Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2552

 

 

หัวข้อ"พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าชีวิตของเรา"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

คำว่า “เจ้าชีวิต” ในดิกชั่นนารี Lexitron แปลว่า King พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในสมัยโบราณ คือ พระเจ้าแผ่นดินสั่งเป็นสั่งตายได้ มีสิทธิเหนือไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน อาจเป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินในยุคโบราณนั้นต้องต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินและประชาชนผู้อยู่อาศัยในแผ่นดินนั้นด้วยชีวิต เมื่อก่อนเวลาสู้กัน แบบตัวต่อตัว ดาบกับดาบ ประชิดตัว ไม่เหมือนในปัจจุบัน กดปุ่มที่นี่ ไประเบิดที่โน่น คนในอดีต มีความกล้าหาญมาก ประชาชนจึงยกย่องกษัตริย์ของเขาสมกับที่กษัตริย์เป็น พระคัมภีร์เดิมได้บันทึกว่า กษัตริย์จะเป็นเจ้าชีวิตของประชาชนที่เรียกร้องให้ปกครองเขา 1ซามูเอล 8:10-11,14,16,19-20 10ซามูเอลจึงเอาพระดำรัสทั้งสิ้นของพระเจ้า มาบอกกล่าวแก่ประชาชน   ผู้ร้องขอให้ท่านตั้งพระราชา 11ท่านกล่าวว่า   “นี่เป็นวิธีการของพระราชา   ผู้ที่จะครอบครองเหนือเจ้า.....14พระองค์จะเอานา   สวนองุ่นและสวนมะกอกเทศที่ดีที่สุดของเจ้า ......16พระองค์จะเอาคนใช้ผู้ชายและคนใช้ผู้หญิง   และคนหนุ่มๆที่ดีที่สุดของท่าน   และลาของท่านให้ไปทำงานของพระองค์......19แต่ประชาชนปฏิเสธไม่ฟังเสียงของซามูเอล   เขาทั้งหลายกล่าวว่า   “เราไม่ยอม   แต่เราจะต้องมีพระราชาปกครองเรา 20เพื่อเราจะเป็นเหมือนประชาชาติทั้งหลายด้วย   และเพื่อพระราชาของเราจะวินิจฉัยเราและนำหน้า เราไปและรบศึกให้เรา” 21และเมื่อซามูเอลได้ยินถ้อยคำทั้งสิ้นของประชาชน   ท่านก็นำไปทูลพระเจ้าให้ทรงทราบ 22และพระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า   “จงฟังเสียงของเขาทั้งหลายเถิด   และจงตั้งกษัตริย์องค์หนึ่งให้เขา”   แล้วซามูเอลจึงกล่าวแก่อิสราเอลว่า   “ให้ทุกคนกลับไปยังเมืองของตน”

ปัจจุบัน กษัตริย์ที่ออกรบศึกแทนประชาชนไม่มีแล้ว แต่คำว่าเจ้าชีวิตยังมีความเป็นเจ้าชีวิตอยู่กับคนตลอดทุกยุคทุกสมัย นั่นคือ การกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ การเอาประโยชน์จากผู้อื่น การคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไปไว้ที่อื่น ข้าพเจ้าไปเที่ยวสวนทุเรียน คนงานในสวนให้ข้อมูลว่า เขาเก็บเกรดเอส่งเมืองนอกหมดแล้ว เหลือแต่ของเกรดต่ำไว้ให้เราคนไทยไว้กิน เพราะเราไม่มีปัญญาให้ราคาแพงเหมือนคนต่างชาติ  อีกตัวอย่างหนึ่ง มีคนพูดว่า อีกหน่อยประเทศของเราจะตกเป็นของประเทศอื่น ส่วนคนไทยก็ทำงานรับเงินเดือนต่ำๆไป รับส่วนแบ่งเล็กๆ แต่ผลประโยชน์จากแผ่นดินไทยที่ดี และส่วนใหญ่ ส่งกลับประเทศอื่นหมด นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ไกลจากชีวิตของเรา เจ้าชีวิตแบบใหม่กำลังแข่งขันกันยึดครองแผ่นดินมากมาย นี่คือกระแสของโลกในยุคนี้ที่เงินทองมีอำนาจแทนกษัตริย์ สำหรับคริสเตียน เรารู้ว่า เจ้าชีวิตของเราไม่ใช่เงิน แต่คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า หนังสือยอห์นบทนี้ บันทึกคำตรัสของพระเยซูคริสต์ว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก ไม่มีเจ้าชีวิตคนไหนในโลกทำสิ่งนี้ได้ นอกจากพระเยซูคริสต์ บทเรียนจากพระคัมภีร์วันนี้จะสอนเราให้พบความจริงของการมีเจ้าชีวิตคือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ดังนี้

 ยอห์น 11:1-25,33-44; 12:9-11 1มีชายคนหนึ่ง   ชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี   ซึ่งเป็นชนบทที่มารีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่นั้น 2มารีย์ผู้นี้คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมพระองค์   และเอาผมของนางเช็ดพระบาทของพระองค์   ลาซารัสน้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่ 3ดังนั้นพี่สาวทั้งสอง   จึงให้คนไปเฝ้าพระเยซูทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่” 4แต่เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า   “โรคนั้นจะไม่ถึงตาย   แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า   เพื่อให้พระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น”  5พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส 6ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่   พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน 7หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสกับพวกสาวกว่า   “เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด” 8พวกสาวกทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   เมื่อเร็วๆนี้   พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย   แล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ” 9พระเยซูตรัสตอบว่า   “กลางวันมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ   ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด   เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ 10แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด   เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา” 11พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า   “ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว   แต่เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้ตื่น” 12พวกสาวกทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ถ้าเขาหลับอยู่เขาก็คงจะหายดี” 13พระเยซูตรัสถึงความตายของลาซารัส   แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน 14ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า   “ลาซารัสตายแล้ว 15เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลาย   เราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น   เพื่อท่านจะได้เชื่อ   เราไปหาเขากันเถิด” 16โธมัสที่เรียกว่า   แฝดจึงพูดกับเพื่อนสาวกว่า   “พวกเราไปกับพระองค์ด้วยเถิด   เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์” 17ครั้นพระเยซูเสด็จมาถึง   ก็ทรงทราบว่าเขาเอาลาซารัสไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพสี่วันแล้ว 18หมู่บ้านเบธานีอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม   ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร 19พวกยิวหลายคนได้มาหามารธาและมารีย์   เพื่อจะปลอบโยนเธอเรื่องน้องชายของเธอ 20ครั้นมารธารู้ข่าวว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา   เธอก็ออกไปต้อนรับพระองค์   แต่มารีย์นั่งอยู่ในเรือน 21มารธาทูลพระเยซูว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย 22ถึงแม้เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าสิ่งใดๆที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า   พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่พระองค์” 23พระเยซูตรัสกับนางว่า   “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” 24มารธาทูลพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย   เมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา” 25พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก........ 33เมื่อพระเยซูทรงเห็นเธอร้องไห้   และพวกยิวที่มากับเธอก็ร้องไห้ด้วย   พระองค์ก็ทรงสะเทือนพระทัยและทรงเป็นทุกข์ 34พระองค์ตรัสว่า   “พวกเจ้าเอาศพเขาไปไว้ที่ไหน”   เขาทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   เชิญเสด็จมาดูเถิด” 35พระเยซูทรงพระกันแสง(ราชาศัพท์  แปลว่า  ร้องไห้)  36พวกยิวจึงกล่าวว่า   “ดูซิพระองค์ทรงรักเขาเพียงไร” 37แต่บางคนก็พูดว่า   “ท่านผู้นี้ทำให้คนตาบอดมองเห็น   จะทำให้คนนี้ไม่ตายไม่ได้หรือ” 38พระเยซูทรงสะเทือนพระทัยอีก   จึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ   อุโมงค์นั้นเป็นถ้ำ   มีหินก้อนหนึ่งวางปิดปากไว้  39พระเยซูตรัสว่า   “จงเอาหินออกเสีย”   มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว   เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว” 40พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า   ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” 41พวกเขาจึงเอาหินออก   พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า   “ข้าแต่พระบิดา   ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์   ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ 42ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ   แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่   เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” 43เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งพระสุรเสียง   ตรัสว่า   “ลาซารัสเอ๋ย   ออกมาเถิด” 44ผู้ตายนั้นก็ออกมา   มีผ้าพันมือและเท้า   และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย   พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย   แล้วปล่อยเขาเถิด”........... 9ฝ่ายพวกยิวเป็นอันมากรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น   จึงมาเฝ้าพระองค์   ไม่ใช่เพราะเห็นแก่พระเยซูเท่านั้น   แต่อยากเห็นลาซารัสผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงให้ฟื้นขึ้นมาจากตายด้วย 10ดังนั้นพวกมหาปุโรหิตจึงคิดจะฆ่าลาซารัสเสียด้วย 11เพราะลาซารัสเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกยิวหลายคนออกจากพวกเขาไปเชื่อถือพระเยซู

ในหนังสือเริ่มต้นชีวิตใหม่  มีคำถามสำหรับคริสเตียนใหม่  คือ คำว่าคริสเตียนมีความหมายอะไรสำหรับชีวิตของคุณ บางคนอาจตอบว่า ไปโบสถ์วันอาทิตย์ บางคนอาจตอบว่า ถวายทรัพย์ บางคนอาจตอบว่า รับใช้ในโบสถ์ บางคนอาจตอบว่า รักเพื่อนบ้าน ช่วยเหลือสังคม แต่ผู้ทำบทเรียนคาดหวังคำตอบ คือ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของข้าพเจ้า เราอาจพูดได้ว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเรา เหมือนกับเนื้อเพลงคริสเตียนมากมายที่เราร้องขณะนมัสการพระเจ้า เราร้องเพลง เราพูด แต่ชีวิตจริงของเราแสดงออกอย่างไรว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าชีวิต เรามีความเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของคำๆนี้ขนาดไหน ทำไม พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเรา ทำไมยอห์นจึงบันทึกบทนี้คนเดียวและหนังสือพระกิตติคุณเล่มอื่นไม่มี มีแต่ชื่อของมารธากับมารีย์ และเรื่องราวน้ำหอมนารดาที่มารียใช้สำหรับชโลมเท้าพระเยซูและเอาผมเช็ดที่เท้านั้น หากเราตามเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นของหนังสือยอห์น เราจะพบว่า ยอห์นบันทึกถึงความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่น้ำพุแห่งชีวิต แสงสว่าง ทางนั้น ชีวิต ความจริง และมาถึงตรงนี้ ยอห์นบอกกับผู้อ่านว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ จากประสบการณ์ลาซารัสตายแล้วฟื้นขึ้นมาจากความตาย เพื่อ  

1. นำเราเชิดชูเกียรติของพระเจ้า ยอห์น 11:1-10

1มีชายคนหนึ่ง   ชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี   ซึ่งเป็นชนบทที่มารีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่นั้น 2มารีย์ผู้นี้คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมพระองค์   และเอาผมของนางเช็ดพระบาทของพระองค์   ลาซารัสน้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่ 3ดังนั้นพี่สาวทั้งสอง   จึงให้คนไปเฝ้าพระเยซูทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่” 4แต่เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า   “โรคนั้นจะไม่ถึงตาย   แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า   เพื่อให้พระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น”  5พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส 6ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่   พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน 7หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสกับพวกสาวกว่า   “เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด” 8พวกสาวกทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   เมื่อเร็วๆนี้   พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย   แล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ” 9พระเยซูตรัสตอบว่า   “กลางวันมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ   ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด   เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ 10แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด   เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา”  

หมู่บ้านเบธานี อยู่ในแคว้นยูเดียห่างจากรุงเยรูซาเล็มเพียงสามกิโลเมตร คาดเดาว่า เป็นบ้านที่พระเยซูคริสต์ทรงมาค้างด้วยบ่อยๆ เวลาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ระยะทางสามกิโลเมตรสำหรับคนในสมัยโบราณนับว่าไม่ไกลที่จะเดินไปกลับ ถือว่าใกล้เยรูซาเล็มมาก ดังนั้น ความคุ้นเคยที่พระเยซูคริสต์ทรงมีกับคนในครอบครัวนี้นับว่า อยู่ในขั้นสนิทสนม ข้อ 3 พี่น้องสองคนที่เหลือใช้คนมาส่งข่าวพระเยซูคริสต์ว่า  ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่” เขาใช้คำว่า รัก ด้วยคำว่า phileo ฟิเลโอ รักอย่างคนพิเศษกว่าคนอื่น โดยปกติวิสัยของคนทั่วไป จะมีคนที่ตัวเองเลือกไว้เป็นพิเศษ แต่ข้อ 5 ยอห์นใช้คำที่บันทึกว่าพระเยซูทรงรักสามพี่น้องนี้ ด้วยคำว่า รัก อกาปาโอ (มาจากคำว่า อกาเป้) ยอห์นใช้คำนี้ สื่อความหมายทางจริยธรรมที่ถูกต้องต่อทุกคน แสดงให้เห็นว่าพระเยซูคริสต์ทรงรักทุกคนเท่ากัน เป็นคำเดียวกับที่ยอห์นใช้เรียกตัวเองว่า สาวกคนที่พระองค์ทรงรัก(ยอห์น 21:20) ไม่ได้หมายความว่า รักอย่างลำเอียง เหมือนในข้อที่ 36 36พวกยิวจึงกล่าวว่า   “ดูซิพระองค์ทรงรักเขาเพียงไร” phileo ฟิเลโอ พระเยซูคริสต์ทรงรักด้วยความรักที่ไม่ผิดต่อใคร หมายความว่า เวลาพระเยซูรักคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งจะไม่รู้สึกว่า พระองค์ไม่รักเขา หรือรักเขาน้อยกว่าอีกคน พระเยซูทรงรักอย่างไม่ผิดต่อคนรอบข้าง และไม่ผิดต่อพระบิดา ผู้ที่พระองค์ทรงรัก วิธีแสดงความรักของพระองค์ตั้งอยู่บนการถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเยซูคริสต์จึงใช้เวลาอยู่ ณ ที่นั้นต่ออีกสองวัน พระเยซูคริสต์ยังไม่รีบไป พระองค์ทรงรู้ว่า กรณีนี้ต้องไปในจังหวะเวลาที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อให้ฐานะของพระเมสสิยาห์ได้รับเกียรติด้วย คือ คนจะเชื่อและวางใจในพระเมสสิยาห์ ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มา นี่คืองานของพระเยซูคริสต์ที่จะทำให้คนรอบข้างพระองค์รู้จักพระเมสสิยาห์มากขึ้น เมื่อถึงเวลา พระเยซูคริสต์ก็ชวนสาวกว่า “เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด”  สาวกยังไม่ลืมอันตรายที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือน มันยังฝังอยู่ในความรู้สึกของสาวก แต่พระเยซูสั่งให้ไป  นั่นหมายความว่าพระองค์รู้ว่า ในที่อันตรายหากพระองค์บอกว่าให้ไป นั่นคือพระองค์เป็นผู้อยู่เหนือสถานการณ์ มิใช่ให้สถานการณ์อยู่เหนือพระองค์  มีคำแนะนำจากนักวิชาการด้านอาชญากรรม กล่าวว่า ถ้าจะให้ตัวเองไม่พบกับอันตราย ควรตระหนักถึง สามเสี่ยง 1.คนเสี่ยง นั่นหมายความว่า อย่าอยู่ใกล้คนที่เสี่ยง ที่จะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเราได้ 2.สถานที่เสี่ยง คือ สถานที่ที่เปลี่ยว สถานที่ที่มีแต่คนปกติไม่ไปกัน มีแต่คนที่ชอบหาเรื่อง ชอบมีเรื่องไปเท่านั้น หรือเป็นแหล่งของคนกลางคืนที่ดื่มเหล้า ย่อมมีเรื่องการทะเลาะวิวาท  3.เวลาเสี่ยง เรารู้ว่า เวลากลางคืนเป็นเวลาเสี่ยง หรือบางเวลาที่ไม่มีคนก็เป็นเวลาเสี่ยงด้วยเช่นกัน  พระเยซูถูกเตือนจากสาวกที่มีความกลัวพวกยิว เรื่องคนยิวและสถานที่คือแคว้นยูเดีย แต่พระองค์กลับตอบเรื่องเวลาเสี่ยงคือเวลากลางคืน ข้อ 9 9พระเยซูตรัสตอบว่า   “กลางวันมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ   ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด   เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ 10แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด   เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา” เวลากลางวันจะทำให้ไม่สะดุด คำว่า สะดุด รากศัพท์แปลว่า ก้าวพลาด หรือถูกตี หรือ ถูกซัดด้วยกระแสคลื่น surge against (ซึ่งในปัจจุบันเราทั้งหลายรู้จักดีกับคำว่า คลื่นยักษ์ ที่เราเรียกว่า storm surge) ที่จะทำให้เกิดน้ำท่วม อิสยาห์ 43:1-2 1บัดนี้  พระเจ้าผู้ได้สร้างท่านยาโคบ  พระองค์ผู้ได้ทรงปั้นท่าน   อิสราเอลตรัสดังนี้ว่า “อย่ากลัวเลย  เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ  เจ้าเป็นของเรา 2เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ  เราจะอยู่กับเจ้า เมื่อข้ามแม่น้ำ  น้ำจะไม่ท่วมเจ้า  เมื่อเจ้าลุยไฟ  เจ้าจะไม่ไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาผลาญเจ้า

จากภาพของพระคัมภีร์สองตอนนี้ทำให้เรามองเห็นบุคคลสองคน คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสามารถอยู่ด้วยกับเราได้ตลอดเวลา พระองค์เป็นบุคคลที่เราอยู่ด้วยแล้ว ไม่ต้องเสี่ยง และอีกคนคือ ตัวของเราเอง เราอยู่กับตัวเราเองแล้วต้องเสี่ยงหรือไม่  หากในตัวของเราไม่มีแสงสว่าง เราก็กำลังเป็นบุคคลที่เสี่ยงต่อตัวเราเอง และต่อคนอื่นที่ใกล้ตัวเราด้วย เรากำลังเป็นบุคคลเสี่ยงอยู่หรือไม่ คนที่ใกล้เราเสี่ยงที่จะบาดเจ็บเพราะคำพูดของเรา หรือเสี่ยงที่จะสูญเสียเพราะเรา หรือเสี่ยงที่จะมีชีวิตเสี่ยงเหมือนเรา ชีวิตของเรากำลังมีอิทธิพลทางด้านลบหรือด้านบวก กำลังทำให้คนถอยหลังหรือเดินหน้า

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยจมน้ำ ตอนอายุประมาณสัก 7-8 ขวบ แอบไปเล่นน้ำที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ว่ายน้ำก็ไม่เป็น เล่นไปเล่นมาคลื่นที่เกิดจากเรือหางยาวก็ซัดเราถอยหลังลงไปจนน้ำมิดหัว กระโดดขึ้นมาร้องได้คำว่า ช่วย แล้วก็จมลงไป จนลึกไปเรื่อยๆ ก็คิดว่า การกระโดดไม่มีประโยชน์ เลยไม่กระโดด แต่เดินจากใต้น้ำขึ้นมาบนฝั่ง นี่เป็นภาพที่ติดตาข้าพเจ้าจนบัดนี้ และให้ความเข้าใจว่า ต้องจมลงไป เหมือนตายไปเลย แล้วจะเห็นทางออก บางทีคนเราก็มัวแต่กระโดด จนหมดแรง เพราะรอแต่จะให้คนที่ฝั่งมาช่วย พอข้าพเจ้าขึ้นมาถึงฝั่ง เพื่อนที่ริมฝั่งบอกว่า ไม่คิดว่าเราจมน้ำ นั่นคือ เขาไม่เคยมีความคิดว่าจะช่วยเราเลย ในทางกลับกัน เขาคิดว่า เรากำลังดำน้ำเล่น หากเราเลิกมองที่จะหาความช่วยเหลือจากคนอื่นและนิ่งสักครู่ จมลงไป เรารู้ว่า การจมสักครู่ไม่ทำให้เราตาย  เหมือนที่พระเยซูคริสต์ตรัสเกี่ยวกับลาซารัส ว่า โรคนี้ไม่ทำให้เขาตาย เราก็เช่นกัน ปัญหานี้ไม่ทำให้เราตาย แต่เพื่อถวายเกียรติแด่พระบิดา และเพื่อให้พระเยซูคริสต์ประสบเกียรติในเราด้วย คำถามที่สำคัญคือ เราจมลงได้หรือไม่ หรือ เราจมไม่ลง

2. สื่อความหมายของชีวิตแก่เรา  ยอห์น 11:11-25

11พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า   “ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว   แต่เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้ตื่น” 12พวกสาวกทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ถ้าเขาหลับอยู่เขาก็คงจะหายดี” 13พระเยซูตรัสถึงความตายของลาซารัส   แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน 14ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า   “ลาซารัสตายแล้ว 15เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลาย   เราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น   เพื่อท่านจะได้เชื่อ   เราไปหาเขากันเถิด” 16โธมัสที่เรียกว่า   แฝดจึงพูดกับเพื่อนสาวกว่า   “พวกเราไปกับพระองค์ด้วยเถิด   เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์” 17ครั้นพระเยซูเสด็จมาถึง   ก็ทรงทราบว่าเขาเอาลาซารัสไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพสี่วันแล้ว 18หมู่บ้านเบธานีอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม   ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร 19พวกยิวหลายคนได้มาหามารธาและมารีย์   เพื่อจะปลอบโยนเธอเรื่องน้องชายของเธอ 20ครั้นมารธารู้ข่าวว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา   เธอก็ออกไปต้อนรับพระองค์   แต่มารีย์นั่งอยู่ในเรือน 21มารธาทูลพระเยซูว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย 22ถึงแม้เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าสิ่งใดๆที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า   พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่พระองค์” 23พระเยซูตรัสกับนางว่า   “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” 24มารธาทูลพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย   เมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา” 25พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก........

ที่นี่ เราจะพบปัญหาของการสื่อสารของคนสามประเภทที่ไม่เข้าใจว่าพระเยซูกำลังตรัสอะไร คนแรกมองว่า ลาซารัสกำลังหลับพักผ่อน คนที่สองกำลังมองว่า การไปหาลาซารัสคือการไปตาย และคนที่สามเห็นลาซารัสตายแล้ว หมดแล้วซึ่งความสัมพันธ์ เราจะเห็นถึงความรับผิดชอบต่อลาซารัสของแต่ละคนต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การรับผิดชอบแต่ตัวเองโดยการให้ความสนใจต่อตัวเองจนเกิดความเข้าใจผิดพลาดไปจากความหมายที่มีมาถึงตัวเอง 

ตัวอย่างเรื่องคนถือถาดขนมกับคนถือถ้วยเครื่องดื่มที่ติดคุกกับโยเซฟ ปฐมกาล 40:9-10,16-17

 9พนักงานน้ำองุ่นก็เล่าความฝันของตนให้โยเซฟฟังว่า   “เราฝันเห็นเถาองุ่นอยู่ตรงหน้า 10เถาองุ่นนั้นมีสามกิ่ง   พองอกใบอ่อนดอกตูม   ก็มีดอกบานออกมา   และช่อองุ่นก็สุก 11จอกของฟาโรห์อยู่ในมือเรา   แล้วเราเก็บลูกองุ่นนั้นบีบให้น้ำลงในจอกของฟาโรห์   และวางจอกน้ำองุ่นนั้นในพระหัตถ์ของฟาโรห์”.....16เมื่อหัวหน้าพนักงานขนมเห็นว่า  คำแก้ความฝันนั้นดี   จึงเล่าให้โยเซฟฟังว่า   “เราฝันด้วย  เห็นมีกระจาดขนมสามใบ  ตั้งอยู่บนศีรษะเรา 17ในกระจาดใบนั้นมีขนมสารพัดสำหรับฟาโรห์  เป็นของ ของพนักงานขนม   แล้วมีนกมากินของในกระจาดที่ตั้งอยู่บนศีรษะเรา”

ภาพในความฝันเหมือนกับนิสัยของพนักงานแต่ละคน พนักงานองุ่นสนใจการปรนนิบัติพระราชา ดังนั้น เขารับผิดชอบในการทำให้พระราชาพอใจด้วยน้ำมือของเขาเอง แต่พนักงานขนมปล่อยให้สิ่งที่เขารับผิดชอบทูนไว้บนหัว คือ ไม่ใช้มือ แม้แต่จะไล่นกที่มากินของๆพระราชา นั่นคือการไม่ทำหน้าที่ของตัวเองแล้วยังปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้น ผลลัพธ์พนักงานขนมพบกับความตาย แต่พนักงานน้ำองุ่นได้กลับมาทำหน้าที่ของตนดังเดิม

ความรับผิดชอบที่คนเรามักพลาดคือเรื่องของการฟัง และการพูด พระคัมภีร์ยากอบกล่าวว่า ให้เราไวในการฟัง และช้าในการพูด ช้าในการโกรธ (ยากอบ 1:19) นั่นหมายถึงการใช้การฟังที่จะเข้าใจความหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ายังไม่เข้าใจก็ช้าในการพูด เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการฟัง

คนอีกประเภทที่พูดว่า “พวกเราไปกับพระองค์ด้วยเถิด   เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์” คนพูดประโยคนี้ คือ โธมัส ดูเหมือนโธมัส (คนช่างสงสัย) เวลานี้ไม่สงสัยในการตามพระเยซู โธมัสพยายามจะสยบความกลัวที่อยู่ในสาวกคนอื่นๆ โดยแสดงความกล้าหาญด้วยการพูดถึง การไปตาย โดยไม่รู้เลยว่า นี่ไม่ใช่เวลาตาย แต่คือ เวลาเป็น เป็นความกล้าหาญแบบผิดเวลา แต่เวลาที่พระเยซูคริสต์ถูกจับและจะตายจริงๆ สาวกทุกคนวิ่งหนีหายไปหมด ไม่เหลือสักคน โดยเฉพาะโธมัส มาโผล่อีกที ตอนพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย โธมัสเลยมีนามสกุลว่า โธมัสคนขี้สงสัย ที่พูดว่า เขาไม่เชื่อว่า พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายจนกว่าเขาจะได้เอานิ้วแยงสีข้าง คนสุดท้ายที่ใช้หลักในการพยายามเข้าใจความหมายของพระเยซูคริสต์อย่างคนที่มองในแง่บวก คือพี่สาวของลาซารัสผู้ตายที่เศร้าโศกเสียใจและรู้ว่าลาซารัสตายจริงๆ 21มารธาทูลพระเยซูว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย 22ถึงแม้เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์ก็ทราบว่าสิ่งใดๆที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า   พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่พระองค์” มารธาพยายามปลอบใจตัวเองด้วยความเชื่อ เหมือนกับคริสเตียนไม่น้อยก็พยายามทำอย่างมารธา แต่ก็แฝงการตำหนิไว้หน่อย ถ้าพระเยซูมาเร็วกว่านี้ น้องของเธอก็ไม่ตาย  บ่อยครั้งเราจะพูดกับพระเจ้าว่า พระองค์มาช้า ถ้ามาเร็วกว่านี้ เราคงไม่ต้องสูญเสีย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องจ่ายราคา ทำไมพระองค์ไม่มาให้เร็วกว่านี้ บางทีก็มีคริสเตียนงอนพระเจ้า ยอห์นบันทึกว่า 23พระเยซูตรัสกับนางว่า   “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” 24มารธาทูลพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย   เมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา25พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก........พระเยซูคริสต์กำลังบอกกับมารธาถึงวันนี้ แต่มารธากำลังพูดถึงสิ่งที่จะมาถึงอนาคตที่ไม่รู้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จนถึงวันนี้ วันสุดท้ายก็ยังมาไม่ถึง มารธาตายไปแล้ว พระเยซูคริสต์ต้องการให้คนที่อยู่กับพระองค์ในวันนั้นมีประสบการณ์กับวันนี้ เช่นเดียวกัน พระองค์ก็ต้องการให้เราทุกคนมีประสบการณ์กับวันนี้ การถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าคือ วันนี้ สิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราเข้าใจคือวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ ฮีบรู 2:1,3 1เหตุฉะนั้น   เราจะต้องสนใจในข้อความเหล่านั้นที่เราได้ยินได้ฟังให้มากขึ้นอีก   เพราะมิฉะนั้น   เราจะห่างไกลไปจากข้อความเหล่านั้น....3ดังนั้นถ้าเราละเลยความรอดอันยิ่งใหญ่แล้ว   เราจะรอดพ้นไปอย่างไรได้......เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคนที่จะต้องให้ความสนใจ เข้าใจว่าพระเยซูคริสต์กำลังบอกอะไรแก่เรา เราต้องฟังพระองค์เหมือนฟังเจ้าชีวิตพูด เพราะนั่นคือความเป็นความตายของเรา  “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก........สิ่งหนึ่งที่คนสามประเภทแม้จะไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่ละพระองค์ไป เขายังอยู่ติดตามและอยู่ใกล้ และได้รับความเข้าใจโดยการสำแดงของพระเยซูคริสต์ในเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าเองก็กำลังรอคอยพระเจ้าในเรื่องสำคัญของคริสตจักร ดูเหมือนว่า รอแล้วรอเล่า จนทำให้บางครั้งก็รู้สึกว่า พระเจ้าไม่ตอบ แต่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ในการรอคอยว่า พระเจ้าตอบสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ต้องใช้เวลารอนานเลยก็เยอะ เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ความสนใจมัน และเมื่อข้าพเจ้าให้ความสนใจสิ่งเล็กน้อยที่พระเจ้าตอบ ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ข้าพเจ้าคิด กำลังรอให้ข้าพเจ้าฟังการสื่อความหมายของพระเยซูคริสต์เพื่อที่จะเข้าใจในสิ่งที่พระองค์กำลังจะทำ เราจะพบว่า พระเยซูคริสต์จะพูดเสมอถึงสิ่งที่พระองค์กระทำต่อคนรอบข้าง ทุกอย่างมีวัตถุประสงค์เสมอ เพื่อเราจะเชื่อ เพื่อเราจะวางใจ เพื่อเราจะรู้จักพระบิดามากขึ้น

3. เปิดโลกกว้างให้เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ยอห์น 11:33-40

33เมื่อพระเยซูทรงเห็นเธอร้องไห้   และพวกยิวที่มากับเธอก็ร้องไห้ด้วย   พระองค์ก็ทรงสะเทือนพระทัยและทรงเป็นทุกข์ 34พระองค์ตรัสว่า   “พวกเจ้าเอาศพเขาไปไว้ที่ไหน”   เขาทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   เชิญเสด็จมาดูเถิด” 35พระเยซูทรงพระกันแสง(ราชาศัพท์  แปลว่า  ร้องไห้)  36พวกยิวจึงกล่าวว่า   “ดูซิพระองค์ทรงรักเขาเพียงไร” 37แต่บางคนก็พูดว่า   “ท่านผู้นี้ทำให้คนตาบอดมองเห็น   จะทำให้คนนี้ไม่ตายไม่ได้หรือ” 38พระเยซูทรงสะเทือนพระทัยอีก   จึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ   อุโมงค์นั้นเป็นถ้ำ   มีหินก้อนหนึ่งวางปิดปากไว้  39พระเยซูตรัสว่า   “จงเอาหินออกเสีย”   มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว   เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว” 40พระเยซูตรัสกับเธอว่า   “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า   ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”

อีกครั้งที่ ความเป็นเจ้าชีวิตของพระเยซูคริสต์ เรียกร้องให้เราเชื่อวางใจในพระองค์ เพราะมนุษย์มักมองจากจุดที่ตัวเองจำกัด และตอบสนองเท่าที่เห็น การให้พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าชีวิตของเรา เราจะมองขึ้นไปตามที่พระเยซูคริสต์ทรงมองเห็น พระองค์มองเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแล้ว และพระองค์กำลังไกด์นำทางเราให้มองเห็นตามด้วย สุภาษิต 25:2

2ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าคือการซ่อนสิ่งต่างๆไว้   แต่ศักดิ์ศรีของพระราชา  คือการค้นสิ่งต่างๆให้ปรากฏ 

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเราเพื่อให้เราได้รับศักดิ์ศรีเดียวกันกับพระองค์คือ การค้นพบความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและเปิดเผยความยิ่งใหญ่นั้นให้คนทั้งหลายได้เห็นเหมือนกับที่เราเห็น ฮีบรู 1:1-4

1ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเราทางพวกผู้เผยพระวจนะ 2แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร 3พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า   และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์   และทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์   เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระบาปแล้ว   ก็ได้ประทับ  ณ เบื้องขวาของพระเจ้าเบื้องบน 4พระองค์ทรงยิ่งใหญ่เหนือเหล่าทูตสวรรค์มากนัก   ด้วยว่าพระองค์ทรงพระนามที่ประเสริฐกว่านามของทูตสวรรค์

นี่คือสิ่งที่คริสเตียนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นพิมพ์เดียวกัน พระเจ้าทรงมอบความเป็นเจ้าชีวิตให้กับพระเยซูคริสต์ ซึ่งการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ คือ การทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาจากความตาย การกำหนดเวลาเป็นเวลาตายของมนุษย์ได้ โรคที่ไม่ทำให้ลาซารัสตาย แต่ลาซารัสก็ตาย ความตายที่ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น พระเยซูคริสต์ทรงทำได้ นี่คือความเป็นเจ้าชีวิตที่แท้จริง พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมายังโลกเพื่อมอบสิ่งดีที่สุดให้กับมนุษย์ มิใช่มาเอาสิ่งที่ดีที่สุดไปจากมนุษย์ เมื่อก่อนตอนที่เรายังไม่เป็นคริสเตียน เวลาเราซื้อของเซ่นไหว้ เราจะเลือกเครื่องเซ่นไหว้ที่ดี ถ้าเลือกไม่ดี เดี๋ยวตาย คนเรากลัวไปทุกอย่าง เพราะความไม่รู้ กลัวเหล่าเทพเทวดา(คือทูตสวรรค์)จลงโทษ ซึ่งในความจริง เรามีเจ้าชีวิตคือองค์พระเยซูคริสต์ เรามีทูตสวรรค์คอยปรนนิบัติเรา ฮีบรู 1:14 14ทูตสวรรค์ทั้งปวง   เป็นแต่เพียงวิญญาณผู้ปรนนิบัติ   ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอดกระนั้นมิใช่หรือ บางครั้งการไม่เชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ได้กลายเป็นความกลัว มารธากลัวการเปิดอุโมงค์ฝังศพ เพราะลาซารัสได้กลายเป็นศพไปแล้ว สี่วันแล้ว ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว ในสมัยโบราณไม่มีวิธีการเก็บศพด้วยฟอร์มาลีน ในปัจจุบันเรายังต้องมีตู้เย็นแช่ศพให้แข็ง เพื่อใช้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา แต่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น แสดงให้เห็นว่า สภาพของคนตายต้องรีบฝัง เพราะอยู่ในดินแดนทะเลทรายที่ร้อนระอุ ศพจะส่งกลิ่นเร็วมาก พิธีไว้อาลัยของคนยิวสมัยนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีศพตั้งไว้ที่บ้าน ต้องรีบฝัง และนี่คือความตั้งใจของพระเยซูคริสต์ที่จะมาในเวลาที่คนคิดว่าสายเกินไปแล้ว ไม่ทันแล้ว เราได้เห็นพระเยซูคริสต์ทรงสะเทือนพระทัยสองครั้ง ไม่ใช่เพราะลาซารัสตาย แต่เพราะทรงห่วงใยความรู้สึกของผู้สูญเสีย คือญาติพี่น้องของลาซารัสที่กำลังเสียใจ  นี่คือภาพให้เราเห็นว่า ในระหว่างที่เรารอคอยด้วยความทุกข์ใจ พระองค์ทรงทุกข์ด้วยกับเรา แต่ในความเป็นพระเจ้า พระองค์ยอมร่วมทุกข์กับเราเพื่อเหตุผลที่ดีกว่าสำหรับเรา

มีเด็กคนหนึ่งหนีโรงเรียนเป็นอาทิตย์ ครูมาบอกกับพ่อแม่ของเขา พ่อแม่เลยลงโทษลูกโดยการกักบริเวณ และให้ขึ้นไปนอนที่ห้องใต้หลังคา พอตกกลางคืน พ่อแม่ก็นอนกระสับกระส่ายเป็นห่วงลูก ส่วนลูกก็นอนร้องไห้อยู่ในความมืดด้วยความกลัว พ่อทนไม่ไหวก็เลยคว้าหมอนขึ้นไปนอนกับลูก และบอกลูกว่า ลูกทำผิดที่ต้องชดใช้ความผิดด้วยการเชื่อฟัง แต่พ่อจะมาร่วมนอนในที่ๆเดียวกันกับลูกด้วยทุกคืนจนกว่าลูกจะเข้าใจสิ่งที่ลูกทำไป และสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้บทเรียนที่ดีแก่ลูก พ่อจะนอนร่วมกับลูก พระเยซูคริสต์ทรงห่วงใยเราทุกคน แม้ในเวลาที่เราเข้าใจหรือไม่เข้าใจ พระองค์จะอยู่ด้วยกับเรา ยากอบ 1:5 “ถ้าผู้ใดขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ.....” ยากอบกล่าวถึงการขาดความเข้าใจ พระเยซูคริสต์ไม่ตำหนิ พระองค์จะตำหนิเมื่อเราขาดความเชื่อ เราจะพบเห็นในพระคัมภีร์บ่อย ที่พระเยซูคริสต์ทรงตำหนิสาวกของพระองค์ ว่า ช่างมีความเชื่อน้อย ช่างไม่มีความเชื่อ ลูกา 9:41 41พระเยซูตรัสตอบว่า   “โอ   คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่ว   เราจะต้องอยู่กับเจ้าทั้งหลายและอดทนเพราะพวกเจ้านานเท่าใด.....”

ลูกา 8:25 25พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “ความเชื่อของเจ้าอยู่ที่ไหน”

4. ปลดปล่อยออกจากพันธนาการ ยอห์น 11:41-44;12:10-11

41พวกเขาจึงเอาหินออก   พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า   “ข้าแต่พระบิดา   ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์   ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ 42ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ   แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่   เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” 43เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งพระสุรเสียง   ตรัสว่า   “ลาซารัสเอ๋ย   ออกมาเถิด” 44ผู้ตายนั้นก็ออกมา   มีผ้าพันมือและเท้า   และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย   พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย   แล้วปล่อยเขาเถิด”........... 9ฝ่ายพวกยิวเป็นอันมากรู้ว่าพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น   จึงมาเฝ้าพระองค์   ไม่ใช่เพราะเห็นแก่พระเยซูเท่านั้น   แต่อยากเห็นลาซารัสผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงให้ฟื้นขึ้นมาจากตายด้วย 10ดังนั้นพวกมหาปุโรหิตจึงคิดจะฆ่าลาซารัสเสียด้วย 11เพราะลาซารัสเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกยิวหลายคนออกจากพวกเขาไปเชื่อถือพระเยซู

พระเยซูคริสต์ทรงออกคำสั่งให้เปิดอุโมงค์ พระองค์ไม่ให้คำทักท้วงของมารธามีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า ลาซารัสไม่ได้กลายเป็นศพ อย่างที่มารธารู้สึกว่า ลาซารัสกลายเป็นศพไปแล้ว พระเยซูคริสต์เรียกลาซารัสด้วยชื่อ แต่พี่สาวของลาซารัสเองกลับเรียกน้องชายตัวเองว่า ศพ(ที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วด้วย) เพราะฝังไว้ถึงสี่วัน แสดงว่า ลาซารัสตายตั้งแต่วันที่คนส่งข่าวมาบอกพระเยซู และพระองค์ยังประวิงเวลาไว้อีกสองวัน จึงเริ่มเดินทางมาซึ่งใช้เวลาอีกหนึ่งวันจึงจะถึงหมู่บ้านเบธานี ดังนั้น น้องชายของมารธาไม่เป็นน้องชายในสายตาของมารธาอีกต่อไป แต่กลายเป็นศพ

บทเรียนนี้สามารถประยุกต์เข้ากับสังคมของเราที่มีมัมมี่อย่างลาซารัสเต็มไปหมด คนมากมายถูกขัง ถูกผูกมัด พันหน้าพันตา พันตาจะขยับตัวไม่ได้ ถ้าเราไม่มองด้วยสายตาที่เข้าใจ เราจะเห็นคนบางคนไม่น่าเข้าใกล้ ไม่น่าปล่อยออกมาเผ่นผ่าน เพราะจะส่งกลิ่นไม่ดีด้วยพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ คริสเตียน นอกจากจะออกมาจากอุโมงค์ฝังศพแล้ว เราต้องช่วยปลดปล่อยลาซารัสในฝ่ายวิญญาณของคน เราต้องมองด้วยสายตาอย่างพระเยซูคริสต์ว่า คนเหล่านี้มีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเหมือนศพเดินได้ ก็เพราะเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยอะไรบางอย่าง จงให้พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าชีวิตที่บัญชาเราทั้งหลายออกไปปลดปล่อยลาซารัสฝ่ายวิญญาณให้ฟื้นกลับขึ้นมาอีก จงมองออกไปอย่างให้พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าชีวิต แล้วเราจะรับข่าวสารจากพระองค์

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org