Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท14 มีนาคม 2553

 

 

หัวข้อ“ความเมตตากรุณาอย่างพระเยซูคริสต์”

โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ความเมตตากรุณา แปลจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษ แปลว่า มีความรู้สึกเห็นใจกับความทุกข์ของผู้อื่น ความทุกข์ของคนเกิดขึ้นได้จากหลากหลายเหตุผล บางคนทุกข์เพราะเกลียด บางคนทุกข์เพราะรัก บางคนทุกข์เพราะขอแล้วถูกปฏิเสธ แต่บางคนทวงแล้วไม่ได้คืนก็เป็นทุกข์ บางคนทุกข์ก็เที่ยวแช่งด่าคนอื่น บางคนคิดว่าการระบายความทุกข์คือทำให้คนอื่นทุกข์อย่างที่ตนเองทุกข์  วิธีคลายทุกข์ของคนมีหลายร้อยวิธีการ แต่นั่นไม่ใช่การปลดปล่อยตัวเองออกจากความทุกข์ แต่เป็นการส่งต่อความทุกข์ไปถึงคนอื่น พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนอย่างดี ยอห์น 2:24-25
24แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น 25เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์....ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์ พระองค์จึงทรงสอนวิธีพ้นทุกข์ที่ไม่ต้องทรมานตัวเองหรือทรมานคนอื่นโดยการจับคู่ระหว่างพฤติกรรมตรงกันข้ามของมนุษย์สองด้านแบบสุดขั้ว โดยการเน้นให้ผู้ปฏิบัตินั้นใช้ต้นแบบจากฟ้าสวรรค์ คือพระบิดา พระเยซูคริสต์ไม่ได้สอนปรัชญาเพื่อให้มนุษย์ไปตีความเองว่า ความเมตตากรุณาที่ออกแบบด้วยตัวเอง คิดเข้าข้างตัวเอง เช่น คนที่สมควรได้รับความเมตตากรุณาคือคนที่เราพอใจหรือคนที่เรารักเท่านั้น ถ้าเป็นคนที่เราไม่รัก ไม่พอใจ คนๆนั้นอย่าหวังจะได้รับความเมตตากรุณา สังคมของเราในวันนี้ เวลานี้ กำลังนิยมความสุดโต่ง จนกลายเป็นเชื้อร้ายที่แทรกซึมเข้าไปในทุกครัวเรือน คือ ไม่มีความเมตตากรุณาต่อกันและกัน และพยายามจะใช้สิทธิ์ที่ตนเองมีโดยไม่สนใจว่า จะทำให้คนอื่นทุกข์ร้อนอย่างไร  พระเยซูคริสต์ได้ทรงยกพระคัมภีร์เดิมที่เป็นกฏหมายเพื่อการอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่พระคัมภีร์เดิมเหล่านั้นกลับถูกนำมาใช้เพื่อตอบโต้กันและกัน สาวกคนหนึ่งที่ชื่อมัทธิวได้บันทึกคำสอนของพระเยซูคริสต์ในหนังสือมัทธิว 5:38-4538 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   ตาแทนตา   และฟันแทนฟัน 39ฝ่ายเราบอกท่านว่า   อย่าต่อสู้คนชั่ว   ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน   ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย 40ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาล   เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป   ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาเสียด้วย 41ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร   ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร 42ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน   ก็จงให้อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน 43 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   จงรักคนสนิท   และเกลียดชังศัตรู 44ฝ่ายเราบอกท่านว่า   จงรักศัตรูของท่าน   และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน 45ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์   เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์   ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน   และให้ฝนตก   แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม ความจริง ความหมายของคำว่า ตาแทนตา ฟันแทนฟัน คือการตอบโต้แบบไร้ความปรานี หากเราอ่านในพระคัมภีร์เดิมเหล่านี้ ดูเหมือนว่า ไม่ต้องเมตตาสงสารต่อคนที่ทำผิดต่อเรา เฉลยธรรมบัญญัติ 19:21 เลวีนิติ 24:20 อพยพ 21:23-25 23ถ้าหากว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายประการใด   ก็ให้วินิจฉัยดังนี้  คือชีวิตแทนชีวิต 24ตาแทนตา  ฟันแทนฟัน   มือแทนมือ   เท้าแทนเท้า 25รอยไหม้แทนรอยไหม้  แผลแทนแผล  รอยช้ำแทนรอยช้ำ   แต่ถ้าเราดูบริบทของพระคัมภีร์เดิมเหล่านี้ เราจะพบวัตถุประสงค์ของกฏหมายเพื่อให้คนเกรงกลัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อคนและทรัพย์สิน เพื่อให้อยู่กันอย่างสงบสุข  เลวีนิติ 19:19-20 ....ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความชั่วจากท่ามกลางท่านเสีย 20คนอื่นๆจะได้ยินได้ฟัง   และยำเกรงไม่กระทำผิดเช่นนั้นท่ามกลางพวกท่านทั้งหลายอีก และนี่คือที่มาของคำตรัสของพระเยซูคริส์ที่หมอลูกาบันทึกคำสอนในเหตุการณ์เดียวกันแต่แตกต่างกันที่สไตล์การบันทึกในลูกา 6:27-3627 “แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า   จงรักศัตรูของท่าน   จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน 28จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน   จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน 29ผู้ใดตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง   จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย   และผู้ใดริบเอาเสื้อคลุมของท่านไป   ถ้าเขาจะเอาเสื้อด้วยก็อย่าหวงห้าม 30จงให้แก่ทุกคนที่ขอจากท่าน   และถ้าใครได้ริบของของท่านไป   อย่าทวงเอาคืน 31จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน32“แม้ว่าท่านทั้งหลายรักผู้ที่รักท่าน   จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน   ถึงแม้คนบาปก็ยังรักผู้ที่รักเขาเหมือนกัน 33ถ้าท่านทั้งหลายทำดีแก่ผู้ที่ทำดีแก่ท่าน   จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน   เพราะว่าคนบาปก็กระทำเหมือนกัน 34ถ้าท่านทั้งหลายให้ยืมเฉพาะแต่ผู้ที่ท่านหวังจะได้คืนจากเขาอีก   จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน   ถึงแม้คนบาปก็ยังให้คนบาปยืม   โดยหวังว่าจะได้รับคืนจากเขาเท่ากัน 35แต่จงรักศัตรูของท่านทั้งหลาย   และทำการดีต่อเขา   จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก   บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมีบริบูรณ์   และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด   เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว 36ท่านทั้งหลายจงมีความเมตตากรุณา   เหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา
คำสอนของพระเยซูคริสต์เจ้ากำลังสวนทางกับการตีความกฏหมายโมเสสของพวกยิวที่ใช้ช่วงเวลานั้น ทำให้คนต่อสู้กันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่มีความเมตตากรุณาต่ออีกฝ่ายเลย ความรู้สึกที่ยอมไม่ได้กับการสูญเสีย ทำให้คนทำร้ายกันและสูญเสียความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกัน และละทิ้งโอกาสที่จะคืนดีกันไป พระเยซูคริสต์เจ้าทรงมองเห็นคนในเวลานั้นแตกแยกกันมาก  มีคนหลายกลุ่ม ซึ่งถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ จะบันทึกถึงคนกลุ่มต่างๆที่มีชื่อเรียกตามความนิยมของตนเอง ตามความคิด อุดมการณ์ของตัวเอง เช่น คนหนึ่งในสาวกของพระเยซูคริสต์ชื่อ ซีโมนที่เรียกว่าเศโลเท (ยอห์น 6:15) ซึ่งมาจากคำว่า Zealot แปลว่า ผู้ที่กระตือรือร้น แต่ในมัทธิวบันทึกว่า  4ซีโมนพรรคชาตินิยม (มัทธิว 10:4) นี่คือหนึ่งในสาวกสิบสองคนที่ถูกบันทึกเบื้องหลังความคิดของเขาที่แตกต่างจากคนอื่น สาวกสิบสองคนของพระเยซูคริสต์มาจากความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้น ความคิดของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ยูดาสอิสคาริโอทก็มีความคิดที่แตกต่างกับคนอื่นที่เหลือ และเป็นคนที่หลุดออกไปจากวงจรการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์โดยการทรยศพระอาจารย์  พระเยซูคริสต์เลือกสาวกสิบสองคนด้วยการเคารพในความคิดที่แตกต่างของแต่ละคน แต่สิ่งที่พระองค์ต้องการให้สาวกสิบสองคนมีเหมือนกันคือความเหมือนพระบิดาในด้านความเมตตากรุณา เราทั้งหลายมีสิทธิ์ที่จะมีความคิดที่ไม่เหมือนกันได้ การนิยมชมชอบของเราแตกต่างกันได้ แต่สิ่งที่ต้องเหมือนกันคือ ความเมตตากรุณา ความเมตตากรุณาคือ การรับรู้ความรู้สึกเป็นทุกข์ของผู้อื่น ภาษาอังกฤษมีคำสองคำ คำแรก คือ sympathy แปลว่า ความเห็นใจ  อีกคำคือคำว่า empathy แปลว่า ความสามารถในความเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น คือ มีความรู้สึกร่วมกับคนที่เป็นทุกข์  การเป็นทุกข์ร่วมกับคนอื่น ก็คือการแสดงออกถึงความทุกข์นั้นของเรา พระเจ้าทรงมีพระลักษณะเช่นนี้  ความรู้สึกร่วมของพระเจ้าทำให้พระองค์อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ พระองค์ต้องตอบสนอง ต้องช่วย มีตัวอย่างในพระคัมภีร์เดิมที่เห็นได้ชัด เช่น อพยพ 3:7-9  7พระเจ้าตรัสว่า   “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศ อียิปต์แล้ว   เราได้ยินเสียงร้องของเขา  เพราะการกดขี่ของพวกนายงาน   เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา 8เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์   และนำเขาออกจากประเทศนั้น   ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง  เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม   และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ....9บัดนี้คำร่ำร้องของชนชาติอิสราเอลมาถึงเราแล้ว   ทั้งเราได้เห็นการบีบคั้นซึ่งชาวอียิปต์กระทำต่อเขาแล้ว พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสสให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์ เพราะพระองค์ได้ยินเสียงร้องทุกข์ และพระองค์รู้สึกถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของชนชาติอิสราเอล พระองค์ได้ลงมาเพื่อช่วย และพาไปส่งถึงที่ คือดินแดนคานาอัน นี่คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ร่วมของพระเจ้าที่สำแดงออกเป็นการกระทำ นี่คือความเมตตากรุณาของพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้สาวกของพระองค์ให้เลียนแบบเป็นเหมือนพระบิดาในฟ้าสวรรค์ พระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องความเมตตากรุณาของพระเจ้าที่สาวกของพระองค์ต้องแสดงออกแตกต่างจากคนทั่วไป 3 ด้านอันได้แก่  ความรัก การทำดี และการให้ ดังนี้
1. อย่ารักเฉพาะคนที่ตัวเองรัก ลูกา 6:32
32“แม้ว่าท่านทั้งหลายรักผู้ที่รักท่าน   จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน   ถึงแม้คนบาปก็ยังรักผู้ที่รักเขาเหมือนกัน
แต่จงรักคนทุกคนเหมือนพระบิดาที่ทรงเมตตาต่อคนดีและคนชั่วเท่าเทียมกัน เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว (ลูกา 6:35) คำว่า ทรงโปรด ภาษากรีกใช้คำว่า kind  แปลว่า กรุณา ในมัทธิว 5:45 ใช้สำนวนว่า .....เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์   ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน   และให้ฝนตก   แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม มีสำนวนไทยที่เรียกว่า ฝนตกทั่วฟ้า คือไม่เลือกที่รักมักที่ชัง คนไหนรักก็ปฏิบัติดีด้วย คนไหนไม่รัก ก็ปฏิบัติไม่ดีต่อคนนั้น พูดจาไม่ดี ก้าวร้าว แข็งกระด้าง ไร้ความกรุณา ไม่สุภาพอ่อนโยน อันนี้ไม่ใช่วิถีชีวิตคริสเตียนหรือสาวกของพระเยซู เพราะพระองค์ทรงสอนให้เรามีเมตตาอย่างพระบิดา ผู้ทรงเมตตากรุณา คริสเตียนต้องพูดจาดีกับทุกคน แม้กับคนที่เกลียดเรา หรือตั้งตัวเป็นศัตรูกับเรา เราก็ต้องพูดจาดีกับคนๆนั้นด้วยความรักของพระบิดา ให้ความเมตตา และวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้คนๆนั้นเป็นทุกข์ถึงขนาดเป็นศัตรูกับเรา เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ สำหรับคนที่กำลังมีความสุข เห็นใครก็เป็นมิตรมากกว่าศัตรู ข้าพเจ้ามักจะพูดกับทีมงานและพี่น้องว่า ให้เราสังเกตุคนที่มาโบสถ์เรา ถ้าตาแข็งมา เราต้องทำให้ดวงตาของเขาอ่อนโยนลงให้ได้ คนที่ตาแข็งมักมองคนขวางๆ นี่คือสำนวนที่ใช้กับคนตาขวางคือ มองใครก็ไม่เป็นมิตร แต่พอเข้ามาในคริสตจักร ให้พระเจ้าสัมผัสสักพัก ตาแข็งจะเปลี่ยนเป็นตาอ่อนโยน  แต่ถ้าเจอตาแข็งก็อย่าตอบโต้ด้วยตาแข็ง แต่จงใช้ตาที่อ่อนโยนมอบความเป็นมิตรให้  เพลงที่เราร้องสำหรับทักทายกัน มีอยู่สองเพลง เพลงหนึ่งคือ ฉันคิดถึงคุณ อีกเพลง คือ ฉันรักคุณด้วยความรักของพระเจ้า เราไม่ได้ร้องเพลงนี้แบบขอไปที แต่เราร้องจากใจของเราว่า เราขอมอบความเป็นมิตรให้กับผู้ที่อยู่ในห้องประชุม และเราสามารถมอบความเป็นมิตรให้กับคนทุกคนได้ คริสเตียนต้องไม่มีศัตรู ถ้ามีศัตรู จงใช้พระคัมภีร์นี้ในการแก้ปัญหาเรื่องศัตรู สุภาษิต 16:7 7เมื่อทางของมนุษย์เป็นที่โปรดปรานแก่พระเจ้า แม้ศัตรูของเขานั้นพระองค์ก็ทรงกระทำให้คืนดีกับเขาได้  หากเรารู้สึกว่าเรามีศัตรู จงกลับมาสำรวจความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ว่าเรากำลังดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า หรือออกนอกทางของพระองค์ ทุกวันนี้ คนเราพยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการของตนเอง และขาดการเชื่อฟังพระเจ้า บ่อยครั้งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่กว่าเดิม ความสัมพันธ์กับคนแย่กว่าเดิม บางทีเราก็ตัดความรำคาญ เพราะมองแล้วหนทางยากที่จะคืนดี หรือยากที่จะมีสันติภาพ วิธีอย่างมนุษย์ก็คือ เป็นศัตรูกันให้มันชัดๆกันไปเลย ชาตินี้ไม่มีวันหันหน้ามาเจอกันได้ นี่ไม่ใช่วิถีชีวิตคริสเตียน อย่ารักเฉพาะคนที่ตัวเองรัก ถ้าเรารักเฉพาะคนที่ตัวเองรัก พระเยซูคริสต์เจ้าตรัสว่า เรากำลังเหมือนคนบาป ทำให้เราไม่แตกต่างจากคนบาปทั่วไปทำกัน
2. อย่าทำดีเฉพาะคนที่ทำดีต่อตัวเอง ลูกา 6:33
33ถ้าท่านทั้งหลายทำดีแก่ผู้ที่ทำดีแก่ท่าน   จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน   เพราะว่าคนบาปก็กระทำเหมือนกัน
ทำดี หมายถึงอะไร บางคนอาจมีข้ออ้างว่า ไม่รู้ว่า การทำดีต้องทำอย่างไร ไม่ยาก เราเพียงแต่ทำตรงกันข้ามกับทำไม่ดี เรารู้ว่า เราจะทำไม่ดีกับคนที่เราไม่พอใจ หรือคนที่เป็นศัตรูได้โดยไม่มีใครสอน  การทำดี สำหรับคริสเตียน คือ สิ่งที่เราถูกสอนว่า การทำดีของเราไม่มีผลต่อความรอดจากการพิพากษาลงโทษโลกนี้ การทำดีของเราไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างบุญกุศลในชาติหน้า การทำดีไม่เกี่ยวกับเคราะห์กรรม หรือกฏแห่งกรรม แต่คริสเตียนทำดี เพราะการทำดีคือธรรมชาติของชีวิตคริสเตียนที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์เจ้า เรากลับใจใหม่ เราเปลี่ยนแปลง เราทำดีเป็นธรรมชาติ มิใช่ฝืนทำดี มิใช่กลัวตกนรก มิใช่กลัวการลงโทษ มิใช่ลบล้างบาป หรือกรรมชั่วที่เราทำ เพราะการลบล้างบาปกรรมชั่วของเราเกิดขึ้นโดยการตายบนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์เจ้า เมื่อเราชัดเจนในวิถีชีวิตการทำดี เราจึงอยากทำดี และด้วยเป้าหมายที่บริสุทธิ์ใจ จริงใจ มัทธิว 5:16 16ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์  คนไทยมีสำนวนหนึ่ง คือ คำว่า ปิดทองหลังพระ สำหรับคริสเตียนคือปิดทองหลังไม้กางเขน ความจริงคริสเตียนไม่มีรูปเคารพที่เราต้องเอาทองไปปิด แต่เราเอาสำนวนไทยมาใช้ตรงนี้เพื่อให้รู้ว่า การทำดีของคริสเตียนเพื่อพระเจ้าจะมองเห็นมิใช่เพื่อให้มนุษย์มอง กิจการ 4:19 19ฝ่ายเปโตรกับยอห์นตอบเขาว่า   “จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าข้าพเจ้าควรจะเชื่อฟังท่าน   หรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า   ขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู พระคัมภีร์ตอนนี้มีเบื้องหลังมาจากการบีบบังคับของพวกมหาปุโรหิตกับพวกฟาริสีที่ไม่ต้องการให้เปโตรกับยอห์นเป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์เจ้า แต่เปโตรกับยอห์นประกาศข่าวประเสริฐ พูดความจริง เพื่อให้คนได้รับข่าวดีของพระเจ้าเรื่องความรอด และกลับใจใหม่ ดังนั้น สิ่งที่เปโตรกับยอห์นทำคือการทำดีต่อคนทั้งปวงที่เขาเจอ เขาต้องการให้คนได้รับสิ่งที่ดีจากพระเจ้า เมื่อถูกห้ามทำดีเรื่องนี้ เปโตรกับยอห์น จึงตอบว่า เขาทำมิใช่เพราะเชื่อฟังมนุษย์ แต่เขาเชื่อฟังพระเจ้า โรม 2:29 29คนที่เป็นยิวแท้   คือคนที่เป็นยิวภายใน   และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ   ตามพระวิญญาณมิใช่ตามตัวบทบัญญัติ   คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ   มนุษย์ไม่สรรเสริญ คนที่ทำดีกับทุกคน ไม่กลัวคนเกลียด เพราะคนบางคนไม่อยากให้เราทำดีกับทุกคน เพราะเขาอยากให้เราเกลียดคนที่เขาเกลียด เมื่อเราไม่ทำตามที่เขาสั่ง เขาก็จะไม่สรรเสริญเรา แต่พระเจ้าสรรเสริญ พระธรรมโรมกล่าวถึงคนที่เป็นยิวแท้ คือยิวภายใน นั่นคือคนที่เข้าสุหนัตทางใจ เป็นสำนวนที่บอกให้รู้ว่า การเป็นยิวแท้ หรือเป็นคริสเตียนแท้ ต้องเริ่มที่จิตใจ การเข้าสุหนัตแท้คือการกลับใจใหม่ เลิกนิสัยที่ไม่ดี เลิกทัศคติที่ตรงกันข้ามกับหลักการของพระเจ้า เราจะรู้จักจิตใจของเราได้อย่างไร พระคัมภีร์สุภาษิต4:23 23จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ การแสดงออกของชีวิตคือผลที่มาจากจิตใจ ความจริงข้อที่ 24 24จงทิ้งวาจาคดๆเสีย และให้คำพูดลดเลี้ยวห่างจากเจ้า ทั้งคำพูดของตัวเองที่ต้องทิ้ง  และห่างไกลจากวาจาลดเลี้ยว หมายถึงข้อมูลโกหกทั้งหลาย  ผู้เป็นยิวแท้จะใส่ใจชีวิตภายในมากกว่าชีวิตภายนอก คริสเตียนที่เข้าสุหนัตแท้ จะมีความเมตตากรุณาเหมือนพระบิดาบนฟ้าสวรรค์ โดยการทำดีของคริสเตียนสร้างคุณค่าขี้นในสายพระเนตรของพระเจ้า  เขาหวังรางวัลจากพระเจ้า มิใช่จากมนุษย์ เอเฟซัส 6:8 8เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าผู้ใดกระทำความดีประการใด   ผู้นั้นก็จะได้รับบำเหน็จอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอีก   ไม่ว่าเขาจะเป็นทาสหรือเป็นไท
3. อย่าให้เฉพาะคนที่คืนได้เท่านั้น ลูกา 6:34
 34ถ้าท่านทั้งหลายให้ยืมเฉพาะแต่ผู้ที่ท่านหวังจะได้คืนจากเขาอีก   จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน   ถึงแม้คนบาปก็ยังให้คนบาปยืม   โดยหวังว่าจะได้รับคืนจากเขาเท่ากัน
ความเมตตากรุณาเหมือนพระบิดา คือการให้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่คาดหวังการรับคืน ให้โดยไม่เสียดาย โรม 8:32 32พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา   ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลาย   ด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ พระเจ้าได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์โดยไม่หวงเลย ผู้เขียนหนังสือโรมกล่าวต่อไปเป็นสำนวนที่บอกกับเราว่า ขนาดพระบุตรองค์เดียว พระเจ้ายังไม่หวง แล้วนับประสาอะไรกับสิ่งสารพัดต่างๆที่จำเป็นสำหรับเรา พระองค์จะหวงไว้หรือ แน่นอนพระเจ้าไม่หวงอะไรสำหรับเราเลย  มีคำเปรียบเปรยว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เปรียบเทียบพ่อกับลูกที่มีลักษณะท่าทาง จิตใจ ความคิดที่เหมือนกัน เช่นเดียวกัน พระเยซูคริสต์ทรงใช้คำนี้ในตอนท้ายของหนังสือลูกา 6:35 35แต่จงรักศัตรูของท่านทั้งหลาย   และทำการดีต่อเขา   จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก   บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมีบริบูรณ์   และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด   เป็นลูกพระเจ้า คือ เหมือนพระบิดา  มีคริสเตียนไม่น้อยที่ก่อนมาเชื่อพระเจ้า ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า แต่ภายหลังพระเจ้าก็ยังให้โอกาสคนเหล่านั้นมาเป็นลูกของพระองค์ พระเจ้าทรงรักผู้ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์ โคโลสี 1:21-22  21และพวกท่าน   ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันกับพระเจ้า   และเป็นศัตรูในใจด้วยการชั่วต่างๆ 22บัดนี้พระองค์ทรงโปรดให้คืนดีกับพระองค์   โดยความตายแห่งพระกายเนื้อหนังของพระองค์   เพื่อจะได้ถวายท่านแด่พระเจ้าให้เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน   และปราศจากตำหนิ
ความจริงเราเป็นหนี้พระเจ้าที่ไม่สามารถชดใช้คืนให้พระองค์ได้ พระเจ้าได้ประทานสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับมนุษยทั้งโลกที่มนุษย์ไม่สามารถใช้คืนให้กับพระองค์ได้ และพระองค์ก็ไม่ต้องการรับคืนจากมนุษย์ พระเจ้าไม่ต้องการอะไรจากมนุษย์ สดุดี 50:9-13  9เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า   หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า 10เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา  
 ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด  11เรารู้จักบรรดานกแห่งภูเขาทั้งหลาย และบรรดาสัตว์ในนาเป็นของเรา 12ถ้าเราหิว  เราจะไม่บอกเจ้า เพราะพิภพและสารพัดที่อยู่ในนั้นเป็นของเรา 13เรากินเนื้อวัวผู้หรือ หรือ  ดื่มเลือดแพะหรือ  
ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ได้บอกให้เรารู้ว่า พระเจ้าไม่ได้ต้องการของเซ่นไหว้ใดๆ หรือสินบนใดๆที่มนุษย์มักจะให้พระเจ้าเพื่อหวังได้รับคืน เพราะทุกสิ่งในโลกนี้เป็นของพระเจ้า และพระองค์ก็ไม่มีความต้องการสิ่งใดจากมนุษย์ ที่คริสเตียนเรียกว่า ถวายพระเจ้า ก็เพื่อนำมาใช้สำหรับมนุษย์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ให้มนุษย์ปรนนิบัติกันและกัน ดูแลคนของพระเจ้าด้วยกัน แต่ไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้าต้องการจากมนุษย์เลย มนุษย์เรามักติดใช้สิ่งนี้ต่อกันและกัน ก็เอานิสัยให้และอยากได้คืน หรือหวังได้คืน มาใช้กับพระเจ้า นี่ไม่ใช่ลักษณะของพระเจ้าต้นแบบแก่คริสเตียน 2โครินธ์ 9:7-12
7ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ   มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย   มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ   เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี 8และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่งอย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย   เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ   ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย 9ตามที่พระคัมภีร์ได้เขียนไว้ว่า  
  เขาแจกจ่าย  เขาให้แก่คนยากจน  
  ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่เป็นนิตย์  
 10ฝ่ายพระองค์ผู้ประทานพืชแก่คนที่หว่าน   และประทานอาหารแก่คนที่กิน   จะทรงโปรดให้พืชของท่านที่หว่านแล้วนั้นทวีขึ้นเป็นอันมาก   และจะทรงให้ผลแห่งความชอบธรรมของท่านเจริญยิ่งขึ้น 11โดยทรงให้ท่านทั้งหลายมีสิ่งสารพัดมั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น   เพื่อให้ท่านมีแจกจ่ายอย่างใจกว้างขวาง   ซึ่งโดยเราจัดแจก   จะให้เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า 12เพราะว่าการรับใช้ในการปรนนิบัตินั้น   มิใช่จะช่วยธรรมิกชนซึ่งขัดสนเท่านั้น   แต่ยังเป็นเหตุให้มีการขอบพระคุณพระเจ้าเป็นอันมากด้วย

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org