|
|
|
| |
หัวข้อ“ชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์”
โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
Intro: ครั้งหนึ่งข้าพเจ้านำทีมไปประเทศมาเลเซียด้วยการขับรถตามกันไปสองคัน ข้าพเจ้าขับนำ อีกคันขับตาม ตั้งแต่กรุงเทพจนไปถึงชายแดนที่เรียกว่า ด่านสะเดา พอเข้าเขตประเทศมาเลเซีย คันที่ตามขับจี้ก้นคันที่ข้าพเจ้าขับชนิดไม่ให้รอดพ้นสายตา ยิ่งเข้าเมืองกัวลาลัมเปอร์ยิ่งตามติดจนข้าพเจ้าต้องเผื่อช่องทางรถข้าพเจ้าไม่ให้ใกล้ชิดกับใครเพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุ รถที่ตามมาต้องชนแน่ เพราะเขาขับแบบกันชนแทบจะติดกับกันชนของข้าพเจ้า พอกลับมาเมืองไทยก็ถามคนขับว่า ทำไมขับซะติดขนาดนั้น เขาบอกว่า กลัวหลง ถ้าคริสเตียนติดตามพระเยซูคริสต์อย่างนี้รับรอง ไม่มีคริสเตียนหลงทางแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงมีคริสเตียนที่ติดตามพระเยซูคริสต์แบบไม่รู้ว่าพระเยซูคริสต์อยู่ที่ไหน หรือกำลังคาดหวังอะไรจากพระเยซู วันนี้เราจะได้เรียนรู้บทเรียนจากหนังสือ ยอห์น 1:38-51
38พระเยซูทรงเหลียวกลับมาและเห็นเขาตามพระองค์ไป จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านหาอะไร” และเขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า “รับบี (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) ท่านอยู่ที่ไหน” 39พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “มาดูเถิด” เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนัก และวันนั้นเขาก็ได้พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว 40คนหนึ่งในสองคนที่ได้ยินยอห์นพูดและได้ติดตามพระองค์ไปนั้น คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร 41แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า “เราได้พบพระเมสสิยาห์แล้ว” (ซึ่งแปลว่าพระคริสต์) 42อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู พระเยซูทรงทอดพระเนตรเขาแล้วจึงตรัสว่า “ท่านคือซีโมนบุตรยอห์นซีนะ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส” (ซึ่งแปลว่าศิลา) 43รุ่งขึ้นพระเยซูตั้งพระทัยจะเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี พระองค์ทรงพบฟีลิปจึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามา” 44ฟีลิปมาจากเบธไซดาเมืองของอันดรูว์และเปโตร 45ฟีลิปไปหานาธานาเอลบอกเขาว่า “เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสได้กล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง คือ พระเยซู ชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ” 46นาธานาเอลถามเขาว่า “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” ฟีลิปตอบว่า “มาดูเถิด” 47พระเยซูทรงเห็นนาธานาเอลมาหา พระองค์จึงตรัสถึงเรื่องของตัวเขาว่า “ดูเถิด ชนอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่มีอุบาย” 48นาธานาเอลทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ได้อย่างไร” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เมื่อท่านอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น เราเห็นท่าน” 49นาธานาเอลทูลตอบพระองค์ว่า “รับบี พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล” 50พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เพราะเราบอกท่านว่า เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อนั้นท่านจึงเชื่อหรือ ท่านจะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นอีก” 51และพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์”
นี่คือภาพการติดตามพระเยซูคริสต์ของสาวกพวกแรก เป็นการเริ่มต้นติดตามพระเยซูจากการชี้ตัวของยอห์นผู้ให้บัพติสมา ยอห์น 1:35-37 “ รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งยอห์นกำลังยืนอยู่กับสาวกของท่านสองคน และท่านมองดูพระเยซูขณะที่พระองค์ทรงดำเนินและกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า” สาวกสองคนนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนี้ เขาจึงติดตามพาะเยซูไป สาวกของยอห์นตีความการสื่อสารของยอห์นแบบไหนไม่ทราบ แต่การติดตามพระเยซูของสาวกทั้งสองนั้นเริ่มต้นทันที เขาอาจจะเข้าใจว่าอาจารย์ของเขาบอกให้เขาไปเฝ้าดูพระเยซูอย่าให้คลาดสายตา ให้ดูอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องบอกให้พระองค์รู้ตัว ดังนั้นสาวกสองคนนี้จึงติดตามพระเยซูไปเหมือนสะกดรอยตาม เป็นเหตุให้พระเยซูคริสต์หันมาถาม
1. รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังหาอะไร ยอห์น 1:38
38พระเยซูทรงเหลียวกลับมาและเห็นเขาตามพระองค์ไป จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านหาอะไร” และเขาทั้งสองทูลพระองค์ว่า “รับบี (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) ท่านอยู่ที่ไหน”
สาวกทั้งสองคนของยอห์นผู้ให้บัพติสมากำลังติดตามพระเยซูไปโดยไม่เปิดเผยตัวเอง ตามอย่างไม่ให้พระองค์รู้ตัว ตามอย่างผู้สังเกตุการณ์ ตามแบบที่ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นการติดตามเหมือนการติดตามยอห์นผู้ให้บัพติสมา พระคัมภีร์บันทึกว่า38พระเยซูทรงเหลียวกลับมาและเห็นเขาตามพระองค์ไป แสดงให้เห็นว่า สาวกของยอห์นสองคนนี้ติดตามพระเยซูแบบไม่ให้พระองค์รู้ตัว ไม่ทักพระองค์ก่อน ไม่บอกให้พระองค์รู้ว่า เขากำลังติดตามพระองค์อย่างไม่ให้คลาดสายตา แต่แม้จะหันหลังให้ พระองค์ก็ทรงรู้ว่ามีคนตามพระองค์มาอย่างเงียบๆ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์จึงไม่จำกัดเหมือนมนุษย์ การที่เราทำอะไรลับหลังพระเยซูคริสต์ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะไม่รู้ว่าเรากำลังทำอะไร พระองค์รู้แม้กระทั่งความคิดของเรา และทิศทางที่เรากำลังมุ่งไป พระองค์ถามสาวกของยอห์นผู้ให้บัพติสมาว่า “ท่านหาอะไร” รากศัพท์ภาษากรีก หมายถึง คำถามที่เจาะจงถามถึงความสนใจพิเศษของผู้ที่ตามพระองค์เวลานั้น “ท่านหาอะไร” คำที่พระเยซูคริสต์ใช้กับสาวกของยอห์นสองคนนี้เป็นการสื่อกับคนฮีบรูด้วยกัน ซึ่งอาจหมายถึงการแสวงหาเพื่อที่จะนมัสการพระเจ้าหรือเปล่า แต่สาวกของยอห์นผู้ให้บัพติสมากลับตอบคำถามของพระเยซูเหมือนพูดกับคนต่างถิ่นว่า “รับบี (ซึ่งแปลว่าอาจารย์) ท่านอยู่ที่ไหน” นี่เป็นคำถามไม่ใช่คำตอบ แต่อาจเป็นคำตอบก็ได้ เพราะเขาตีความว่าพระเยซูคริสต์เป็นคนต่างถิ่น การที่พระเยซูคริสต์หันมาถามเขาสองคนทำให้เขาเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์กำลังถามอย่างคนต่างถิ่น เขาจึงตอบอย่างเจ้าถิ่นว่า พระองค์จะพักที่ไหนวันนี้ เพราะนี่ก็เย็นแล้ว คนเราเวลาไม่อยากให้ใครรู้ไต๋เรา เมื่อเราถูกจับได้ เราจะกลบเกลื่อนด้วยการเปลี่ยนประเด็น เหมือนคนที่ยังดูเชิงของอีกฝ่ายว่าเขาจะรับเราหรือเปล่า สาวกของยอห์นสองคนนี้ก็เหมือนกับคริสเตียนประเภทดูเชิง ติดตามพระเจ้าแบบมีชั้นเชิง รักษาระยะห่างเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเข้าใกล้ เดี๋ยวจะเสียเชิง หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ท่าเยอะ บางคนก่อนจะรับเชื่อ มีเงื่อนไขกับพระเจ้า พระเจ้าต้องตอบคำขอก่อน ถ้าตอบก็จะรับเชื่อ เหมือนคนที่ไม่แน่ใจว่าเรารักคนที่เขารักเราตอบหรือเปล่า ก็จะมีชั้นเชิงในการตรวจสอบก่อนว่า เราคงไม่ถูกหักอก กลัวผิดหวัง กลัวถูกปฏิเสธ สาวกสองคนคงผิดหวังมาแล้วครั้งหนึ่งกับยอห์นผู้ให้บัพติสมา เขาคาดหวังว่า ยอห์นจะเป็นพระคริสต์ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ เขาต้องแน่ใจก่อนว่าใช่ เขาจึงจะเปิดตัว ที่จริงในบรรดาสาวกของพระเยซูคริสต์ที่แสดงอาการผิดหวังว่าพระเยซูคริสต์ที่ไม่ยอมนำมวลชนในการต่อต้านอาณาจักรโรมัน ในเวลานั้น มียิวที่มีอุดมการณ์ และหวังจะปลดปล่อยยิวให้พ้นจากการเป็นเมืองอาณานิคม ก่อนหน้านี้ ก็มีกบฏที่เรียกว่า กบฏมัทธีอัส ซึ่งนำคนให้ถูกกวาดล้างตายไปมากมาย และ ยูดาส อิสคาริโอท หนึ่งในสาวกของพระเยซูก็รู้สึกผิดหวังที่ได้ขายพระเยซูให้ถูกจับตรึงที่กางเขน
พี่น้องระวังว่า ถ้าเราคิดอย่างมนุษย์ว่าการติดตามพระเยซูคริสต์ตามความคาดหวังของตัวเราเอง เราอาจจะผิดหวัง เพราะวัตถุประสงค์ของพระเจ้ากับความต้องการของเรามักสวนทางกัน เหมือนกับความต้องการของเนื้อหนังมักต่อสู้กับพระวิญญาณ กาลาเทีย 5:17 17เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้
มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า พระเจ้ามีคำตอบให้เราสามอย่าง ได้แก่ ใช่ ไม่ใช่ และรอก่อน คำตอบที่คนเรามักไม่อยากได้รับคือ คำว่า “ไม่” แต่ถ้าเราดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ เราจะไม่กลัวคำตอบว่า “ไม่” เพราะเรามีเสรีภาพ 2 โครินธ์ 3:17-18
17องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น 18แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ
นี่คือศักดิ์ศรีที่มาจากพระเจ้า ที่คริสเตียนดำเนินชีวิตเหนือการถูกปฏิเสธ และเหนือค่านิยมของโลกนี้ การรับคำตอบว่า “ไม่” ไม่ได้หมายความว่า เราพ่ายแพ้ หรือเราล้มเหลว หรือเราไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในทางตรงกันข้ามคือการแสดงว่าเราแข็งแกร่งที่จะรับน้ำพระทัยพระเจ้าที่สวนทางกับความต้องการของตัวเราเอง เราเติบโตขึ้น เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เกิดความเข้าใจถึงเหตุผลว่า “ไม่” นี่เป็นเสรีภาพที่คนในสังคมรับไม่ได้ กับคำตอบว่าไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ขออย่าให้เราเอาค่านิยมนี้มาใช้ในการติดตามพระเยซูคริสต์เจ้า แต่จงค้นหาว่า พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราได้รับอะไรในการติดตามพระองค์ ไม่ใช่คิดแต่ว่า เราจะได้อะไรในการติดตามพระองค์
2. ต้องจ่ายราคา ยอห์น 1:39
39พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “มาดูเถิด” เขาก็ไปและเห็นที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนัก และวันนั้นเขาก็ได้พักอยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว
“มาดูเถิด” Come and See ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Go and See ซึ่งแปลว่า ไปดูเอาเอง ตัวใครตัวมัน แต่ “มาดูเถิด”คือ การที่ไปด้วยกัน เดินด้วยกัน มารู้จักว่าพระองค์เป็นใคร นี่คือการลดช่องว่างระหว่างกันโดยการเดินไปด้วยกัน
คนเรามักมีเส้นแบ่งอาณาเขต หรือตาข่ายความปลอดภัย เพื่อจะมีพื้นที่ปลอดภัยของตัวเราเอง คนส่วนใหญ่กลัวการใกล้ชิด มีเขตหวงห้าม ห้ามล้ำเส้น จนนำมาใช้กับพระเยซูคริสต์ขณะติดตามพระองค์ จนเป็นภาพของผู้ติดตามพระเยซูคริสต์แบบห่างๆ มิใช่ติดตามพระองค์แบบใกล้ชิด การติดตามแบบห่างๆอาจทำให้เราไปกับพระองค์ได้ไม่ตลอดทาง อาจเกิดการคลาดกัน เรากลัวคลาดกับพระเยซูคริสตหรือไม่ พระคัมภีร์ยังกล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้เราคลาดกับพระองค์นั้นเกิดขึ้นได้จากความวิตกกังวลของโลกนี้ มัทธิว 8:19-22 19ขณะนั้นมีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า “อาจารย์เจ้าข้า ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น” 20พระเยซูจึงตรัสว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรง และนกในอากาศก็ยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” 21อีกคนหนึ่งในพวกศิษย์ของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน” 22พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด” พระเยซูคริสต์กล่าวถึงการติดตามพระเยซูนั้น ไม่สบายอย่างที่เคยเป็น ต้องมีค่านิยมใหม่ พระเยซูตอบคนแต่ละคนอย่างที่คนนั้นเป็นจากภายใน แม้ภายนอกจะแสดงท่าทีเหมือนกันคือต้องการติดตามพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักแต่ละคนดี พระองค์ต้องการให้คนที่ติดตามพระองค์ทุกคนมีความชัดเจนในการติดตามพระองค์ “มาดูเถิด” อาจเป็นนัยบอกเราว่า อย่าหลับหูหลับตาติดตามพระองค์ พระองค์ไม่ต้องการให้คนที่ติดตามพระองค์เข้าใจผิด ลูกา 14:26-30 26“ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ 27ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามา ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ 28ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ 29เกรงว่าเมื่อลงรากแล้ว และกระทำให้สำเร็จไม่ได้ คนทั้งปวงที่เห็นจะเยาะเย้ยเขา 30ว่า 'คนนี้ตั้งต้นก่อ แต่ทำให้สำเร็จไม่ได้'
พระเยซูคริสต์กำลังบอกกับผู้ที่ติดตามพระองค์ว่า จงมีความชัดเจนในการติดตามพระองค์ แน่นอนเราได้รับความรอดฟรีๆแต่การดำเนินชีวิตรักษาความรอดไว้ต้องจ่ายราคาเป็นความตั้งใจเชื่อฟัง ซึ่งทำให้เกิดการต่อต้านจากครอบครัว และขัดแย้งจนดูเหมือนว่าเราชังเขา แต่ความจริง การเป็นคริสเตียนของหลายๆคน ทำให้เขาเป็นที่ชังของคนในครอบครัว และนี่คือช่วงเวลาที่ต้องจ่ายราคาเพื่อให้ได้ครอบครัวกลับมาในอาณาจักรของพระเจ้า
ข้าพเจ้าก็มีประสบการณ์นั้น พ่อต่อต้านมากตอนมาเป็นคริสเตียนใหม่ๆ พ่อเข้าใจว่าเราไม่เชื่อฟัง ไม่รักเขา เขาพูดถึงเรากับคนในตลาดว่าเป็นลูกอกตัญญู เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นพวกคริสต์ พวกฝรั่ง หลายอย่างที่พ่อยั่วให้เราโมโห แต่เราก็ผ่านมันมาได้ จนวันหนึ่งพ่อก็มาเป็นคริสเตียนอย่างเรา นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงชีวิตของผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ต้องตั้งอารมณ์ตาย สำนวนว่า “แบกกางเขนของตนตามเรามา” คือการแบกอารมณ์ตายต่อการต่อต้านต่างๆ เป็นการร่วมทางกับพระเยซูคริสต์ “มาดูเถิด” ว่าพระองค์อยู่ที่ไหน เราก็จะอยู่ที่นั่นกับพระองค์ พระองค์แบกกางเขน เราก็จะแบกกางเขน วันหนึ่งพระองค์จะนั่งพิพากษาโลกนี้ เราทั้งหลายก็จะนั่งพิพากษาร่วมกับพระองค์ด้วย มิใช่เราเราดำเนินชีวิตแบบรอรับการพิพากษา วิวรณ์ 20:4-6 4ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี 5นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก 6ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี นี่คือข้อความที่เขียนโดยยอห์นที่เขียนหนังสือยอห์นเล่มนี้ การติดตามพระเยซูคริสต์อย่างผู้ร่วมทางกับพระองค์ ร่วมแบกกางเขน ทำให้เรามั่นใจว่า เราจะร่วมครอบครอง ร่วมพิพากษากับพระองค์ด้วย มีคำหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ชีวิตของคนเรายังไม่จบ มันยังมีต่อ บางคนคิดว่า ความตายคือการจบ แต่หารู้ไม่ว่า มีชีวิตหลังความตายด้วย พระธรรมตอนนี้กล่าวถึงการตายครั้งแรก กับการตายครั้งที่สอง ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จะมีประสบการณ์กับความตายครั้งแรก แต่เขาจะไม่ต้องตายครั้งที่สอง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากการที่คริสเตียนรักษาการติดตามพระเยซูคริสต์ในการมีประสบการณ์การฟื้นจากความตายครั้งแรกของพระองค์
3. ชีวิตเปลี่ยนไปดีกว่าเดิม ยอห์น 1:40-42
40คนหนึ่งในสองคนที่ได้ยินยอห์นพูดและได้ติดตามพระองค์ไปนั้น คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตร 41แล้วอันดรูว์ก็ไปหาซีโมนพี่ชายของตนก่อน และบอกเขาว่า “เราได้พบพระเมสสิยาห์แล้ว” (ซึ่งแปลว่าพระคริสต์) 42อันดรูว์จึงพาซีโมนไปเฝ้าพระเยซู พระเยซูทรงทอดพระเนตรเขาแล้วจึงตรัสว่า “ท่านคือซีโมนบุตรยอห์นซีนะ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส” (ซึ่งแปลว่าศิลา)
แอนดรูว์ได้ไปพาเปโตรพี่ชายมาหาพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงมองดูเปโตร พระองค์ทรงตรัสกับเปโตรด้วยภาษากรีก ปนฮีบรูว่า “ท่านคือซีโมนบุตรยอห์นซีนะ เขาจะเรียกท่านว่าเคฟาส” (ซึ่งแปลว่า ศิลา) เคฟาสเป็นชื่อฮีบรูที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งให้กับเปโตร เป็นการบอกว่า พระองค์ทรงรู้จักเปโตรไม่เพียงว่าเป็นลูกใครแต่รู้ถึงนิสัยว่า เปโตรเป็นคนอารมณ์ร้อน หุนหัน และไม่นิ่ง การตั้งชื่อให้ใหม่ที่ตรงกันข้ามกับบุคคลิกจริงของเปโตรในเวลานั้น (คนข้างๆอย่างน้องชายของเปโตรคือแอนดรูว์คาดไม่ถึงว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักพี่ชายของเขาขนาดนั้น) แต่นี่คือสิ่งพิสูจน์ว่า พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักเราทั้งหลายก่อนที่เราจะพบกับพระองค์ การได้พบกับพระองค์ทำให้เราเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างผู้ที่พบพระองค์ ต้องมีผลลัพธ์คือ ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ข้าพเจ้าชอบคำถามที่มีคนถามอย่างนี้ว่า วันนี้เรามีนิสัยที่ดีกว่าเมื่อวานใช่ไม๊ และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้แน่นอน นั่นคือ ชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างผู้ที่พบพระองค์ เหมือนเปโตรได้พบพระองค์ เปโตรถูกกำหนดให้เปลี่ยนไปตรงกันข้ามที่ตนเองเป็น โคโลสี 3:7-10 7ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ 8แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดให้ร้าย คำพูดหยาบโลน 9อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว10และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
มีคริสเตียนที่ทำตัวเหมือนแกะหลง คือกลับไปใช้ชีวิตเก่าๆ ทำบาปเก่าๆ มีนักเทศน์คนหนึ่งกล่าวว่า แกะหลงเราจะออกไปตามหา แต่บุตรน้อยหลงหายมันต้องกลับมาเอง ไม่ต้องไปตาม นั่นคือ การกลับมาพบกับพระเยซูคริสต์อีกครั้งของคริสเตียนที่หลงหายต้องกลับใจใหม่เองและกลับมาเอง แต่แกะหลงเราต้องออกไปตามหาแกะนั้น เพราะมันไม่รู้จักทางที่จะกลับมา ต้องมีคนชี้ทาง แต่คริสเตียนที่ทำบาป คริสเตียนที่ยังไม่เลิกชีวิตเก่า เขารู้ทางที่จะกลับ แต่เขาไม่ยอมกลับ อันนี้ เสียเวลาตาม ต้องพูดอย่างเปาโล 1โครินธ์ 5:1-2,51มีข่าวเล่าลือว่า ในพวกท่านมีการผิดประเวณี และการผิดนั้นถึงแม้ในพวกต่างชาติก็ไม่มีเลย คือเรื่องมีว่า คนหนึ่งได้เอาภรรยาของบิดามาเป็นเมียของตน 2และพวกท่านยังผยองแทนที่จะเป็นทุกข์เป็นร้อน ท่านควรที่จะตัดคนที่กระทำผิดเช่นนี้ออกเสียจากพวกท่าน ...5พวกท่านจงมอบคนนั้นไว้ให้ซาตานทำลายเนื้อหนังเสีย เพื่อให้จิตวิญญาณของเขารอด ในวันของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า
ในบางกรณี ทางคริสตจักรจึงไม่ติดตามคนเช่นนั้นกลับมา ต้องรอให้เขากลับใจใหม่เอง คริสตจักรพร้อมที่จะช้อนรับคนที่บาดเจ็บกลับมาทุกเมื่อ แต่คริสตจักรไม่สนับสนุนให้คนยังอยู่ในชีวิตเก่าทำบาปต่อไป
4. พร้อมให้พระองค์พบเราทุกเมื่อ ยอห์น 1:43-46
43รุ่งขึ้นพระเยซูตั้งพระทัยจะเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี พระองค์ทรงพบฟีลิปจึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามา” 44ฟีลิปมาจากเบธไซดาเมืองของอันดรูว์และเปโตร 45ฟีลิปไปหานาธานาเอลบอกเขาว่า “เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสได้กล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง คือ พระเยซู ชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ” 46นาธานาเอลถามเขาว่า “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” ฟีลิปตอบว่า “มาดูเถิด”
“พบแล้ว” บางทีก็เป็นสำนวนที่พบแล้ว ไม่ต้องพบอีก บางคนพบพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว แค่ครั้งเดียวพอแล้ว ไม่อยากพบพระองค์อีก เพราะพบพระองค์ทีไร ต้องสารภาพบาป กลับใจใหม่ทุกที เพราะเรามักซุกซนไปทำอะไรที่ขัดกับวิถีชีวิตคริสเตียนแท้ เราชอบเป็นคริสเตียนเทียมอยู่บ่อยๆ พระคัมภีร์บันทึกถึงการทรงเรียกสาวกครั้งแรกอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งพระทัยไว้ ว่าจะหาคนที่เป็นสาวกของพระองค์ในคุณลักษณะเป็นสาวก และพระองค์ทรงพบฟิลิป เป็นคนแรก ทรงเรียกเขาว่า “จงตามเรามา” และฟิลิป ไม่ปฏิเสธ แต่ตอบสนองทันที ฟิลิปดำเนินชีวิตที่แสวงหาพระเมสสิยาห์ และเตรียมตัวให้พร้อมที่จะพบกับพระองค์ทุกเมื่อ นั่นคือ เขาเรียนรู้จักพระเมสสิยาห์ที่พระคัมภีร์กล่าวถึงว่าเป็นอย่างไร เขาสังเกตุพระเยซูคริสต์ได้ไม่ยาก จากคำพูดที่ฟิลิปคุยกับนาธานาเอลว่า ““เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสได้กล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง คือ พระเยซู ชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ” ฟิลิปชัดเจนมากว่าคือพระเยซูชาวนาซาเร็ธ เขาระบุได้ทันที ไม่ต้องให้ยอห์นผู้ให้บัพติสมาเป็นผู้ชี้ตัว เหมือนสาวกสองคนแรกที่ติดตามแบบไม่รู้จักพระเยซู เมื่อพระเยซูถามว่า “หาอะไร” เขายังไม่กล้าเปิดเผยว่าตัวเองกำลังหาพระเมสสิยาห์” ฟิลิปรู้ว่าเขากำลังหาอะไร เขาจึงตอบสนองการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์ได้โดยง่าย และเขาคือคนที่นำข่าวดีนี้ไปให้กับนาธานาเอล เขารู้ว่า มีคนที่หาอย่างที่เขาหาด้วยเช่นกัน เขาไปหาคนที่กำลังแสวงหาเหมือนกับเขา แต่นาธานาเอลกลับตอบว่า “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” นาธานาเอลเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เขามีคำถามกับคำว่า “นาซาเร็ธ” นาธานาเอลรู้ว่าพระเมสสิยาห์จะมาบังเกิดในเบธเลเฮ็ม แต่เขาไม่รู้ว่านาซาเร็ธคือที่ๆพระเยซูคริสต์เจริญเติบโตที่นั่น นั่นคือสิ่งที่นาธานาเอลรู้ไม่หมด
เปาโลกล่าวไว้ในหนังสือ 1 โครินธ์ 13:9-12 9เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์ และการเผยพระวจนะนั้นก็ไม่สมบูรณ์ 10แต่เมื่อความสมบูรณ์มาถึงแล้ว ความบกพร่องนั้นก็จะสูญไป11เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย 12เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า
การไม่รู้ของเรา บางทีก็ทำให้เราทำอะไรแบบโง่ๆ อย่างที่เปาโลว่า พูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก อะไรก็ร้อง “ไม่เอา” ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมจำนน ไม่ยอมทำตาม โวยวายก่อนที่จะฟังความจริง แต่ดีที่นาธานาเอลไม่เป็นอย่างนั้น เขารู้จักตั้งคำถามขึ้นมาเพราะเขาไม่รู้ และเมื่อฟิลิปชวนเขาว่า Come and See “มาดูเถิด” ชวนเหมือนพระเยซูคริสต์ทรงชวนสาวกสองคนแรก นาธานาเอลยอมไปเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม ยอมรับรู้ในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่ใช่ยืนกระต่ายขาเดียวว่า ที่ฉันรู้มามันไม่มี อันนี้ทำให้เกิดการปิดกั้นความรู้ใหม่ๆที่จะเข้ามาในชีวิตของเราได้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า ยอห์น 16:15 15ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย นั่นหมายความว่ายังมีสิ่งที่เราไม่รู้ที่พระเจ้าต้องการให้เรารู้ ชีวิตที่ไม่พร้อมที่จะพบพระเยซูคริสต์มักจะเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจในพระคำพระเจ้าและในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นช่องที่เปิดโอกาสให้ตกเป็นเหยื่อของมาร โดยเฉพาะเวลาทำบาปและไม่ยอมสารภาพบาป ความโกรธที่ไม่ยอมให้อภัย และการรักเงินทองยิ่งกว่ารักพระเจ้า นี่คือสภาพของคริสเตียนที่ไม่พร้อมที่จะพบกับพระเยซูคริสต์
5. สัตย์ซื่อต่อความรู้เรื่องของพระเจ้า ยอห์น 1:47-51
47พระเยซูทรงเห็นนาธานาเอลมาหา พระองค์จึงตรัสถึงเรื่องของตัวเขาว่า “ดูเถิด ชนอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่มีอุบาย” 48นาธานาเอลทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ได้อย่างไร” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เมื่อท่านอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น เราเห็นท่าน” 49นาธานาเอลทูลตอบพระองค์ว่า “รับบี พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล” 50พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เพราะเราบอกท่านว่า เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อนั้นท่านจึงเชื่อหรือ ท่านจะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นอีก” 51และพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์”
พระเยซูคริสต์กำลังพูดถึง Integrity (ความสัตย์ซื่อต่อตัวเอง)ในตัวของนาธานาเอลที่แม้ภายนอกจะปฏิเสธ แต่ภายในนั้นพระองค์ทรงมองเห็นความจริงใจในแสวงหาการติดตามพระเมสสิยาห์ เขาปฏิเสธเพราะเขาไม่รู้ และปรารถนาที่จะหาคำตอบเพื่อให้ได้รับคำอธิบาย ความสัตย์ซื่อต่อหลักการและความรู้ที่เขามี ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแสวงหาพระเมสสิยาห์ การที่นาธานาเอลให้เวลาที่จะพบกับพระเยซูคริสต์ตามที่ฟิลิปชวน ทำให้เขามีประสบการณ์ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงสำแดงว่า นาธานาเอลใช้เวลากับเฝ้าเดี่ยวที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น พระเจ้ามองเห็นเข้าไปถึงจิตใจภายในของนาธานาเอลว่าเป็นผู้ที่กำลังติดตามแสวงหาพระเมสสิยาห์ที่แท้จริง ยิวทุกคนถูกสอนจากปู่ย่าตายายให้รอคอยพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา แต่ไม่ใช่ยิวทุกคนจะเป็นผู้รอคอยที่แท้จริง อย่างที่เปาโลกล่าวไว้ในหนังสือโรม 9:6 เพราะว่าเขาทั้งหลายที่เกิดมาจากอิสราเอลนั้น หาได้เป็นคนอิสราเอลแท้ทุกคนไม่
คริสเตียนเป็นผู้ที่กำลังรอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์เจ้า แต่ก็มีคริสเตียนจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตยึดติดอยู่กับโลกนี้ และไม่สัตย์ซื่อต่อความรู้เรื่องของพระเจ้าในเรื่องนี้ โดยการเพิกเฉยหรือละเลย บทเรียนของนาธานาเอลสอนเราให้ดำเนินชีวิตเป็นอิสราเอลแท้ฝ่ายวิญญาณที่สัตย์ซื่อต่อตัวเอง เราอาจหลอกคนอื่นได้ แต่เราหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระองค์รู้ว่าเราเป็นของจริงหรือของปลอม จงพัฒนาความสัตย์ซื่อต่อตัวเองและต่อพระเจ้าในการติดตามพระเยซูคริสต์เจ้า โรม 2:29 29คนที่เป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณมิใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นพระเจ้าสรรเสริญ มนุษย์ไม่สรรเสริญ แล้วเราจะเข้าสู่สิทธิพิเศษที่ได้เห็นการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในวันนั้นร่วมกันกับธรรมิกชนทั่วโลก อาเมน
้
ี้
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|