีวิตเก่าที่ตายไปแล้ว และมาหาพ่ออย่างคนตาย ก่อนหน้านี้บุตรน้อยหลงหายคนนี้เข้าหาพ่ออย่างคนตาย คือ ไม่กลับใจใหม่ มาเพื่อเอาสมบัติที่มีอยู่ไปผลาญเพื่อความสนุกสนานของตัวเอง ข้อ 12-14 12บุตรคนเล็กพูดกับบิดาว่า 'บิดาเจ้าข้า ขอทรัพย์ที่ตกเป็นส่วนของข้าพเจ้าเถิด' บิดาจึงแบ่งสมบัติให้แก่บุตรทั้งสอง 13ต่อมาไม่กี่วันบุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทรัพย์ทั้งหมดแล้วไปเมืองไกล และได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง 14เมื่อใช้ทรัพย์หมดแล้วก็เกิดกันดารอาหารยิ่งนักทั่วเมืองนั้น เขาจึงขัดสน
การพบกันในสภาพใหม่ คือการกลับใจใหม่ เป็นการพบกันด้วยชีวิต มิใช่พบกับอย่างคนที่ตายไปจากกัน
มีคนที่อยู่ด้วยกัน พบกันทุกวัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์กัน เป็นการพบกันตามหน้าที่ ก็เหมือนกับคนที่ไม่มีชีวิตที่อยู่ด้วยกัน ไม่มีชีวิตชีวา อยู่ด้วยกันแบบขมขื่นใจ ด้วยการรู้สึกว่า จำเป็นต้องอยู่ อยู่กันด้วยความระแวงสงสัย ไม่ไว้วางใจ อย่างนี้
สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสใน ลูกา 11:-1399เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน 10เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา 11มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอ(สำเนาโบราณหลายฉบับ เพิ่มว่า ขนมปัง จะเอาก้อนหินให้เขาหรือ หรือถ้าขอ) ปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ 12หรือถ้าขอไข่ จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ 13เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์”
นี่คืออีกมุมหนึ่งความเป็นพระเมสสิยาห์ในพระเยซูคริสต์ คือนอกจากจะเป็น พระผู้ช่วยโลกให้รอดจากความบาปที่เราต้องรับการพิพากษาในอนาคตแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้เชื่อด้วย และนี่การช่วยเหลือเราให้อยู่รอดในโลกปัจจุบันด้วย ยอห์น 14:25-2725“เราได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรายังอยู่กับท่าน 26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย หากเราจะแสวงหาพระเยซูคริสต์ให้พบ ก็ต้องเริ่มต้นให้ถูก คือเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงจะพบกับพระองค์ และการจะเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณก็ต้องเริ่มจากการวางใจในพระเยซูคริสต์จึงจะพบกับพระองค์อีกได้ การเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์คือกุญแจสำคัญ ยอห์น 14:1-41“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า(หรือ จงวางใจในพระเจ้า) จงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น”
2. สำหรับคนที่วางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ยอห์น 7:37-39
37ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม 38ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า 'แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น'” 39สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้ เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ
บันทึกตอนนี้กล่าวถึงวันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นวันที่ 8 ของเทศกาลอยู่เพิง (อยู่เต็นท์) ของคนยิวเพื่อเฉลิมการเข้าสู่แผ่นดินคานาอัน จะมีการฉลองถึง 8 วัน ใน 7 วันแรกจะเป็นการฉลองเพื่อถวายเครื่องบูชาลบล้างบาปให้กับชนชาติต่างๆในโลก ซึ่งคนยิวน่าจะเอาหลักการเรื่องน้ำ จากหนังสือเอเสเคียล 47:1,9,12 1แล้วท่านก็นำข้าพเจ้ากลับมาที่ประตูพระวิหาร และดูเถิด มีน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูพระวิหาร 9แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต 12ตามฝั่งทั้งสองฟากแม่น้ำ มีต้นไม้ทุกชนิดที่ใช้เป็นอาหาร ใบของมันจะไม่เหี่ยวและผลของมันจะไม่วาย แต่จะเกิดผลใหม่ทุกเดือน เพราะว่าน้ำสำหรับต้นไม้นั้นไหลจากสถานนมัสการ ผลไม้นั้นใช้เป็นอาหารและใบก็ใช้เป็นยา”
เศคาริยาห์ 14:8,11,16-19 8ในวันนั้นน้ำพุจะไหลออกจากเยรูซาเล็ม ....11และจะมีผู้คนอาศัยอยู่เพราะไม่มีคำสาปแช่งอีกแล้ว เยรูซาเล็มจะอยู่อย่างปลอดภัย 16และอยู่มาบรรดาคนที่เหลืออยู่ในประชาชาติทั้งปวงซึ่งยกขึ้นมาสู้รบกับเยรูซาเล็ม จะขึ้นไปนมัสการกษัตริย์ปีแล้วปีเล่า คือพระเจ้าจอมโยธา และจะถือเทศกาลอยู่เพิง 17ถ้าตระกูลใดในพื้นพิภพไม่ขึ้นไปยังเยรูซาเล็ม เพื่อนมัสการกษัตริย์คือพระเจ้าจอมโยธา ฝนก็จะไม่ตกเหนือเขาเหล่านั้น 18และถ้าตระกูลอียิปต์ไม่ขึ้นไปปรากฏตัวที่นั่น เขาก็จะบังเกิดภัยพิบัติไม่เหมือนภัยพิบัติซึ่งพระเจ้าทรงใช้โจมตีประชาชาติอื่นๆ ซึ่งไม่ขึ้นไปถือเทศกาลอยู่เพิง 19ที่กล่าวนี้จะเป็นการลงทัณฑ์อียิปต์และประชาชาติทั้งสิ้น ซึ่งไม่ขึ้นไปถือเทศกาลอยู่เพิง พระคัมภีร์เดิมทั้งสองเล่มได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าหลายร้อยปี มาถึงยุคของพระเยซูคริสต์ คนยิวได้เอาพระคัมภีร์ตอนเหล่านี้มผสมผสานให้เข้ากับการเฉลิมฉลองเทศกาลอยู่เพิง เจ็ดวันเพื่อชนชาติต่างทั่วโลกและวันที่แปดวันสุดท้ายสำหรับพวกยิว ดังนั้นยอห์นจึงบันทึกว่า วันสุดท้ายของเทศกาลอยู่เพิงเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ ปุโรหิตที่ทำพิธีจะตักน้ำจากบ่อน้ำสิโลอัม เพื่อนำมาผสมกับเหล่าองุ่นและเทที่แท่นบูชาในวิหารซาโลมอน เป็นการแสดงความเชื่อของคนยิวที่มาเทศกาลอยู่เพิงสำหรับเรื่องน้ำที่ทำให้เกิดชีวิต พระเยซูคริสต์ทรงฉวยโอกาสนี้สอนและตีความพระคัมภีร์ที่ชาวยิวกำลังเชื่ออยู่ในแง่มุมที่มาจากพระเจ้าว่า พระเจ้าต้องการให้แม่น้ำธำรงชีวิตเกิดขึ้นในมนุษย์ตลอดเวลา มิใช่น้ำที่ใช้ในพิธีปีละครั้ง ชื่นชมยินดีปีละครั้ง
เหมือนคนไทย จะชื่นชมยินดีตามเทศกาล พอหมดเทศกาลก็กลับมาหน้าหงิกหน้างอรอเทศกาลหน้าจึงจะยิ้มออก
พระเยซูคริสต์ต้องการทำให้เราเหมือนกับพระองค์ที่คนมากมายจะแสวงหาและพบแม่น้ำธำรงชีวิตในตัวเรา ยอห์น16:7 7อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน
พระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเสด็จมาแทนพระองค์ และทรงสถิตภายในผู้เชื่อ ซึ่งจะทำให้ผู้เชื่อทำหน้าที่เหมือนพระเยซูคริสต์ทรงกระทำ งานหนึ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะกระทำก็คือ การทำให้ผู้เชื่อเป็นแม่น้ำธำรงชีวิต สิ่งที่พระคัมภีร์เอเสเคียลกับเศคาริยาห์ได้กล่าวไว้ จะเป็นจริง คือ คริสเตียนจะกลายเป็นแม่น้ำธำรงชีวิต ใครได้อยู่ใกล้ ก็จะได้รับการรักษาให้หาย มีชีวิตชีวา คนที่เคยเป็นศัตรูก็กลับกลายเป็นมิตร สิ่งที่ตายกลับมีชีวิต วันนี้ชีวิตคริสเตียนของเราเป็นแม่น้ำธำรงชีวิตอยู่หรือไม่ เราทำให้คนรอบข้างมีชีวิตชีวา หรือทำให้ยิ่งรู้สึกแย่ไปอีก 2โครินธ์ 2:14-16
14แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดยพระคริสต์ด้วยความมีชัย และทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง 15เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวาน ที่พระคริสต์ถวายพระเจ้าในหมู่คนที่กำลังจะรอด และคนที่กำลังประสบความพินาศ 16ฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นแห่งความตายซึ่งนำไปสู่ความตาย และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตซึ่งนำไปสู่ชีวิต ใครเล่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับพันธกิจเหล่านี้
คริสเตียนที่วางใจในพระเยซูคริสต์จะดำเนินชีวิตเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิต การวางใจในพระเยซูคริสต์ทำให้เราดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนของพระองค์ คำพูดที่เรามักได้ยินบ่อยๆคือ ถ้าพระเยซูคริสต์อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเรา พระองค์จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร จะใช้คำพูดแบบไหน จะมีสีหน้าอย่างไร จะหัวเราะหรือร้องไห้ จะเสียใจหรือดีใจ คริสเตียนควรเป็นเหมือนกับพระเยซู คือมีน้ำธำรงชีวิตให้คนที่แย่รู้สึกดีขึ้น ให้คนไม่ดีกลับตัวกลับใจ ให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับความช่วยเหลือ
มีคำพูดเปรียบเทียบเรื่องการไว้วางใจในพระเยซูคริสต์เป็นภาพของตัวเรานั่งที่เก้าอี้ความไว้วางใจในตัวเราเอง และการโยกย้ายการไว้วางใจมาที่พระเยซูคริสต์เจ้า คือการที่เราลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตัวเราเองที่เคยรองรับน้ำหนักชีวิตของเรา มานั่งที่เก้าอี้ของพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อว่า พระองค์สามารถรองรับน้ำหนักของเราได้ นั่งให้เต็มก้น บางคนยังนั่งเขย่งขา เพราะกลัว ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจว่า พระเยซูคริสต์จะรองรับชีวิตของเราได้หรือไม่ คริสเตียนที่ความไม่มั่นใจในพระเยซูคริสต์ คือ คริสเตียนที่จะมีอาการ เหนื่อยทางใจ เหมือนยังไม่ได้พักเต็มที่ มีอาการเกร็งตลอดเวลา เครียด สภาพชีวิตจึงไม่ได้รับประโยชน์จากแม่น้ำธำรงชีวิต ใบก็เหี่ยวและผลก็อยู่ไม่คงทนซึ่งตรงกันข้ามกับพระคัมภีร์เอเสเคียลว่า ใบจะไม่รู้จักเหี่ยว และผลไม่วาย เกิดผลทุกเดือน คือไม่ต้องรอฤดูกาล สามารถออกผลได้เลย พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อใครก็ตามได้ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ด้วยการไว้วางใจในพระองค์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง พระเจ้าทรงสัญญาว่า คนๆนั้นเป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 1โครินธ์ 3:16
16ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน
3. เกิดคุณภาพชีวิตจากภายใน ยอห์น 7:40-53
40เมื่อประชาชนได้ฟังดังนั้น บางคนก็พูดว่า “ท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นแน่” 41คนอื่นๆก็พูดว่า “ท่านผู้นี้เป็นพระคริสต์” แต่บางคนพูดว่า “พระคริสต์จะมาจากกาลิลีหรือ 42พระคัมภีร์กล่าวไว้มิใช่หรือ ว่าพระคริสต์จะมาจากเชื้อพระวงศ์ของดาวิด และมาจากหมู่บ้านเบธเลเฮมชนบทซึ่งดาวิดเคยอยู่นั้น” 43เหตุฉะนั้นประชาชนจึงมีความเห็นแตกแยกกันในเรื่องพระองค์ 44บางคนใคร่จะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์เลย 45เจ้าหน้าที่จึงกลับไปหาพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสี และพวกนั้นกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า “ทำไมเจ้าจึงไม่จับเขามา” 46เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ไม่เคยมีผู้ใดพูดเหมือนคนนั้นเลย” 47พวกฟาริสีตอบเขาว่า “พวกเจ้าถูกชักจูงให้หลงไปด้วยแล้วหรือ 48มีผู้ใดในหมู่เจ้าหน้าที่หรือพวกฟาริสีศรัทธาในผู้นั้นหรือ 49แต่ประชาชนหมู่นี้ที่ไม่รู้ธรรมบัญญัติ ก็ต้องถูกสาปแช่งอยู่แล้ว” 50นิโคเดมัสผู้ที่ได้มาหาพระองค์คราวก่อนนั้น และเป็นคนหนึ่งในพวกเขา ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า 51“กฎหมายของเราตัดสินคนใดโดยที่ยังไม่ได้ฟังเขาก่อน และรู้ว่าเขาได้ทำอะไรบ้างหรือ” 52เขาทั้งหลายตอบนิโคเดมัสว่า “ท่านมาจากกาลิลีด้วยหรือ จงค้นหาดูเถิด แล้วท่านจะเห็นว่าไม่มีผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นมาจากกาลิลี” 53 [ต่างคนต่างกลับไปบ้านของตน
เราคงเคยเห็นสินค้าต่างๆที่มีตราติดเอาไว้ว่า made in Thailand หรือ made in แล้วก็ตามด้วยชื่อประเทศนั้นประเทศนี้ บางประเทศพอมีชื่อติดอยู่ก็รู้คุณภาพเลยว่า ของใช้แล้วเสียเร็ว ราคาถูก ทำใจไว้เลย ว่ามาจากประเทศนี้ก็ต้องทำใจ หรือบางประเทศ แค่ได้ชื่อ ยังไม่เห็นสินค้าก็รู้ว่า คุณภาพสุดยอด ไม่ต้องรับประกัน เพราะใช้ทน ใช้ได้นาน ขายต่อได้ราคาดี นี่คือ ของแท้ แต่เรื่องของชีวิตต้องคุณภาพเท่านั้นที่จะเป็นที่ยอมรับ คุณภาพชีวิตแท้ ดูได้จากของจริง ปลอมไม่ได้ คำพูดของพระเยซูเป็นสิ่งที่โดนใจของคน โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจไปจับพระเยซู คนที่มีอคติ คนที่ไม่รู้จัก คนที่ถูกคำสั่งว่าต้องทำตามหน้าที่ คือไปจับพระเยซูมาให้ได้ ยังต้องยอมแพ้ของแท้ในพระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่ใช่ของปลอม พระองค์ไม่ใช่ของเลียนแบบ แต่เป็นของจริง คำพูดของฝูงชนในเวลานั้น มีหลากหลายมาก ถ้าเราไปยืนฟังในเวลานั้น ก็จะสับสนมาก เพราะยอห์นบันทึกว่า บางคนพูดว่า พระเยซู made in กาลิลี บางคนพูดว่า พระคริสต์ต้อง made in เชื้อพระวงศ์ดาวิด ซึ่งต้องมีเครื่องหมายรับประกันว่า มาจากเบธเลเฮมของแท้ บางคนก็ไม่ดูว่าพระเยซูมาจากไหน เอาแค่สรุปว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระคริสต์ สับสน คนจับสับสนไม๊ น่าจะสับสน แต่เมื่อได้ฟังพระเยซูคริสต์ตรัส ความสับสนของคนมลายสิ้น เพราะพระเยซูคริสต์ไม่สับสน ความชัดเจนของพระเยซูคริสต์ทำให้คนหายสับสน เลิกจับกุม ฟังดีๆ ไม่ใช่แค่เลิกจับผิด แต่เลิกจับกุม ยากอบ 3:7-127เพราะสัตว์เดียรัจฉานทุกชนิด ทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ในทะเลก็เลี้ยงให้เชื่องได้ และมนุษย์ก็ได้เลี้ยงให้เชื่องแล้ว 8แต่ลิ้นนั้นไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำให้เชื่องได้ ลิ้นเป็นสิ่งชั่ว ที่อยู่ไม่สุขและเต็มไปด้วยพิษร้ายถึงตาย 9เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ตามพระฉายาของพระองค์ 10คำสรรเสริญและคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น 11บ่อน้ำพุจะมีน้ำจืดและน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ12พี่น้องทั้งหลายต้นมะเดื่อจะออกผลเป็นมะกอกเทศได้หรือ หรือเถาองุ่นจะออกผลเป็นมะเดื่อได้หรือ บ่อน้ำพุเค็มก็ทำให้เกิดน้ำจืดอีกไม่ได้เลย ยากอบกล่าวว่า ขนาดสัตว์ที่มาจากป่าทึบยังสามารถฝึกได้ แต่อวัยวะหนึ่งที่มนุษย์เลี้ยงให้เชื่องยาก นั่นคือลิ้น และลิ้นนี้แหล่ะที่จะเอาน้ำธำรงชีวิตออกมาหรือเอาน้ำกร่อย น้ำเค็มออกมาแทน คนกินไม่ได้ มีคำแนะนำว่า ถ้าเราอยู่ในทะเล อย่าดื่มน้ำทะเลเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายเสียน้ำ เอเสเคียล 47:99แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต แต่น้ำเค็มให้สูญเสีย แต่น้ำจืดเติมส่วนที่ขาดให้มีในร่างกาย ชีวิตแท้ต้องมีคุณภาพที่เห็นได้ สัมผัสได้ มีคนๆหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาพูดกับใครก็มีแต่คนกระเจิง และรับสิ่งที่เขาพูดไม่ได้ ค้นลงไปลึกๆ ปรากฏว่า ภายในชีวิตของคนๆนั้น มีแต่ความขมขื่น คำพูดที่พยายามจะปั้นแต่งให้มันหวาน แต่คนฟังกลับลิ้มรสขม แปลกแต่จริง ในสมัยนั้น เจ้าหน้าที่จากพระวิหารมีสิทธิ์จับคนยิวได้ด้วยข้อหาผิดกฏของพระวิหารหยุมๆหยิมๆได้โดยง่าย หรือกล่าวอีกสำนวนหนึ่งคือ ยัดข้อหาได้ทุกเรื่อง เขาจึงใช้เจ้าหน้าที่พระวิหารไปจับพระเยซูคริสต์ แต่พวกเจ้าหน้าที่หาข้อผิดหยุมๆหยิมๆในพระเยซูคริสตไม่ได้ แถมกลับมาพร้อมกับความชื่นชมพระเยซูอีก ทำให้พวกฟาริสีกับปุโรหิตโกรธไม่พอใจ และตำหนิพวกเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้เขาไม่สำเร็จ เพราะยัดข้อกล่าวหาว่า พวกเจ้าหน้าที่ถูกชักจูงให้หลงไปอีกคน และพาลจับผิดเจ้าหน้าที่คนอื่นๆพร้อมกับฟาริสีพวกเดียวกันว่า ไปมีความศรัทธาในพระเยซูคริสต์ ความจริงความศรัทธาในศาสนา เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่พวกฟาริสีและปุโรหิตกำลังก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่นแล้ว และได้กล่าวดูถูกประชาชนว่าไร้การศึกษา ขาดความรู้เรื่องธรรมบัญญัติ การกล่าวว่า คนเหล่านี้ก็ต้องถูกสาปแช่งอยู่แล้ว นั่นคือการยกตัวเขาเองสูงกว่าคนไร้ความรู้และกำลังบอกว่า เขาเป็นคนที่ดีกว่า ไม่ถูกสาปแช่ง นี่คือคำพูดที่พระเยซูได้ยกคำอุปมาเรื่องคำอธิษฐานของคนสองคน คนหนึ่งเป็นฟาริสี คนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี ลูกา 18:9-14 9สำหรับบางคนที่ไว้ใจในตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรม และได้ดูหมิ่นคนอื่นนั้น พระองค์ตรัสคำอุปมานี้ว่า 10“มีสองคนขึ้นไปอธิษฐานในบริเวณพระวิหาร คนหนึ่งเป็นพวกฟาริสีและคนหนึ่งเป็นพวกเก็บภาษี 11คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ 12ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย' 13ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด' 14เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคนที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น”
คุณภาพชีวิตไม่ได้ตัดสินกันที่การกระทำภายนอก หรือตัดสินด้วยการคิดเข้าข้างตัวเอง แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินว่าใครเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกฟาริสีกับปุโรหิตกำลังพูดถึงชีวิตที่เป็นแต่เปลือกนอก ยอห์นบันทึกว่า นิโคเดมัสที่เคยแอบมาพบพระเยซูในเวลากลางคืน ก็อยู่ในหมู่พวกฟาริสี ได้กล่าวทักท้วงพวกฟาริสีคนอื่นๆว่า ให้ใช้หลักเกณฑ์ของกฏหมายในการตัดสินคน แต่ก็ถูกพวกฟาริสีโต้กลับว่า นิโคเดมัสกำลังเป็นเหมือนกาลิลี คือเข้าข้างพระเยซูผู้มาจากแคว้นกาลิลี และในอดีตก็ไม่เคยมีคนที่เป็นผู้เผยพระวจนะมาจากแคว้นกาลิลีมาก่อน อคติกำลัง
ปิดบังตาใจของพวกฟาริสีจนไม่ยอมรับสิ่งใหม่ที่มาจากพระเจ้า คุณภาพของชีวิตคนเปลี่ยนแปลงได้ อดีตอาจไม่มีคุณภาพ แต่ปัจจุบันและอนาคตเขาอาจดีกว่าอดีต หรือมีบางสิ่งที่พระเจ้าทรงทำกิจของพระองค์เองในคนๆนั้น เพราะฉะนั้น อย่าให้เราเป็นเหมือนฟาริสีที่ตัดสินคุณภาพชีวิตของคนด้วยอดีต จงมองปัจจุบัน และจงมีความหวังสำหรับอนาคต เพราะการวางใจในพระเยซูคริสต์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีกับคนที่อยากจะวางใจในพระองค์ เมื่อวานเขายังขม แต่วันนี้ แม่น้ำธำรงชีวิตอาจเกิดขึ้นในชีวิตของคนๆหนึ่งแล้ว
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|