Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552

 

 

หัวข้อ"จงเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความชื่นชมยินดี"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

Intro: มีคำพูดว่า“ความทุกข์” ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน “ความทุกข์”มากของบางคนอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยของอีกคนหนึ่ง “ความทุกข์” ของอีกคนหนึ่ง อาจไม่ใช่เรื่องน่าทุกข์สำหรับบางคน เพราะสำหรับบางคน ความทุกข์ที่เขามีก็หนักหนาอยู่แล้ว พระเยซูคริสต์ทรงตรัสในหนังสือมัทธิว 6:3434“เหตุฉะนั้น   อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้   เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง   แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว

ความทุกข์ที่พระคัมภีร์กล่าวถึงนี้ มีความหมายในภาษากรีก kakia  kak-ee'-ah คาคีอาห์ หมายถึง ความชั่วร้าย ความเสื่อมลง การทุจริต ความมุ่งร้าย ปัญหา ความทุกข์ยากลำบาก วิญญาณชั่ว การอาฆาตพยาบาท ความดื้อดึง การไม่เชื่อฟัง และความโหดร้ายทารุณ นี่ต่างหากที่น่าจะก่อให้เกิดความทุกข์มากกว่าการกระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสเรื่องความทุกข์ในหนังสือมัทธิวนี้ ก็เพราะคนทั่วไปมักจะมีความกระวนกระวายเกี่ยวกับเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของตนเองในเรื่องพื้นฐาน แต่พระองค์ได้ตรัสถึงความทุกข์ที่มากกว่านั้น คือนอกจากเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่แล้ว ยังมีความทุกข์อีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับคนอื่น กับตัวเอง และกับพระเจ้า ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของมนุษย์ที่ต้องรักษาความสัมพันธ์ทั้งสามด้านนี้ให้สมดุล หากไม่สมดุลก็เกิดเป็นความทุกข์ได้ เช่น ความสัมพันธ์กับคนอื่น ในหลักการของพระคัมภีร์ คือรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง หากรักตนเองมากกว่าเพื่อนบ้าน ก็กลายเป็นความเห็นแก่ตัว หากรักเพื่อนบ้านมากกว่าตัวเองก็กลายเป็นรูปเคารพสำหรับตน และขาดความสมดุลในความสัมพันธ์กับพระเจ้า ผู้ที่เราต้องรักพระองค์สุดจิตสุดใจสุดกำลังสุดความคิด พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ปฏิเสธว่า ชีวิตมนุษย์ทุกคนมีความทุกข์ แต่พระองค์ต้องการให้เราสนใจแต่ความทุกข์ที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง คือปัจจุบัน ซึ่งก็มีมากพอที่มนุษย์แต่ละคนจะเผชิญกับความทุกข์นั้น 1โครินธ์ 10:13

13ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน   นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย   พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม   พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้   และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น   พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย   เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้  

เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ทุกคนจะมีความทุกข์ เพราะภายใต้ความบาปที่อยู่ในมนุษย์ทุกคน เหมือนกับลิ้นกับฟันที่สัมผัสกันทุกวัน ย่อมมีการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นรูปแบบของชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน พระคัมภีร์สอนเราว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ใช่เรื่องใหม่ คนในสมัยก่อนหรือคนในอนาคตก็จะเจอกับการทดลองด้านอารมณ์นี้ แต่คนที่อยู่กับปกติของชีวิตนี้ได้ คือคนที่ไม่เอาความทุกข์ของเมื่อวาน และวันพรุ่งนี้มารวมเข้ากับวันนี้  ส่วนคนที่ไม่ยอมทิ้งความทุกข์ของเมื่อวานหรือความทุกข์ที่ยังมาไม่ถึง กลับเอามันมารวมเข้ากับวันนี้ ก็เกิดเป็นชีวิตสับสนและหนักเกินกำลังจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า พระเยซูคริสต์จึงตรัสในหนังสือมัทธิว 11:28-30 28บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก   จงมาหาเรา   และเราจะให้ท่านทั้งหลาย   หายเหนื่อยเป็นสุข 29จงเอาแอกของเราแบกไว้   แล้วเรียนจากเรา   เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม   และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก 30ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ   และภาระของเราก็เบา” ความหมายว่าพอเหมาะแปลว่า ง่าย ไม่ซับซ้อน และเบาก็คือ ไม่หนักเกินกำลังที่เราจะรับน้ำหนักนั้นในแต่ละวัน มันจะผ่านไปได้ บางคนปล่อยให้ปัญหาของเมื่อวานกับวันพรุ่งนี้ทับถมจนเกิดอาการหายใจหายคอไม่ได้ หรือเกิดอาการปางตาย หนังสือยอห์น คือไลฟ์สไตล์ที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสอนสาวกให้รับมือกับความทุกข์ของแต่ละวัน และความทุกข์แบบสุดๆของที่สุดก็คือ การถูกข่มเหงอย่างตั้งใจ ไม่ใช่คิดไปเอง ยอห์น 16:1-15,20-25,29-33

Background: ยอห์น 16 บทนี้ เป็นการบันทึกถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์พยากรณ์ถึงการข่มเหงที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำบากกับเหล่าสาวก แต่เหล่าสาวกก็จะได้รับของประทานพิเศษหลังจากการจากไปของพระองค์ เนื่องจากใกล้เวลาที่พระเยซูคริสต์เจ้ากำลังจะถูกตรึงตายที่กางเขน ถูกฝังอยู่ในอุโมงค์ฝังศพสามวัน และฟื้นขึ้นมากจากความตาย อยู่กับสาวกอีก 40 วัน และเสด็จกลับไปหาพระบิดาบนฟ้าสวรรค์ พระเยซูคริสต์ทรงให้คำสัญญากับเหล่าสาวกว่าจะกลับมาหาเหล่าสาวกอีก และจะจากไปอีก และจะกลับมาอีก เพื่อจะอยู่ด้วยกันตลอดไป คำสัญญาเป็นจริงในส่วนของการฟื้นขึ้นมาจากความตาย เป็นจริงในส่วนการพบกันอีกหลังจากฟื้น เป็นจริง ในส่วนของจากไปเพื่อหาพระบิดา และกำลังจะเป็นจริงในส่วนที่สาวกจะต้องดำรงอยู่โดยตัวของสาวกเอง ฟิลิปปี 4:13 13ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้   โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า นี่คือเป้าหมายของคำสัญญาเรื่องประโยชน์ที่สาวกจะได้รับในการจากไปของพระเยซูคริสต์ที่จะเป็นจริงในสาวกรุ่นนั้น และมาถึงรุ่นต่อๆไปด้วย  7อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย   คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน   เพราะถ้าเราไม่ไป   องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน   แต่ถ้าเราไปแล้ว   เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน นั่นคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ทรงอยู่กับสาวกของพระองค์ ในช่วงเวลาที่ยอห์นบันทึกหนังสือยอห์นนี้คือ สาวกกำลังเผชิญกับการข่มเหงเพราะการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ และพระเยซูคริสต์ได้บอกกับเหล่าสาวกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าสาวกจะต้องเผชิญกับความทุกข์ที่ไม่ใช่เรื่องปากท้อง เรื่องของวันพรุ่งนี้ หรือเมื่อวานนี้ แต่เป็นเรื่องของปัจจุบัน ที่สาวกจะรักษาความเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ในปัจจุบัน Ex. มีคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตที่คิดว่า เมื่อวานจะเอามาใช้ได้กับปัจจุบัน เช่น จิตวิญญาณของเมื่อวานนั้นจะเพียงพอสำหรับวันนี้ ความจริง ไม่ใช่เลย วันนี้ต่างหากที่เราต้องรักษาจิตวิญญาณของเราให้ร้อนรนและกระตือรือร้นตลอดเวลา มิให้การทดลองใดๆมาทำให้จิตวิญญาณของเราห่อเหี่ยว และขาดชีวิตชีวาไป พระเยซูคริสต์บอกความจริงกับสาวกไว้ 5 ประการ ดังนี้

1. อย่าท้อถอย ยอห์น 16:1-3

1“เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย   ก็เพื่อไม่ให้ท่านท้อถอย 2เขาจะอเปหิท่านเสียจากธรรมศาลา   แท้จริงวันหนึ่งทุกคนที่ประหารชีวิตของท่าน   จะคิดว่าเขาทำการนั้นเป็นการปฏิบัติพระเจ้า 3เขาจะกระทำดังนั้นเพราะเขาไม่รู้จักพระบิดา   และไม่รู้จักเรา 4แต่ที่เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟังก็เพื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น   ท่านจะได้ระลึกว่าเราได้บอกท่านไว้แล้ว  

เรื่องที่ทำให้คนเรารู้สึกท้อใจมากอันหนึ่ง ก็คือ ทำดีแล้วถูกเข้าใจผิด และคนที่เข้าใจผิด ข่มเหงเราเพราะเขาคิดว่า เขาเข้าใจถูก สิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสถึงเรื่องน่าท้อใจที่จะทำให้สาวกท้อถอยก็คือ สาวกจะถูกคนปองร้ายจากคนที่คิดว่า สาวกกำลังต่อต้านพระเจ้า ทั้งๆที่สาวกกำลังทำสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า เหมือนกับอ.เปาโลที่แต่เดิมชื่อเซาโล ในหนังสือกิจการ 8:3-4  3ฝ่ายเซาโลพยายามทำลายคริสตจักร   โดยเข้าไปฉุดลากชายหญิงจากทุกบ้านทุกเรือนเอาไปจำไว้ในคุก 4ฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไป....กิจการ 9:1-2 1 ฝ่ายเซาโลยังขู่คำราม   กล่าวว่าจะฆ่าศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสีย   จึงไปหามหาปุโรหิตประจำการ 2ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส   เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง   จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม ต่อมาเมื่อเซาโลได้กลับใจใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น เปาโล เขาได้เขียนถึงตัวเองว่า สิ่งที่เขาข่มเหงคริสเตียนในอดีต เขาเข้าใจว่า เขากำลังปรนนิบัติพระเจ้า เพราะเขาเป็นฟาริสี ที่รู้ธรรมบัญญัติดี เชื้อชาติตระกูลก็ส่งเสริมให้เปาโลอยู่ในฐานะผู้ปรนนิบัติพระเจ้า  ฟิลิปปี 3:4-6 4ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเองมีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง   ถ้าผู้อื่นคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง   ข้าพเจ้าก็มีมากกว่าเขาเสียอีก 5คือเมื่อข้าพเจ้าเกิดมาได้แปดวันก็ได้เข้าสุหนัต   ข้าพเจ้าเป็นชนชาติอิสราเอล   เผ่าเบนยามิน   เป็นชาติฮีบรู   เกิดจากชาวฮีบรู   ในด้านธรรมบัญญัติก็อยู่ในคณะฟาริสี 6ในด้านความกระตือรือร้น   ก็ได้ข่มเหงคริสตจักร   ในด้านความชอบธรรมซึ่งมีอยู่โดยธรรมบัญญัติ   ข้าพเจ้าก็ไม่มีที่ติได้

นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงบอกความจริงกับเหล่าสาวกว่า แม้แต่คนดีๆก็จะเข้าใจเหล่าสาวกผิด แต่อย่าท้อถอย นี่คือความจำกัดของคนดีๆ แต่วันหนึ่งเขาก็จะเปลี่ยนจากเข้าใจผิดเป็นเข้าใจถูก สิ่งที่สาวกควรตอบสนองคือ อย่าท้อถอย กับความเข้าใจผิดของคน ไม่ว่าคนนั้นจะดีหรือเลว จงรู้เถิดว่า พระเยซูคริสต์เตือนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่า สาวกจะเจอกับอะไร

App. เรียกว่า เตรียมใจ ไม่ใช่ทำใจ ทำใจคือปลงและสิ้นหวังกับคน แต่เตรียมใจ คือ มีความหวัง และเตรียมรับมือกับคนหรืออุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า จะได้ไม่ท้อถอย คำว่า ท้อถอย คือ ไม่เดินหน้าต่อ เลิก หยุด ล้มกระดาน เราคงเคยได้ยินคำว่า หนทางของชีวิตที่แท้จริงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นั่นหมายถึง ว่าชีวิตที่แท้จริง ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะ การดำเนินชีวิตคริสเตียนเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์จะต้องเจอกับอุปสรรคและความเข้าใจผิด เหมือนกับพระเยซูคริสต์เจ้าเองยังถูกเข้าใจผิดและต้องเผชิญกับการทนทุกข์ ทั้งๆที่พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกด้วยเจตนาที่ดี มัทธิว 10:24-25

24“ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครูและทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน 25ซึ่งศิษย์จะได้รับการรับรองเสมอครู   และทาสเสมอนายของตนก็พออยู่แล้ว   ถ้าเขาได้เรียกเจ้าบ้านว่าเบเอลเซบูล   เขาจะเรียกลูกบ้านของเขามากยิ่งกว่านั้นเท่าใด พระเยซูคริสต์ตรัสในพระธรรมตอนนี้ ให้สาวกของพระองค์รู้ว่า ขนาดพระเยซูคริสต์ผู้ปราศจากตำหนิยังถูกเรียกขนานนามเบเอลเซบูล ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของซาตาน ซึ่งเป็นการเรียกด้วยความเกลียดชัง แล้วสาวกของพระองค์ซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีตำหนิ ผิดพลาด

บกพร่อง จะถูกจับผิดและเกลียดชังขนาดไหน พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์ว่า อะไรคือความทุกข์ที่แท้จริง อะไรที่ไม่ใช่ความทุกข์ ปากท้องไม่ใช่ความทุกข์ อย่าทำให้กลายเป็นเรื่องทุกข์ เหมือนกับคำไทยที่เรียกห้องน้ำว่า เป็นที่ปลดทุกข์ ความจริงมันคือชีวิตปกติที่คนเรากินแล้วก็ต้องถ่าย เป็นธรรมดา พระเยซูคริสต์กล่าวในหนังสือ มัทธิว 15:17-20 17ท่านยังไม่เห็นหรือว่า   สิ่งใดๆซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง   แล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป 18แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ   สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน 19ความคิดชั่วร้าย   การฆ่าคน   การผิดผัวผิดเมีย   การล่วงประเวณี   การลักขโมย   การเป็นพยานเท็จ   การใส่ร้าย   ก็ออกมาจากใจ 20สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน   แต่ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อน   ไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”

ชีวิตที่เป็นมลทินต่างหากที่มนุษย์ควรจะทุกข์ และหาทางออกให้กับชีวิตว่า จะพ้นจากความทุกข์จริงๆได้อย่างไร ซึ่งพระเยซูคริสต์ได้สอนสาวกในประการที่สองว่า ก่อนจะออกจากความทุกข์ ต้องผ่านขั้นของการรับรู้ความจริงและยอมรับความจริง เพื่อก้าวไปสู่กุญแจแห่งการเปลี่ยนความทุกข์เป็นความชื่นชมยินดี

2. ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง คือ ยอมรับความจริง ยอห์น 16: 6-11

' 6แต่เพราะเราได้บอกเรื่องนี้แก่พวกท่าน   จิตใจของท่านจึงมีแต่ความทุกข์โศก 7อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย   คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน   เพราะถ้าเราไม่ไป   องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน   แต่ถ้าเราไปแล้ว   เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน 8เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว   พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด   ความชอบธรรม   และการพิพากษา 9ในเรื่องความผิดนั้น   คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา 10ในเรื่องความชอบธรรมนั้น   คือเพราะเราไปหาพระบิดา   และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเราอีก 11ในเรื่องการพิพากษานั้น   คือ   เพราะเจ้าโลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว  

แม้ความจริงจะทำให้เราทุกข์โศก พระเยซูคริสต์จำเป็นต้องให้สาวกรับรู้ความจริงที่สาวกต้องทุกข์โศก ความทุกข์โศกที่เกิดขึ้นกับเหล่าสาวกก็คือ การจากไปของพระเยซูคริสต์ ซึ่งทำให้สาวกรู้สึกสิ้นหวัง โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อรู้ว่า คนที่รักจะตายจากไป มีทางเลือกทางเดียวคือ ทำใจ เพื่อเตรียมตัวเองรับสภาวะใหม่ที่ต้องรับสภาพนั้นโดยจำยอม ไม่มีทางเลือก แต่พระเยซูคริสต์ทรงให้คำสัญญากับเหล่าสาวกว่า พระองค์จากไปเพื่อจะให้องค์พระผู้ช่วยเสด็จมาเพื่ออยู่กับสาวก คำว่า พระผู้ช่วย 3875  parakletos  par-ak'-lay-tos ภาษากรีก คำว่า พาราเคลทอส แปลว่า ผู้อธิษฐานวิงวอนแทนเรา ผู้ปลอบโยน ผู้ให้การสนับสนุน ผู้แทนทางกฏหมาย ผู้ให้ความช่วยเหลือ นั่นคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์เสด็จมาอยู่ภายในสาวก พระเยซูคริสต์ใช้คำว่า โลกรู้แจ้ง คือคำว่า โลก  คำเดียวกันกับยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์

“โลก” ที่พระเจ้าทรงรัก โลกในที่นี้คือ คนทุกคนที่วางใจในพระบุตรคือ พระเยซูคริสต์เจ้า “โลก” รู้แจ้ง คือ สาวกของพระเยซูคริสต์ ผู้เชื่อและวางใจในพระองค์ จะรู้แจ้งสามสิ่ง คือ ความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา สามสิ่งนี้ โลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า มองเห็นภาพสามสิ่งนี้เป็นสีเทา แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูคริสต์ประทานแก่ผู้เชื่อทุกคน จะทำให้เรามองเห็น ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ และทำให้เรายอมรับความจริงได้แม้ว่าจะทำให้เกิดความทุกข์ก็ตาม แต่สาวกมองเพื่อจะเปลี่ยนความทุกข์ในการมองเห็นโลกที่ชัดแจ้งนี้ เป็นความชื่นชมยินดีได้อย่างไร ซึ่งในทางตรงกันข้าม โลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่อยากรับรู้ เพราะกลัวจะทุกข์ และพยายามดับทุกข์ด้วยการไม่มองให้เห็นขาวและดำ เพราะมันเป็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า โลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่สามารถรับความจริงนี้ได้

3. และยังมีอีกหลายอย่างที่เราจะรับไม่ได้ ยอห์น 16:12-15

12“เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกแก่ท่านทั้งหลาย   แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ 13เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว   พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล   เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ   แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน   และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น 14พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ   เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย 15ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา   เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า   พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น   มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย.....

กุญแจสำคัญสำหรับสาวกของพระเยซูคริสต์ที่ทำให้สาวกแตกต่างจากมนุษย์ในโลกนี้ คือ การรับได้กับสิ่งที่โลกที่ไม่รู้จักพระเจ้ารับไม่ได้ นั่นคือ สิ่งที่มาจากน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะน้ำพระทัยพระเจ้าจะสวนทางกับความปรารถนาหรือความต้องการของมนุษย์ พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงคนละขั้วกันอย่างไม่ยอมกัน ที่เรียกว่า เป็นศัตรูกัน ระหว่างน้ำพระทัยพระเจ้ากับความต้องการของมนุษย์ กาลาเทีย 5:16-24 16แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า   จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ   อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง 17เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ   และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง   เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน   ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้18แต่ถ้าพระวิญญาณทรงนำท่าน   ท่านก็จะไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ 19การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด   คือการล่วงประเวณี   การโสโครก   การลามก 20การนับถือรูปเคารพ   การถือวิทยาคม   การเป็นศัตรูกัน   การวิวาทกัน   การริษยากัน   การโกรธกัน   การใฝ่สูง   การทุ่มเถียงกัน   การแตกก๊กกัน 21การอิจฉากัน   การเมาเหล้า   การเล่นเป็นพาลเกเร   และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน   บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า   คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า 22ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน   เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย 24ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก   และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว  

นี่เป็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ยังมีอีกหลายอย่างที่เมื่อรู้แล้วจะรับไม่ได้ คือความน่าเกลียดที่อยู่ในตัวคนที่ตรงกันข้ามกับผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เรามักทำตรงกันข้ามคือ เรารับไม่ได้กับความน่าเกลียดของคนอื่น และเราไม่จัดการกับความน่าเกลียดของตัวเอง แต่มุ่งจะจัดการกับความน่าเกลียดของคนอื่น Ex. คนเราส่วนใหญ่มีนิสัยที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ คนอื่นพูดถึงความน่าเกลียดความไม่ดีของเราไม่ได้ เป็นเคือง และคนส่วนใหญ่ก็มีนิสัยคล้ายกันอีกอย่าง ก็คือ ชอบให้คนพูดถึงส่วนดีของเรา แล้วใคร......คนไหน.....ที่เราจะยอมรับการเปิดเผยความไม่ดี ความน่าเกลียด ขนาดศิษยาภิบาลยังพูดไม่ได้ แล้วใครล่ะ พระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมาะที่สุด เพราะมนุษย์เราจะยอมรับว่า นี่ไม่ได้มาจากความลำเอียง แต่มาจากความรัก หลายอย่างที่เรารับไม่ได้จากการวิพากษ์วิจารณ์ หรือคำแนะนำของมนุษย์ เราจะรับได้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักมนุษย์ทุกคนดี แม้กระทั่งสาวกของพระเยซูก็มีนิสัยของคนส่วนใหญ่ คือ รับไม่ได้ ถ้าพระเยซูคริสต์จะพูดความจริงว่า มีหลายอย่างในชีวิตของสาวกที่ต้องแก้ไข และต้องเสียสละ ต้องให้ ต้องยอมรับ สาวกก็เป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่รู้จักค้นพบ หรือสำนึกด้วยตัวสาวกเอง แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำบทบาทนี้ได้ดี คือทำให้เราสำนึกด้วยตัวเราเอง และนี่คือลักษณะพิเศษที่คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้รับคือ ชีวิตที่กลับใจใหม่ เป็นประโยชน์ที่เราได้รับเต็มๆ เพราะเราจะถูกต้องกับพระเจ้า และถูกต้องกับมนุษย์ด้วยกันเอง

4. ความทุกข์โศกกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี ยอห์น 16:20-25

20เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ  แต่โลกจะชื่นชมยินดี   ท่านทั้งหลายจะทุกข์โศก   แต่ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี 21เมื่อผู้หญิงจะคลอดบุตรนางก็มีแต่ความทุกข์   เพราะถึงกำหนดแล้ว   แต่เมื่อคลอดบุตรแล้ว  นางก็ไม่คิดถึงความเจ็บปวดนั้นเลย   เพราะมีความชื่นชมยินดี  ที่คนหนึ่งเกิดมาในโลก 22ฉันใดก็ดี  ขณะนี้ท่านทั้งหลายมีความทุกข์   แต่เราจะมาหาท่านอีก  และใจท่านจะชื่นชมยินดี   และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้ 23ในวันนั้นท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก   เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ถ้าท่านขอสิ่งใดจากพระบิดา   พระองค์จะประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่านในนามของเรา 24แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา   จงขอเถิดแล้วจะได้   เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม 25“เราพูดเรื่องนี้กับท่านเป็นคำอรรถ   วันหนึ่งเราจะไม่พูดกับท่านเป็นคำอรรถอีก   แต่จะบอกท่านถึงเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง.....

งานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้จบที่นำความผิด ความน่าเกลียดของผู้เชื่อออกมาทำให้เรารู้สึกผิด แต่ยังนำมาซึ่งหนทางแก้ไข และการรับมือกับความจำกัดในตัวมนุษย์ ให้มุมมองใหม่ที่แตกต่างจากโลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า โลกที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะย้ำความผิดและเหยียบซ้ำคนที่ล้มลง หรือเกลียดชังตัวเองที่ไม่สามารถเอาชนะความอ่อนแอของตัวเองได้ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้สาวกมองเห็นสภาพของโลกที่แท้จริงคือ น่าเศร้าใจและน่าสงสาร และควรจะต้องร้องไห้ให้กับโลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า และหาหนทางกลับบ้าน เหมือนกับบุตรน้อยหลงหาย ที่มองเห็นความน่าเศร้าใจของสภาพโลกที่ไม่รู้จักพระเจ้า ที่ไม่สนใจความหิวโหยของคนยากไร้อย่างเขา เขาสำนึก และกลับใจใหม่ ตัดสินใจกลับไปหาพ่อของตัวเอง ก่อนหน้านี้ ชีวิตของบุตรน้อยหลงหายอยู่กับความสนุกสนานเหมือนกับโลกที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือ สนุกและกินดื่มไปวันๆ โดยไม่รู้ว่าจุดหมายปลาย และจบลงด้วยการหมดตัว และวันหนึ่งโลกก็จะหมดตัวไปด้วย เพียงแต่ใครจะหมดตัวก่อนกันเท่านั้น พระคัมภีร์สอนเราว่า 1ยอห์น 2:15-17  15อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก   ถ้าผู้ใดรักโลก   ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น 16เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก   คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา   และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา   แต่เกิดมาจากโลก 17และโลกกับสิ่งที่ยั่วยวนของโลกกำลังล่วงไป   แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้สาวกของพระเยซูคริสต์เปลี่ยนความเศร้าโศกเป็นความชื่นชมยินดีได้ เพราะสาวกมีมุมมองที่เหนือกว่าสิ่งที่มองแค่พื้นดิน มุมมองของสาวกจะเป็นเหมือนของพระเจ้า คือ เฮลิคอปเตอร์วิว คือ พระองค์เห็นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ในระดับสูงพระองค์เห็นทุกสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นประวัติศาสตร์สำหรับมนุษย์ และพระองค์เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอนาคต และที่สำคัญ พระองค์สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอนาคตสำหรับมนุษย์เพื่อจะเข้าไปพอดีกับอนาคตที่จะกลายเป็นปัจจุบันของเราด้วย สาวกมีสิทธิ์ที่จะล่วงรู้ทุกอย่างจากพระบิดาโดยตรงผ่านทางพระวิญญาณผู้สถิตภายในผู้เชื่อทุกคน ยกเว้นเรื่องเดียว คือ เวลาการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ที่ไม่มีใครรู้ เว้นแต่พระบิดาผู้เดียว มัทธิว 24:42-44 42เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่   เพราะท่านไม่รู้ว่า   องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน 43จงจำไว้ว่า   ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหน   เขาจะตื่นอยู่และระวัง   ไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้ 44เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้   เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น   บุตรมนุษย์จะเสด็จมา

พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาในตอนนี้ มีความหมายถึง สาวกจะได้รับสิทธิอำนาจในการกำหนดทุกข์และสุขของตนเองได้ไม่ใช่ทำใจ แบบปลง แต่เตรียมใจ เพื่อเตรียมพร้อม ด้วยความชื่นชมยินดีที่เต็มเปี่ยม24แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา   จงขอเถิดแล้วจะได้   เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม การเติมเต็มหัวใจของสาวกไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ แต่ขึ้นอยู่กับการขอจากพระบิดาได้โดยตรง และเมื่อได้รับจากพระบิดาโดยตรง ความชื่นชมยินดีของสาวกจะมีเต็มเปี่ยม App. เราเคยได้ยินคนร้องไห้ด้วยความสุขไม๊ นั่นอาการหนึ่งของความชื่นชมยินดีที่เต็มเปี่ยม ข้าพเจ้าเคยแบ่งปันกับพี่น้องถึงการอ่านหนังสือเล่มหนื่ง ชื่อ บุรุษแห่งสวรรค์ เป็นเรื่องความทุกข์ยากของศิษยาภิบาลหยุน ที่ต้องถูกข่มเหง ถูกไล่ล่าจากการต่อต้านคริสเตียนของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน อ่านไปก็ร้องไห้ไปไม่ใช่เพราะชีวิตของศิษยาภิบาลหยุนน่าสงสาร ถ้ามองอย่างโลก เขาน่าสงสาร ถูกจับติดคุกบ่อยๆ ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส อดอาหาร หนี และมีทั้งเหาเห็บและพยาธิ์ในตัวเพราะการติดคุกหลายครั้ง ต้องสูญเสียทุกอย่าง และอยู่ในประเทศตัวเองไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่เขาทูลขอจากพระบิดา และพระองค์ตอบเขาอย่างน่าอัศจรรย์บ่อยๆ ความสุขที่เปี่ยมล้นเกิดขึ้นในศิษยาภิบาลหยุน และผู้อ่านอย่างข้าพเจ้า เพราะนี่คือ จุดเปลี่ยนความทุกข์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่การขอให้ปัญหาหายไป แต่การขอให้ได้เห็นพระเจ้าทำกิจในชีวิตของเราต่างหากที่เป็นความสุขที่ยากจะอธิบาย จนน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มใจ พี่น้องที่รักในพระคริสต์ ท่านมีสิ่งนี้อยู่ในมือแล้ว จงเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความชื่นชมยินดีเถิด

5. จงรับการสำแดงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยอห์น 16:29-33

29เหล่าสาวกของพระองค์ทูลว่า   “นี่แน่ะ  บัดนี้พระองค์ตรัสอย่างแจ่มแจ้งแล้ว   มิได้ตรัสเป็นคำอรรถ 30เดี๋ยวนี้พวกข้าพระองค์รู้แน่ว่า   พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง   และไม่จำเป็นที่ผู้ใดจะทูลถามพระองค์อีก   ด้วยเหตุนี้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงมาจากพระเจ้า” 31พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายเชื่อแล้วหรือ 32ดูเถิด  เวลาจะมา  และเวลานั้นก็ถึงแล้ว   ที่ท่านจะต้องกระจัดกระจายไปยังที่อยู่ของท่านทุกคน   และจะทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว   แต่เราหาได้อยู่ผู้เดียวไม่   เพราะพระบิดาทรงสถิตอยู่กับเรา 33เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน  เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา   ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก  แต่จงชื่นใจเถิด   เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว”

คำอรรถ แปลว่า คำพังเพย คำที่ต้องมีการอธิบายเพิ่มเติม คำตอบโต้ของสาวกกับพระเยซูคริสต์ในตอนนี้ คือการแสดงว่า สาวกรู้แล้ว  สาวกเข้าใจแล้ว และคิดว่า พระเยซูบอกเขาหมดแล้ว แต่พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักสาวก และมิได้ทรงตำหนิ ความคิดของสาวก แต่ทรงบอกไว้เลยว่า วันหนึ่งสาวกก็จะรู้ความจริงว่า ยังมีอีกมากมายที่ตัวเองยังไม่รู้ โดยเฉพาะการตอบสนองของตัวเองจากที่เข้าใจในวันนี้ วันข้างหน้าก็จะตอบสนองอีกอย่าง นี่คือ ความจำกัดของมนุษย์ทุกคน แม้แต่สาวกที่คิดว่า เชื่อ ก็จะไม่เชื่อในวันหนึ่ง แต่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปรไป คือ สันติสุขที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบให้กับสาวก ยอห์น 14:26-2926แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง   และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย   สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น   เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้   อย่าให้ใจของท่านวิตก   และอย่ากลัวเลย 28ท่านได้ยินเรากล่าวแก่ท่านว่า   'เราจะจากไปและจะกลับมาหาท่าน'   ถ้าท่านรักเรา   ท่านก็จะชื่นชมยินดีที่เราไปหาพระบิดา   เพราะพระบิดาทรงเป็นใหญ่กว่าเรา 29และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลายก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น   เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว   ท่านทั้งหลายจะได้เชื่อ ในความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ สาวกอาจไม่เชื่อในบางวาระได้ เพราะความเป็นมนุษย์ของสาวก พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตำหนิในเรื่องนี้ ในขณะที่ถูกข่มเหง คนเราก็มีความจำกัดและตอบสนองตามสันชาตญาณความอยู่รอด ซึ่งสาวกจะหนีกระจัดกระจายกันไปขณะพระเยซูคริสต์ถูกจับ แต่ความรักและสันติสุขที่พระเยซูคริสต์มอบให้กับสาวก จะทำให้สาวกเข้าใจและกลับมาหาพระองค์อีกครั้ง ซึ่งเป็นงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะสื่อสารกับสาวก สันติสุขที่พระเยซูคริสต์มอบให้กับสาวกเป็นผลจากการให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำกิจภายในตัวของสาวก

Ex. คนมากมายมีทุกข์ เพราะขาดความเข้าใจ แต่เมื่อเข้าใจ ความทุกข์ก็สามารถหายไปได้ เพียงในเสี้ยววินาที บ่อยครั้งที่คนเราเป็นทุกข์จากการคิดไปเอง จินตนาการเอง คาดเดาเอง คิดว่า เขาจะคิดโกรธไม๊ ไม่ชอบไม๊ ปฏิเสธเราไม๊ ก็เป็นทุกข์ แต่เมื่อรู้ความจริงว่า เขาไม่ได้โกรธ เขาไม่ได้คิดอย่างที่เราคิด เราก็หายทุกข์ทันที ในความเป็นจริง เราต้องการความสัพพัญญูมากมาย แต่เราจำกัด เราไม่รู้ว่าใครคิดอะไร เราได้แต่คาดเดา และเป็นทุกข์ ยอห์น 14:26  26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง   และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว พระเยซูคริสต์ได้แนะสาวกให้ดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนความทุกข์เป็นความชื่นชมยินดีได้เสมอโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตภายในผู้เชื่อ ดังนั้น จงรับการสำแดงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์ก็อีกนะแหล่ะ เราชอบจะรับการสำแดงความคิดเห็นต่างๆนาๆจากผู้คนรอบข้าง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะให้เราเกิดความเข้าใจอย่างเฮลิคอปเตอร์วิว ซึ่งชัดเจนกว่าคนรอบข้าง ซึ่งก็คาดเดาเหมือนกับเราเช่นกัน พระคัมภีร์ 1โครินธ์ 2: 9-16 9ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า  สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน  และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง  คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์ 10พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณ   เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า 11อันความคิดของมนุษย์นั้น   ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้   เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใด   พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้   เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น 12เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก   แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า   เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ   ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา 13เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้   ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้   แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน   คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ   ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง  14แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น   ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้   เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา   และเขาไม่สามารถเข้าใจได้   เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ 15แต่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณวิจัยสิ่งสารพัดได้   แต่ไม่มีผู้ใดจะวิจัยใจคนนั้นได้ 16เพราะว่า   ใครเล่ารู้จักพระทัยของพระเจ้าเพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้   แต่เราก็มีพระทัยของพระคริสต์

นอกจากพระคัมภีร์จะบอกว่าคริสเตียนสามารถเข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้อย่างถ่องแท้และเปลี่ยนความทุกข์ของตัวเองเป็นความชื่นชมยินดีแล้ว คริสเตียนยังสามารถเข้าใจคนอื่นๆได้ดีและสามารถเปลี่ยนบรรยากาศความทุกข์ของคนรอบข้างให้เป็นความชื่นชมยินดีได้เช่นกัน คุณเป็นคนเช่นนั้นไม๊

ฟิลิปปี 2:1-2

1เหตุฉะนั้นถ้าชีวิตในพระคริสต์อำนวยการเร้าใจประการใด   ถ้ามีการหนุนใจประการใดในความรัก   ถ้ามีส่วนประการใดกับพระวิญญาณ   ถ้ามีการรักใคร่เอ็นดูและเห็นอกเห็นใจประการใด 2ก็ขอให้ท่านทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม   ด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน   มีความรักอย่างเดียวกัน   มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน

มัทธิว 5:13 13 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก.....

คริสเตียนคือผู้ที่เปลี่ยนบรรยากาศของสิ่งรอบข้าง Environmentalist นักสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนมลภาวะทุกอย่างให้ปลอดมลภาวะที่เป็นพิษทางด้านอารมณ์ ให้เราทั้งหลายมาช่วยกันเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความชื่นชมยินดีร่วมกัน

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org