Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552

 

 

หัวข้อ “คริสเตียนบังเกิดใหม่"( Born Again Christian)

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

คำว่า คริสเตียนบังเกิดใหม่ อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยกับคริสเตียนคนไทย แต่สำหรับคนต่างชาติ เขาจะใช้คำนี้ เพื่อแยกแยะระหว่างคนที่เป็นคริสเตียนแต่ชื่อ คนที่เป็นคริสเตียนเพราะเกิดในครอบครัวคริสเตียน พ่อแม่พาไปโบสถ์ตั้งแต่ยังเล็ก ข้าพเจ้าเอง ไปโบสถ์ตั้งแต่อายุสิบสอง แต่เป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่เมื่อไหร่ไม่รู้ อาจจะตอนที่รู้ตัวว่าทำบาป และต้องกลับใจใหม่จริงๆ บางทีบางคนที่นั่งที่นี่เป็นคริสเตียนมานาน อาจจะยังไม่มีประสบการณ์กับการเป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่ก็ได้ การเป็นคริสเตียนของเราแค่เปลี่ยนศาสนาเท่านั้น เราจะมาศึกษาจากหนังสือ ยอห์น 3:1-21
1มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัส   เป็นขุนนางของพวกยิว 2ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนทูลพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า   เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญ   ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่า   พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย” 3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่   ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” 4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้   จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ” 5พระเยซูตรัสว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง   และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ 7อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่ 8ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น   และท่านได้ยินเสียงลมนั้น   แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน   คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ7   ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน” 9นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้” 10พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล   และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ 11เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้   และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น   แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่ 12ถ้าเราบอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ   ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ท่านจะเชื่อได้อย่างไร 13ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์   นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์ 14โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด   บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น 15เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์”   16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก   มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก   แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น 18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า 19หลักการพิพากษามีอย่างนี้   คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว   แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง   เพราะกิจการของเขาเลวทราม 20เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง   และไม่มาถึงความสว่าง   ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ 21แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง   เพื่อให้เห็นว่า   การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า
หนังสือยอห์นทำให้เราได้รู้จักพยานปากสำคัญอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ เมื่อเริ่มต้น เขาเข้ามาด้วยท่าทีของการยอมรับพระเยซู เขายังไม่รู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล และมนุษย์ทั้งโลก นิโคเดมัสเป็นฟาริสีที่มาหาพระองค์ในเวลากลางคืน เขาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมาเพื่อเปลี่ยนศาสนา เพราะเป็นเวลากลางคืน จึงไม่ได้เป็นเวลาที่เขาจะประกาศตัวต่อสาธารณชนว่าเขากลับใจใหม่หรือจะรับบัพติศมา บทสนทนาระหว่างพระเยซูคริสต์กับนิโคเดมัส เริ่มจากที่นิโคเดมัสเรียกพระเยซูว่า อาจารย์ (รับบี) เป็นการเรียกด้วยภาษาฮีบรูที่คนยิวด้วยกันรู้ว่านี่คือการยอมรับพระเยซูในฐานะผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ เป็นการมอบตำแหน่งให้กับพระเยซู อีกคำหนึ่งที่นิโคเดมัสเรียกพระเยซูโดยใช้ภาษากรีกว่า didaskalos  did-as'-kal-os ดิดาสคารอส ที่แปลว่าครู  นิโคเดมัสยอมรับพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์ทรงเป็นนักปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอน และนิโคเดมัสยังมีประสบการณ์กับหมายสำคัญที่เขาไม่เคยเห็นมนุษย์คนใดกระทำเหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ “ท่านอาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า   เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญ   ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่า   พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย”  
แม้ฟาริสีจะถูกพระเยซูตำหนิมากที่สุด แต่ฟาริสีเป็นกลุ่มคนที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสสอนสาวกของพระองค์ว่า มัทธิว 5:20 20เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า   ถ้าความชอบธรรมของท่าน   ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์   และพวกฟาริสี   ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์
ความจริงระดับมาตรฐานของพวกธรรมาจารย์และฟาริสีถูกจัดอยู่ในระดับสูงสุดของศาสนาแล้ว แต่พระเยซูตรัสว่า ยังมีความชอบธรรมที่สูงกว่านั้นอีก พวกธรรมาจารย์เป็นพวกที่ได้รับการนับถือว่าเป็นครูสอนธรรมบัญญัติ และพวกฟาริสีเป็นนักปฏิบัตธรรมบัญญัติ ทั้งสองพวกนี้ถูกเรียกว่าเป็นพวกที่นั่งบนที่นั่งของโมเสส มัทธิว 23:1-4 1 ครั้งนั้น   พระเยซูตรัสกับประชาชนและพวกสาวกของพระองค์ว่า 2“พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีนั่งบนที่นั่งของโมเสส 3เหตุฉะนั้น   ทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน   จงถือประพฤติตาม   เว้นแต่การประพฤติของเขาอย่าได้ทำตามเลย   เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน   แต่เขาเองหาทำตามไม่ 4ด้วยเขาเอาห่อของหนักวางบนบ่ามนุษย์   ส่วนเขาเองแม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย คนพวกนี้มีชื่อเสียงท่ามกลางประชาชน เป็นพวกที่ถูกเรียกว่าเป็นคนที่เชื่อธรรมบัญญัติและประชาชนทั่วไปไม่คิดว่าตัวเองจะดีเท่าพวกธรรมจารย์และฟาริสี คนพวกนี้อธิษฐานและถืออดมาก และเป็นนักบริจาค เป็นพวกเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด และใช้เรื่องนี้สอนคนอื่นๆ เมื่อยอห์นบันทึกชื่อนิโคเดมัส เขาเจาะจงว่าเป็นฟาริสี และมาหาพระเยซูตอนกลางคืน เป็นท่าทีของฟาริสีที่ผิดไปจากปกติ  เพราะพระเยซูไม่ใช่ทั้งธรรมาจารย์หรือฟาริสี ส่วนนิโคเดมัสเป็นทั้งฟาริสี และเป็นทั้งคนมีตำแหน่งระดับขุนนาง ซึ่งแปลว่า ระดับชั้นปกครองของสังคม ซึ่งพระคัมภีร์บันทึกบทบาทของนิโคเดมัสในยอห์น 7:45-52 45เจ้าหน้าที่จึงกลับไปหาพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสี   และพวกนั้นกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า   “ทำไมเจ้าจึงไม่จับเขามา” 46เจ้าหน้าที่ตอบว่า   “ไม่เคยมีผู้ใดพูดเหมือนคนนั้นเลย” 47พวกฟาริสีตอบเขาว่า   “พวกเจ้าถูกชักจูงให้หลงไปด้วยแล้วหรือ 48มีผู้ใดในหมู่เจ้าหน้าที่หรือพวกฟาริสีศรัทธาในผู้นั้นหรือ 49แต่ประชาชนหมู่นี้ที่ไม่รู้ธรรมบัญญัติ   ก็ต้องถูกสาปแช่งอยู่แล้ว” 50นิโคเดมัสผู้ที่ได้มาหาพระองค์คราวก่อนนั้น   และเป็นคนหนึ่งในพวกเขา   ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า 51“กฎหมายของเราตัดสินคนใดโดยที่ยังไม่ได้ฟังเขาก่อน   และรู้ว่าเขาได้ทำอะไรบ้างหรือ” 52เขาทั้งหลายตอบนิโคเดมัสว่า   “ท่านมาจากกาลิลีด้วยหรือ   จงค้นหาดูเถิด   แล้วท่านจะเห็นว่าไม่มีผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นมาจากกาลิลี”
ยอห์นบันทึกถึงนิโคเดมัสอย่างเจาะจงว่าเป็นพยานของพระเยซูคริสต์ที่เข้ามาหาพระองค์อย่างผู้ที่ยอมรับพระเยซูในฐานะมนุษย์และได้รับการตอบกลับจากพระเยซูคริสต์ในฐานะพระเมสสิยาห์ผู้ให้ความกระจ่างในเรื่องการมาตรฐานการยอมรับของพระเจ้าสำหรับผู้ที่จะเข้าแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์ และผู้ที่ยอมรับพระคริสต์ต้องมีประสบการณ์การบังเกิดใหม่ คนที่บังเกิดใหม่ไม่ดำเนินชีวิตตามค่านิยมของโลกอีกต่อไป แต่......
1. เป็นชาวสวรรค์ที่ติดดิน ยอห์น 3:3
3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่   ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”
การได้เห็นแผ่นดินของพระเจ้า สำหรับคนทั่วไปเข้าใจว่า ชีวิตที่ชอบธรรมเมื่อตายแล้วได้ไปสวรรค์ แต่พระเยซูคริสต์กำลังตรัสอีกมุมหนึ่ง ว่า แม้จะเป็นคนชอบธรรมแต่ถ้าเกิดเพียงครั้งเดียว ก็ต้องเผชิญกับความตายฝ่ายร่างกาย และความตายครั้งที่สองของจิตวิญญาณด้วย ความหมายของความตายครั้งที่สองสำหรับคนยิวคือการไม่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ แต่กลับต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่ใช่สวรรค์ นั่นคือ นรก พระเยซูคริสต์ใช้คำที่รุนแรงกว่านั้นคือ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้  สำหรับฟาริสีอย่างนิโคเดมัสที่ปฏิบัติเคร่งครัดทางศาสนาก็ไม่ยกเว้น นั่นหมายความว่า ความชอบธรรมที่มนุษย์ยอมรับกันเอง แม้จะสูงแค่ไหน เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมากเท่าใด แต่ถ้าไม่มีการบังเกิดใหม่ ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าสวรรค์  คำที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้สำหรับคำว่า “บังเกิดใหม่” พระองค์ใช้คำพูดว่า  anothen  an'-o-then ภาษาอังกฤษใช้คำว่าAgain (ใหม่) รากศัพท์ภาษากรีก แอน โอเธน แปลว่า มาจากเบื้องบน  มาจากแรกเริ่ม จากที่สูงสุด การบังเกิดใหม่
ไม่ได้หมายความว่าตายไปแล้วเกิดใหม่ เหมือนกับสำนวนของคนที่เพิ่งรอดตายมาหวุดหวิดกล่าวว่า “เหมือนตายแล้วเกิดใหม่” ความหมายของบังเกิดใหม่ไม่ใช่อย่างนั้น การบังเกิดใหม่ คือ  การเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมดด้านจิตวิญญาณในทางชอบธรรมและเป็นของจริงด้านความบริสุทธิ์ สวรรค์เป็นที่บริสุทธิ์และไม่มีผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ได้นอกจากผู้ที่ลงมาจากสวรรค์เอง ในข้อที่ 13  13ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์   นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์ นั่นหมายความว่า ผู้ที่จะขึ้นไปสวรรค์ก็ต้องเป็นชาวสวรรค์ก่อนที่จะได้เข้าสวรรค์
คำหนึ่งที่เมื่อก่อนเรามักได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า ชาวโลก เรามักเรียกคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนว่า ชาวโลก  และคริสเตียนเรียกตัวเองว่าเป็นชาวสวรรค์ ไม่ใช่เพราะเราทำตัวให้สูงส่งกว่าพี่น้องร่วมโลก แต่เพราะเราบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ทำให้เราดำเนินชีวิตตามอย่างพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์มาจากสวรรค์ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแก่เราว่า การเป็นชาวสวรรค์บนแผ่นดินโลกนั้นต้องทำอย่างไร เราได้เห็นพระเยซูทรงติดดิน เริ่มตั้งแต่เกิดในรางหญ้า เป็นช่างไม้ ทำมาหากินปกติ จนถึงเวลาแห่งแผนการของพระเจ้า พระองค์ถ่อมพระทัย ไม่ถือสถานะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า นี่คือชาวสวรรค์บนแผ่นดินโลก ฟิลิปปี 2:5-7 5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน
ซึ่งในทางตรงกันข้าม เราได้เห็นชาวโลกที่พยายามดำเนินชีวิตเหมือนเป็นเทวดา ไม่ติดดิน ทำตัวอย่างกับตัวเองเป็นพระเจ้า ผิดไม่เป็น ไม่เคยผิดเลย ไม่เคยพลาดเลย ที่สำคัญคือ คิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้า ตายไม่เป็น  คริสเตียนที่ทำตัวเป็นชาวสวรรค์ไม่ติดดินก็มี พวกนี้จะลืมตัวคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า สั่งให้คนอื่นต้องเชื่อฟังตนเองเหมือนเชื่อฟังพระเจ้า พระคัมภีร์สอนเราว่า สิทธิอำนาจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่อยู่ที่การปรนนิบัติ มาระโก 10:42-45 42พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า   “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า   ผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติ   ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา   และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ 43แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่   ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน   ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย 44และถ้าผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้น   ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของคนทั้งปวง นี่คือคำสอนที่บอกเราว่า การบังเกิดใหม่ทำให้คริสเตียนเป็นชาวสวรรค์ที่ติดดินอย่างพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์ทรงตรัสว่า
45เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา   และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก”
2. เติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ ยอห์น 3:4-8,9-12
4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้   จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ” 5พระเยซูตรัสว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง   และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ 7อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่
นิโคเดมัสยังมีคำถามที่ไม่เข้าใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณ เขายังคิดถึงสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเนื้อหนัง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับเข้าสู่ท้องแม่ โดยเฉพาะคนชราอย่างเขาจะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร เขามองดูที่ความจำกัดของเนื้อหนัง เขาไม่รู้จักเรื่องของสวรรค์ เพราะเขาเป็นมนุษย์ที่อยู่บนแผ่นดินโลก เขาจึงมีแต่คำถาม ที่มาจากประสบการณ์ของตัวเอง
คนเรามักใช้ประสบการณ์พิจารณาและตัดสินสิ่งต่างๆจนบางครั้งเราก็ใช้ประสบการณ์ของเราพิจารณาตัดสินความรู้เรื่องของพระเจ้า ซึ่งความรู้ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน การไม่รู้ไม่ได้หมายความว่าไม่มี ไม่เกิด หรือเป็นไปไมได้ บางทีความจำกัดของเราก็ทำให้เราไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่มาจากสวรรค์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าต้องมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสื่อภาษาให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าอย่างที่มนุษย์จะเข้าใจได้ ตัวอย่าง เหมือนกับมด มันไม่เข้าใจว่า ทำไมมนุษย์ถึงมีแรงยกเก้าอี้ตัวใหญ่กว่าตัวมันหลายร้อยเท่าได้ มันไม่เข้าใจว่า ทำไมมนุษย์ทำสิ่งที่เกินความจำกัดของมันได้ มันอาจเรียกสิ่งที่มนุษย์ทำว่าการอัศจรรย์ แต่สำหรับมนุษย์คือเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกัน เรามองสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำว่าคือการอัศจรรย์ เราไม่เข้าใจว่า พระองค์ทำได้อย่างไร ดังนั้น พระเยซูต้องยกตัวอย่างประสบการณ์ของมนุษย์เพื่อจะให้นิโคเดมัสเข้าใจสิ่งที่พระวิญญาณกระทำให้เกิดการบังเกิดใหม่  8ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น   และท่านได้ยินเสียงลมนั้น   แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน   คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ7   ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน” นี่เป็นการใช้ประสบการณ์ของมนุษย์เพื่ออธิบายความหมายฝ่ายวิญญาณ เรื่องลมที่มนุษย์ไม่สามารถจะรู้ถึงว่าเวลาไหนจะเกิดลม และไม่รู้ว่ามาจากไหนและไปที่ไหน หมายความว่า เรื่องการบังเกิดใหม่เป็นเรื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทำให้เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ แต่ปัจจัยสำคัญคือ การได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากการรับเชื่อ ส่วนการเปลี่ยนแปลงคือขั้นตอนที่พระวิญญาณจะดำเนินในชีวิตของเราเอง ภาพที่พระคัมภีร์กล่าวถึงผู้เชื่อที่เมื่อบังเกิดใหม่ จะเป็นเหมือนทารกฝ่ายวิญญาณที่รับอาหารอ่อน และเจริญเติบโตจนสามารถรับอาหารแข็งได้ นั่นคือ เส้นทางการเจริญเติบโตของคริสเตียนทุกคนที่เหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่มีคริสเตียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมโต (บางคนโตแต่ตัวแต่จิตวิญญาณยังเป็นเด็ก) ไม่ยอมที่จะรับผิดชอบมากขึ้น ฮีบรู 5:12 12ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านทั้งหลายควรจะเป็นครูได้แล้ว   แต่ท่านก็ต้องให้คนอื่นสอนท่านอีก   ในเรื่องหลักธรรมเบื้องต้นแห่งพระวจนะของพระเจ้า   ท่านทั้งหลายต้องกินน้ำนมไม่ใช่อาหารแข็ง13เพราะว่าทุกคนที่ยังกินน้ำนมนั้น   ยังไม่เข้าใจในเรื่องความชอบธรรม   เพราะเขายังเป็นผู้เยาว์ 14อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่   สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว
ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้คือ คริสเตียนทุกคนเมื่อโตแล้ว ต้องมีชีวิตที่สอนคนอื่นได้ สอนให้คนรู้จักหลักธรรมของพระเจ้า การสอนคนอื่นได้ไม่ใช่แค่พูดด้วยคำพูดอย่างเดียว แต่ไม่ปฏิบัติ นักปฏิบัติย่อมแสดงภาวะความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่สามารถรับคำสอนคำตักเตือนได้ เมื่อผิดพลาดแล้วยอมรับผิด ยอมเข้าสู่วินัยใหม่ ยอมปรับปรุงแก้ไข นั่นคือ ผู้ที่ยอมรับอาหารแข็งได้  เป็นครูที่จะสอนคนอื่นได้ คนที่ไม่พร้อมที่จะรับอาหารแข็ง ไม่ยอมโตสักที พระคัมภีร์เรียกเขาว่าเป็นคนที่ยังกินน้ำนม เป็นคนที่ขาดความเข้าใจ ยังเป็นเด็ก  ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า แท้จริงคริสเตียนต้องโต  ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาเรียกเราว่าอาจารย์  ชีวิตของเรามีอิทธิพลกับคนอื่น เพราะสามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว เราเข้าใจเรื่องความชอบธรรมแล้ว สิ่งที่ทำให้นิโคเดมัสซึ่งเป็นครูสอนพวกยิวแต่กลับไม่เข้าใจนั่นคือความไม่เชื่อและไม่ยอมรับ 9นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้”  10พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล   และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ 11เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้   และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น   แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่ 12ถ้าเราบอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ   ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ท่านจะเชื่อได้อย่างไร นี่คือประเด็นสำคัญที่พระเยซูคริสต์ทรงวิเคราะห์ความเป็นครูของนิโคเดมัสระดับฟาริสีที่ขาดความเข้าใจ เพราะความเป็นมนุษย์ฝ่ายโลก ถึงแม้นิโคเดมัสจะยอมรับพระเยซูคริตส์ตามหลักการอย่างมนุษย์ แต่นิโคเดมัสยังไม่เชื่อและไม่ยอมรับหลักการของพระเจ้าที่ทรงกำหนดพระเยซูคริสต์เป็นพระเมสสิยาห์ เขายอมรับคำสอน การปฏิบัติ และหมายสำคัญ แต่เขาไม่ยอมรับพระเยซู นี่คือสาเหตุที่นิโคเดมัสมาหาพระเยซูตอนกลางคืน เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน เรากำลังดำเนินชีวิตโดยใช้มาตรฐานและค่านิยมอย่างโลกในการยอมรับพระเยซูคริสต์อย่างที่มนุษย์ยอมรับมนุษย์ด้วยกันหรือเรายอมรับพระองค์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า การเป็นคริสเตียนของเรามีความหมายอย่างไรในชีวิตของเรา บางคนอาจตอบว่า การเป็นคริสเตียนคือการมาโบสถ์ในวันอาทิตย์ การเป็นคริสเตียนคือการถวายทรัพย์อย่างสัตย์ซื่อ การเป็นคริสเตียนคือการมารับใช้ในวันอาทิตย์ คำตอบไหนคือสิ่งที่อธิบายคำว่าคริสเตียนมีความหมายที่สุดในชีวิตของเรา คำตอบที่ข้าพเจ้าชอบมากนั่นคือ การเป็นคริสเตียนมีความหมายต่อชีวิตของเราคือ เรามีพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้า เป็นเจ้านาย ของเรา นั่นหมายความว่า ในการดำเนินชีวิตของเรา พระองค์เป็นหนึ่งเป็นเอก พระองค์มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา เมื่อเวลาคนเรารับอิทธิพลในการดำเนินชีวิตจากใครก็ตาม คนๆนั้นจะมีลักษณะเหมือนคนที่มีอิทธิพล ไม่ว่าจะท่าเดิน คำพูด การแต่งกาย การใช้เวลา นิสัยใจคอ เช่นเดียวกัน วันนี้พระเยซูคริสต์ยังมีอิทธิพลในการดำเนินชีวิตของเราอยู่อีกหรือไม่ แต่คริสเตียนที่บังเกิดใหม่เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยอิทธิพลชีวิตของพระเยซู เอเฟซัส 4:13-14
13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่   คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ 14เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป   ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง   และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง
3. มีชีวิตที่รู้จักไว้วางใจ  (บางคนตรงกันข้าม ไม่รู้จักคำว่าไว้วางใจเป็นยังไง ระแวงไปทั่ว เพราะสังคมมีอิทธิพล สังคมไม่น่าไว้วางใจ เลยไม่ไว้ใจใครสังคน อันนี้แย่ ทำให้การดำเนินชีวิตคริสเตียนที่จะไว้วางใจในพระเจ้าเป็นเรื่องยาก ยิ่งยากที่จะไว้วางใจคนรอบข้างที่น่าไว้วางใจ บางคนกลายเป็นคนที่ไม่น่าใกล้ชิด เพราะทำอะไรก็จะปกป้องตัวเองอย่างเดียว) ยอห์น 3:13-16 13ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์   นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์ 14โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด   บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น 15เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์”  16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์
เราจะเห็นการอธิบายของพระเยซูคริสต์เรื่องการเสด็จมาจากสวรรค์ของพระองค์ เพื่อที่จะเยียวยารักษาคนที่บาดเจ็บและช่วยคนให้ได้รับความรอด เหมือนงูสัมฤทธ์ในสมัยโมเสสที่คนยิวอย่างนิโคเดมัสเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีว่า หมายถึงการช่วยชีวิตอิสราเอลในเวลานั้นที่ถูกงูแมวเซากัดเพราะอิสราเอลบ่นต่อว่าพระเจ้าและต่อว่าผู้นำว่าไม่จัดหาน้ำและอาหารให้ การบ่นต่อว่า เป็นท่าทีของการไม่ไว้วางใจ  นี่คือสาเหตุที่พระเจ้าให้งูแมวเซามากัดอิสราเอลตายมากมาย จนอิสราเอลร้องต่อโมเสสให้ช่วย โมเสสจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงสั่งให้โมเสสทำงูสัมฤทธิ์เพื่ออิสราเอลคนใดถูกงูกัดให้มองที่งูสัมฤทธิ์ ก็จะไม่ตาย เป็นบทเรียนสอนแก่คนอิสราเอลเรื่องความไว้วางใจ เพียงแค่มองก็รอดตาย
 การส่งสายตาแห่งความเชื่อนั้นเร็วกว่าคำพูด บางครั้งคำพูดก็ไม่มีน้ำหนักเท่ากับแววตา บางทีคนเราพูดอย่างแต่ใจอย่าง แต่แววตาเป็นประตูของจิตใจ พระเจ้าจึงให้บทเรียนแก่อิสราเอลว่า แค่มองก็รอดตาย ง่ายจริงๆ การไว้วางใจเริ่มต้นจากใจ  พระเยซูยกเรื่องนี้เปรียบเทียบกับเรื่องที่พระองค์จะถูกยกขึ้นบนไม้กางเขนเมื่อพระองค์ถูกตรึง คนที่มองดูพระองค์ก็จะรอดตาย นั่นคือมีชีวิตนิรันดร์ ข้อ 17-21 17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก   มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก   แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น 18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
พระคัมภีร์ท่อนท้ายในบทสนทนากับนิโคเดมัส เป็นการอธิบายถึงเป้าหมายของการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระองค์สอนนิโคเดมัสเรื่องการไว้วางใจในพระเจ้า และผู้ที่เป็นพระเมสสิยาห์ คือพระบุตรของพระเจ้า พระองค์บอกกลายๆว่า ตัวนิโคเดมัสกำลังวางใจในความรู้ความสามารถของตัวเอง แม้กระทั่งการเลือกมาหาพระเยซูตอนกลางคืน ก็ยังเป็นความคิดที่ว่า นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมในการมาหาพระเยซู แต่พระเยซูทรงสอนถึงการประพฤติที่เหมาะสมว่า   19หลักการพิพากษามีอย่างนี้   คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว   แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง   เพราะกิจการของเขาเลวทราม 20เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง   และไม่มาถึงความสว่าง   ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ 21แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง   เพื่อให้เห็นว่า   การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า
นิโคเดมัสผิดพลาดในการเลือกเวลามาหาพระเยซู ความกลัวทำให้เขาซ่อนตัว ทำให้เขาใช้ความมืดบดบังการเข้าหาพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเรียกพฤติกรรมอย่างนั้นว่า การกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ และไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า
คริสเตียนที่บังเกิดใหม่จะรู้จักการไว้วางใจในพระเยซูคริสต์โดยการดำเนินชีวิตในความสว่าง และไม่กลัวที่จะเปิดเผยตัวจริงของเรากับคนรอบข้าง คริสเตียนที่บังเกิดใหม่ ไม่ใช้วิธีการอย่างชาวโลก เพราะชาวโลกไว้วางใจในเงินทองและความสามารถของมนุษย์ วิธีการแบบชาวโลกมักซ่อนตัว และไม่ชอบความสว่าง มีพฤติกรรมอำพราง ปกปิดตัวเอง กลัวการสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัว  ความไว้วางใจในพระเยซูคริสต์อันหนึ่งที่คริสเตียนบังเกิดใหม่มี ก็คือ การดำเนินชีวิตที่ไม่กลัวเมื่อเรายืนอยู่ในความสว่างที่ส่องชีวิตของเราอย่างโปร่งใส เพราะเราไว้ใจในพระเยซูว่าพระองค์จะรับผิดชอบชีวิตของเราได้ทั้งหมด บทท่องจำสำหรับคริสเตียนใหม่ ยอห์น 3:16 16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์
บทท่องจำนี้ไม่เพียงสำหรับเราบนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่สำหรับวันแห่งการพิพากษาด้วย
มีคนพูดถึงความไว้วางใจที่เราจะใช้ในวันหนึ่ง  ขณะที่พระเจ้านั่งบัลลังค์การพิพากษาโทษของประชาชาตินั้น คริสเตียนเป็นพวกแรกที่ต้องยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ และทุกคนจะได้เห็นวีดีโอย้อนอดีตของเราแต่ละคน ไม่ว่าจะอยู่ในที่ลับหรือที่แจ้ง  สภาพของเราเหมือนคนที่ยืนอยู่ในความสว่าง ที่เป็นเครื่องตรวจชีวิตทุกซอกทุกมุม อะไรที่น่าเกลียด ไม่น่าดูของชีวิตจะถูกนำออกมาเปิดเผย แต่ความไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ทำให้เราไม่กลัว เราไม่อาย เราไม่หวั่นไหว เพราะเราไว้วางใจว่าเราจะผ่านการพิพากษาลงโทษไปได้ เพราะพระเยซูคริสต์ได้กระทำแทนเราไปแล้ว นี่แหล่ะเราจะได้ใช้พระธรรมยอห์น 3:16 ในเวลานั้น ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ และฝึกชีวิตที่รู้จักไว้วางใจพระเจ้าและไว้วางใจผู้อื่นตั้งแต่อยู่บนแผ่นดินโลก เมื่อเราต้องยืนต่อบังลังค์การพิพากษา เราจะเป็นเป็นคริสเตียนบังเกิดใหม่ที่ไม่ต้องกลัวกับการตายครั้งที่สอง
โรม 14:10 ....เพราะว่าเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org