เราทุกคนเคยได้รับ “น้ำใจ” จากใครสักคนไม๊ เป็นยังไง โดยเฉพาะในยามที่เรากำลังต้องการความช่วยเหลือ น้ำใจที่เราได้รับทำให้เรามีความประทับใจจนไม่รู้ลืม ในทางตรงกันข้าม หากเราเจอความแล้งน้ำใจในยามที่เรากำลังเดือดร้อน เราก็จดจำไม่รู้ลืมเหมือนกัน “น้ำใจ” ตามพจนานุกรมแปลว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงน้ำใจของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์อย่างนี้ โรม 5:6-8 6ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม 7ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้ 8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราพระคัมภีร์เรียกการกระทำของพระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ อ.เปาโลเรียกสิ่งที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ว่า “น้ำใจ” ฟิลิปปี 2:5 5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ รากศัพท์ภาษากรีกที่ใช้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ใช้คำว่า จิตใจ ซึ่งมีความหมายถึง รวมทุกอย่างที่เป็นวิญญาณ อารมณ์ ความรอบรู้ และความคิด ที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น
ในอดีตเราเรียกคนที่ รู้แพ้ รู้ชนะ ว่ามีน้ำใจอย่างนักกีฬา หรือสปิริตอย่างนักกีฬา คนที่ไม่รู้จักรู้แพ้รู้ชนะก็อยากจะเป็นผู้ชนะคนเดียว ไม่อยากให้ใครเป็นผู้ชนะร่วมกับเขา ดังนั้นจึงเกิดการห่ำหั่นกันอย่างชนิด ตายกันไปข้างหนึ่ง หรือไม่ก็ตายไปด้วยกันทั้งคู่ คือ ไม่ยอมให้ใครชนะ แต่จะดึงอีกฝ่ายมาแพ้ร่วมกับตัวเอง เดี๋ยวนี้มีสปิริตใหม่ที่มาจากแนวความคิด เรื่อง วิน วิน นั่นหมายถึงเธอชนะ ฉันชนะ เราทั้งคู่ชนะ ไม่มีใครแพ้ เป็นสปิริตใหม่แทนที่คำว่า รู้แพ้ รู้ชนะ เพราะได้มีการค้นพบว่า หนทางที่จะไม่สูญเสียเลย คือ การทำให้ชนะทั้งสองฝ่าย ซึ่งคนรุ่นใหม่ต่างรับรู้และเห็นด้วยกับแนวความคิดWin Win ได้ประโยชน์ทั้งคู่ แต่ในความเป็นจริง การที่จะทำให้เกิดสปิริต Win Win นั้น ต้องมีฝ่ายหนึ่งยอมลดตัวลง เพื่อดึงอีกฝ่ายที่ตกต่ำให้ขึ้นมาเท่ากันกับตัวเอง หรือพูดอีกแบบก็คือ คนถูกต้องยอมให้โอกาสคนผิด และอีกฝ่ายก็ต้องยอมรับโอกาสด้วย สถานการณ์เช่นนี้ จะทำให้เกิดภาวะไม่มีใครแพ้ คือ วิน วิน ชนะ ชนะทั้งคู่ มีเรื่องเล่าว่า มีแพะภูเขาสองตัวเดินมาพบกันบนทางแคบของหน้าผาที่ผ่านได้แค่ตัวเดียว แพะทั้งสองตัวประจันหน้ากัน และไม่มีทางให้เลี่ยงกันได้ คำถามมีอยู่ว่า แพะจะเดินต่อไปได้อย่างไร คำตอบคือ แพะตัวหนึ่งต้องยอมหมอบลงให้อีกตัวหนึ่งข้ามตัวมันไป มันจึงจะเดินต่อไปได้ นี่คือ น้ำใจหรือสปิริตที่เรียกว่า วิน วิน ทั้งคู่ มิฉะนั้น แพะทั้งสองตัวก็ยืนขวางกันบนหน้าผาจนหมดแรง และอาจจะตกจากหน้าผาลงมาตายได้ นี่เป็นสปิริตของแพะ และนำเราเข้าสู่ความเข้าใจเรื่องสปิริตของพระเยซูคริสต์สำหรับเราทั้งหลาย ปรากฏในหนังสือยอห์น 18:1-32 1 เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ได้เสด็จออกไปกับเหล่าสาวกของพระองค์ ข้ามห้วยขิดโรนไปยังสวนแห่งหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในสวนนั้นกับเหล่าสาวก 2ยูดาสผู้ที่จะอายัดพระองค์ก็รู้จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกเคยมาพบกันที่นั่นบ่อยๆ 3ยูดาสก็พาพวกทหารกับเจ้าหน้าที่ มาจากพวกปุโรหิตและพวกฟาริสีถือโคมถือไต้ และเครื่องอาวุธไปที่นั่นด้วย 4พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ พระองค์จึงเสด็จออกไปถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายมาหาใคร” 5เขาทูลตอบพระองค์ว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราคือผู้นั้นแหละ” ยูดาสผู้อายัดพระองค์ก็ยืนอยู่กับคนเหล่านั้น 6เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราคือผู้นั้นแหละ” เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่ดิน 7พระองค์ตรัสถามเขาอีกว่า “ท่านมาหาใคร” เขาทูลตอบว่า “มาหาเยซู ชาวนาซาเร็ธ” 8พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกท่านแล้วว่า เราคือผู้นั้น ถ้าท่านแสวงหาเรา ก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด” 9ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสซึ่งพระองค์ตรัสว่า “คนเหล่านั้นซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ไม่ได้เสียไปสักคนเดียว” 10ซีโมนเปโตรมีดาบจึงชักออก ฟันทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตผู้ประจำการถูกหูข้างขวาขาดไป ทาสคนนั้นชื่อมัลคัส 11พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า “จงเอาดาบใส่ฝักเสีย เราจะไม่ดื่มถ้วย ซึ่งพระบิดาของเราประทานแก่เราหรือ” 12 พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิว จึงจับพระเยซูมัดไว้ 13แล้วพาพระองค์ไปหาอันนาสก่อน เพราะอันนาสเป็นพ่อตาของคายาฟาสผู้ซึ่งเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น 14คายาฟาสผู้นี้แหละที่แนะนำพวกยิวว่า ควรให้คนหนึ่งตายแทนพลเมืองทั้งหมด15 ซีโมนเปโตร กับสาวกอีกคนหนึ่งได้ติดตามพระเยซูไป สาวกคนนั้นรู้จักกับมหาปุโรหิตผู้ประจำการ เขาได้เข้าไปกับพระเยซูถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต 16แต่เปโตรยืนอยู่ข้างนอกริมประตู สาวกอีกคนหนึ่งนั้นที่รู้จักกับมหาปุโรหิตได้ออกไปพูดกับหญิงที่เฝ้าประตู แล้วก็พาเปโตรเข้าไป 17ผู้หญิงคนที่เฝ้าประตูถามเปโตรว่า “ท่านเป็นพวกสาวกของคนนั้นด้วยหรือ” เขาตอบว่า “ไม่เป็น” 18พวกบ่าวกับเจ้าหน้าที่ก็ยืนอยู่ที่นั่น เอาถ่านมาก่อไฟเพราะอากาศหนาว แล้วก็ยืนผิงไฟกัน เปโตรก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขาด้วย 19 มหาปุโรหิตก็ได้ถามพระเยซูถึงเหล่าสาวกของพระองค์ และคำสอนของพระองค์ 20พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “เราได้กล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลา และที่ในบริเวณพระวิหาร ที่พวกยิวเคยชุมนุมกัน เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับๆเลย 21ท่านถามเราทำไม จงถามผู้ที่ได้ฟังเราว่า เราได้พูดอะไรกับเขา เขารู้ว่าเราสอนอะไร” 22เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ที่นั่นได้ตบพระพักตร์พระเยซูแล้วพูดว่า “เจ้าตอบมหาปุโรหิตอย่างนั้นหรือ” 23พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราพูดผิดจงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น แต่ถ้าเราพูดถูกท่านตบเราทำไม” 24อันนาสจึงให้พาพระเยซูซึ่งถูกมัดอยู่ไปหาคายาฟาส ผู้เป็นมหาปุโรหิตประจำการ 25 ขณะนั้นซีโมนเปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ คนเหล่านั้นถามเปโตรว่า “เจ้าเป็นสาวกของคนนั้นด้วยหรือ” เปโตรปฏิเสธว่า “ไม่เป็น” 26ทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตซึ่งเป็นญาติกับคนที่เปโตรฟันหูขาดก็ได้ถามว่า “ข้าเห็นเจ้ากับท่านผู้นั้นในสวนไม่ใช่หรือ” 27เปโตรปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง และในทันใดนั้นไก่ก็ขัน28 เขาก็ได้พาพระเยซูออกไปจากบ้านของคายาฟาส ไปยังศาลปรีโทเรียมเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่ได้เข้าไปในศาลปรีโทเรียม เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้ 29ปีลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้น แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้” 30เขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย พวกข้าพเจ้าก็คงจะไม่มอบเขาไว้กับท่าน” 31ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย” 32ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซู ซึ่งตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ของศิษย์ที่ขายพระอาจารย์ ศิษย์คนนั้นก็คือ ยูดาส อิสคาริโอท ได้มาพร้อมกับทหารของพวกฟาริสีและมหาปุโรหิตเพื่อชี้ตัวและให้ทหารจับพระเยซูในสวนเกทเสมนี ตามข้อตกลงที่ยูดาสได้ทำกับพวกมหาปุโรหิตบันทึกในมัทธิว 26:14-16 14 ครั้งนั้นคนหนึ่งในพวกสาวกสิบสองคนชื่อยูดาสอิสคาริโอท ได้ไปหาพวกมหาปุโรหิต 15ถามว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะชี้พระองค์ให้ท่านจับ ท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าเท่าไร” ฝ่ายเขาก็ให้เงินแก่ยูดาสสามสิบเหรียญเงิน 16ตั้งแต่นั้นมา ยูดาสคอยหาช่องที่จะชี้พระองค์ให้แก่เขา สาเหตุที่ยูดาสขายพระเยซูคริสต์ เพราะเขาเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องเงินตั้งแต่แรก เป็นคนชอบยักยอกเงินถวาย ปรากฏในยอห์น 12:4,6 4แต่สาวกคนหนึ่งของพระองค์ ชื่อยูดาสอิสคาริโอท (คือคนที่จะอายัดพระองค์ไว้).... 6เขาพูดอย่างนั้นมิใช่เพราะเขาเอาใจใส่คนจน แต่เพราะเขาเป็นคนหัวขโมย คือเขาได้ถือกล่องเก็บเงินและได้ยักยอกเงินที่ใส่ไว้ในนั้นไป เงินทำให้ยูดาสแล้งน้ำใจด้วยการขายพระอาจารย์ตัวเองแก่พวกฟาริสีและมหาปุโรหิตที่จ้องจะควบคุมและหยุดสปิริตของพระเยซูคริสต์ แต่สปิริตของพระเยซูคริสต์ชัดเจนและมั่นคง ทำให้เราได้เห็นสปิริตของพระเยซูที่สามารถ
1. นำและควบคุมสถานการณ์ได้ ยอห์น 18:1-9,12,19-24
1 เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ได้เสด็จออกไปกับเหล่าสาวกของพระองค์ ข้ามห้วยขิดโรนไปยังสวนแห่งหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในสวนนั้นกับเหล่าสาวก 2ยูดาสผู้ที่จะอายัดพระองค์ก็รู้จักสวนนั้นด้วย เพราะว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกเคยมาพบกันที่นั่นบ่อยๆ3ยูดาสก็พาพวกทหารกับเจ้าหน้าที่ มาจากพวกปุโรหิตและพวกฟาริสีถือโคมถือไต้ และเครื่องอาวุธไปที่นั่นด้วย 4พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ พระองค์จึงเสด็จออกไปถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายมาหาใคร” 5เขาทูลตอบพระองค์ว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราคือผู้นั้นแหละ” ยูดาสผู้อายัดพระองค์ก็ยืนอยู่กับคนเหล่านั้น 6เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราคือผู้นั้นแหละ” เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่ดิน 7พระองค์ตรัสถามเขาอีกว่า “ท่านมาหาใคร” เขาทูลตอบว่า “มาหาเยซู ชาวนาซาเร็ธ” 8พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกท่านแล้วว่า เราคือผู้นั้น ถ้าท่านแสวงหาเรา ก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด” 9ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสซึ่งพระองค์ตรัสว่า “คนเหล่านั้นซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ไม่ได้เสียไปสักคนเดียว... 12 พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิว จึงจับพระเยซูมัดไว้... 19 มหาปุโรหิตก็ได้ถามพระเยซูถึงเหล่าสาวกของพระองค์ และคำสอนของพระองค์ 20พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “เราได้กล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลา และที่ในบริเวณพระวิหาร ที่พวกยิวเคยชุมนุมกัน เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับๆเลย 21ท่านถามเราทำไม จงถามผู้ที่ได้ฟังเราว่า เราได้พูดอะไรกับเขา เขารู้ว่าเราสอนอะไร”
ยูดาส เป็นคนที่ออกจากกลุ่มเพื่อไปแสวงหาเงินขณะที่สาวกคนอื่นๆใช้เวลากับพระเยซูคริสต์ และพากลุ่มคนที่เป็นทหารและเจ้าหน้าที่พระวิหารมาพร้อมกับอาวุธ ก่อนหน้านี้พระคัมภีร์บันทึกว่ายูดาสใช้เวลาไปกับความคิดอย่างมาร และเมื่อความคิดนั้นสุกงอม ยูดาสก็ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมารไปแล้ว ยอห์น 13:2,27,30 2ขณะเมื่อรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น (มารได้ดลใจยูดาสอิสคาริโอท บุตรของซีโมน ให้อายัดพระองค์ไว้)....27เมื่อยูดาสรับประทานอาหารนั้นแล้ว ซาตาน(ชื่อหนึ่งของมาร หมายความว่า ผู้ขัดขวาง (ปฏิปักษ์)ก็เข้าสิงในใจเขา.... 30ดังนั้นเมื่อยูดาสรับอาหารชิ้นนั้นแล้วเขาก็ออกไปทันที ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน นี่เป็นภาพอธิบายลักษณะจิตใจของยูดาสที่ถูกครอบงำจากเริ่มต้นจนถึงสุดท้ายทั้งหมดของชีวิต ทำให้ยูดาสขายชีวิตให้กับมาร ในคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ตอนหนึ่งกล่าวถึงยูดาสในสภาพที่เรียกว่า ลูกแห่งความพินาศ คือ คนที่พระเยซูคริสต์ได้สูญเสียไป ยอห์น 17:12....ข้าพระองค์ได้ปกป้องเขาไว้และไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเสียไปนอกจากลูกแห่งความพินาศ เพื่อให้เป็นจริงตามข้อพระธรรม App. ความคิดเป็นส่วนหนึ่งของจิตใจ จิตใจเป็นศูนย์กลางของชีวิต และชีวิตเริ่มต้นมาจากใจ หากเราไม่ระมัดระวังความคิด ศูนย์กลางของชีวิตอาจถูกศัตรูคือมารมาควบคุมชีวิตของเราได้ หนังสือเล่มหนึ่งเขียนว่า สนามรบที่ดุเดือดที่สุดคือ พื้นที่ความคิดของเรา และมารต้องการจะเข้ามาตั้งป้อมค่ายของมันในสมองของเรา พระคัมภีร์ 2โครินธ์ 10:3-5 จึงกล่าวว่า 3เพราะว่า ถึงแม้ว่าเราอยู่ในโลกก็จริง แต่เราก็มิได้สู้รบตามโลกียวิสัย 4เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ 5คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ เมื่อยูดาสใช้วิธีอย่างมาร ความเป็นศิษย์กับพระอาจารย์จึงกลายเป็นเครื่องมือหาเงิน แต่สปิริตของพระเยซูคริสต์ยังนับยูดาสเป็นสหายของพระองค์ มัทธิว 26:49-50 49ขณะนั้นยูดาสตรงมาหาพระเยซูทูลว่า “สวัสดีพระอาจารย์” แล้วจุบคำนับพระองค์ 50พระเยซูได้ตรัสกับเขาว่า “สหายเอ๋ย มาที่นี่ทำไม” พระเยซูคริสต์ให้ความมิตรกับทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์ไม่ว่า คนนั้นจะเป็นใคร พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงทราบทุกสิ่งว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น คำถามของพระองค์ไม่ใช่คำถามแบบ Innocent ไม่ประสีประสา แต่เป็นคำถามแบบบริสุทธิ์ จริงใจ ไม่เสแสร้ง ไม่ทำร้ายคนถูกถาม แม้คำตรัสของพระเยซูที่ถูกบันทึกในยอห์นตอนนี้ดูเหมือนจะทำให้คนฟังจะล้มลง เมื่อพระเยซูคริสต์ถามว่า “ท่านทั้งหลายมาหาใคร” คนถูกถามตั้งใจตอบตรงคำถามว่า มาหาเยซู ชาวนาซาเร็ธ ยอห์นตั้งใจบันทึกตอนนี้ว่า เมื่อพระเยซูคริสต์ตอบว่า “เราคือผู้นั้นแหล่ะ” ข้อ 6 เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่ดิน อากัปกิริยาของทหารและเจ้าหน้าที่ที่ตอบสนองต่อคำตอบของพระเยซู แสดงถึงอาการของความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระเยซูคริสต์ กลัวฟ้าจะผ่าลงมา กลัวว่าตัวเองจะเป็นอันตรายเมื่ออยู่ใกล้พระเยซูคริสต์ ความกลัวแบบนี้มีที่มาจากเบื้องหลังความเชื่อแบบผิดๆ จากข้อมูลในหนังสืออพยพ 3:11-1411ฝ่ายโมเสสจึงทูลพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์และนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์” 12พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่ นี่เป็นหมายสำคัญให้เจ้ารู้ว่าเราใช้ให้เจ้าไป คือเมื่อเจ้านำประชากรออกจากอียิปต์แล้ว เจ้าทั้งหลายจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้” 13ฝ่ายโมเสสทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์ไปหาชนชาติอิสราเอล และบอกพวกเขาว่า 'พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ทรงสั่งข้าพเจ้ามาหาท่าน' และเขาจะถามข้าพระองค์ว่า 'พระองค์ทรงพระนามว่ากระไร' ข้าพระองค์จะตอบเขาอย่างไร” 14พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” แล้วพระองค์ตรัสว่า “ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า 'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็น(หรือ “เราอยู่ (ด้วย)” ดูข้อ 12) ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย' ” และในอพยพ 20:7 7“อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่ สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้ จากพระธรรมสองตอนนี้ ทำให้คนยิวในเวลาต่อมา มีความเชื่ออย่างผิดๆว่า คนที่เอ่ยนามพระเจ้าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนนั้น ความจริงพระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามเอ่ยพระนามพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่า อย่าเอ่ยพระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเอ่ยพระนามของพระองค์ ว่าพระองค์ทรงเป็น I am เป็นคำเดียวกับคำว่า ยาเวห์ เราเป็น พวกทหารและเจ้าหน้าที่ก็รีบถอยหลังหนีทันทีแบบหัวซุกหัวซุน ยอห์นบันทึกว่า ล้มลงที่ดิน คือรีบกระโดดหนีแบบตั้งตัวไม่ติด ความจริงการมาจับพระเยซูครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ยอห์น 8:32,44-48 32เมื่อพวกฟาริสีได้ยินประชาชนซุบซิบกันเรื่องพระองค์อย่างนั้น พวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีจึงใช้เจ้าหน้าที่ไปจับพระองค์.... 44บางคนใคร่จะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์เลย45เจ้าหน้าที่จึงกลับไปหาพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสี และพวกนั้นกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า “ทำไมเจ้าจึงไม่จับเขามา” 46เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ไม่เคยมีผู้ใดพูดเหมือนคนนั้นเลย” 47พวกฟาริสีตอบเขาว่า “พวกเจ้าถูกชักจูงให้หลงไปด้วยแล้วหรือ 48มีผู้ใดในหมู่เจ้าหน้าที่หรือพวกฟาริสีศรัทธาในผู้นั้นหรือ เจ้าหน้าที่เหล่านี้เคยถูกใช้ให้ไปจับพระเยซูมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ยอมจับ จนคนที่ใช้ไปให้จับโมโห พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้คือคนกลุ่มเดียวกันกับที่พระองค์เห็นในบริเวณพระวิหารทุกวัน มัทธิว 26:55 55ขณะนั้นพระเยซูได้ตรัสกับหมู่ชนว่า “ท่านทั้งหลายเห็นเราเป็นโจรหรือ จึงถือดาบถือตะบองออกมาจับเรา เราได้นั่งสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน ท่านก็หาได้จับเราไม่ (มาระโก 14:48-49; ลูกา 22:52-53) เมื่อคนเหล่านี้ไม่เห็นเหตุร้ายเกิดขึ้นกับพระเยซูคริสต์ เขาจึงตอบคำถามเดิมของพระเยซู และได้รับคำตอบเดิม คือ เราคือผู้นั้น I am ไม่มีความกลัวอีกแล้ว นี่คือการปลดปล่อยคนเหล่านี้ออกจากความเชื่อแบบผิดๆของพวกยิวเรื่องการเอ่ยพระนามของพระเจ้าแล้วจะเกิดเรื่องไม่ดี เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงทำให้คนที่มาจับพระองค์หายกลัวแบบผิดๆแล้ว ก็คุยกันรู้เรื่องพระองค์ทรงขอให้คนเหล่านี้ปล่อยสาวกของพระองค์ 8พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกท่านแล้วว่า เราคือผู้นั้น ถ้าท่านแสวงหาเรา ก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด” เวลาคนเกิดความกลัว มักจะคุยไม่รู้เรื่อง มีแต่จะทำตามความกลัว ไม่ว่าจะกลัวคนหรือกลัวอะไรก็ตาม แต่เมื่อคนเราไม่กลัว จะคุยมีเหตุผล และพระเยซูได้ใช้เหตุผล และถามจุดมุ่งหมายที่แท้จริงที่คนเหล่านี้มาจับพระองค์คนเดียว ดังนั้น พระองค์จึงเปลี่ยนสถานการณ์ที่ดูจะมีสาวกติดร่างแหไปด้วย เพราะในเวลากลางคืน ที่มีการชุลมุน วิธีที่จะจับไม่ผิด คือจับไปทั้งหมดทุกคน ลูกา 22:5353เมื่อเราอยู่กับท่านทั้งหลายในบริเวณพระวิหารทุกๆวัน ท่านก็มิได้ยื่นมือออกจับเรา แต่นี่เป็นเวลาของท่าน และเป็นอำนาจแห่งความมืด” พระเยซูทรงปิดทางของอำนาจมืดที่จะมากระทบกับสาวก มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อ่านโจทย์ไม่ออกกแก้ไม่ทันก็แย่ อ่านโจทย์ออกแก้ไม่ทันก็แย่พอกัน พระเยซูคริสต์ทรงอ่านโทย์ออกและแก้ทัน สาวกไม่แย่ เพราะสปิริตของพระองค์สมดุลและครบถ้วน จึงดักทางของอำนาจมืดได้ เราทั้งหลายก็ต้องเป็นคนที่ดักทางของอำนาจมืดไม่ให้มากระทบกับคนรอบข้างเรา เปาโลได้กล่าว 2 โครินธ์ 2:11 11เพื่อไม่ให้ซาตานมีชัยเหนือเรา เพราะเรารู้กลอุบายของมันแล้ว พระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลเขียนประโยคก่อนหน้านี้ว่า ในข้อ 10 10ถ้าพวกท่านจะยกโทษให้ผู้ใด ข้าพเจ้าก็จะยกโทษของผู้นั้นด้วย ถ้าข้าพเจ้ายกโทษของคนใดๆ ข้าพเจ้าได้ยกโทษของคนนั้น เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายต่อพระพักตร์พระคริสต์ การไม่ให้อภัยเป็นช่องทางหนึ่งที่อำนาจหาทางที่จะเข้ามาในชีวิตของเรา มีภาษาอังกฤษคำหนึ่งว่า Forgive but not Forget เป็นสำนวนที่บอกว่า ให้อภัยแต่ไม่ลืม ทุกวันนี้ มีคนไม่น้อยที่ไม่ลืมความผิดพลาดของคนอื่น เมื่อความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนรอบข้าง คนนอก ถูกกระตุ้นเมื่อไร เป็นปรี๊ดทุกครั้ง คุณต้องทำบำบัดภายในแล้ว จิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความทรงจำที่แย่เกี่ยวกับคนอื่น ไม่สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ความจริงมหาปุโรหิตตั้งใจจับสาวกของพระเยซูด้วยในข้อที่ 19 19 มหาปุโรหิตก็ได้ถามพระเยซูถึงเหล่าสาวกของพระองค์ และคำสอนของพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์รับมือกับมหาปุโรหิตในข้อ 20 20พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “เราได้กล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลา และที่ในบริเวณพระวิหาร ที่พวกยิวเคยชุมนุมกัน เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับๆเลย 21ท่านถามเราทำไม จงถามผู้ที่ได้ฟังเราว่า เราได้พูดอะไรกับเขา เขารู้ว่าเราสอนอะไร” สปิริตของพระเยซูสามารถกำหนดให้ศัตรูต้องตามทิศทางที่พระองค์ได้วางไว้ และแยกสาวกออกไปไม่ให้เกี่ยวข้องกับการจ้องทำลายครั้งนั้น
2. ร่วมมือกับกำหนดการของพระเจ้า (Divine Appointment) ยอห์น 18:10-18,25-32
10ซีโมนเปโตรมีดาบจึงชักออก ฟันทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตผู้ประจำการถูกหูข้างขวาขาดไป ทาสคนนั้นชื่อมัลคัส 11พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า “จงเอาดาบใส่ฝักเสีย เราจะไม่ดื่มถ้วย ซึ่งพระบิดาของเราประทานแก่เราหรือ” 12 พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิว จึงจับพระเยซูมัดไว้ 13แล้วพาพระองค์ไปหาอันนาสก่อน เพราะอันนาสเป็นพ่อตาของคายาฟาสผู้ซึ่งเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น 14คายาฟาสผู้นี้แหละที่แนะนำพวกยิวว่า ควรให้คนหนึ่งตายแทนพลเมืองทั้งหมด15 ซีโมนเปโตร กับสาวกอีกคนหนึ่งได้ติดตามพระเยซูไป สาวกคนนั้นรู้จักกับมหาปุโรหิตผู้ประจำการ เขาได้เข้าไปกับพระเยซูถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต 16แต่เปโตรยืนอยู่ข้างนอกริมประตู สาวกอีกคนหนึ่งนั้นที่รู้จักกับมหาปุโรหิตได้ออกไปพูดกับหญิงที่เฝ้าประตู แล้วก็พาเปโตรเข้าไป 17ผู้หญิงคนที่เฝ้าประตูถามเปโตรว่า “ท่านเป็นพวกสาวกของคนนั้นด้วยหรือ” เขาตอบว่า “ไม่เป็น” 18พวกบ่าวกับเจ้าหน้าที่ก็ยืนอยู่ที่นั่น เอาถ่านมาก่อไฟเพราะอากาศหนาว แล้วก็ยืนผิงไฟกัน เปโตรก็ยืนผิงไฟอยู่กับเขาด้วย.... 25 ขณะนั้นซีโมนเปโตรกำลังยืนผิงไฟอยู่ คนเหล่านั้นถามเปโตรว่า “เจ้าเป็นสาวกของคนนั้นด้วยหรือ” เปโตรปฏิเสธว่า “ไม่เป็น” 26ทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตซึ่งเป็นญาติกับคนที่เปโตรฟันหูขาดก็ได้ถามว่า “ข้าเห็นเจ้ากับท่านผู้นั้นในสวนไม่ใช่หรือ” 27เปโตรปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง และในทันใดนั้นไก่ก็ขัน28 เขาก็ได้พาพระเยซูออกไปจากบ้านของคายาฟาส ไปยังศาลปรีโทเรียมเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่ได้เข้าไปในศาลปรีโทเรียม เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้ 29ปีลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้น แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้” 30เขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย พวกข้าพเจ้าก็คงจะไม่มอบเขาไว้กับท่าน” 31ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย” 32ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซู ซึ่งตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร ยอห์นบันทึกชื่อเปโตรคือคนที่เอาดาบฟันหูของทาสขาด และลูกาได้บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ได้ต่อหูรักษาให้กับทาสคนนั้น และสั่งให้เปโตรเก็บดาบ พระเยซูคริสต์ทรงแสดงสปิริตถึงการร่วมมือกับสิ่งที่มาจากพระเจ้า คือการที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์อย่างไร เพราะจุดมุ่งหมายของคายฟาสคือประหารพระเยซูคริสต์ในข้อ 14 14คายาฟาสผู้นี้แหละที่แนะนำพวกยิวว่า ควรให้คนหนึ่งตายแทนพลเมืองทั้งหมด และข้อ31 31ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย” นี่คือจุดมุ่งหมายต้องการฆ่าพระเยซูอย่างชัดเจน แต่ฆ่าเองไม่ได้เพราะอิสราเอลเวลานั้นอยู่ภายใต้กฏหมายโรม และนี่คือการยืมมือโรมฆ่าพระเยซู เพราะการประหารแบบโรม คือ การตรึงที่กางเขน และยกขึ้นแขวนไว้บนต้นไม้นั้นตามที่ได้กำหนดไว้ในคำพยากรณ์ก่อนหน้านี้แล้ว
ยอห์น 3:14 14โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น
ยอห์น 12:32 32เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา”
สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ มิใช่การยอมรับกรรมและเวรที่พระองค์ไม่ได้ก่อ แต่เป็นกำหนดการที่พระองค์เลือกที่จะเชื่อฟังกำหนดการนั้น เพื่อประโยชน์ของคนทั้งโลก ดังนั้น พระเยซูคริสต์จะไม่ให้สาวกต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เป็นกำหนดการของพระองค์ เหตุการณ์การจับพระเยซูในสวนเกธเสมนี ทำให้สาวกต่างหนีกระจัดกระจายกันไป เพราะสาวกเข้าใจว่า ตัวเองจะถูกจับ แต่ยอห์นได้ยินพระเยซูคริสต์พูดกับเจ้าหน้าที่ พระเยซูคริสต์ทรงสร้างความชัดเจนในเหตุการณ์คืนนั้นว่า พระเยซูคือเป้าหมายในการจับ ไม่ใช่สาวก ดังนั้น ยอห์นจึงพาเปโตรติดตามพระเยซูคริสต์เข้าไปในบ้านมหาปุโรหิต ที่นี่เราได้เห็นเปโตรไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้เปลี่ยนสถานการณ์แล้วตั้งแต่อยู่ในสวนว่า จับพระองค์คนเดียว ปล่อยสาวกไป นั่นคือ สาวกสามารถเดินเข้าออกบ้านมหาปุโรหิตอย่างยอห์นได้ แต่เปโตรกลัวถูกจับ เขาคิดว่าตัวเขาคือผู้ร้าย เพราะเขาฟันหูคนในบ้านนั้นขาด เขาจำแต่สิ่งที่เลวร้าย ภาพคนมาจับ มาทำร้าย ทำให้เปโตรรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อถูกคนถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับพระเยซูคริสต์ เปโตรจึงโกหก โกหกครั้งที่หนึ่ง ก็ถูกจับได้ ก็ต้องโกหกครั้งที่สอง ก็ถูกจับได้อีก จึงมีการโกหกครั้งที่สาม ที่นี้เรียกว่า คาหนังคาเขา เพราะคนถามคือญาติของคนที่ถูกฟันหูขาด และอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ความจริงเปโตรปลอดภัยแล้ว เพราะนี่คือกำหนดการของพระเจ้า การโกหกของเปโตรไม่ได้ทำให้เปโตรปลอดภัย แต่กำหนดการของพระเจ้าต่างหากที่ทำให้เปโตรปลอดภัย ยอห์นเรียบเรียงทุกสิ่งที่เขาเฝ้าติดตามพระเยซูคริสต์ ยอห์นได้เห็นได้ยินการตอบโต้ของพระเยซูคริสต์กับคนตามกำหนดการของพระเจ้า พระเยซูคริสต์เป็นพระเมสสิยาห์ที่แท้จริงที่เสด็จมาเพื่อช่วยคนตามกติกาของพระเจ้า สปิริตของพระเยซูคริสต์ทำให้พระองค์เดินตามกติกาของสังคม แม้คนจะใส่ร้ายพระองค์ หาเหตุที่จะประหารพระองค์ พระองค์มีสปิริตที่ครบถ้วน ทั้ง อารมณ์ ความรู้สึก ความรอบรู้ และความคิด ในสังคมของเรา เราจะเห็นคนมีสปิริตที่ครบถ้วนน้อยลงไปทุกที ตอนอารมณ์ดีก็มีเหตุผล แต่เวลาอารมณ์ไม่ดี สติแตก บ้าระห่ำ ยอห์นบทที่ 18 ตอนนี้ เราจะไม่เห็นพระเยซูคริสต์กล่าวโทษหรือให้ร้ายพวกฟาริสี ปุโรหิตเลย พระเยซูใช้เหตุผลและมีสติ และหยุดการใช้ความรุนแรง เช่นเปโตรที่ใช้ความรุนแรง พระเยซูสั่งให้เปโตรเก็บดาบเข้าฝัก พระเยซูยอมถูกจับ เราจะเห็นว่า ก่อนหน้านี้ หลายครั้งที่คนจะเข้ามาทำร้ายพระองค์ พระองค์ทรงสามารถหลบออกจากการทำร้ายนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพราะยังไม่ใช่กำหนดการของพระเจ้า ยอห์น 8:59 59คนเหล่านั้นจึงหยิบก้อนหินขึ้นจะขว้างพระองค์ แต่พระเยซูทรงหลบและเสด็จออกไปจากบริเวณพระวิหาร ลูกา 4:28-30 28เมื่อคนทั้งปวงในธรรมศาลาได้ยินดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก 29จึงลุกขึ้นผลักพระองค์ออกจากเมือง พาไปยังแง่ของเงื้อมเขาที่เมืองของเขาซึ่งตั้งอยู่บนเนินนั้น หมายจะผลักพระองค์ลงไป 30แต่พระองค์ทรงดำเนินผ่านท่ามกลางเขาพ้นไป ในเหตุการณ์ยอห์นบทที่ 18 นี้ มัทธิว26:52-54 บันทึกว่า 52พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงเอาดาบของท่านใส่ฝักเสีย ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ 53ท่านคิดว่าเราจะขอพระบิดาของเราไม่ได้หรือ และในครู่เดียวพระองค์จะประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกอง 54แต่ถ้าเช่นนั้นพระคัมภีร์ที่ว่า จำจะต้องเป็นอย่างนี้ จะสำเร็จได้อย่างไร” พระเยซูคริสต์ไม่ใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ต่อต้านกำหนดการของพระเจ้า นี่เป็นตัวอย่างสำหรับเราทั้งหลายว่า ถ้าเป็นเราคำนวนแล้วมีแต่เสีย เราจะปฏิเสธหรือร่วมมือ หรือเราจะตอบรับเพราะงานนี้มีแต่ได้ อะไรคือตัวกำหนดการของพระเจ้าในชีวิตของเรา โรม 12:1-21พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย 2อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม การจะรู้กำหนดการของพระเจ้าในชีวิตของเรา ต้องเริ่มจากการที่เราดำเนินชีวิตที่สวนทางกับโลกและไปบนเส้นทางเดียวกันกับพระเจ้า แล้วเราจะรู้ว่า เมื่อไร คือเวลาของพระเจ้าสำหรับเรา และนั่นคือโอกาสและสิทธิพิเศษสำหรับคริสเตียน ฟิลิปปี 2:1-4 1เหตุฉะนั้นถ้าชีวิตในพระคริสต์อำนวยการเร้าใจประการใด ถ้ามีการหนุนใจประการใดในความรัก ถ้ามีส่วนประการใดกับพระวิญญาณ ถ้ามีการรักใคร่เอ็นดูและเห็นอกเห็นใจประการใด 2ก็ขอให้ท่านทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม ด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรักอย่างเดียวกัน มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน 3อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว 4อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย เปาโลเขียนฟิลิปปี 2 ข้อ 1-4 ต่อท้ายด้วยข้อ 5 ฟิลิปปี 2:5 5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้คนรุ่นต่อมา คือ เราทั้งหลายดำเนินชีวิตด้วยสปิริต หรือน้ำใจอย่างเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ที่นำ เปลี่ยน สถานการณ์ และร่วมมือกับกำหนดการของพระเจ้าอย่างสวยงาม |