Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2552

 

 

หัวข้อ "พระเยซูเป็นเหตุให้เราอิ่มฝ่ายจิตวิญญาณ"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

มีคำโฆษณาทางทีวี คิดถึงร้านสะดวกซื้อ เวลาท้องว่าง เรานึกถึงอาหาร เวลาสมองว่าง บางคนแนะนำว่า ให้นึกถึงหนังสือที่เป็นประโยชน์ มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์ เขียนโดยริค วอร์เรน ในคำนำ เขากล่าวว่า อย่าอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างคนสมองว่าง คืออ่านแค่เพื่อเพิ่มเติมความรู้ (ข้าพเจ้าแปลเอง) จากสำนวนที่เขากล่าวว่า หนังสือส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เพราะเวลาเราอ่านจบบทหนึ่ง เราอยากจะอ่านในบทต่อไป เราไม่เคยหยุดที่จะใช้เวลาอย่างจริงจังที่จะพิจารณา เราแค่อ่าน คำถามต่อไป  เวลาจิตวิญญาณว่างเปล่า เรานึกถึงอะไร ถ้าเราเอาคำถามนี้ออกไปเดินถามคนบนท้องถนน เราจะเห็นคนมากมายใช้เวลานานในการให้คำตอบ  เพราะคนส่วนใหญ่นึกไม่ออกว่า จิตวิญญาณว่างเปล่า มันแปลว่า อะไร มันหมายถึงอะไร คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำนี้ หรือไม่เคยรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตัวเองมีความต้องการอะไรที่จะมาเติมเต็ม แต่ถ้าเราเอาคำถามนี้กลับมาถามคนที่นั่งข้างๆเรา คนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ แล้วคนๆนั้นต้องใช้เวลานานที่จะหาคำตอบ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องแปลก เพราะเราเข้าใจว่า คนที่เข้าวัดเข้าโบสถ์ น่าจะรู้จักคำว่า จิตวิญญาณว่างเปล่า แต่ไม่แน่เสมอไปอ เราอาจจะประหลาดใจที่มีบางคนที่นั่งในศาสนสถาน  แต่กลับไม่รู้จักเรื่องของจิตวิญญาณว่างเปล่าเลยก็มี เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ประสบการณ์ส่วนตัวที่แต่ละคนต้องมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง เหมือนกับคำถามที่ว่า คุณรู้จักรสชาดของต้มยำกุ้งไม๊ คนที่อธิบายได้อย่างเอร็ดอร่อย คือคนที่มีประสบการณ์จริง เพราะคุณทำให้คนฟังรู้สึกน้ำลายหก และชักจะหิวและอยากกินต้มยำกุ้ง นี่แหละคือความหมายของความหิวกระหายและการอิ่มฝ่ายจิตวิญญาณเป็นอย่างนี้ มัทธิว 5:3,6
  3 “บุคคลผู้ใด   รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา.... 6“บุคคลผู้ใดหิวกระหาย   ความชอบธรรม   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์   
ลูกา 6:20ข-21 ....“ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจนก็เป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน  
 21“ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้อิ่มหนำ
มัทธิวและลูกาบันทึกคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์ตอนนี้ คำว่า “บกพร่อง” กับคำว่า “ยากจน” คือคำเดียวกัน ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Poor  ส่วนคำว่า “หิวกระหาย” กับคำว่า “อดอยาก” ใช้คำเดียวกัน คือคือคำว่า Hunger คือผู้หิว ผู้ที่ต้องการความชอบธรรมอย่างต้องการอาหาร  ความยากจน คู่กับความหิว ซึ่งคำว่า ยากจนนี้มีความหมายถึง ความรู้สึกหิวในฝ่ายวิญญาณ และต้องการอาหารฝ่ายวิญญาณ  ความต้องการฝ่ายวิญญาณของคนที่รู้สึหิวทำให้เป็นเหมือนกรรมกรฝ่ายวิญญาณที่ออกกำลังฝ่ายวิญญาณเพื่อให้ชีวิตฝ่ายวิญญาณอยู่รอดในแต่ละวัน วันพรุ่งนี้ก็ต้องออกแรงใหม่ เพราะมนุษย์ไม่สามารถสะสมเรื่องจิตวิญญาณาสำหรับวันพรุ่งนี้ หรือเอากำลังฝ่ายจิตวิญญาณของเมื่อวานมาใช้ในวันนี้ได้ เพราะเรื่องของจิตวิญญาณเป็นเรื่องของปัจจุบัน ทุกคนในแต่ละวันก็มีความรับผิดชอบต่อจิตวิญญาณของตัวเอง ว่าเราจะให้จิตวิญญาณของเราเฉียดนรกหรือเฉียดสวรรค์  เราจะบอกว่า เมื่อวานจิตวิญญาณเราเฉียดสวรรค์แล้ว วันนี้เราจะสามารถทนได้ต่อการล่อลวงให้ทำบาป เราจะคิดถึงแต่การทำความดี เราจะรักมนุษย์ทุกคน เราจะห้อภัยคนที่ไม่น่ารักได้ นั่นเป็นเรื่องจิตวิญญาณของเมื่อวาน แต่วันนี้ เราทำได้อย่างที่อารมณ์ของเมื่อวานให้ความมั่นใจ วันนี้ จิตวิญญาณของเรากำลังเฉียดนรกอยู่หรือไม่ เราอยากตอบโต้คนด้วย อาการตาแทนตา ฟันแทนฟันอยู่หรือไม่ เรากำลังมองคนในแง่ร้ายอยู่หรือไม่ เรายังเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้าหรือไม่ว่า การดำเนินชีวิตตามวิถีอย่างความชอบธรรมของพระเจ้า เป็นคำตอบสำหรับจิตวิญญาณ ให้ทำดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ให้เราอดทนต่อคนที่ไม่น่ารัก ให้เราเปลี่ยนแปลงชีวิต ความปรารถนาที่จะเป็นคนใหม่อย่างที่เราไม่เคยเป็น ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่พระคัมภีร์เรียกว่า การรู้สึก “บกพร่อง” “ยากจน” “หิวกระหาย” “อดอยาก” คือ อยากจะเป็น อยากจะมีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และนี่คือการใช้ความเชื่อ การมีความหวัง ฮีบรู 11:1
1ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้   เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า   สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง ยากอบ 2:5  5พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า   จงฟังเถิด   พระเจ้าได้ทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อ  และให้เป็นผู้รับมรดก
แผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้   แก่ผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ 
น้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์คือ ให้ผู้ที่เชื่อไว้วางใจในพระองค์นั้นเป็นผู้ที่หิวกระหายใน การดำเนินชีวิตด้านจิตวิญญาณ มากกว่าการดำเนินชีวิตเพราะท้องหิวอย่างเดียว ในมัทธิว 6:33 33แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า   และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้  
คำสอนขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าได้ชี้ให้มนุษย์เรียงลำดับความสำคัญในชีวิตของตนเองให้ถูกต้องโดยให้จิตวิญญาณมาก่อนความต้องการฝ่ายโลก  แล้วสิ่งต่างๆที่จำเป็น ที่เราต้องการ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาในตัวเรา ตามที่เราต้องการโดยการจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า บทเรียนจากหนังสือยอห์นซีรี่ส์วันนี้ จะกล่าวถึงการตามหาพระเยซูที่ทำให้เราได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ยอห์น6:25-35
25ครั้นเขาได้พบพระองค์ที่ฝั่งทะเลสาบข้างโน้นแล้ว   เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   ท่านมาที่นี่เมื่อไร”26พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ท่านทั้งหลายตามหาเรามิใช่เพราะได้เห็นหมายสำคัญ   แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม 27อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป   แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่คืออาหารแห่งชีวิตนิรันดร์   ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน   เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว” 28แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า   “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด   จึงจะทำงานของพระเจ้าได้” 29พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “งานของพระเจ้านั้น   คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” 30เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า   “ถ้าเช่นนั้นท่านจะกระทำหมายสำคัญอะไร   เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นและวางใจในท่าน   ท่านจะกระทำอะไรบ้าง 31บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานา(อาหารที่พระเจ้าประทานให้   ดู อพยพ  16:31) ในถิ่นทุรกันดาร   ตามที่มีคำเขียนไว้ว่า    'ท่านได้ให้(ตามภาษาเดิม  ข้อความนี้มีว่า   “ท่านได้ให้”   (ซึ่งหมายถึงโมเสสให้)   หรือ   “พระองค์ได้ประทานให้”   (คือหมายถึงพระเจ้าประทานให้)) เขากินอาหารจากสวรรค์' ” 32พระเยซูก็ตรัสกับเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   มิใช่โมเสสที่ให้อาหารจากสวรรค์นั้นแก่ท่าน   แต่พระบิดาของเราประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์   ให้แก่ท่านทั้งหลาย 33เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น   คือท่านที่ลงมาจากสวรรค์   และประทานชีวิตให้แก่โลก” 34เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า   “ท่านเจ้าข้า   โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด” 35พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต   ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว   และผู้ที่วางใจในเรา   จะไม่กระหายอีกเลย  
หลังจากเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว ทำให้มีคนจำนวนมากตามหาพระเยซูคริสต์  เป็นการตามหาพระองค์ด้วยความกระตือรือร้น อยากพบพระเยซูให้ได้ หาไม่เจอก็ดั้นด้นจนเจอ ใช้ความพยายาม ปัญญา การวิเคราะห์ จนกระทั่งได้พบกับพระเยซูคริสต์อยู่กับสาวกของพระอวค์  พระคัมภีร์บันทึกว่า คนเหล่านี้ ต่างเข้ามาถามพระเยซูว่าพระองค์มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร เพราะเขาไม่เห็นพระองค์ลงเรือไปกับสาวกในตอนต้น คำทักทายด้วยคำถามที่ประหลาดใจ ไม่ได้ทำให้พระเยซูคริสต์ชื่นชมกับความกระตือรือร้นตามหาของคนเหล่านั้นเลย เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่าแรงจูงใจของการตามหาเพื่อจะพบกับพระองค์ มาจากเรื่องของท้องหิว มิใช่จิตวิญญาณหิว ความกระตือรือร้นของเขาไม่น่าชื่นชมเลย และเป็นการติดตามที่ไม่มีประโยชน์แก่ตัวเขาเอง พระเยซูคริสต์จึงสอนคนเหล่านั้นถึงแรงจูงใจในการติดตามพระองค์ มีสามประการ  

  1. อย่าขวนขวายอาหารที่เสื่อมสิ้นไป ยอห์น 6:27-29

27อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป   แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่คืออาหารแห่งชีวิตนิรันดร์   ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน   เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว” 28แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า   “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด   จึงจะทำงานของพระเจ้าได้” 29พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “งานของพระเจ้านั้น   คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา”
คนที่ติตตามพระเยซูเพราะท้องหิวในเวลานั้นไม่เข้าใจการเตือนการสอนของพระเยซู พระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องอาหารที่กินแล้วก็หิวอีก คำว่า “อาหารที่เสื่อมสิ้นไป” พระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงอาหารถูกทำลายได้ อาหารที่มีอายุอยู่ได้ไม่นาน
ในปัจจุบันของเรามีวิธีถนอมอาหารให้อยู่ได้นานๆ นานหลายปีก็มี แต่ก็มีวันหมดอายุ แม้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์จะพยายามหาวิธียืดอายุของอาหารให้นานที่สุด เช่นการตากแห้ง แช่แข็ง มีคนค้นพบว่า เมล็ดข้าวที่ยังไม่ได้สี ที่เก็บอยู่ในไหปิดผนึกนานหลายพันปี เมื่อเอาเมล็ดนั้นมาหว่าน มันสามารถงอกเงยเป็นข้าวได้อีก ความหมายของพระเยซูในเรื่องไม่เสื่อมสูญไปนั้น ไม่ใช่แค่การเก็บรักษาไม่ให้เน่าเสีย แต่ยังหมายถึง อาหารที่ตั้งใจจะทำลาย ก็ทำลายไม่ได้ต่างหาก คืออาหารที่ดำรงอยู่ ไม่เสื่อมสิ้นไป เป็นอาหารแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่แหล่ะคือ สิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณอิ่ม เมื่อกล่าวถึงอาหารสำหรับคนโบราณในยุคนั้น การจะได้มาของอาหารคือการทำงาน ซึ่งได้อธิบายไปในตอนต้นว่า คนยากจน ต้องทำงานอย่างกรรมกรจึงจะมีอาหารกิน ในบริบทของคำเทศนาบนภูเขา คือคำสอนให้คนยากจนในเวลานั้นเข้าใจเรื่องความหิวฝ่ายวิญญาณก็เป็นเช่นนั้น  ในบริบทของหนังสือยอห์นตอนนี้ คนที่ติดตามพระเยซูเพราะขนมปังห้าก้อนปลาสองตัว ต่างเข้าใจผิดคิดว่า อาหารที่ทำให้อิ่มท้องอยู่ที่การรู้ว่า จะทำอย่างไรจึงจะได้อาหารมา คำถามที่พวกยิวถามพระเยซู  “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด   จึงจะทำงานของพระเจ้าได้” คือ เขาอยากรู้ว่า มีวิธีการอะไรที่เขาจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ขอพระเจ้าเนรมิตให้อาหารมาเลี้ยงคนด้วยการเพิ่มพูนขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวในชั่วพริบตา ลงทุนน้อย แต่ได้กำไรมาก ได้ผลลัพธ์คือ มีเหลือกินเหลือใช้  ความหมายของคำถามเป็นสำนวนว่า อย่าแค่สอนเรากิน แต่สอนเราถึงวิธีทำด้วย
ความจริง คือ มนุษย์ไม่สามารถสร้างความอิ่มในจิตวิญญาณขึ้นเองได้ การเติมเต็ม ที่จะไม่หิวและกระหาย(ทรัพย์สมบัติในโลกนี้) ไม่ใช่ความรู้สึกที่ตัดตัวเองออกไปจากโลกนี้ หรือเข้าป่าเพื่อหนีจากสังคม การอิ่มในฝ่ายจิตวิญญาณ ทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงได้ และแม้จะร่ำรวยก็จะดำเนินชีวิตที่ไม่กลัวที่จะไม่มีหรือกลัวที่จะสูญเสีย มีคนเคยถามมหาเศรษฐีติดอันดับโลกคนหนึ่งว่า เมื่อไหร่จะรู้สึกว่า พอแล้ว เขาตอบว่า ขออีกเหรียญเดียวเท่านั้น นั่นแปลว่า ยิ่งรวยยิ่งไม่รู้จักคำว่าพอ ข้าพเจ้าเคยได้ยินคนรวยมากคนหนึ่งกล่าวว่า เขาเคยลำบาก และเขาจะไม่ยอมให้ตัวเองกลับไปลำบากอีก เพราะฉะนั้นเขาจะทำงานหนัก เขาจะไม่ขี้เกียจ สุดท้ายตายตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะเขาไม่เคยรู้จักคำว่า อิ่มฝ่ายจิตวิญญาณเป็นยังไง ชีวิตที่รวยแล้วก็ยังหิวเงิน และกลัวความยากจน แต่คนยากจนที่อิ่มฝ่ายจิตวิญญาณ เขาไม่กลัวความยากจน เพราะเขามั่งมีในความเชื่อ ว่าเขาจะอยู่ได้ในโลกนี้ โดยไม่ต้องมีมาก มีเหลือ หรือมีเผื่อวันพรุ่งนี้ เขาก็อยู่ได้ในวันนี้ เพราะเขาไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้ามากมายที่มีต่อเขา เช่นใน สุภาษิต 10:3 3พระเจ้ามิได้ทรงปล่อยให้คนชอบธรรมหิว 
สดุดี 37: 2525ข้าพเจ้าเคยหนุ่ม  และเดี๋ยวนี้แก่แล้ว แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมถูกทอดทิ้ง  หรือลูกหลานของเขาขอทาน  นี่คือความเชื่อของคนที่มีประสบการณ์กับความยากจนในทรัพย์สิ่งของ แต่มั่งคั่งในความเชื่อไว้วางใจในพระเจ้า ชายคนนี้คือกษัตริย์ดาวิดที่บันทีกว่าเขาเป็นคนยากจนบ่อยมาก สดุดี 40:17 17ฝ่ายข้าพระองค์ยากจนและขัดสน แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเอาพระทัยใส่ข้าพระองค์  ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์   ขออย่าทรงรอช้า  พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และเป็น   ผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ สดุดี 70:5  5แต่ข้าพระองค์ยากจนและขัดสน ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงรีบมาช่วยข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า  ขออย่าทรงรอช้า  พระองค์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์
ดาวิดเมื่อในอดีตยิ่งยากจนขัดสนยิ่งไว้วางใจพระเจ้า ดาวิดในวันนี้ กลายเป็นกษัตริย์ที่มีทรัพยากรสำหรับลูกชายให้เป็นคนที่สร้างวิหารซาโลมอนที่สวยงามและประดับประดาด้วยทองคำทั้งวิหาร กลายเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกในเวลานั้น เพราะดาวิดไม่ปล่อยให้ความยากจนในชีวิตเป็นเหตุให้เขามุ่งแสวงหาแต่ความมั่งคั่ง แต่ดาวิดกลับแสดงความไว้วางใจในพระเจ้า ด้วยท่าทีที่หิวกระหายหาพระเจ้า สดุดี 42:1 กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด  ข้าแต่พระเจ้า  จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น ดาวิดเปรียบเทียบการขวนขวายหาพระเจ้าของอย่างกับกวางที่กระหายน้ำ โดยธรรมชาติของกวาง มันระแวดระวังอันตรายตลอดเวลา แต่ถ้ามันหิวน้ำ มันกล้าเสี่ยงอันตรายที่จะเข้าไปให้ถึงแหล่งน้ำให้ได้ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “งานของพระเจ้านั้น   คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ความหมายก็คือ พระองค์เป็นอาหารแห่งชีวิตที่คนมากมายที่แสวงหาอาหารแห่งชีวิตจริงๆ จะยอมเสี่ยงเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์เป็นของตัวเอง และจากวันนั้นมาถึงวันนี้ มีคนตลอดสองพันปีที่ยอมเสี่ยงเพื่อจะไว้วางใจในพระองค์ เราทั้งหลายจึงมีวันนี้ที่มานั่งนมัสการพระเจ้าเพราะมีคนก่อนหน้าเราที่ได้หาอาหารแห่งชีวิตและส่งต่อมาถึงเราในวันนี้ ยังมีคนอีกมากมายที่กำลังรอที่จะรับอาหารแห่งชีวิตที่พระเยซูคริสต์เป็นเหตุให้เราอิ่มฝ่ายวิญญาณ ท่านมีความอิ่มฝ่ายวิญญาณอยู่หรือไม่ หรือกำลังส่งต่อความหิวสิ่งของในโลกนี้

  1. จงรักพระเจ้ามากกว่าของที่ประทานให้ ยอห์น 6:30-32

30เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า   “ถ้าเช่นนั้นท่านจะกระทำหมายสำคัญอะไร   เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นและวางใจในท่าน   ท่านจะกระทำอะไรบ้าง 31บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานา(อาหารที่พระเจ้าประทานให้   ดู อพยพ  16:31) ในถิ่นทุรกันดาร   ตามที่มีคำเขียนไว้ว่า    'ท่านได้ให้(ตามภาษาเดิม  ข้อความนี้มีว่า   “ท่านได้ให้”   (ซึ่งหมายถึงโมเสสให้)   หรือ   “พระองค์ได้ประทานให้”   (คือหมายถึงพระเจ้าประทานให้)) เขากินอาหารจากสวรรค์' ” 32พระเยซูก็ตรัสกับเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   มิใช่โมเสสที่ให้อาหารจากสวรรค์นั้นแก่ท่าน   แต่พระบิดาของเราประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์   ให้แก่ท่านทั้งหลาย
พวกยิวพยายามนำเสนอลักษณะการไว้วางใจตามที่เขาออกแบบไว้ โดยการยกเรื่องโมเสสกับอาหารที่พระเจ้าทรงใช้เลี้ยงปากท้องชนชาติอิสราเอลในอดีต เขากำลังบอกกับพระเยซูว่า เขาจะวางใจในพระเยซูก็ต่อเมื่อพระเยซูช่วยเรื่องปากท้องของเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงช่วยเรื่องปากท้องของอิสราเอลในอดีต  และสิ่งที่จะทำให้พวกยิวไว้วางใจพระเยซูคริสต์ได้ การเรียกร้องให้ทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าโมเสส พระเยซูให้ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวเลี้ยงห้าพันคนเมื่อวานนี้ วันนี้พระเยซูคริสต์จะต้องทำให้ขนมปังตกลงมาจากสวรรค์เลี้ยงคนมากกว่าที่โมเสสเลี้ยงคนนับล้านในทะเลทราย นี่คือเงื่อนไขว่า เขาจะไว้วางใจพระองค์ก็ต่อเมื่อพระองค์ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามที่เขาขอ  คนในสังคมของเราก็ไม่ต่างจากพวกยิวเวลานั้น ที่มีเงื่อนไขต่อพระเจ้าว่า พระเจ้าต้องสำแดงความน่าไว้วางใจของพระองค์ตามที่เราขอ เราจึงจะไว้วางใจในพระองค์ หากเราไม่ได้อย่างที่ขอ  เราก็ไม่ไว้วางใจพระเจ้า มีลูกๆมากมายที่สนใจแต่สิ่งของที่พ่อแม่ให้ แต่ไม่สนใจพ่อแม่ผู้ให้ ไม่สนใจในความรักของพ่อแม่ หากพ่อแม่หาให้ไม่ได้ ก็โกรธพ่อแม่ พูดจากับพ่อแม่อย่างกับพ่อแม่เป็นหนี้ที่ต้องชดใช้ตัวเอง ลูกบางคนทำตัวเป็นลูกบังเกิดเกล้า เป็นลูกที่รักสิ่งของมากกว่ารักพ่อแม่ นี่คือความเข้าใจผิดอย่างเดียวกันที่พวกยิวกำลังทำกับพระเจ้า  พระเยซูคริสต์ทรงตอบพวกยิวว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานอาหารจากฟ้าสวรรค์ให้กับบรรพบุรุษของพวกเขาในทะเลทราย โมเสสไม่ใช่คนที่ทำให้อาหารตกลงมาจากฟ้า พระเยซูคริสต์กำลังแนะนำพระองค์เองกับพวกยิวว่า พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้าองค์เดียวกันนี้แหล่ะที่เป็นผู้เลี้ยงดูอิสราเอลเมื่อในอดีต พระองค์เสด็จมายังโลกนี้แล้ว อย่าเอาสิ่งของที่เลี้ยงปากท้องมาเป็นข้ออ้างที่จะไว้วางใจพระเจ้า ปัญหาของมนุษย์คือ ชอบแย่งบทบาทของพระเจ้ามาเป็นของตัวเอง มนุษย์อยากจะเป็นคนกำหนดเงื่อนไขตามที่ตัวเองชอบ และมักทำสิ่งที่กลับหัวกลับหาง จากที่ควรจะรักผู้ให้ก็กลับไปรักสิ่งของที่ได้รับ คริสเตียนบางคนจะมาโบสถ์ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า พระเจ้าอวยพร เวลาที่รู้สึกว่าพระเจ้าไม่อวยพร ก็ไม่อยากมาโบสถ์  ความหมาย  พระเจ้าอวยพรของคนประเภทนี้คือ ขายดี เศรษฐกิจดี ธุรกิจไปได้ดี ไม่มีปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งเรามีปัญหา เรายิ่งต้องมาโบสถ์ ต้องมาหาพระเจ้า พึ่งพาพระองค์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่มาโบสถ์คือคนที่มีปัญหาทุกคน ความจริงอีกด้าน คือ คนที่มาหาพระเจ้าแล้วปัญหาได้รับการแก้ไข เราก็ยังคงมาหาพระเจ้าเพราะเรารักพระเจ้า เราไม่รักสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ แต่เพราะความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้า จึงทำให้เราไม่อยากขาดโบสถ์ โบถส์ไม่ใช่โรงพยาบาลที่จะรับเฉพาะคนป่วย เมื่อคนป่วยหายดีแล้วก็ไม่กลับมาอีก โบสถ์เป็นบ้าน เป็นครอบครัว เป็นสถานที่เยียวยารักษาแผลใจ เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ เรามารวมกันเพื่อปรนนิบัติกันและกัน เป็นความสัมพันธ์ของคนที่ไว้วางใจพระเจ้าอยู่ด้วยกัน นี่คือการเติมเต็มในด้านฝ่ายจิตวิญญาณอีกด้านหนึ่ง พวกยิวที่ติดตามพระเยซูคริสต์เป็นคนที่สนใจแต่เรื่องปากท้อง เขาจึงไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของพระเจ้าที่แท้จริง ว่าพระองค์ต้องการให้ความสำคัญเรื่องการเติมเต็มฝ่ายจิตวิญญาณมากกว่าการเติมความต้องการฝ่ายร่างกาย พระเยซูคริสต์ตรัสในมัทธิว 4:4 มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้   แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ   ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ” พระคัมภีร์ตอนนี้ทำให้ เราเห็นภาพลูกนกอ้าปากรับอาหารจากปากของแม่นก  ปากส่งถึงปาก เป็นความสัมพันธ์ของแม่นกกับลูกนก มนุษย์จะรับการเติมเต็มในฝ่ายจิตวิญญาณได้ ต้องมีความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจพระเจ้าอย่างลูกนกไว้วางใจแม่นก ความไว้วางใจคือการอ้าปากรับอาหาร ลูกนกหิว และอ้าปากเมื่อได้ยินเสียงแม่มันมา เวลาสัตว์อื่นที่จะมากินลูกนก เช่นงู หมาป่า หรือสัตว์นักล่าทั้งหลาย เวลามันเข้าใกล้ลูกนก ลูกนกจะรู้ว่า นี่ไม่ใช่เสียงแม่นก ลูกจะส่งเสียงอีกแบบ ไม่ใช่เสียงของความหิว แต่เป็นเสียงแห่งการขอความช่วยเหลือจากแม่นก ลูกนกจะส่งเสียงแห่งความหิว เพราะมันจำเสียงได้ว่าแม่นกมา พระเยซูคริสต์ตรัสในหนังสือยอห์น 10:3-5 ...แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่านและนำแกะออกไป  เมื่อท่านต้อนแกะออกไปหมดแล้ว ก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของเท่าน ส่วนผู้อื่นแกะจะไม่ตามเลย แต่จะหนีไปจากเขา เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น” นี่เป็นภาพความสัมพันธ์ของผู้ที่ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์จะเป็นเหมือนแกะของผู้เลี้ยง เป็นภาพความสัมพันธ์ความไว้วางใจระหว่างผู้เลี้ยงแกะกับแกะ และแกะกับผู้เลี้ยง แม้คนอื่นอยากจะพาแกะไปกินหญ้า แต่แกะจะไม่ตาม เพราะแกะไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องอิ่มท้อง แกะคิดถึงความสัมพันธ์ ความปลอดภัย คิดถึงความอบอุ่นที่ได้อยู่กับผู้เลี้ยงของมัน ในยามที่แกะกินหญ้า มันไม่ต้องกินด้วยความรู้สึกหวาดกลัว หวาดระแวงว่ามันจะมีอันตราย เพราะมันมั่นใจในผู้เลี้ยงของมัน เราทั้งหลายก็เช่นกัน ความสัมพันธ์ในชีวิตที่เรามั่นใจในความรักของพระเจ้า ทำให้เรารู้ว่า เราไม่อดตาย และแม้ขณะเรากำลังทำมาหากิน เราไม่ต้องกลัวว่า เราจะถูกทำร้าย ถูกโจมตีจากศัตรูที่มองไม่เห็น จากวิญญาณชั่ว อำนาจมืด หรือสิ่งเลวร้ายใดๆ พระเยซูคริสต์ทรงทำหน้าปกป้องเรา พระองค์ได้พิสูจน์ความรักของพระองค์ด้วยการเสียสละพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทั้งโลก นี่คือแสดงความรักของพระเจ้า และพระองค์ต้องการให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ได้รับความรักอย่างเดียวกันนี้ ใช้ความรักอย่างเดียวกันนี้ในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ  ดังนั้นคริสเตียนจึงตอบสนองพระเจ้าด้วยชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณโดยการรักพระเจ้ามากกว่าสิ่งที่พระองค์ประทานให้ เพื่อให้ความรักของพระบิดาดำรงอยู่ภายในเรา 1ยอห์น 2:1515อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก   ถ้าผู้ใดรักโลก   ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น

  1. ให้พระเยซูคริสต์เป็นอาหารแห่งชีวิต ยอห์น 6:33-35

33เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น   คือท่านที่ลงมาจากสวรรค์   และประทานชีวิตให้แก่โลก” 34เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า   “ท่านเจ้าข้า   โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด” 35พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต   ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว   และผู้ที่วางใจในเรา   จะไม่กระหายอีกเลย   
ในยุคน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ คนพยายามประดิษฐ์คิดค้น รถยนต์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ถ้ามีรถที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน เราก็ประหยัดน้ำมัน ใช้น้ำ หรือใช้ไฟฟ้า เราจะลดโลกร้อนไปได้อีกเยอะ ถ้ามีคนมาเสนอเราว่า เขามีรถยนต์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน ใช้เชื่อเพลิงที่หาที่ไหนก็หาง่าย คือใช้น้ำแทนน้ำมัน เราจะเอาหรือไม่ แน่นอน บนแนวความคิดอย่างเดียวกัน พวกยิวที่กำลังสนทนากับพระเยซูคริสต์ในยุคนั้น ก็มีความต้องการอาหารที่ไม่มีวันขาด ประหยัด และรวดเร็ว และต่อเนื่อง  เมื่อเขาได้ยินพระเยซูคริสต์ตรัสกับเขาว่า พระองค์คืออาหารแห่งชีวิตนิรันดร์  34เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า   “ท่านเจ้าข้า   โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด”  คำศัพท์ “เสมอไป” ใช้คำศัพท์ว่า เพน ทอต เต แปลว่า ตลอดไป ยาวนานถึงอนาคตไม่มีวันหมด ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล มานาจากสวรรค์เป็นอาหารเลี้ยงชนชาติอิสราเอลถึงสี่สิบปี และหยุดตกจากสวรรค์เมื่ออิสราเอลเข้าเขตแผ่นดินคานาอัน แผ่นดินอุดมไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม แต่แผ่นดินคานาอันได้เปลี่ยนไปกลายเป็นทะเลทรายจนถึงทุกวันนี้ เพราะชนชาติอิสราเอลไม่เชื่อฟังพระเจ้าและทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า ทำให้พระเจ้าเป็นผู้นำการกันดารอาหารมายังคานาอันเมื่อครั้งเป็นของอิสราเอลในยุคผู้วินิจฉัย มาถึงยุคของพระเยซูคริสต์ อิสราเอลก็ยังอยู่ในความกันดารอาหาร และเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรม ดังนั้น พวกยิวในยุคนี้ จึงคาดหวังคนที่จะทำการยิ่งใหญ่กว่าโมเสสในเรื่องของอาหารที่ตกจากฟ้าอีกครั้ง และขอให้มีตลอดไป ไม่มีวันหยุดตก การขอของพวกยิวแตกต่างจากคำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้อธิษฐานว่า มัทธิว 6:1111ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้  คำที่พระเยซูใช้ คือคำว่า วันนี้  ปัจจุบันนี้ ทำไมพระเยซูสอนสาวกให้คิดถึงแต่แค่อาหารของวันนี้ ไม่ใช่อาหารของวันพรุ่งนี้  นี่คือความแตกต่างของค่านิยมของคนในโลกนี้ ที่คิดถึงว่า อะไรที่ไม่มีวันหมด อะไรที่ไม่มีวันเสีย อะไรที่อยู่ยาวนาน มนุษย์เราใฝ่ฝันให้สิ่งที่อนิจจังจะกลายเป็นสิ่งที่ยั่งยืน แต่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกว่า สิ่งใดที่ไม่จีรังก็อย่าไปฝืนหรือคิดในสิ่งที่ไม่มีทางที่จะจีรัง จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาโดย เปล่าประโยชน์  ปัญญาจารย์ 5:10-12 10คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน   และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร   นี่ก็อนิจจังด้วย 11เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น  คนกินก็มีคับคั่งขึ้น   คนที่เป็นเจ้าของทรัพย์จะได้ประโยชน์อะไร   นอกจากจะได้ชมเล่นเป็นขวัญตาเท่านั้น  12การหลับของกรรมกรก็ผาสุกไม่ว่าเขาจะได้กินน้อยหรือได้กินมาก   แต่ความอิ่มท้องของคนมั่งมีก็ไม่ช่วยเขาให้หลับ   พระเยซูคริสต์ตรัสในบทเดียวกันหลังจากการตอบโต้กับพวกยิวอีกว่า  ยอห์น 6:63
63จิตวิญญาณเป็นที่ให้มีชีวิต   ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด   ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวกับท่านทั้งหลายนั้น   เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต
ความหมายของพระเยซูคริสต์ก็คือ จงจดจ่อและใช้เวลากับสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่า นั่นคือ การจดจ่ออยู่ที่พระองค์ผู้ที่จะทำให้เราไม่หิวและกระหายกับสิ่งที่อนิจจังอีกเลย ให้พระองค์เป็นอาหารแห่งชีวิต เติมเต็มจิตวิญญาณที่ว่างเปล่าของเราให้เต็มอิ่มตลอดไป มีคำภาษาอังกฤษในปัจจุบันของเราว่า  You are what you eat แปลว่า กินอะไรเข้าไป คุณก็จะเป็นอย่างนั้น  เป็นสำนวนที่ใช้เพื่อเตือนคนที่ปล่อยให้ตัวเองหิวอาหารที่มีไขมันก็ยิ่งมีคลอเลสตอรอลสูง ยิ่งปล่อยให้ตัวเองหิวของหวานมากก็ยิ่งทำให้เราเป็นเบาหวาน You are what you eat  เช่นเดียวกัน ถ้าเราได้กินอาหารแห่งชีวิตที่ทำให้เราไม่หิวและกระหาย (สิ่งของในโลกนี้) เราได้เข้าไปสู่ชีวิตที่อิ่มในฝ่ายจิตวิญญาณที่ไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจกับ การไม่มี และอยากมีมั่ง หรือการมีที่รู้สึกว่าไม่พอ หรือความอยากไม่ได้ดังใจ  และเราจะสามารถหลุดจากอิทธิพลของตัณหาของเนื้อหนังได้ เมื่อเราให้พระเยซูคริสต์เป็นเหตุแห่งการอิ่มฝ่ายจิตวิญญาณในชีวิตของเรา อาเมน

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org