|
|
|
| |
หัวข้อ“ครอบครัวของพระเจ้า”โยชูวา บทที่22
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
พระคัมภีร์กล่าวถึงความสัมพันธ์และความรับผิดชอบของคนที่มีครอบครัวของตัวเราเองรอบด้านไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง 1 ทิโมธี 5:4 ....ให้ลูกหลานนั้นหัดปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา โดยปฏิบัติกับครอบครัวของตนก่อน และให้ตอบแทนคุณบิดามารดา เพราะว่าการกระทำเช่นนี้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า
1 ทิโมธี 5:8 8ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก
ครอบครัวเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นภาพต้นแบบที่พระคัมภีร์ยกขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดกับพระเจ้า และความสัมพันธ์กับผู้เชื่อด้วยกันแบบความสัมพันธ์ของครอบครัวของพระเจ้าด้วย
เอเฟซัส 2:19 19เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า
ชนชาติอิสราเอลในสมัยของโยชูวาบทต่อไปนี้ก็เป็นภาพที่แสดงให้เราทั้งหลายได้เห็นตัวอย่างความเป็นครอบครัวของพระเจ้า ที่มีความเชื่อฟังพระเจ้า และความผูกพันกับครอบครัวของตัวเอง และพี่น้องเผ่าต่างๆ โยชูวา 22:1-9
1คราวนั้นโยชูวาได้เรียกคนรูเบน คนกาด คนมนัสเสห์ครึ่งเผ่ามา 2และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายได้ทำทุกอย่าง ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าบัญชาท่านไว้ และได้ฟังเสียงของข้าพเจ้าในสารพัดซึ่ง ข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน 3นานวันแล้วจนบัดนี้ ท่านมิได้ทอดทิ้งญาติพี่น้องของท่าน แต่ได้ระมัดระวังที่จะกระทำตาม พระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน 4บัดนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ได้โปรดให้พี่น้องของท่านหยุดพักแล้ว ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับเขา เหตุฉะนี้ท่านจงกลับบ้านของท่านเถิด ไปสู่แผ่นดินซึ่งท่านถือกรรมสิทธิ์ซึ่ง โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้ายกให้ ท่านที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้น 5แต่จงระวังให้มากที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติ และกฎหมายซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าบัญชาท่านไว้ คือที่จะรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินในพระมรรคาทั้งสิ้นของพระองค์ และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ และปรนนิบัติพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” 6โยชูวาจึงได้อวยพรเขาและส่งเขากลับไป ยังบ้านของเขาทุกคน 7ส่วนคนมนัสเสห์ครึ่ง เผ่านั้นโมเสสได้มอบให้เขาถือกรรมสิทธิ์ในเมืองบาชาน แต่อีกครึ่งเผ่านั้น โยชูวามอบให้เขามีกรรมสิทธิ์ข้างเคียงกับพี่น้องของ เขาที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันตก และเมื่อโยชูวาส่งเขากลับไปบ้านท่านได้อวยพรเขา 8กล่าวแก่เขาว่า “จงกลับไปบ้านของท่านทั้งหลายพร้อมกับทรัพย์สมบัติมั่งคั่ง มีฝูงสัตว์มากมาย มีเงิน ทองคำ ทองสัมฤทธิ์และเหล็ก และเสื้อผ้าเป็นอันมาก จงแบ่งของที่ริบมาจากศัตรูของท่านให้แก่พี่น้องของท่าน” 9คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าได้แยกจากคนอิสราเอลที่ชิโลห์ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอัน กลับไปบ้านของตนซึ่งอยู่ในแผ่นดินกิเลอาด เป็นแผ่นดินของเขา ซึ่งเขาได้เข้าตั้งอยู่ตามพระบัญชาของพระเจ้าโดยโมเสส
ในข้อ 1-9 นี้ เป็นเรื่องราวที่อิสราเอลทั้งสิบสองเผ่ายึดแผ่นดินแผ่นดินคานาอันได้แล้ว การแบ่งดินแดนให้กับอิสราเอลเก้าเผ่าครึ่งที่เหลือโดยจับฉลากกันเกิดขึ้นที่เมืองชิโลห์ โยชูวาบทที่ 22 นี้มีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลทั้งหมดน่าจะจบการยึดดินแดนได้ทั้งหมดตามฉลากที่ตนเองจับแล้ว จากประโยคที่กล่าวว่า 4บัดนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ได้โปรดให้พี่น้องของท่านหยุดพักแล้ว ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับเขา เหตุฉะนี้ท่านจงกลับบ้านของท่านเถิด ไปสู่แผ่นดินซึ่งท่านถือกรรมสิทธิ์ซึ่ง โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้ายกให้ ท่านที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้น เผ่ารูเบน กาด และมนัสเสห์อีกครึ่งเผ่าได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน (เต็นท์) ของตัวเองได้ และน่าจะเป็นไปได้ว่า การมาร่วมรบกับอิสราเอลเก้าเผ่าครึ่งนี้ ทางสองเผ่าครึ่งได้ละลูกเมีย ทรัพย์ของตัวเองไว้ฝั่งแผ่นดินด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน นักวิชาการทางพระคัมภีร์คาดเดาว่าอาจกระทำด้วยวิธีสลับคนไปมาครั้งประมาณ 40,000 คน แบ่งคนเป็นสองชุด เพื่อจะได้ไปมาหาสู่ในระยะที่รบเป็นเวลานานได้ กลุ่มที่อยู่ล่าสุดนี้ได้รับอนุญาตในเชิงว่า กลับไปครั้งนี้ ไม่ต้องมาอีกแล้ว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Leave for good คือกลับบ้าน เหมือนคนกลับประเทศตัวเองไปเลย ดังนั้น โยชูวาจึงอวยพรและให้มีการแบ่งทรัพย์สมบัติ สัตว์เลี้ยงให้เอากลับไปด้วย โยชูวากล่าวแก่คนเผ่ารูเบน กาด และมนัสเสห์ครึ่งเผ่าด้วยคำพูดที่เน้นถึงความเป็นพี่เป็นน้องของอิสราเอลทั้งสิบสองเผ่า ที่รูเบน กาด มนัสเสห์ครึ่งเผ่า ทำได้ดีมาก
3นานวันแล้วจนบัดนี้ ท่านมิได้ทอดทิ้งญาติพี่น้องของท่าน แต่ได้ระมัดระวังที่จะกระทำตาม พระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน 4บัดนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ได้โปรดให้พี่น้องของท่านหยุดพักแล้ว ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับเขา เหตุฉะนี้ท่านจงกลับบ้านของท่านเถิด ไปสู่แผ่นดินซึ่งท่านถือกรรมสิทธิ์ซึ่ง โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้ายกให้ ท่านที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้น
8....“จงกลับไปบ้านของท่านทั้งหลายพร้อมกับทรัพย์สมบัติมั่งคั่ง มีฝูงสัตว์มากมาย มีเงิน ทองคำ ทองสัมฤทธิ์และเหล็ก และเสื้อผ้าเป็นอันมาก จงแบ่งของที่ริบมาจากศัตรูของท่านให้แก่พี่น้องของท่าน”
โยชูวากล่าวในข้อ3,4 ถึงพี่น้องที่เป็นเผ่าอื่นอีกเก้าเผ่าครึ่ง ในข้อ 8 หมายถึงพี่น้องของตัวเองอีกสองเผ่าครึ่ง ความจริงมีอีกหนึ่งเผ่าคือ เผ่าเลวี ที่ไม่ถูกนับให้รับมรดกเป็นแผ่นดิน แต่เป็นตำแหน่งปุโรหิตแทน ความหมายของโยชูวาคือ ความเป็นพี่น้องของอิสราเอลเกิดจากการมีอับราฮัมเป็นบิดา บรรพบุรุษของเขา เขาจึงเป็นพี่น้องแห่งพันธสัญญาเดียวกัน
เช่นเดียวกัน เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน เรามีอับราฮัมเป็นบิดาแห่งความเชื่อร่วมกับอิสราเอล โดยเราทั้งหลายเชื่อในพระสัญญาใหม่ในองค์พระเยซูคริสต์ ทำให้คริสเตียนเป็นอิสราเอลฝ่ายวิญญาณ ที่มีความเป็นพี่น้องอย่างชนชาติอิสราเอลในเวลานั้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น คริสเตียนจึงมีทั้งความรับผิดชอบต่อครอบครัวของตัวเองและความรับผิดชอบต่อครอบครัวของพระเจ้าด้วย เหมือนอิสราเอลทั้งหมดในเวลานั้น ได้ทำบทบาทการเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างดี ทั้งสองด้าน ทั้งครอบครัวของตัวเองและครอบครัวของพระเจ้า
ฮีบรู 3:1,2,6 คือพระเยซู 2พระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าผู้ได้ทรงแต่งตั้งพระองค์ไว้ เหมือนอย่างโมเสสซื่อสัตย์ต่อชุมนุมชน อันเป็นครอบครัวของพระเจ้า 6แต่พระคริสต์นั้นทรงซื่อสัตย์ในฐานะพระบุตร ที่ทรงอำนาจเหนือชุมนุมชนอันเป็นครอบครัวของพระเจ้า และเราทั้งหลายเป็นครอบครัวนั้นแหละ หากเราจะยึดความกล้าหาญและความภูมิใจในความหวังนั้นไว้
โมเสสเป็นผู้นำครอบครัวของพระเจ้า จนเมื่อมาถึงสมัยของพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นผู้นำคริสตจักรในภาพของครอบครัวของพระเจ้า ในภาพของคริสตจักรเราจึงมีพี่น้องอยู่ท่ามกลางกันมากมาย เป็นครอบครัวที่ใหญ่อยู่ทั่วโลก คริสเตียนพบคริสเตียนที่ใด แม้ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เราก็ผูกพันกันเสมือนพี่น้อง เราเรียกว่า คริสตจักรสากล โดยในความสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
โยชูวาบทที 22 ได้ให้บทเรียนเรื่องความเป็นครอบครัวของพระเจ้า ดังต่อไปนี้
1. มีความเป็นครอบครัวเดียวกัน โยชูวา 22:10-12
10และเมื่อเขาทั้งหลายมาถึงท้องถิ่นที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดนที่อยู่ ในแผ่นดินคานาอัน คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า ได้สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดน เป็นแท่นขนาดมหึมา 11และคนอิสราเอลได้ยินคนพูดกัน “ดูเถิด คนรูเบน คนกาดและคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า ได้สร้างแท่นบูชาที่พรมแดนแผ่นดิน คานาอันในท้องถิ่นใกล้แม่น้ำจอร์แดน ในด้านที่เป็นของคนอิสราเอล” 12และเมื่อคนอิสราเอลได้ยินเช่นนั้น ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดก็ไปรวมกันที่เมืองชิโลห์ เพื่อจะขึ้นไปทำสงครามกับเขา
จุดที่น่าสังเกตุหนึ่งในการเดินทางกลับของอิสราเอลสองเผ่าครึ่ง เขาต้องข้ามแม่น้ำกลับไปอีกฟาก ขาไป เขาข้ามพร้อมอีกเก้าเผ่าครึ่งและพร้อมกับหีบพันธสัญญา แม่น้ำหยุดไหลตรงที่หีบพันธสัญญาเดินลงในน้ำโดยเท้าของปุโรหิต ขากลับไม่มีหีบพันธสัญญา แต่ต้องข้ามโดยเรือข้ามฟาก อย่าลืมว่า ขากลับมีของมากกว่าขาไป โยชูวาให้ขนของกลับไปด้วย การ leave for good ของเผ่ารูเบน กาด และมนัสเสห์ครึ่งเผ่า เป็นความรู้สึกที่แตกต่างการมีภารกิจที่ต้องกลับมาอีก ดังนั้น แม่น้ำที่อยู่ตรงหน้าที่เมื่อก่อนไม่ใช่เครื่องกีดขวาง ระยะทางที่เมื่อก่อนไม่ใช่ช่องว่าง กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจและความหวั่นไหวได้ในเวลานี้ อิสราเอลสองเผ่าครึ่งเวลานี้ กำลังรู้สึกเหมือนแยกขาดจากกัน จึงเป็นที่มาของการสร้างแท่นมหึมาทิ้งไว้อีกฝั่งก่อนจะข้ามแม่น้ำไป 10และเมื่อเขาทั้งหลายมาถึงท้องถิ่นที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดนที่อยู่ ในแผ่นดินคานาอัน คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า ได้สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดน เป็นแท่นขนาดมหึมา
ความรู้สึกที่ว่านี้มาจากคำอธิบายในข้อ 24-25 24....พวกเราได้สร้างไว้ด้วยเกรงว่าในเวลาต่อไป ภายหน้าลูกหลานของท่านอาจจะกล่าวต่อลูกหลานของเราว่า 'เจ้ามีส่วนเกี่ยวพันอะไรกับพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของอิสราเอล 25เพราะว่าพระเจ้าทรงกำหนดแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดนระหว่าง เรากับเจ้าทั้งหลายนะ คนรูเบน และคนกาดเอ๋ย พวกเจ้าไม่มีส่วนในพระเจ้า' ดังนั้นแหละลูกหลานของท่านอาจกระทำให้ลูกหลานของ เราทั้งหลายหยุดเกรงกลัวพระเจ้า
เป็นความรู้สึกห่วงความสัมพันธ์ของครอบครัวของพระเจ้าในอนาคตรุ่นลูกรุ่นหลานจะขาดหายไป โดยเฉพาะลูกหลานทางด้านเก้าเผ่าครึ่งที่จะรู้สึกว่าสองเผ่าครึ่งที่อยู่อีกฟากไม่มีส่วนในครอบครัวของพระเจ้า และสิ่งที่เขากลัวที่สุดคือ กลัวว่าลูกหลานของเขาจะรับความรู้สึกนั้น และตอบสนองอย่างเดียวกัน จนกลายเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวพระเจ้า
ซึ่งลักษณะของคนที่หยุดเกรงกลัวพระเจ้า จะทำอะไรก็ทำตามใจตัวเอง ไม่คิดถึงคนอื่น จะดำเนินชีวิตไม่ใช่เพื่อเห็นแก่พระเจ้า สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ความไม่เกรงใจ คนที่ไม่เกรงใจใคร เตือนไม่ได้ ไม่ฟัง และไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งจิตใจของเขา เป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายมาก
อิสราเอลสองเผ่าครึ่ง ตระหนักในเรื่องนี้ จึงไม่อยากให้แผ่นดินที่ไม่ติดกัน แม่น้ำที่กั้นขวาง ระยะทางที่ห่างกัน กลายเป็นอาณาเขตที่แบ่งแยก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเอาเป็นข้ออ้างหรือเป็นเครื่องตัดสินความเป็นหรือไม่เป็นครอบครัวเดียวกัน
เหมือนกับเราทั้งหลายที่อยู่กันคนละบ้าน เกิดจากร้อยพ่อพันธ์แม่ ใช้นามสกุลต่างกัน มาอยู่ที่โบสถ์เดียวกัน และยังแบ่งเป็นกลุ่มเซลล์อีก สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นข้ออ้างการแบ่งแยกออกจากความเป็นครอบครัวเดียวกันได้ ความจริง การแบ่งเซลล์ไม่ได้หมายความว่าเราจะแตกก๊กแตกเหล่า การแบ่งเซลล์คือการช่วยกันดูแลกัน แต่ความเป็นครอบครัวเดียวกันก็ยังไม่หายไป อย่าให้ความแตกต่าง หรือการกระทำใดๆในกิจกรรมของคริสตจักรกลายเป็นแม่น้ำจอร์แดนที่แบ่งตะวันออกกับตะวันตกออกจากกัน อิสราเอลสองเผ่าครึ่งกลัวอนาคตจะเป็นอย่างนั้น จึงสร้างแท่นพยานขึ้นเพื่อรักษาความเป็นครอบครัวเอาไว้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนเกือบจะกลายเป็นสงครามระหว่างพี่น้อง เพราะ เขาลงมือสร้างโดยไม่ปรึกษาอิสราเอลอีกเก้าเผ่าครึ่ง ทั้งๆที่แผ่นดินที่เขายืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ของเขา นี่เป็นการตัดสินใจโดยพละการ ในข้อ 11 11และคนอิสราเอลได้ยินคนพูดกัน “ดูเถิด คนรูเบน คนกาดและคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า ได้สร้างแท่นบูชาที่พรมแดนแผ่นดิน คานาอันในท้องถิ่นใกล้แม่น้ำจอร์แดน ในด้านที่เป็นของคนอิสราเอล” 12และเมื่อคนอิสราเอลได้ยินเช่นนั้น ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดก็ไปรวมกันที่เมืองชิโลห์ เพื่อจะขึ้นไปทำสงครามกับเขา
เป็นที่รู้กันว่า มีแท่นบูชาเดียวเท่านั้นอยู่ที่เมืองชิโลห์ซึ่งพลับพลาที่หีบพันธสัญญา ซึ่งหมายถึงพระเจ้าจะเสด็จมาเหนือหีบพันธสัญญาเท่านั้น อิสราเอลที่รับข้อมูลโดยไม่มีการสื่อกันก็เข้าใจอีกอย่าง จึงเป็นเรื่องทำให้อิสราเอลเก้าเผ่าครึ่งถึงกับรวมตัวกันเพื่อจะทำสงครามกับพี่น้องสองเผ่าครึ่ง แต่ดีว่า ในความเป็นพี่น้องนี้ ทำให้เขาส่งตัวแทนมาถามให้รู้เรื่องก่อน
บางครั้งการได้รับฟังข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนอาจทำให้เราก็ตั้งธงไว้แล้วว่า นี่คือความขัดแย้ง ต้องทำสงคราม ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัว โดยลืมนึกถึงความเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน คนเรามักมีแนวโน้มไม่ค่อยจะเชื่อในส่วนดีของคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ค่อยจะมองคนอย่างมีความหวัง และก็ไม่ค่อยจะทนต่อทุกอย่าง ซึ่งสวนทางความเป็นครอบครัวของพระเจ้าที่พระองค์สอนเราให้ 1 โครินธ์ 13:7ข เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง พระคัมภีร์ตอนนี้สอนให้เรามีท่าทีกับคนในครอบครัวของเราเอง และคนในครอบครัวของพระเจ้าเป็นอย่างเดียวกัน
2. มุ่งยุติเหตุแห่งความขัดแย้ง โยชูวา 22:13-14
ในกรณีของอิสราเอลเก้าเผ่าครึ่งที่เกิดความขัดแย้งพร้อมทำสงครามคนในครอบครัวของพระเจ้าอันเนื่องมาจากการสร้างแท่นมหึมาของรูเบน กาด มนัสเสห์ครึ่งเผ่า แต่เนื่องจากความเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาต้องคิดการหาทางแก้ปัญหานี้โดยการส่งตัวแทน คนกลางที่มีประสบการณ์มาก่อนอย่างฟิเนหัส และผู้นำระดับหัวหน้า (เจ้านาย) อีกสิบคนที่มาจากแต่ละเผ่าทั้งสิบเผ่าไปด้วย ซึ่งคนเหล่านี้เป็นหัวหน้าตระกูลระดับพันคนขึ้นไป โยชูวา 22:13-14 13แล้วคนอิสราเอลจึงใช้ฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ปุโรหิต ไปยังคนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าในแผ่นดินกิเลอาด 14พร้อมกับเจ้านายสิบคน คนหนึ่งจากแต่ละเผ่าในอิสราเอล ทุกคนเป็นหัวหน้าครอบครัวในตระกูลของอิสราเอล ทำไมต้องเป็นฟิเนหัส บุตรเอเลอาซาร์ปุโรหิต และเมื่อฟิเนหัสมาถึงก็ยิงคำถามตรงใจของสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ข้อ 15-18 15เมื่อเขามาถึงคนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าในแผ่นดินกิเลอาด เขาก็กล่าวแก่พวกเหล่านั้นว่า 16“ชุมนุมชนทั้งสิ้นของพระเจ้ากล่าวดังนี้ว่า 'ท่านทั้งหลายได้กระทำการทรยศอะไรเช่นนี้ต่อพระเจ้า ของอิสราเอลหนอ ซึ่งในวันนี้ท่านทั้งหลายได้หันกลับจากติดตามพระเจ้า โดยท่านได้สร้างแท่นบูชาสำหรับตัวเป็นการกบฏต่อพระเจ้า ในวันนี้ 17กรรมบาปซึ่งเราทำที่เมืองเปโอร์นั้นยังไม่พอเพียงหรือ ซึ่งจนกระทั่งวันนี้ เรายังชำระตัวของเราให้สะอาดไม่หมดเลย และซึ่งเป็นเหตุให้ภัยพิบัติเกิดแก่ชุมนุมชนของ พระเจ้า 18ในวันนี้ท่านทั้งหลายจะหันไปเสียจากการติดตามพระเจ้าหรือ ถ้าท่านทั้งหลายกบฏต่อพระเจ้าในวันนี้ พระองค์จะทรงกริ้วต่อชุมนุมชนอิสราเอล ทั้งหมดในวันในพรุ่ง
ฟิเนหัสคนนี้ได้ตั้งคำถามไปพร้อมๆกับย้ำสภาพของอิสราเอลที่บอบช้ำจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับอิสราเอลเมื่อครั้งเกิดขึ้นที่เปโอร์ เมืองแห่งพระบาอัลที่อิสราเอลได้ทำบาปต่อพระเจ้า โดยการสร้างแท่นบูชาพระบาอัลทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ สิ่งที่ฟิเนหัสกล่าว กำลังชี้ถึงการกระทำของเรื่องที่เขาได้ยินเกี่ยวกับเผ่ารูเบน กาด และมนัสเสห์ที่สร้างแท่นบูชาขึ้นที่ใกล้แม่น้ำฟากตะวันตก (ความจริง ฟิเนหัส อาจจะแวะดูหลักฐานแล้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่นอย่างที่ได้ยินมา) ก่อนที่เขาจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาฝั่งตะวันออกเพื่อพบกับอิสราเอลสองเผ่าครึ่งในดินแดนกิเลอาด (ข้อ 15) คำถามของฟิเนหัสได้รับคำตอบจากสองเผ่าครึ่งว่า เขารู้ดีว่า แท่นบูชาต่อพระเจ้ามีแท่นเดียวเท่านั้น และความเป็นครอบครัวของพระเจ้า เขาไม่มีวันกบฏต่อพระเจ้าเรื่องการไปกราบไหว้พระอื่น นี่เป็นเรื่องที่อิสราเอลทุกเผ่าต่างรู้ดีว่า แท่นบูชามีที่เดียวเท่านั้นคือ แท่นบูชาที่ตั้งอยู่ตรงหน้าพลับพลาของพระเจ้า โยชูวา 22:29 29ขอให้เรื่องนี้ห่างจากเราเถิด คือที่จะกบฏต่อพระเจ้า และหันจากติดตามพระเจ้าเสียในวันนี้ โดยสร้างแท่นอื่นสำหรับเครื่องเผาบูชาธัญญบูชา เครื่องสัตวบูชา นอกจากแท่นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราซึ่งตั้งอยู่ที่หน้า พลับพลาของพระองค์”
คำพูดของรูเบน กาด มนัสเสห์ครึ่งเผ่าที่ตอบคำถามของฟิเนหัส นั้นแสดงให้เห็นว่า อิสราเอลทุกเผ่าต่างรับบทเรียนที่เจ็บปวดเรื่องเกี่ยวกับการสร้างแท่นบูชา หลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงอายุของคนรุ่นนี้ และฟิเนหัส คือคนที่พระเจ้าทรงชมเชยว่าเขาคือคนที่แก้ปัญหานี้ได้ตรงใจของพระเจ้า กันดารวิถี 25:10-13
10พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า 11“ฟีเนหัส บุตรเอเลอาซาร์ บุตรอาโรนปุโรหิต ได้ยับยั้งความกริ้วของเราต่อคนอิสราเอล ในการที่เขาหึงหวงด้วยความหึงหวงของเราที่มีต่อประชาชน ดังนั้นเราจึงมิได้เผาผลาญคนอิสราเอลเสียด้วยความ หึงหวงของเรา 12ดังนั้นจงกล่าวว่า 'ดูเถิด เราให้ศานติพันธสัญญาแก่เขา 13พันธสัญญานั้นจะเป็นของเขา และของเชื้อสายของเขา เป็นพันธสัญญาแห่งตำแหน่งปุโรหิตอันถาวร เพราะเขาหึงหวงเพื่อพระเจ้าของเขา และได้ทำการลบมลทินบาปคนอิสราเอล' ”
ฟิเนหัสเป็นคนที่ไวต่อน้ำพระทัยพระเจ้า และค้นหาสาเหตุแห่งความขัดแย้งได้อย่างรวดเร็ว มีความชัดเจนว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า หรือระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เขาจึงเป็นผู้สามารถยุติความขัดแย้งลงได้ และความชัดเจนในความเป็นครอบครัวเดียวกันของฟิเนหัสวันนี้คือการรักษาอิสราเอลสองเผ่าครึ่งไว้มิใช่ทำลาย หรือทำสงคราม ดังนั้นฟิเนหัสจึงยื่นข้อเสนอให้กับคนสองเผ่าครึ่งว่า โยชูวา 22:19-20 19แต่ถ้าแผ่นดินของท่านไม่สะอาดจงข้าม ไปในแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพลับพลาของพระเจ้า และมาถือกรรมสิทธิ์อยู่ท่ามกลางพวกเราเถิด ขอแต่เพียงอย่ากบฏต่อพระเจ้าหรือกบฏต่อเรา โดยที่ท่านทั้งหลายสร้างแท่นบูชาสำหรับตัวนอกจาก แท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย 20อาคานบุตรเศราห์ได้ประพฤติอสัตย์ใน เรื่องของถวายนั้นไม่ใช่หรือ พระพิโรธก็ตกเหนือชุมนุมชนอิสราเอล เขามิได้พินาศแต่คนเดียวในเรื่องกรรมบาป ของเขา' ”
ฟิเนหัสยื่นข้อเสนอให้สองเผ่าครึ่งข้ามกลับมาฝั่งตะวันตกอยู่ร่วมกับพี่น้องเก้าเผ่าครึ่ง ด้วยสมมติฐานว่า สองเผ่าครึ่งคิดว่า แผ่นดินฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้นไม่ดี ไม่สะอาด จึงเป็นแรงจูงใจให้สร้างแท่นบูชาอีกแท่น (ตัวแทนสิบเผ่าอาจไม่เห็นด้วยกับฟิเนหัส เพราะก่อนหน้านี้อิสราเอลมีปัญหาเรื่องดินแดนไม่พอสำหรับเก้าเผ่าครึ่งในฝั่งแม่น้ำจอร์แดนตะวันตก ) ให้เราคิดอย่างคนสิบเผ่าที่ร่วมขบวนตัวแทนนี้มา คงมองที่ฟิเนหัสและตัดสินเขาว่า ฟิเนหัสตัดสินใจง่าย เพราะฟิเนหัสไม่ต้องไปรบเพื่อให้ได้ดินแดนมาเหมือนอิสราเอลเก้าเผ่าครึ่ง เพราะฟิเนหัส เป็นเลวี เชื้อสายปุโรหิตที่ได้รับเมืองลี้ภัยสำหรับคนลี้ภัย ในบทก่อนหน้านี้ แต่ ความจริง ฟิเนหัส เป็นบุคคลที่ถูกตั้งให้เป็นตัวแทนเรื่องการให้ หรือการยื่นข้อเสนอแทนคนเก้าเผ่าครึ่งได้ เพราะความเป็นเชื้อสายปุโรหิตของฟิเนหัส ทำให้เขาคิดได้เร็วในเรื่องการให้โดยไม่หวง ไม่เสียดาย หากสามารถช่วยพี่น้องของเขา (ครอบครัวของพระเจ้า) ให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย เพราะอีกเก้าเผ่าครึ่งกำลังตั้งธงจะมาทำสงครามทำลายล้างแล้ว
คริสเตียนเป็นตัวแทนของคนแห่งครอบครัวของพระเจ้า คริสเตียนต้องมีสปิริต ความผูกพันกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่ไม่เสียดาย ไม่หวง ไม่โลภไว้สำหรับตัวเราเอง แต่ให้ความต้องการของพี่น้องมาก่อน ที่คริสเตียนต้องมีสปิริตอย่างฟิเนหัส เพราะเราอยู่ในฐานะปุโรหิตอย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเป็น 1 เปโตร 2:9
9แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
3. ความมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้าเกิดขึ้น โยชูวา 22:30-34
30เมื่อฟีเนหัสปุโรหิตและเจ้านายของชุมนุมชน และหัวหน้าตระกูลของอิสราเอลที่อยู่ด้วย กันนั้นได้ยินถ้อยคำที่คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์กล่าว ก็รู้สึกเป็นที่พอใจมาก 31ฟีเนหัสบุตรของเอเลอาซาร์ปุโรหิตจึงกล่าวแก่คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ว่า “วันนี้เราทราบแล้วว่าพระเจ้าทรงสถิตท่ามกลางพวกเรา เพราะท่านทั้งหลายมิได้กระทำการทรยศต่อพระเจ้า ท่านได้ช่วยให้ชนอิสราเอลพ้นจากพระหัตถ์ของพระเจ้า”
32แล้วฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ปุโรหิต และผู้หัวหน้าทั้งหลายก็กลับจากคนรูเบน และคนกาด จากแผ่นดินกิเลอาดไปยังแผ่นดินคานาอัน ไปหาคนอิสราเอลแจ้งข่าวให้เขาทราบ 33รายงานนั้นเป็นที่พอใจคนอิสราเอลและคน อิสราเอลก็สรรเสริญพระเจ้า และไม่พูดถึงเรื่องที่จะกระทำสงครามกับเขา เพื่อทำลายแผ่นดินซึ่งคนรูเบน คนกาดได้อาศัยอยู่นั้นอีกเลย 34คนรูเบนและคนกาดเรียกแท่นนั้นว่า แท่นพยาน เขากล่าวว่า แท่นนั้นเป็นพยานในระหว่างเราว่า พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้า
ฟิเนหัสผู้สื่อสารด้วยความเป็นครอบครัวเดียวกัน ได้รับคำตอบของความเป็นครอบครัวเดียวกันกลับมา มีความพอใจกับบรรยากาศครอบครัวของพระเจ้า และได้รู้เจตนารมย์ของเผ่ารูเบน กาด มนัสเสห์ครึ่งเผ่า ที่ห่วงใยครอบครัวของตัวเอง และห่วงใยครอบครัวของพระเจ้าในระดับที่เท่าเทียมกัน ห่วงไปถึงลูกหลาน คนรุ่นต่อไป เป็นผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและต้องการรักษาความเป็นครอบครัวไว้ ฟิเนหัสได้สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าท่ามกลางอิสราเอล สดุดี 133
ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด 2เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน 3เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชา พระพรที่นั่น คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์
ฟิเนหัสไม่เพียงสัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้า ซึ่งในสดุดีได้กล่าวถึงผลดีแห่งความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันนี้จะนำพระพรมา แต่ที่สำคัญกว่านั้นฟิเนหัสยังชมเชยเผ่ารูเบน กาดและมนัสเสห์ครึ่งเผ่าด้วยว่า ท่านได้ช่วยให้ชนอิสราเอลพ้นจากพระหัตถ์ของพระเจ้า” มีความหมายว่า การรักษาความเป็นครอบครัวไว้ แม้จะเกิดจากฝ่ายเขาฝ่ายเดียวก็ตาม มีความหมายสำคัญขนาดที่อิสราเอลทั้งหมดรอดพ้นจากการลงโทษของพระเจ้า เพราะอิสราเอลอีกเก้าเผ่าเข้าใจผิด และกำลังจะมาทำสงคราม แต่รูเบน กาด และมนัสเสห์ได้ช่วยแก้ความเข้าใจผิดนั้น นำการทรงสถิตของพระเจ้าให้ชัดเจนท่ามกลางอิสราเอล ด้วยความพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไว้ วันนี้ เราทั้งหลายมีความมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิต ในครอบครัวของเราขนาดไหน ให้เราสำรวจความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างกันในคริสตจักร จงเลียนแบบสปิริตอย่างอิสราเอลฝ่ายวิญญาณ
1 เปโตร 3:8-17
8ในที่สุดนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม 9อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า แต่ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่เขา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงเรียกให้ท่านกระทำเช่นนั้น เพื่อท่านจะได้รับพระพร 10เพราะว่า
ผู้ที่จะรักชีวิต และปรารถนาที่จะเห็นวันดี ก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้นของตนไม่พูดสิ่งชั่ว และห้ามปากไม่ให้พูดเป็นอุบายล่อลวง
11ให้เขาละความชั่วและกระทำความดี ให้เขาใฝ่หาสันติสุขและมุ่งดำเนินไป 12เพราะว่าพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา แต่พระพักตร์ของพระองค์ไม่เป็นมิตรกับคนทั้งหลายที่ทำความชั่ว
13ถ้าท่านทั้งหลายใฝ่ใจประพฤติความดี ผู้ใดจะทำร้ายท่าน 14แต่ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายต้องทนทุกข์ เพราะเหตุประพฤติการชอบธรรม ท่านก็เป็นสุข อย่ากลัวเขา และอย่าคิดวิตกไปเลย 15แต่ในใจของท่าน จงเคารพนับถือ พระคริสต์ว่าเป็น องค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ 16และให้ความสำนึกผิดชอบของท่านไม่เป็นเหตุติท่าน เพื่อว่าเมื่อท่านถูกใส่ร้าย คนที่กล่าวร้ายความประพฤติดีของท่านในพระคริสต์ จะต้องได้รับความอับอาย 17เพราะว่า การได้รับความทุกข์เพราะทำความดี ถ้าเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า ก็ดีกว่าจะต้องทนอยู่เพราะการประพฤติชั่ว
ี้
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|