Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท14 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

หัวข้อรักแท้อยู่ในพระเจ้าและในชีวิตคริสเตียน

โดยอ. วรรณพร พวงมาลัย

 
     
 

ผลการสำรวจของดุสิตโพลในคนวัยเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในปี 2008 พบว่าส่วนใหญ่มีเพื่อนหรือคนรู้จักมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนและและอยู่ก่อนแต่งถึงร้อยละ 77.69 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมอนามัยที่พบว่า วัยรุ่นร้อยละ 36 เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว และมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุเฉลี่ย 16 ปีซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ตามมาด้วยการติดเชื้อเอดส์รายใหม่  การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ มีการทำแท้งในวัยเรียนถึงร้อยละ 51.98 มีทั้งทำแท้งด้วยตนเองจากการซื้อยาทางอินเตอร์เนท และพบการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยตั้งแต่ท้อง 1 เดือนจนถึง 8 เดือน ส่งผลให้มีปัญหาตามมาคือการทำร้ายเด็ก ฆ่าเด็ก ทอดทิ้งเด็กไม่ต่ำกว่าวันละ 3 คน เกิดปัญหาประชากรขาดคุณภาพ ปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจตามมา (ข้อมูลจากมติชนฉบับวันที่ 12กุมภา 2010)

                ถ้าเราถามคนเหล่านั้นว่าทำไมถึงทำเช่นนี้ ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ พวกเขาก็คงจะตอบแบบนิยายน้ำเน่าว่า “เพราะเรารักกัน”  และถ้าเราถามพวกเค้าต่อว่า คำว่ารักคืออะไร ช่วยอธิบาย หรือบอกนิยามความหมายให้ฟังหน่อย ก็อาจจะตอบไม่ได้ หรือถ้าตอบก็คงเป็นคำตอบที่เข้าข้างตัวเองหรือเป็นคำตอบแบบตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น
               
14 กุมภาถูกกำหนดว่าเป็นวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ถ้าวันนี้เราเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเราก็จะเห็นบรรยากาศที่ตกแต่งเป็นหัวใจ สีแดง สีชมพูหวานแหววเต็มไปหมด เห็นคนเดินเป็นคู่ ๆ มีให้ดูตั้งแต่รุ่นเด็กจนถึงรุ่นเดอะ   สังคม ผู้คน วัยรุ่น เด็ก ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดผิด ๆ ค่านิยมผิด ๆ เกี่ยวกับความรักและเป็นเหตุนำไปสู่การทำบาปเรื่องเพศได้อย่างง่ายดาย
ก่อนเข้ามาในห้องนี้หลายท่านคงได้มีโอกาสเขียนนิยามความรักในแบบของตัวเองไปแล้ว
บางคนอาจจะเขียนแบบงง ๆ เขียนแบบไม่แน่ใจ  หรือเขียนไปคิดไป “””ความรักคืออะไรนะ?”””

  แต่วันนี้พระคำของพระเจ้า จะเป็นกุญแจไขความคลุมเครือ และนำเราสู่ความจริงปลดปล่อยเราจากคำโกหกของมารซาตาน และค่านิยมผิด ๆ ของโลกนี้
               
หัวข้อเทศนาในเช้าวันนี้คือ “รักแท้อยู่พระเจ้าและในชีวิตคริสเตียน”

 มีเพลงๆ หนึ่งร้องว่า "รักแท้ นั้นคืออะไร ตับไตไส้พุง” แค่ขึ้นมาประโยคแรก ฟังครั้งแรกข้าพเจ้าก็มีเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าแล้ว ตับไตไส้พุงเกี่ยวอะไรกับรักแท้ ใครมาร้องเพลงนี้จีบเราต้องพิจารณาหน่อยเพราะคนร้องก็ยังสับสน และไม่ใช่แค่เพลงที่ถามว่ารักแท้คืออะไร แต่โลกนี้ก็ถาม และผู้คนในสังคมก็แสวงหารักแท้
                แล้วเราจะพบรักแท้ มีรักแท้ และสามารถรักอย่างถูกต้องได้อย่างไร ก็โดยที่เราต้องรู้จักความจริงของความรักก่อน

ความจริงประการที่ 1 คือ ความรักมีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า
พระธรรม 1 ยอห์นบทที่ 4 ข้อที่ 7-10 บอกเราถึงความจริงเรื่องนี้  เราจะอ่านด้วยกัน
“ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า  และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า  แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา”

                พระวจนะตอนนี้บอกเราว่า “พระเจ้าเป็นความรัก” แต่โลกนี้กำลังหลอกเรา
กลับตาลปัตร กลับหัวกลับหางบอกเราว่า “ความรักเป็นพระเจ้า”  ถ้าเราฟังดู 2 ประโยคนี้มีคำที่เหมือนกันเลย มีคำว่าพระเจ้า มีคำว่าเป็น มีคำว่าความรัก  
                พระเจ้าเป็นความรักนั้นใช่ แต่ความรักเป็นพระเจ้านั้นไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ความรักทุกอย่างเป็นความรักที่ดี ไม่ใช่ความรักทุกอย่างถูกต้องชอบธรรมตามน้ำพระทัยพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่นไปแย่งสามีคนอื่น ไปรักภรรยาชาวบ้านนี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่พระประสงค์ไ ม่ใช่ความรักอย่าง
พระเจ้า แต่โลกนี้กลับสร้างค่านิยมให้มีกิ๊ก ให้มีชู้ ให้ไปรักคนมีเจ้าของ สร้างค่านิยมให้เราทำบาปแล้วไม่ต้องรู้สึกอะไร ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่ทำลงไป ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่รู้ผิดชอบชั่วดี

                ถ้าเราดูเบื้องหลังการเขียนจดหมายฝากฉบับนี้ของยอห์น เราจะเห็นว่านี่เป็นจดหมายที่ยอห์นเขียนถึงคริสตจักรต่าง ๆ ในแคว้นเอเชียที่ท่านมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลอยู่  และเบื้องหลังสำคัญที่สุดของการเขียนจดหมาย 1 ยอห์นฉบับนี้ก็เนื่องจากปัญหาคำสอนเท็จ คำสอนผิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
                ส่วนในช่วงเวลานี้บรรยากาศสังคมของเรา โลกของเรา ค่านิยม ทัศนคติของผู้คนในสังคมก็อาจจะไม่ได้แตกต่างอะไรจากสังคมในสมัยของยอห์น ที่กำลังสอนเราแบบผิด ๆ  อยากจะทำอะไรกับชีวิตของตัวเองกับร่างกายของตัวเองยังไงก็ได้ ใช้ชีวิตสนุกสนานสำมะเลเทเมาไปวัน ๆ โลกนี้กำลังสอนเราว่าเกิดมาครั้งเดียวสนุกให้เต็มที่ใช้ชีวิตมันให้คุ้ม อกหักดีกว่ารักไม่เป็นเพราะฉะนั้นรักมันไปเรื่อยไม่เคยคิดควบคุมบังคับใจตนเอง 
               
                ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์นั้นเป็นความรักดั้งเดิมตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ เพราะพระองค์ทรงเลือกที่จะรักพวกเขา ไม่ใช่รักเพราะมนุษย์ได้สร้างคุณงามความดีหรือทำอย่างหนึ่งอย่างใดดีเลิศจึงสมควรได้รับความรัก ในเยเรมีย์บทที่ 31:3 บอกว่า
 “พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาจากที่ไกลตรัสว่า เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป”  นี่คือความรักที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าองค์ยิ่งใหญ่สูงสุดรักเราตั้งแต่จุดเริ่มต้น
และจะรักเราต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งไม่มีใครอีกแล้วที่จะรักเราได้เช่นนี้

                เวลาที่พ่อแม่ถามลูกว่ารักพ่อแค่ไหน รักแม่แค่ไหน ลูกก็จะตอบว่ารักเท่าฟ้า  เราอาจจะเคยเป็นลูกที่ตอบพ่อแม่แบบนั้น และถ้าเราจะถามพระเจ้าว่า พระองค์รักเราแค่ไหน พระเจ้าคงไม่ได้พูดตอบอะไรเรา แต่พระองค์จะทำเช่นนี้ (กางแขนของเราต่อหน้าที่ประชุม) รักเราโดยการยอมสิ้นพระชนม์ ยอมตายเพื่อเราบนไม้กางเขน
เราต้องขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะรักเราทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรถ้าเราพิจารณาการกระทำของตัวเราเอง เรายิ่งต้องตระหนักถึงคุณค่า และถนอมรักษารักนี้ไว้ให้ดีที่สุด
แคร์ความรู้สึกของพระเจ้าที่รักเรา คิดถึงว่าพระเจ้าจะทรงเสียพระทัยเพียงใดเวลาที่เราไม่เห็นคุณค่าความรักของพระองค์แล้วก็ปล่อยตัวปล่อยใจทำตามอารมณ์ของตัวเอง ถ้าพระเจ้าเลือกรักเราได้ เราก็ต้องเลือกได้ที่จะรักพระองค์ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่รักในกิเลสตัณหาและตอบสนองเนื้อหนังของตัวเอง

กาลาเทีย 2:20 บอกว่า “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้าและได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า”
                ถ้าเราบอกว่าเราเป็นคริสเตียนเราก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยศรัทธาต่อพระเจ้า ยึดมั่นต่อพระเจ้า ยอมอุทิศตัวที่จะปฎิบัติตามน้ำพระทัยไม่ใช่ทำตามใจตัวของเราเอง เพราะไม่ใช่เราที่เป็นเจ้าของตัวของเรา ไม่ใช่เราที่มีชีวิตแต่เป็นพระเยซูคริสต์ที่ทรงดำรงอยู่ในเรา
เรามีชีวิตอยู่ในความรัก และเราไม่ได้เป็นทาสของบาป แต่เป็นทาสของความชอบธรรมและเราไม่สามารถทำอะไรตามใจตัวเองแต่ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า
  วัยรุ่นทั้งหลาย วงเล็บรวมทั้งไม่วัยรุ่นด้วย อาจจะบอก “โห ! วัยรุ่นเซ็ง! ทำอะไรตามใจตัวเองก็ไม่ได้” แต่จะบอกให้ถ้าทำตามใจตัวเอง วัยรุ่นจะเซ็งกว่า เพราะเราอาจจะกลายเป็นคนหนึ่งที่รวมอยู่ในสถิติของพวกที่ ติดยา อยู่ด้วยกันก่อนแต่ง มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน หรืออาจเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่ถูกเมียหลวงสาดน้ำกรดเพราะไปแย่งสามีเขามา

เราคือผู้ที่ได้ชื่อว่าบังเกิดใหม่แล้ว เป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ฝ่ายวิญญาณและนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำเองได้แต่เกิดจากฤทธิ์เดช ความเมตตา ความรักของพระเจ้า คนที่บังเกิดใหม่ไม่ใช่เพียงแต่มีชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณ แต่ชีวิตภายนอกก็จะเปลี่ยนด้วย และนั่นหมายถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของเราที่จะไม่เหมือนเดิม การกระทำภายนอกเป็นผลมาจากชีวิตภายในที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง
                ผลของพระวิญญาณอย่างหนึ่งคือการรู้จักบังคับตัวเองผู้ที่บังเกิดใหม่ต้องรู้จักบังคับตนเอง เหนี่ยวรั้งตนเอง อย่าพูดว่า “ชั้นไม่ต้องบังคับตัวเองเพราะชั้นมีพระวิญญาณบริสุทธิ์นำชั้นอยู่ตลอดเวลา”    การบังคับตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของผลพระวิญญาณที่คริสเตียนตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น
 คนหนุ่มคนสาว ผู้สูงอายุจะต้องฝึก ต้องพยายาม ต้องปรับปรุง ซึ่งถ้าเรามีผลการบังคับตนเอง มันก็จะส่งผลไปถึงทุกส่วนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความคิด  ความรู้สึก คำพูด นิสัยการกินการดื่ม และตัณหาราคะ 
                ความรัก กับ ตัณหา มีความแตกต่างกัน
ความรัก เป็นความอดทน อดกลั้น     แต่  ตัณหาไม่สามารถรอได้มันไหลไปตามอารมณ์กระตุ้น
ความรักให้คุณ ทำสิ่งที่ดีให้ผู้อื่น       แต่  ตัณหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ต้องการตามใจตนเอง
ความรักไม่อิจฉา                                    แต่  ตัณหาไขว่คว้าเกินกว่าที่ควร
ความรักไม่อวดตัว                            แต่  ตัณหาสร้างตัวขึ้นโดยไม่ห่วงว่าใครจะเจ็บ
ความรักไม่หยิ่งผยอง                            แต่  ตัณหากลัวเสียสิ่งที่รักไป
ความรักไม่หยาบคาย                            แต่  ตัณหาไม่ให้เกียรติ
                เราต้องตรวจเช็คชีวิตของเราดูว่าชีวิตเราอยู่ด้านไหนด้านความรักหรือตัณหา ถ้าอยู่ถูกด้านแล้วขอบคุณพระเจ้ารักษาเส้นทางนี้ต่อไป แต่ถ้าอยู่ด้านผิดกลับมาอยู่ให้ถูกด้าน
               
ชีวิตของโยเซฟ เป็นตัวอย่างและบทเรียนที่ดีของเรา ในปฐมกาลบทที่ 39  เมื่อภรรยาของโปทิฟาร์ซึ่งเป็นนายของโยเซฟในเวลานั้นมายั่วยวน โยเซฟไม่ได้ตอบสนอง และไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ผู้หญิงนั้นชวนโยเซฟวันแล้ววันเล่าให้ไปนอนด้วย โยเซฟก็ไม่ยอมนอนกับนางหรือแม้กระทั่งอยู่ด้วยกัน โยเซฟเรียนรู้จักบังคับใจตนเอง โยเซฟไม่ใช่พระอิฐพระปูน เขาก็เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้ออารมณ์ความรู้สึกเหมือนเรา แต่เขาสอบผ่าน  และเราก็ต้องสอบผ่าน
                ”โยเซฟดำเนินชีวิตด้วยการไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของตัวเอง แต่เพราะเขาตระหนักว่าชีวิตของเขา เสรีภาพของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขาเป็นของพระเจ้าและเขาไม่มีสิทธิที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง การกระทำของเขาเป็นการประกาศว่า “พระเจ้า ชีวิตของข้าพระองค์เป็นของพระองค์”    วันนี้ชีวิตของเราป่าวประกาศอะไรอยู่
                ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ ความผิดบาปเรื่องเพศที่เกิดขึ้น เพราะคนเหล่านั้นทำตามใจตัวเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แสดงความเป็นเจ้าของตัวเอง แสวงหาความรักแบบผิด ๆ   แต่หากเรารู้จักกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดของความรักที่แท้จริง เราจะไม่แสวงหาความรักอย่างที่โลกนี้ทำกัน นี่คือความจริงที่เราต้องรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก เป็นแหล่งแห่งความรัก เป็นความรักที่ไม่มีวันหมด ไม่มีสิ้นสุด ไม่มียั้งหยุดต่อเรา
หาความรักจากพระองค์ รับความรักจากพระเจ้าแล้วเราจะมั่นคง เราจะพบกับรักแท้ นี่คือความจริงประการที่ 1
                             
ความจริงประการที่ 2 การตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า
                เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นต้นกำเนิดของความรักแล้ว เราก็ต้องตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เมื่อเรารับความรักของพระเจ้า เราก็ต้องเป็นผู้ที่ส่งต่อความรักของพระเจ้าอย่างถูกต้องตามน้ำพระทัย

  1. ยอห์น 4:11-13 บอกเราว่า “ ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายเช่นนั้นแล้ว เราก็ควรจะรักซึ่งกันและกันด้วย ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระเจ้า ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย และความรักของพระองค์ก็สมบูรณ์อยู่ในเรา”

และในข้อที่ 19-21 บอกว่า “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน ถ้าผู้ใดว่าข้าพเจ้ารักพระเจ้า และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตน ที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้”

                เมื่อเรามีความรักของพระเจ้า เราก็ต้องรักอย่างพระเจ้า รักแบบ อะกาเปต่อผู้อื่น คริสเตียนคือสัญญลักษณ์แห่งความรัก และศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก แต่เราต้องรักอย่างถูกต้อง รักด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นความรักที่เกี่ยวข้องกับความคิดมีเหตุมีผล ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่รักแค่คนที่เราอยากจะรัก แต่ต้องรักแม้เขาไม่น่ารัก รักแม้เขาเป็นศัตรู
                อะกาเปของคริสเตียน ความรักของคริสเตียนเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป นอกจากผู้ที่เป็นคริสเตียน คือเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ครอบครองเราและประทานความรักของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตของเรา เราจะมีความรักแบบอะกาเป
               
                เราต้องสนองตอบต่อพระวจนะที่เราจะต้องสำแดงความรัก โดยเริ่มต้นจากครอบครัว ในพระธรรมเอเฟซัส 5 ข้อ 25 ,28,33 พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ว่าสามีต้องรักภรรยา ภรรยาต้องรักสามี ต้องให้เกียรติแก่กันและกัน เป็นหลักการและเป็นความจริงว่าครอบครัวคริสเตียนจะเป็นพยานความรักของคริสเตียนได้เป็นอย่างดีต่อเพื่อนบ้าน ทุกครอบครัวต้องมีความรักของพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เมื่อสามีภรรยารักกันอย่างที่พระเยซูคริสต์รักเรา จะไม่มีการนอกใจเกิดขึ้น  เมื่อพ่อแม่มีความรักของพระเจ้าลูกของเราจะมั่นคง เขาจะไม่วิ่งออกไปหาความรักจากนอกบ้าน จะไม่ไปทำสิ่งที่ไม่สมควรจะไม่ออกไปทำบาป ความรักจะเป็นเกราะป้องกันลูก ๆ ของเรา
 ถ้าวันนี้บ้านของเราครอบครัวของเราวุ่นวาย จงกลับมาสู่ความรักดั้งเดิมของพระเจ้า สำรวจตรวจเช็คความรักของเราในพระเจ้าว่าเป็นอย่างไร เพื่อนบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียงได้ยินเสียงแห่งความรักจากบ้านของเราหรือว่าได้ยินเสียงต่อสู้ ทะเลาะวิวาท
 สามีภรรยามีความสัมพันธ์ที่ถวายเกียรติพระเจ้าหรือไม่ พ่อแม่ให้ความรักความเอาใจใส่ลูกของเราแค่ไหน ส่วนลูก ๆ ปฎิบัติกับพ่อแม่อย่างไรอยู่ในคริสตจักรเราอาจจะเป็นเด็กดี ดูเรียบร้อยแต่พอกลับบ้านแปลงร่างเป็นอีกคนหยาบคายก้าวร้าวหน้าหงิกหน้างอกับพ่อแม่รึเปล่า  ให้บอกกับตัวเองเราเกิดมาเพื่อรับความรักจากพระเจ้า และจะรักอย่างพระเจ้ากับคนในครอบครัวของเราด้วยไม่ว่าคนในครอบครัวเราจะประกอบไปด้วยใครบ้างก็ตาม

                มีเรื่องเล่าคลาสสิคเรื่องหนึ่ง เรื่องแม่ผัวกับลูกสะใภ้  ลูกสะใภ้ไม่ชอบแม่สามีเอาซะมาก ๆ วันหนึ่งก็คิดจะกำจัดแม่สามี ไปที่ร้านขายยาจีน กระซิบบอกอาแปะ “อั๊วขอซื้อยาพิษหน่อยจะเอาไปให้แม่ผัวอั๊วกิน แต่ว่าเอายาแบบตายช้า ๆ นะ เอาแบบกิน 2 เดือนแล้วค่อยตาย” อาแปะก็จัดให้แล้วอาแปะก็บอกกับผู้หญิงคนนั้นว่า “ยาพิษที่ให้ไปเนี่ย มันจะได้ผลชงัดก็ต่อเมื่อลื๊อต้องทำดี ๆ กับแม่ผัวห้ามโกรธ ห้ามด่า ถ้าโกรธมันจะไปต้านพิษ
ยามันจะไม่ออกฤทธิ์” ลูกสะใภ้ก็ตกปากรับคำได้ยาพิษไปก็เอาไปผสมกับน้ำแกงให้แม่ผัวกินทุกวันแล้วก็ทำดีสารพัด เอาอกเอาใจ พูดดีด้วย เวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน แม่ผัวเห็นลูกสะใภ้ทำดี ก็เริ่มเมตตาสงสารรักใคร่เอ็นดู ส่วนลูกสะใภ้ทำดีจนเป็นนิสัยเริ่มรู้สึกดีรู้สึกรักแม่ผัว มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตอนนี้เริ่มรู้สึกแย่แล้วให้แม่ผัวกินยาพิษมา 1 เดือนแล้วตอนนี้ไม่อยากให้ตายแล้ว รีบไปที่ร้านขายยาจีนบอกกับอาแปะว่า “อาแปะ ๆ อั๊วขอซื้อยาถอนพิษหน่อย ตอนนี้อั๊วรักแม่ผัวแล้ว”  หญิงนั้นร้องไห้ฟูมฟายใหญ่ อาแปะบอก
“ใจเย็น ๆ แท้จริงยาที่อั๊วให้ไปเป็นยาบำรุง แม่ผัวลื๊อไม่เป็นอะไรหรอก” 
                พลังความรักมีอานุภาพเปลี่ยนความเกลียดชัง เปลี่ยนความขมขื่นได้

                และนอกจากครอบครัว เรายังต้องมีความรักต่อพี่น้องในคริสตจักร เมื่อประมาณ15 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเพิ่งเชื่อพระเจ้าใหม่  ๆ ข้าพเจ้ามีพี่น้องในกลุ่มเซลล์ที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ วันหนึ่งเราไปตัดผมกันแถวสีลม ขณะที่อยู่ในร้านเราก็พูดคุยหัวเราะกันของเรา แต่ชีวิตของเราที่ปรากฏต่อสายตาคนอื่นมันเป็นมากกว่าเสียงพูดคุยหัวเราะกัน เพราะเจ้าของร้าน ช่างทำผมมีคำถามที่ถามพวกเราว่า “ทำไมพวกคุณรักกัน”  และคำถามนี้เป็นช่องทางที่เราจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าที่จะบอกเค้าว่า “เราเป็นคริสเตียน”
                ในสมัยแรกของคริสตจักรมีเสียงร้องอย่างแปลกใจของคนนอกศาสนาว่า “ดูซิ พวกคริสเตียนรักกันดี”  ใช่แล้วความรักจะต้องเป็นโลโก้ เป็นยี่ห้อของเรา ไม่ใช่ยี่ห้อของวาเลนไทน์
                ทุกวันนี้คนภายนอกยังเห็นคริสเตียนเป็นอย่างนี้หรือไม่ ถ้าไม่เห็นแล้ว หรือเห็นราง ๆ สลัว ๆ มาทำให้ความรักของเราชัดเจนจนคนอื่นมองเห็นและต้องถามเราว่าทำไมพวกเรารักกันดีกว่า 
และความรักที่เรามีต่อพี่น้องก็ต้องเป็นความรักที่บริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ทำเป็นรักแต่มีบางอย่างไม่ถูกต้องแอบแฝงซ่อนเร้น มัทธิว 5:27-28 บอกว่า “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว”   ให้เรารักพี่น้องด้วยใจจริง รักอย่างพระเจ้า อย่างบริสุทธิ์ต่อกันและกัน

                เมื่อเราตอบสนองที่จะมีความรักที่ถูกต้องกับครอบครัว กับพี่น้องในคริสตจักร
ความรักของเราก็จะไหลออกไปสู่เพื่อนบ้านด้วย กวีชาวโรมันคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันถือว่าไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนแปลกหน้า”  คำพูดนี้น่าจะเป็นคำจำกัดความคำว่าเพื่อนบ้านของเราด้วย  ไม่มีคนใดเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเราแต่ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่ร่ำรวย คนที่ยากจน คนกวาดถนน แม่ค้าในตลาด
                แม่ชีเทเรซา เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับคนยากจนในประเทศอินเดียคนเป็นโรคเรื้อน คนที่ใกล้ตาย ด้วยความรู้สึกที่ตระหนักว่าทุกคนคือเพื่อนบ้าน ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ในสภาพที่แย่ขนาดไหนทุกคนได้รับความรักจากพระเจ้าผ่านแม่ชีเทเรซา เธอสามารถสวมกอดทุกคนด้วยความรักอย่างอ่อนโยนเธอเอาใจใส่ดูแลจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต แม้วันนี้แม่ชีเทเรซาจากไปแล้ว แต่เธอได้ทิ้งมรดกแห่งอุดมการณ์ที่จะให้แม่ชีรุ่นต่อไป สานต่อพันธกิจแห่งความรักนี้
                พระธรรมโรม 13:9-10 กล่าวว่า “พระบัญญัติกล่าวว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าฆ่าคน อย่าลักทรัพย์ อย่าโลภ ทั้งพระบัญญัต์อื่น ๆ ก็รวมอยู่ในข้อนี้คือ ท่านจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย เหตุฉะนั้นความรักจึงเป็นการปฎิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน”
                แม่ชีเทเรซาถือว่าการละเลยคนจนคือการทอดทิ้งพระคริสต์ และเราเองควรถือว่าการละเลยเพื่อนบ้านก็คือการทอดทิ้งพระคริสต์เช่นกัน
                นอกจากรักครอบครัว รักพี่น้องในคริสตจักร รักเพื่อนบ้าน พระเจ้ายังต้องการให้เรารักศัตรู จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะรักแค่คนที่เราอยากจะรัก รักแบบนั้นไม่ต้องเป็น
คริสเตียนก็รักได้ แต่เมื่อเป็นคริสเตียนแล้วต้องทำได้มากกว่านั้น เราเป็นพวกเล็ก ๆ ไม่
ใหญ่ ๆ ทำ เราต้องรักคนที่ไม่น่ารัก รักแม้เขาแย่สุด ๆ รักแม้เขาทำไม่ดีกับเรา เราอาจถูกเหยียดหยาม ถูกทำร้าย ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม
                ในชีวิตเราอาจมีคนที่เราไม่ชอบ มีศัตรู และเราก็อยากจะกำจัดเขา ยุทธวิธีเดียวที่เราจะกำจัดศัตรูของเราก็โดยการรักศัตรูจนศัตรูกลายเป็นมิตร  ความรักแสดงออกเป็นการให้อภัยและการช่วยให้กลับสู่สภาพดี
                ประธานาธิดีลินคอล์น ถูกโจมตีว่าเขาปฎิบัติต่อศัตรูด้วยความมีน้ำใจดีและความรักมากเกินไป คณะรัฐสภาให้ความเห็นว่าลินคอล์นควรจะทำลายศัตรูให้หมดสิ้น แต่ประธานาธิบดีลินคอล์นกลับตอบว่า “ชั้นก็กำลังทำอยู่ที่จะทำลายศัตรูให้หมดไปโดยทำให้พวกเขาเป็นมิตรกับเรา”
                เมื่อก่อนเราเองก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า เรายืนอยู่คนละข้างกับพระเจ้า แต่พระองค์ก็ยังทรงสำแดงความรักผ่านพระเยซูคริสต์ต่อเรา และเราจะปฎิบัติกับคนอื่นด้วยความรักเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงกระทำกับเรา
                เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน ความรักของพระองค์สอนให้เรารักเป็น รักได้ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา ยิ่งกว่านั้นเรารักได้เพราะพระองค์เป็นแบบอย่างให้เรา
                การรักพระเจ้ากับการเกลียดชังผู้อื่นไม่สามารถอยู่ร่วมในใจเดียวกันได้

                ความรักยิ่งใหญ่มากกว่าที่เราคิด ไม่ใช่เพียงแค่รักในวันวาเลนไทน์ แต่ความรักเป็นความสมบูรณ์ของชีวิตคริสเตียน ความรักจะไม่มีวันสูญสิ้น วันหนึ่งทุกสิ่งจะดับสูญไป แต่ความรักยังคงดำรงอยู่  ให้ความรักเป็นพลังนำเราดำเนินชีวิตคริสเตียนในแต่ละก้าว ในแต่ละวันด้วยความรักของพระเจ้า ให้เราเรียนรู้จักรักที่แท้จริง มีรักที่แท้จริง

ให้เราร่วมใจกันอธิษฐานตอบสนองพระคำพระเจ้าด้วยกัน

..................................................................................................

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org