ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่สนิทมากที่สุดไม่มีใครเกินสามีภรรยา ความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดไม่มีใครเกินแม่กับลูก เพราะคือสายเลือดที่รู้สึกได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง 9 เดือน และผู้ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวพ่อแม่ลูกสมบูรณ์ได้ที่สุด ไม่มีใครเกิน พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้สัญญาว่า
ยอห์น 10:10 “....เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์”
และนี่คือคำสัญญาที่มาคู่กับความรับผิดชอบของพระเจ้าที่ส่งผ่านพระเยซูคริสต์เจ้ามาสู่ทุกความสัมพันธ์ในโลก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของแม่กับลูก จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า “เราจะไม่ลืมเจ้า” เพื่อมนุษย์จะรู้ว่า พระเจ้าทรงรักมนุษย์มากเพียงใด สัญลักษณ์ความรักที่ยิ่งใหญ่ คือความรักของแม่ที่มีต่อลูก คือสัญลักษณ์ที่พระเจ้ายกขึ้นมาเพื่อบอกเราว่า พระองค์รักเรา และมุ่งมาดปรารถนาให้เรามีความสุขจากการมีความสัมพันธ์กับพระองค์
อิสยาห์ 49:15-16 15“ผู้หญิงจะลืมบุตรที่ยังกินนมของนาง และจะไม่เมตตาบุตรจากครรภ์ของนางได้หรือ” แม้ว่าคนเหล่านี้ยังลืมได้ กระนั้นเราก็จะไม่ลืมเจ้า 16ดูเถิด เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา กำแพงเมืองของเจ้าอยู่ต่อหน้าเราเสมอ
เป็นไปไม่ได้ที่แม่จะลืมลูก เป็นไปไม่ได้ที่แม่จะไม่เมตตาลูก พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า นี่คือลักษณะของแม่ที่พระเจ้าทรงเฝ้ามอง และย้ำกับเราว่า เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะลืมเรา เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะไม่เมตตาเราด้วยเช่นกัน แม้แม่จะรักลูกเหมือนพระเจ้าทรงรักมนุษย์ แต่แม่ก็จำกัดและไม่สามารถเท่ากับพระเจ้า จึงทำให้แม่อาจไม่สามารถทำได้อย่างที่หวังไว้ตลอดเวลา อาจจะมีบางเวลาที่แม่จะลืมลูกได้แม้ตั้งใจว่าจะไม่มีวันลืมลูก อาจจะมีบางสถานะที่แม่ไม่อยากเป็นแต่ก็ต้องเป็นเช่น แม่ความจำเสื่อม แม่จำลูกไม่ได้เพราะแม่แก่แล้ว แม่ป่วย สมองแม่ทำงานไม่ทันกับสภาพแวดล้อมรอบข้างที่พยายามจะมาทำให้สมาธิของแม่เสียไป แต่เมื่อแม่มีสมาธิแม่ปกติ แม่คิดถึงลูกก่อนใคร พระเจ้าทรงยกย่องว่า แม่มีความจำเป็นเลิศเรื่องลูก พระเจ้ายกให้แม่เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลกที่มีลักษณะของพระเจ้า คือ ไม่ลืมลูกของตัวเอง การที่พระคัมภีร์ยกตัวอย่างแม่ ไม่ใช่ว่าพ่อจะไม่คิดถึงลูก หรือลืมลูก แต่พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า ที่สุดของการไม่ลืม คือคนเป็นแม่ เพราะเธออุ้มท้อง ให้นมจากอกของเธอเอง มันเป็นความผูกพันที่ไม่มีใครมีได้ นอกจากคนเป็นแม่ พระคัมภีร์ยกย่องทั้งพ่อและแม่อยู่ในระดับเดียวกัน เอเฟซัส 6:1-3
1ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก 2จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย 3เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก
ความเท่าเทียมกันของพ่อและแม่นี้ เป็นเหตุผลที่ลูกต้องเชื่อฟังทั้งพ่อและแม่ และให้เกียรติท่านทั้งสองเหมือนกัน
ลูกบางคนให้เกียรติพ่อ เชื่อฟังพ่อ มากกว่าแม่ เพราะถ้าไม่ฟังพ่อ จะถูกเตะ ถูกตี ลูกบางคนก็ให้เกียรติแม่มากกว่าพ่อ เพราะไม่ชอบการใช้ความรุนแรงของพ่อ แต่การไม่ชอบไม่ได้ทำให้ความเป็นพ่อเป็นแม่หายไป ลูกบางคนมักอ้างเรื่องพ่อแม่ไม่ทำหน้าที่พ่อแม่ ก็เลยไม่ยอมรับพ่อแม่ของตัวเองก็มี พระคัมภีร์กล่าวชัดว่า พ่อแม่คือผู้ที่เราต้องให้เกียรติ แม้พ่อแม่บางคนอาจจะไม่ได้ทำอะไรให้ตั้งแต่เกิดมาก็ตาม ลูกบางคนให้ความหมายของคำว่า กตัญญู กับพ่อแม่ที่ตนเองอยากจะกตัญญู ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ขึ้นอยู่กับความอยากหรือไม่อยากของเรา ภาษาอังกฤษใช้คำว่า It’s a must คือต้องกตัญญู เพราะนั่นคือการให้เกียรติพ่อแม่ด้วยเช่นกัน วันนี้เราจะมาเรียนบทเรียนของความเป็นแม่มากกว่าพ่อ ซึ่งไม่ได้เป็นการเพิกเฉยหรือทำลายเกียรติของพ่อ พ่อยังมีเกียรติที่สมควรได้รับเท่ากับแม่ แต่สิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงแม่ในบริบทของอิสยาห์กำลังเปรียบเทียบแม่กับพระเจ้าในแง่ของความสามารถในการจดจำได้ของมนุษย์ คนเป็นแม่ทำได้ดีกว่าใครในโลก แม่แป็นหมือนกับทองคำเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นทำให้เรื่องความรักที่มีต่อลูกนั้นเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องและสัมผัสได้
ทองคำบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นไม่สามารถแข็งตัวอยู่ได้ ต้องถูกผสมด้วยแร่อื่นที่จะทำให้ทองคำแข็งตัว เช่นเดียวกัน
มนุษย์เราไม่มีใครสมบูรณ์ ทุกคนมีข้อบกพร่อง ทุกคนมีข้อผิดพลาด ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า ทุกคนเป็นคนบาป ทุกคนหลงเจิ่นไปตามทางของตัวเอง
1โครินธ์10:12-12 12เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง 13ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย.....
นี่คือความจริงที่พระคัมภีร์กล่าวถึงมนุษย์ทุกคนแม้แต่แม่ก็ไม่มีการยกเว้น ดังนั้น คนเป็นแม่ก็ยังบกพร่องและผิดพลาดได้แม่ก็มีความต้องการการเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป แม้แม่จะเป็นคนที่ต้องเติมเต็มสิ่งต่างๆให้กับลูก ครอบครัวมากมายที่ไม่สงบสุข เพราะต่างก็กล่าวโทษกัน พ่อกล่าวโทษแม่ แม่กล่าวโทษพ่อ ลูกกล่าวโทษพ่อแม่ เพราะต่างคาดหวังความสมบูรณ์จากกันและกัน คาดหวังว่า จะไม่แสดงอารมณ์ คาดหวังว่าจะให้อภัยได้อย่างรวดเร็ว คาดหวังว่าจะต้องมีสติสตังค์ แต่กลับขาดสติ คาดหวังว่าจะจำได้ แต่กลับลืม อะไรๆอีกมากมายที่คาดหวังแล้วไม่เป็นอย่างที่หวัง พระเยซูคริสต์เจ้าจึงเสด็จมาอยู่ท่ามกลางเราเพื่อให้ครอบครัวเป็นสุขผ่านความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ 3 ประการ
1. ให้พระคริสต์เป็นแกนความสัมพันธ์ ฟิลิปปี 2:4-8
4อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย 5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน
เราคงได้ยินคำว่า “เห็นแก่ตัว” จนชาชิน แม้ในครอบครัวก็ยังมีการใช้คำนี้ แม้คนเป็นพ่อเป็นแม่จะทำทุกอย่างเพื่อเห็นแก่ลูก และลูกก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อเห็นแก่พ่อแม่ แต่สิ่งที่เราได้ยินกลับตรงกันข้าม คือยังมีพ่อแม่ ที่เห็นแก่ตัวและลูกที่เห็นแก่ตัว ในความหมายก็คือ การปฏิเสธความต้องการของกันและกัน และเอาแต่ความต้องการของตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์อย่างมาก มีการปฏิเสธหนึ่งที่ผู้เสียสละอยากจะให้แต่กลับควบคุมการให้ไม่ได้ คือเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะ
การปลูกถ่ายอวัยวะที่ประสบความสำเร็จ เกิดจากการเข้ากันได้ของสิ่งที่นำมาปลูกถ่าย สิ่งที่รับกับสิ่งที่นำมาไม่ปฏิเสธกัน แม้เป็นพ่อเป็นแม่กัน โอกาสที่จะยอมรับกันน้อยกว่าโอกาสที่จะปฏิเสธกันได้ เช่นเดียวกัน แกนความสัมพันธ์ที่ดี ต้องมาจากเจตนาที่ไม่ใช่แค่ดีอย่างเดียว แต่ต้องไม่ปฏิเสธกันด้วย ความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์เป็นความสัมพันธ์ที่ปราศจากบาป จึงทำให้โอกาสการปฏิเสธน้อยกว่าโอกาสที่จะยอมรับ เพราะจุดเริ่มต้นของการเกิดของเรามาจากพระเจ้าเป็นผู้กำหนดให้เราเกิดมาโดยการตั้งใจของพระองค์
เยเรมีย์ 1:5 5“เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้
นี่คือความพิเศษของพระเจ้าที่เหนือมนุษย์ พระเจ้าทรงกำหนดชีวิตทุกชีวิตให้เกิดมา เกิดมาจากความตั้งใจของพระองค์ มีหลายอย่างที่มนุษย์ทำไม่ได้ ควบคุมไม่ได้เช่น การตั้งใจและการไม่ตั้งใจในการให้ลูกเกิดมาเป็นเพศหญิงหรือเพศชายไม่ได้ พ่อบางคนอยากได้ลูกสาวกลับออกมาเป็นลูกชาย แม่บางคนอยากได้ลูกชายกลับออกมาเป็นลูกสาว เลยเกิดความผิดหวังของพ่อแม่ ลูกที่เป็นชายก็เลยกลายเป็นหญิง ลูกที่เป็นหญิงก็เลยกลายเป็นชาย มีลูกจำนวนไม่น้อยที่น้อยใจพ่อแม่ตัวเองจนใช้คำว่า เป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมา เขาเป็นเพียงอุบัติเหตุหรือความบังเอิญ นั่นคือความจำกัดทางด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่มีบาป แต่ในความเป็นจริง พระเยซูคริสต์ทรงให้ความสำคัญต่อทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกนี้ แม้จะเกิดมาจากความบาปและความผิดพลาดของมนุษย์ก็ตาม พระคัมภีร์ฮีบรู 13:8 8พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล เป็นการบอกว่า พระเยซูคริสต์ทรงเฝ้ามองชีวิตของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันและในอนาคตจนจบสิ้นสุดชีวิตหลังความตายของมนุษย์ แม้ว่ามนุษย์คนนั้นจะไม่เคยรู้จักพระองค์มาก่อนก็ตาม พระองค์ทรงมองเห็นความคาดหวังที่ผิดหวัง เห็นความเจ็บปวด เห็นการปฏิเสธ เห็นการยอมรับและไม่ยอมรับ เห็นการดีใจและการเสียใจ เห็นการความเป็นพ่อแม่มือใหม่ที่ทำอะไรไม่ถูกในขณะที่ลูกเกิดมา เห็นการเรียนรู้ทำอย่างผิดๆถูกๆ พระองค์เฝ้ามองเพื่อวันหนึ่ง คนเหล่านั้นจะมีโอกาสได้พบกับพระองค์เพื่อจะมารับการแก้ไขความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ ซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้แต่พระเยซูคริสต์ช่วยได้ มีนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เบื้องหลังการเกิดของเขาคือ แม่ถูกข่มขืน และท้องเป็นตัวเขา และแม่ก็เลี้ยงเขาจนโต ให้เป็นคนที่ช่วยคนมากมายด้วยการนำเรื่องราวของพระเจ้าไปคนอื่น พระเจ้าทรงใช้เด็กคนนี้มาก เพราะเขาถูกกำหนดไว้ให้เกิดมา แต่วิธีที่เกิดไม่ได้มาจากพระเจ้า เป็นความบกพร่องและความผิดพลาดของมนุษย์ที่ทำบาป ขอบคุณพระเจ้าที่แม่ของเขาไม่ได้ทำแท้ง ขอบคุณพระเจ้าที่แม่มาพบกับพระเยซูคริสต์ มิฉะนั้นจะไม่มีนักเทศน์คนนี้เกิดมา สังคมที่บาปกำลังแพร่ขยายไปเหมือนเนื้อร้าย กำลังทำให้สังคมยอมรับเรื่องการทำแท้ง ความจริงสาเหตุที่คนทำแท้งไม่ใช่แค่เรื่องการถูกข่มขืนหรือไม่ได้ตั้งใจอย่างเดียว แต่มาจากบาปของการทำผิดเรื่องเพศ การรักสนุก รักหน้าตา รักชื่อเสียงของตัวเอง สังคมปฏิเสธเด็กที่เกิดมาไม่มีพ่อเป็นเหตุให้มีเด็กถูกทิ้งตามโรงพยาบาลทุกวัน บางทีก็เกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้อง กลัวไม่สามารถเลี้ยงดูเขาได้ กลัวเสียเงินเสียทอง เพราะความไม่ตั้งใจให้เกิดมา แต่สำหรับพระเจ้า พระองค์ทรงมีแผนการที่จะให้ทุกชีวิตที่เกิดมาอย่างมีคุณค่า เมื่อเราเกิดมาแล้ว หน้าที่ของเราคือการรู้จักคุณค่าในการมีชีวิตอยู่อย่างที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในตัวเรา ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นลูก การทำตัวเป็นคนดี เชื่อฟังพ่อแม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้แม่ได้ทำหน้าที่แม่ในการสอน พ่อได้ทำหน้าที่พ่อในการตักเตือน เท่ากับเรากำลังทำตัวอย่างสมคุณค่าของความเป็นคนที่เกิดมาจากพระเจ้าด้วย ไม่ใช่แค่ลูกที่เกิดมาจากพ่อแม่อย่างเดียว คำว่า “ลูกนอกคอก” ที่เราได้ยินบ่อยๆ เป็นคำที่ตำหนิลูกที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ได้ทำบทบาทที่ถูก แต่กลับทำผิดบทบาท ลูกมากมายที่ตะคอกใส่พ่อแม่ ใช้คำหยาบคาย ใช้กิริยาวาจาอย่างไม่สมควร นั่นไม่ใช่บทบาทของความเป็นลูก แต่เป็นกุ๊ยและอันตพาลข้างถนน ที่แสดงกับทุกคนที่ทำให้ตัวเองไม่พอใจ
เอเฟซัส 6:11ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก
พระคัมภีร์สอนเราให้เชื่อฟังพ่อแม่ คือการที่เราทำถูกบทบาทของเราแล้ว ถ้าลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ลูกก็ไม่ได้ทำบทบาทของความเป็นลูก เช่นเดียวกัน ถ้าพ่อแม่ไม่ตักเตือน ไม่สั่งสอนว่ากล่าวลูก พ่อแม่ก็ไม่ได้ทำบทบาทของพ่อแม่ ที่เรามักได้ยินคำว่า ลูกที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน เพราะฉะนั้น ลูกอย่าโกรธ ถ้าพ่อแม่สั่งสอนว่ากล่าว เพราะนั่นคือบทบาทของพ่อแม่ เราก็ต้องดำเนินชีวิตที่ถูกที่ควรอย่างที่เราเป็น พระคัมภีร์บันทึกว่า ครั้งหนึ่งกษัตริย์ดาวิดเคยเข้าใจผิดคิดว่า พระเจ้าทรงลืมเขา สดุดี 13:1,2,5ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์ หรือพระองค์จะเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด 2ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด ศัตรูของข้าพระองค์จะเหนือข้าพระองค์นานเท่าใด.... 5แต่ข้าพระองค์วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์ จิตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์ 6ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ข้าพเจ้าอย่างดี
เราได้เห็นสภาพของกษัตริย์ดาวิดที่คิดว่าพระเจ้าลืมเขา เพราะเขากำลังอยู่ในความทุกข์ระทม มีอุปสรรคปัญหาสุขภาพและจนหนทาง อีกทั้งมีศัตรูผู้ไล่ล่าหมายเอาชีวิตของดาวิด สภาวะเช่นนี้ทำให้คนที่สนิทกับพระเจ้ามากคนหนึ่ง เข้าใจผิดคิดว่าพระเจ้าลืม นี่คือความจำกัดของมนุษย์ในการตีความและเข้าใจพระเจ้าผิด โดยเอาปัญหาของตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ในข้อ 5 ดาวิดกล่าวต่อไปว่า ความทรงจำของเขากลับมาอีกครั้งก็คือ พระเจ้าทรงกระทำอย่างดีต่อเขาเสมอ ดังนั้น เขารู้ว่า พระเจ้าไม่เคยลืมเขา นี่คือลักษณะของพระเจ้าที่ คุณแม่ทั้งหลายได้เป็นมนุษย์ที่พระคัมภีร์ยกขึ้นมาเปรียบกับพระองค์ ไม่มีแม่คนไหนลืมลูก แต่เรารู้ว่า ชีวิตมนุษย์อย่างลูกๆที่ต้องผจญภัยในโลกกว้างต้องเจอปัญหาและหนีไม่พ้นปัญหาและความทุกข์ใจ และแม่ไม่สมบูรณ์ที่จะเข้ามาตอบสนองปัญหาและความทุกข์ลูกได้ นี่คือสิ่งที่ลูกต้องเข้าใจ และแม่ทุกคนต้องเข้าใจ ดังนั้น พระเยซูคริสต์คือทางออกของทั้งแม่และลูก ความสัมพันธ์ของแม่และลูก ต้องการพระเยซูคริสต์จึงจะถึงร้อยเปอร์เซ็นได้ เพราะเป็นความตั้งใจของพระเจ้าที่จะนำความสมบูรณ์เข้ามาในชีวิตของมนุษย์ทุกคน ยอห์น 10:10-11
10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ 11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
พระเยซูคริสต์ทรงดูแลเราทั้งหลายเหมือนแม่ที่ดูและลูก ยอมสละชีวิตเพื่อลูกได้ ดังนั้นพระองค์จึงพร้อมที่จะเข้าช่วยความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เกิดความสุขได้ จงให้พระองค์เป็นแกนความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของเรา นอกจากการให้ความสำคัญกับเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อแม่ลูก แล้ว สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงความเป็นครอบครัวอย่างตลดรอดฝั่ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีหลุมพรางและกับดักมากมายเพื่อทำลายสถาบันครอบครัวที่เป็นรากฐานของสังคม
ครอบครัวจึงต้องการสติปัญญาอย่างมาก ครอบครัวต้องรู้ทันเกมชีวิต รู้ทันศัตรูของครอบครัว
2. ให้พระคริสต์เป็นสติปัญญาของครอบครัว 2 พงศาวดาร 1:7,10-12
7ในคืนนั้น พระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอน และตรัสกับพระองค์ว่า “เจ้าอยากให้เราให้อะไรเจ้า ก็จงขอเถิด” 8และซาโลมอนทูลพระเจ้าว่า.....10ขอทรงประทานสติปัญญาและความรู้แก่ข้าพระองค์ ที่จะเข้านอกออกในต่อหน้าชนชาตินี้ เพราะผู้ใดเล่าที่จะวินิจฉัยประชากรของพระองค์ได้ ซึ่งใหญ่โตนัก” 11พระเจ้าตรัสตอบซาโลมอนว่า “เพราะว่าสิ่งนี้อยู่ในจิตใจของเจ้า และเจ้ามิได้ขอทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง และเกียรติหรือชีวิตของคนเหล่านั้นผู้เกลียดชังเจ้า และทั้งมิได้ขอชีวิตยืนยาว แต่ได้ขอสติปัญญาและความรู้เพื่อตัวเจ้าเอง เพื่อเจ้าจะครอบครองประชากรของเรา ผู้ซึ่งเราได้ตั้งเจ้าให้เป็นพระราชาเหนือเขานั้น 12เราประสาทสติปัญญาและความรู้ให้แก่เจ้า เราจะให้ทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง และเกียรติแก่เจ้าด้วยอย่างที่ไม่มีพระราชา องค์ใดผู้อยู่ก่อนเจ้าได้มี และไม่มีผู้ใดภายหลังเจ้าจะมีเหมือน”
ครอบครัวเปรียบเป็นสังคมหน่วยย่อยที่สุด เป็นเหมือนอาณาจักรน้อยๆที่มีราชาและราชินี กับลูกๆที่อยู่ภายใต้การปกครอง เหมือนกับกษัตริย์ซาโลมอนที่รู้สึกว่า ตัวเขาจะปกครองประชากรภายใต้เขาได้อย่างไร เขาจะมีวินิจฉัยที่ถูกต้อง และทำให้บ้านเมืองอยู่อย่างสงบอย่างไร เหมือนกับครอบครัวก็ต้องการความสงบสุข ต้องการการวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อกันและกัน ซาโลมอนรู้ว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง หรือเกียรติ หรือการเอาชนะกันและกัน หรือการมีชีวิตยืนยาว ซาโลมอนเรียงลำดับความสำคัญในการที่จะเป็นผู้ปกครองที่ประสบความสำเร็จคือ ต้องมีสติปัญญามาก่อน และเป็นการขอสติปัญญาที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และเป็นที่มาของการได้สิ่งที่ไม่ได้ขอ คือ ทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง และเกียรติ ที่พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ ซาโลมอนไม่ต้องกระเสือกกระสนไขว่คว้าแสวงหา แต่พระเจ้าสัญญาให้เพราะความพอพระทัยในท่าทีของซาโลมอนในการเรียงลำดับได้อย่างถูกต้อง มีครอบครัวมากมายต้องแตกสลายไปไม่มีชิ้นดี เพราะการเรียงลำดับความสำคัญอย่างไม่ถูกต้อง แทนที่จะแสวงหาและใช้สติปัญญาในการเลี้ยงดูครอบครัว กลับแสวงหาเรื่องเงินทอง ความมั่งคั่ง และเกียรติก่อน ลูกใจแตกมากมายเสียคนเพราะพ่อแม่เรียงลำดับความสำคัญของความเป็นครอบครัวแบบผิดๆ ทำให้ลูกติดอยู่กับวัตถุสิ่งของ และค่านิยมของคนใจแตกทั้งหลายทำกัน เมื่อพ่อแม่ทำให้เกิดช่องโหว่ในครอบครัว คนอื่นก็จะมาเติมส่วนที่ลูกรู้สึกขาด จึงทำให้ลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่ คุณแม่ที่มีหน้าที่สอนต้องขอสติปัญญาจากพระเจ้าในการเลี้ยงดูอบรมบุตรของตน ซาโลมอนเขียนหนังสือสุภาษิตมีตอนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าแน่ใจว่า คือพื้นฐานจิตใจใฝ่หาสติปัญญาของซาโลมอนเกิดมาจากบรรยากาศในครอบครัวเป็นอย่างนี้ สุภาษิต 4:3-9 3เมื่อเราเป็นลูกอยู่กับพ่อของเรา เป็นแก้วตาของแม่เรา ดูน่ารักอ่อนโยน 4บิดาสอนเรา และพูดกับเราว่า “ให้ใจของเจ้ายึดคำสอนของเราไว้ให้มั่น จงรักษาบัญญัติของเรา และมีชีวิตอยู่ 5อย่าลืมและอย่าหันกลับจากถ้อยคำแห่งปากของเรา จงเอาปัญญา และเอาความรอบรู้ 6อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักปัญญา และปัญญาจะระแวดระวังเจ้า 7ที่เริ่มต้นของปัญญาเป็นอย่างนี้คือจงเอาปัญญา แม้เจ้าจะได้อะไรก็ตาม จงเอาความรอบรู้ไว้ 8จงตีราคาปัญญาให้สูง และปัญญาจะยกย่องเจ้า ถ้าเจ้ากอดปัญญาไว้ ปัญญาจะให้เกียรติเจ้า 9เธอจะเอามงคลงามสวมศีรษะเจ้า จะให้มงกุฎงามแก่เจ้า”
ความสำเร็จของกษัติรย์ซาโลมอนมาจากพ่อแม่ที่อบรมสั่งสอนตัวเขาให้รักสติปัญญา มงกุฏที่ลูกรับต่อจากพ่อจึงมิใช่แค่มงกุฏที่มนุษย์มอบให้ แต่พระเจ้าทรงประทานให้อย่างที่เขาควรจะได้รับ ในสังคมของเรามี Single Mom มากมาย คนที่เป็นแม่เดี่ยวต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เป็นทั้งแม่และพ่อในเวลาเดียวกัน แม่เดี่ยวทั้งหลายต้องการสติปัญญาจากพระเจ้ามากกว่าครอบครัวปกติ เพราะเป็นครอบครัวที่ผิดปกติ ไม่มีพ่อ ยิ่งต้องการพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาให้กับลูกของเราอย่างมาก จงให้พระเจ้าเป็นสติปัญญา ซึ่งหมายถึงการรับคำปรึกษาจากพระเจ้า การตัดสินใจตามมาตรฐานของพระเจ้าเรียนรู้จักพระเจ้าและดำเนินชีวิตในทางพระเจ้าเพื่อรับสติปัญญาที่แท้จริง
สุภาษิต9:10 10ความยำเกรงพระเจ้า เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์ เป็นความรอบรู้
ความยำเกรงพระเจ้าหมายถึงอะไร หมายถึง ทำให้สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ และอย่าทำสิ่งที่พระเจ้าห้ามทำ คุณแม่ที่กำลังเป็นทุกข์เรื่องอนาคตของลูก จงขอสติปัญญาจากพระเจ้าและนำลูกให้รู้จักพระเจ้า เพื่อทั้งสองคนจะรับสติปัญญาของพระเจ้าในการเป็นครอบครัวที่สงบสุขเหมือนกับบ้านเมืองของกษัตริย์ซาโลมอนที่เต็มไปด้วยความสงบสุขเพราะการแก้ปัญหาด้วยปัญญา
3. ให้สันติสุขของพระคริสต์คุ้มครองจิตใจ ฟิลิปปี 4:6-7
6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ 7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
เวลานี้ครอบครัวมากมายกำลังร้อนรุ่มเหมือนติดไฟ เพราะคนในครอบครัวโดยเฉพาะลูกไม่เป็นอย่างใจพ่อแม่ คนที่แสดงออกในความเป็นทุกข์คงหนีไม่เกินแม่ เพราะแม่เป็นเพศที่อ่อนแอกว่าพ่อ พ่อมักจะเก็บความทุกข์ได้มากกว่าแม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พ่อจะทุกข์น้อยกว่าแม่ แต่ส่วนใหญ่แล้ว แม่จะทุกข์มากกว่า เพราะแม่จะขี้กังวลและมองละเอียดอ่อนกว่าพ่อ ดังนั้น ครอบครัวที่เป็นทุกข์เรื่องลูก คนที่ทุกข์สาหัสกว่าใครๆก็คือคนเป็นแม่ พระเยซูคริสต์ทรงเสนอสันติสุขที่จะคุ้มครองจิตใจของผู้ที่ทุกข์ร้อนใจได้ เป็นสันติสุขที่ประหลาด เหมือนที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสใน
ยอห์น 14:27“เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย”
นี่คือคำรับรองของพระเยซูคริสต์ที่เสนอให้กับผู้ที่ทุกข์ร้อนอย่างคุณแม่ทั้งหลาย สันติสุขของพระองค์จะทำให้เราสงบนิ่งได้ และในความสงบนิ่งนั้น ทำให้เรามีสติสตังค์ ขอสิ่งที่ควรขอจากพระเจ้า รับสิ่งที่ควรรับ ก็คือ รับสติปัญญาในการแก้ปัญหาร้อยแปดพันอย่างที่แม่กำลังเผชิญได้ ทำให้แม่มองเห็นทางออก บางคนมีปัญหา ก็มุ่งแต่คิดว่าเงินคือคำตอบ ยิ่งทำให้เกิดปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา เรามักได้ยินคำว่า คนที่อยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ มักจะมองไม่เห็นทางออกด้วยตัวเอง เพราะในวังวนแห่งความทุกข์ ทำให้คนที่อยู่ในนั้นมึน และมืดแปดด้าน การจะหลุดจากความทุกข์ได้ ต้องอาศัยคนนอกช่วยเรา หรือไม่ก็ตัวเราต้องหายมึนก่อนจึงจะมีสติหาทางออกให้กับตัวเองได้ ซึ่งสันติสุขที่ประหลาดของพระเยซูคริสต์สามารถช่วยเราได้ สำหรับคุณแม่ทั้งหลายที่ต้องสวมหมวกหลายใบ คุณแม่บางคนเป็นทั้งแม่บ้าน คนทำงาน และภรรยา และตัวเอง ทำให้เกิดภาวะความเครียด คุณแม่ชาวเกาหลี มีหน้าที่ต้องปรนนิบัติคนสามรุ่น (Generations) ลูก สามี และพ่อแม่สามี คนจีนก็คล้ายๆกัน และไม่ต้องคิดตัวเองเลย ซึ่งความจริง คุณแม่ทั้งหลายท่านจะทำบทบาทต่างๆได้ดี ต้องเรียงลำดับใหม่ คือต้องค้นพบตัวเองและจัดการกับตัวเองอย่างถูกต้อง เราจึงจะทำบทบาทที่เราสวมหมวกได้ดี มิฉะนั้น จะทำให้เราเหมือนตกอยู่ในสภาพที่ไม่ใช่ตัวเรา คำว่า อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย คือคำแนะให้ผ่อนคลายจากความเครียด และให้มีความหวังเสมอสำหรับทุกปัญหา ผู้เขียนหนังสือฟิลิปปีมีประสบการณ์กับทางออกที่มีเสมอเมื่อเขาได้สันติสุขจากพระเยซูคริสต์ ฟิลิปปี 4:11-1311ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น 12ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน 13ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า
ครอบครัวจะเป็นสุข....เมื่อสัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์อย่างถูกทิศถูกทาง วันแม่ คำหนุนใจสำหรับคุณแม่และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแม่ คือ จงให้พระเจ้าเป็นผู้เสริมความสัมพันธ์ของท่าน แล้วครอบครัวจะผ่านพ้นภาวะที่ตึงเครียดไปได้ ไม่ว่า จะเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว การศึกษาของลูก การเงินของครอบครัว และปัญหาส่วนตัวของสมาชิกในครอบครัว ขอให้สันติสุขที่เกินความเข้าใจ คุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
ทุกวันนี้ คนในสังคมไม่อยากจะเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง เพราะมันทำให้ทุกข์ จึงมีคนที่อยากจะหนีความจริง ไปในที่ที่ทำให้สบายใจ ไปที่ไม่ใช่บ้าน ดูหนังประเภทที่ไม่ใช่ชีวิตจริงของตัวเอง ออกห่างจากความจำเจ อะไรที่ซ้ำๆ เพราะมันเห็นแล้วทุกข์ บางทีก็ทำลืมๆ ไม่อยากจะจำ ความจริงคือไม่มีเงิน ความจริงคือเรายังไม่สบาย ความจริงคือเราไม่มีอะไรอยู่ในมือ ความจริงคือเรากำลังมีปัญหา เหมือนกับน้ำครึ่งแก้วที่คนมองว่า ความจริงคือ ยังขาดน้ำอีกครึ่งแก้ว และความจริงก็คือมีน้ำในแก้วแล้วอยู่ครึ่งนึง ความจริงอย่างไหนที่ทำให้เราทุกข์ใจ และความจริงอย่างไหนที่ทำให้เราสบายใจ ความรู้สึกแบบไหนที่ทำให้เราติดๆขัด หรือมีเสรีภาพที่จะเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ ก้าวต่อไป ไม่หยุดชะงัก พระคัมภีร์กล่าวว่า 1เธสะโลนิกา 5:21 21จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า จงพิสูจน์ทุกสิ่ง นั่นหมายความว่า แม้แต่ความจริงก็ต้องถูกพิสูจน์ ถ้าความจริงนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ ทำให้เราเหมือนติดคุก ก็ไม่ใช่ความจริงที่ดี แต่เป็นความจริงที่ทำให้เสียกำลังใจ พระคัมภีร์แนะนำให้อย่ายึดถือความจริงที่ทำร้ายจิตใจ แต่จงยึดสิ่งที่ดีไว้ให้มั่น คนส่วนใหญ่มักมีนิสัยที่คล้ายๆกัน คือชอบยึดติดอยู่กับความจริงที่ทำร้ายจิตใจ การยึดติดก็เหมือนกับการติดคุก หรือมีสภาพเป็นเชลย ธรรมชาติของคนคือชอบเสรีภาพ ชอบอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับจิตใจ ไม่ชอบให้ใครมากดดัน แม้จะไม่ชอบ แต่เราก็เห็นคนอยู่ในสภาพติดคุก และเป็นเชลยมากมาย พระคัมภีร์สอนเราให้อยู่ความจริงที่ทำให้เราเป็นไท 1เปโตร 2:16 16จงดำเนินชีวิตอย่างคนมีเสรีภาพ นั่นหมายถึงความเป็นไทที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสในบทเรียนจากหนังสือยอห์นซีรี่ส์วันนี้ พระเยซูคริสต์เป็นความจริงที่ทำให้เราเป็นไท ยอห์น 8:21-25, 29-32
21พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า “เราจะจากไป และท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา และจะตายเพราะบาปของท่าน ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้” 22พวกยิวจึงพูดกันว่า “เขาจะฆ่าตัวตายหรือ เพราะเขาพูดว่า 'ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้' ” 23พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายเป็นของเบื้องล่าง เราเป็นของเบื้องบน ท่านเป็นของโลกนี้ เราไม่ได้เป็นของโลกนี้ 24เราบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว” 25เขาถามพระองค์ว่า “ท่านคือใครเล่า” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น... 29และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์มิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ” 30เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้ ก็มีคนเป็นอันมากวางใจในพระองค์ 31พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง 32และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”
เบื้องหลังของพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นความต่อเนื่องที่พวกฟาริสีที่มาขัดจังหวะการสอนการเทศน์ของพระเยซูคริสต์ในส่วนที่เป็นท้องพระคลังในพระวิหาร แต่ก็ไม่สามารถหยุดพระเยซูได้ และการโต้ตอบที่ดูเหมือนฟาริสีจะพยายามไล่ต้อนพระเยซูคริสต์ต่อหน้าประชาชนเพื่อทำลายความศรัทธาของคนที่มีต่อพระองค์ไม่สำเร็จ แต่กลับยิ่งทำให้ประชาชนเลื่อมใสและศรัทธาพระองค์มากยิ่งขึ้น นี่คือเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง การที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกฟาริสีว่า พวกเขาจะแสวงหาเรา นั่นหมายถึง พระองค์บอกกับฟาริสีว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระเมสสิยาห์ที่ฟาริสีแสวงหา แต่การแสวงหาพระเมสสิยาห์ของฟาริสีผิดวัตถุประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงส่งพระเมสสิยาห์มาเพื่อไถ่คนบาป คนอย่างพวกฟาริสีไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ดังนั้นพวกฟาริสีก็จะตายเพราะการหลอกตัวเองว่า ตัวเองไม่มีบาป 1ยอห์น 1:8
8ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย
คนที่ไม่สามารถไปไหนอย่างที่อยากจะไป คือคนที่หมดเสรีภาพ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงที่ที่พระองค์จะไป แต่ฟาริสี
ไปไม่ได้ พระเยซูคริสต์กำลังหมายความว่า พระองค์จะเสด็จกลับสวรรค์ และฟาริสีตามพระองค์เข้าไปไม่ได้ เพราะสวรรค์ไม่ใช่ที่สำหรับคนบาป คำพูดของพระเยซูคริสตเป็นที่เข้าใจของพวกยิวในที่นั้นอย่างดี เพราะพระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า ท่านจะต้องตายเพราะบาปของท่าน คนที่ตายเพราะบาป แน่นอนไม่ได้ขึ้นสวรรค์มีแต่จะตกนรก พวกฟาริสียังแก้ตัวด้วยการใช้คำพูดให้ดูเป็นเรื่องตลกขบขันว่าพระเยซูคริสต์จะไปในที่ที่เขาไปไม่ได้ด้วยวิธีฆ่าตัวตายหรือ เป็นการทำให้ความคิดของประชาชนเฉไฉไปจากความจริงของตัวฟาริสีที่พระเยซูกำลังหมายถึงฟาริสีที่ต้องตายเพราะความบาป เป็นการกลบเกลื่อนทั้งความจริงเกี่ยวกับตัวเองว่าตัวเองเป็นคนบาป แต่พระเยซูคริสต์ก็ยังพูดประโยคเดิมถึงสามครั้ง ว่าฟาริสีจะตายเพราะบาปของตัวเอง เหตุผลที่ต้องตายคือการไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นผู้นั้น คือ เป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ไถ่บาปของมนุษย์ทุกคน นี่คือความจริงที่ทำให้เกิดความหวังแก่ประชาชนที่ได้ฟังการโต้ตอบกันระหว่างฟาริสีกับพระเยซูคริสต์ และเป็นความจริงที่ทำให้ปลดล๊อคประชาชนที่ด้อยโอกาส ไม่สามารถเป็นอย่างฟาริสีได้ มองเห็นความจริงว่า สวรรค์ยุติธรรมและตรวจสอบชีวิตมนุษย์ด้วยมาตรฐานเท่าเทียมกันกับทุกคน เมื่อประชาชนได้ฟังความจริงจากพระเยซูคริสต์ คนเป็นอันก็ไว้วางใจในพระองค์ ข้อ 30-32 30เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้ ก็มีคนเป็นอันมากวางใจในพระองค์ 31พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง 32และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” คำว่า ดำรงอยู่ในคำของพระเยซูคริสต์ continue in my word= remain, tarry, endure แปลว่า การอดทน ไม่รีบปฏิเสธ ไม่หนีไปเสียก่อน ใคร่ครวญกับถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ นี่คือลักษณะของสาวกผู้ที่ไว้วางใจในพระเยซูอย่างแท้จริง แต่ฟาริสีไม่อดทน รีบปฏิเสธ รีบแก้ตัว ปิดใจและหนีไปเสียก่อนที่จะใคร่ครวญสิ่งที่พระเยซูคริสต์สอน ซึ่งในยุคปัจจุบันของเรา มีคริสเตียนที่ไม่อดทน รีบปฏิเสธ รีบแก้ตัวก่อนที่จะเปิดใจรับฟังสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสผ่านผู้คนรอบข้างเรา เช่นพี่น้องในคริสตจักร ผู้รับใช้ หรือคนในครอบครัวของเราเอง มีคริสเตียนไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตเหมือนชาวโลกที่ได้ยินคนเอาคำตรัสของพระเยซูเรื่อง การรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท เป็นการเอาไปใช้อย่างไม่รู้จักเจ้าของคำพูดนี้ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเจ้าของคำพูดนี้ คำพูดนี้ไม่ใช่แค่สัจธรรม แต่เป็นความจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของพระเจ้าต่อมนุษย์ คือการที่มนุษย์จะรู้จักความจริงที่ทำให้มนุษย์มีเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง มีเรื่องราวความจริงในโลกนี้ถูกซ่อนไว้ด้วยเจตนาต่างๆกันมากมาย แม้แต่ความจริงของพระเจ้าที่มารซาตานพยายามบิดเบือนเพื่อมิให้มนุษย์รู้จักพระเจ้า รู้แผนการความรอดของพระองค์ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ มารเป็นพ่อแห่งการมุสา ข้อ 44 มารจะไม่สนับสนุนให้คนพบความจริงของพระเจ้า ดังนั้น ผู้คนในโลกนี้ไม่มีทางที่จะพบกับความจริงที่แท้จริง 1ยอห์น 5:19 ชาวโลกทั้งสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย นั่นหมายความว่า มีอิทธิพลบางอย่างที่พยายามปิดบังคนจากความจริงที่คนควรรู้ เพื่อจะให้คนที่ไม่รู้ก็ยังดำเนินชีวิตเป็นทาสต่อไป
ประเทศไทยเรามีชื่อเสียงเรื่องการฝึกช้าง และวิธีฝึกช้างให้มันเชื่อง เขาต้องฝึกมันตั้งแต่เล็ก ล่ามโซ่เส้นเล็กๆ ตอนช้างตัวเล็กก็ไม่มีแรงดึงโซ่ขาด พอมันโตตัวใหญ่มีแรงลากท่อนซุงได้ แต่ก็ถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เส้นเล็กเมื่อสมัยมันยังเด็กๆ มันเดินไปสุดโซ่ตึง ก็เดินกลับ มันไม่กระชากโซ่ขาด เพราะมันจำได้ว่า โซ่เส้นนี้มันเคยดึงแล้วไม่ขาด นั่นคือความทรงจำตอนมันเด็กๆ มารซาตานต้องการให้มนุษย์เป็นทาสของความบาป และเมื่อมนุษย์พยายามที่จะชนะบาปเมื่อไหร่ ก็มักจะพ่ายแพ้ต่อบาปนั้น จนเป็นความทรงจำว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอิสระ มีคริสเตียนไม่น้อยที่ตกอยู่ในสภาพเป็นทาสของความบาป ที่เคยพ่ายแพ้ยังก็ยังพ่ายยังงั้น มีคำพูดหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าท่านไม่ชนะจะไม่มีใครเห็นชัยชนะของพระคริสต์ในชีวิตของท่าน ถ้าท่านไม่แพ้ก็จะไม่มีใครเห็นพระคริสต์ในชัยชนะของท่าน อย่าให้มารทำให้เราแพ้โดยการใช้ข้อมูลที่เป็นความจริงแห่งการบั่นทอนและทำร้ายจิตใจเพื่อควบคุมเรา แต่จงใช้ความจริงในพระเยซูคริสต์ที่ทำให้เราเป็นไท และเราเป็นไทจริงๆ เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นไท เพราะพระองค์ทรงเป็นความจริง
ยอห์น 14:6 6...“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต
พระเยซูคริสต์ทรงตรัสอธิบายเกี่ยวกับชีวิตของฟาริสีที่เป็นทาสของความบาป และรับอิทธิพลจากมารซาตานมิใช่จากพระเจ้า แต่สำหรับคริสเตียนผู้รับอิทธิพลจากพระเจ้าพระบิดา จะมีชีวิตที่ตรงกันข้ามกับฟาริสี ยอห์น 8: 34-36,41-47
34พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป 35ทาสมิได้อยู่ในครัวเรือนตลอดไป บุตรต่างหากอยู่ตลอดไป 36เหตุฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็เป็นไทจริงๆ...... 41ท่านทั้งหลายย่อมกระทำสิ่งที่บิดาของท่านทำ” เขาทูลพระองค์ว่า “เรามิได้เกิดจากการล่วงประเวณี เรามีพระบิดาองค์เดียวคือพระเจ้า” 42พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้วท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้า และอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์ทรงใช้เรามา 43เหตุไฉนท่านจึงไม่เข้าใจถ้อยคำที่เราพูด นั่นเป็นเพราะท่านทนฟังคำของเราไม่ได้ 44ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา.... 45แต่ท่านทั้งหลายมิได้เชื่อเรา เพราะเราพูดความจริง 46มีผู้ใดในพวกท่านหรือ ที่ชี้ให้เห็นว่าเราได้ทำผิด ถ้าเราพูดความจริง ทำไมท่านจึงไม่เชื่อเรา 47ผู้ที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระวจนะของพระเจ้า ท่านทั้งหลายมิได้มาจากพระเจ้า เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ฟัง”.
1. มีธรรมชาติใหม่ที่เกลียดบาป ยอห์น 8: 34-36
34พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป 35ทาสมิได้อยู่ในครัวเรือนตลอดไป บุตรต่างหากอยู่ตลอดไป 36เหตุฉะนั้นถ้าพระบุตรทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท ท่านก็เป็นไทจริงๆ......
พระเยซูคริสต์กำลังสอนประชาชนที่วางใจในพระองค์ว่า ความหมายของความเป็นทาสที่แท้จริง คือทาสของบาป และทาสของความบาปนี้เกิดขึ้นจากการกระทำบาป เป็นความจริงสำหรับมนุษย์ทุกคนคือ ทุกคนทำบาป ไม่มีใครไม่เคยทำบาป บาปแปลว่าการพลาดไปจากน้ำพระทัยพระเจ้า การไม่รู้จักพระเจ้าก็คือการไม่รู้จักตัวเอง มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า
ยิ่งเรารู้จักพระเจ้ามากเท่าใด เรายิ่งรู้จักตัวเราเองมากเท่านั้น หรือยิ่งเราเข้าใกล้ความบริสุทธิ์ของพระเจ้ามากเท่าใด เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเราสกปรกมากเท่านั้น อิสยาห์ 6:5 5และข้าพเจ้าว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา”
แต่ธรรมชาติของมนุษย์ที่ห่างไกลและไม่รู้จักพระเจ้า ก็จะไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนบาป สุภาษิต 21:2
2ทางของคนทุกทางก็ถูกต้องในสายตาของตน แต่พระเจ้าทรงชั่งใจ
นั่นหมายความว่า พระเจ้าเป็นผู้ตรวจสอบชีวิตของมนุษย์ทุกคน และไม่มีบาปใดที่จะซ่อนไปจากสายพระเนตรของพระเจ้าได้ แม้แต่คนที่พยายามซ่อนบาปได้เก่งอย่างฟาริสี คนเคร่งศาสนา คำเปรียบเทียบที่พระเยซูคริสต์เคยตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า มัทธิว 5:20 20เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์
“ยิ่งกว่า” อาจเป็นสิ่งที่ประชาชนฟังแล้วถอดใจ เพราะการจะเป็นคนชอบธรรมอย่างฟาริสีนั้น ต้องมีความรู้เรื่องกฏบัญญัติอย่างดี ต้องมีการศึกษา และใช้เวลาในการศึกษา ซึ่งเรื่องของปากท้องก็จะเอาตัวไม่รอดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรอดอย่างอื่นที่คนจน คนที่ขาดโอกาสจะมาใช้เวลาวันๆไม่ต้องทำอะไร เอาแต่ท่องบทบัญญัติและทำตามกฏบัญญัติอย่างเคร่งครัด เพื่อจะรอดเข้าสู่สวรรค์ เพราะฉะนั้น การทำบาปของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับสภาพตัวเอง และยิ่งมีฟาริสีมาคอยย้ำว่า เขาเป็นบาปของสังคม ประชาชนแทบไม่มีหวัง ถ้าอย่างนั้นก็ดำเนินชีวิตเป็นคนบาปให้มันเห็นกันชัดๆเลยก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียอยู่แล้ว ถ้าจะประยุกต์กับคนในปัจจุบันของเรา เดี๋ยวนี้คนให้ความสำคัญกับความอยู่รอดของปากท้องมากกว่าการอยู่รอดถึงชีวิตหลังความตาย คนไม่สนใจศีลธรรม จริยธรรม เพราะต้องการสนองกิเลศตัณหาของตนเอง บาปก็บาป ไม่สนใจ เรื่องนรก เรื่องพระเจ้า เอาแต่เรื่องของตัวเอง จึงทำให้คนยอมเป็นทาสของความบาปมากมาย ยอมอยู่ในการหลอกตัวเองว่า นี่คืออิสรภาพที่จะทำอะไรโดยไม่สนใจใครมอง แต่ความจริง กลับยิ่งเป็นเชลยของบาป พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความจริงที่จะตรวจสอบและพิสูจน์ทุกอย่างเพื่อให้ผู้ที่ติดตามพระองค์นั้นเป็นไทจริงๆ นั่นหมายถึงคริสเตียนที่คิดว่าตัวเองเป็นไทแล้ว แต่อาจจะไม่เป็นไทจริงๆก็ได้ คริสเตียนต้องให้พระเยซูคริสต์ตรวจสอบยิ่งกว่าตอนยังไม่เป็นคริสเตียนเสียอีก โรม 6:1-2,22 1ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ 2อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้...22แต่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายพ้นจากการเป็นทาสของบาป....
คำว่า “พ้นจากการเป็นทาสของความบาป” แปลอีกแบบก็คือ การเป็นอิสระจากการครอบงำของความบาป ซึ่งในโรมบทเดียวกันนี้กล่าวว่า การเป็นอิสระที่แท้จริงทำให้เรามีความรู้สึกไม่อยากทำบาปมากขึ้นและมากขึ้นจนรู้สึกตายต่อความอยากที่จะทำบาป โรม 6:6,12-14
6เราทั้งหลายรู้แล้วว่า ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป.... 12เหตุฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น 13อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนหนึ่งคนที่เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และจงให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า 14เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ
พระคุณ คือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง ธรรมบัญญัติทำให้บาปเป็นบาป เหมือนกับข้อห้ามทำให้สิ่งที่คนคิดว่าไม่ผิดเป็นผิด พระคุณก็เปลี่ยนสถานะจากทาสให้เป็นบุตร ซึ่งนี่คือพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์ในการสำแดงว่า การจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้ เราต้องเปลี่ยนจากสภาพทาสมาเป็นบุตร คือเปลี่ยนจากสภาพคนที่เหมาะกับแผ่นดินโลกมาเป็นคนที่เหมาะกับแผ่นดินสวรรค์ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับที่เราเป็น 1ยอห์น 1:6-8
6ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด เราก็พูดมุสา และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง 7แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น 8ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย
เหมือนแมวกับหมูมีธรรมชาติที่แตกต่ากัน หมูคือหมู เอามันไปทำความสะอาดยังไง มันก็กลับไปคลุกในโคลนเหมือนเดิม เพราะมันคือหมูที่ชอบคลุกในโคลน แต่แมวไม่ชอบความสกปรก เอามันไปคลุกในความสกปรก มันจะรีบทำความสะอาดทันที เพราะมันเป็นแมว ที่แม้แต่เปียกน้ำ มันก็รีบเลียขนของมัน ซึ่งพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงธรรมชาติของคนที่เป็นไทในพระเยซูคริสต์จะมีธรรมชาติของการไวต่อบาป เพราะเขาไม่เป็นทาสของความบาปแล้ว แต่เมื่อผิดพลาดก็จะรีบทำความสะอาดตัวเองทันที และไม่กลับไปทำอีก ดังนั้น พระคัมภีร์ที่ให้เราสามารถสารภาพบาปได้ ไม่ใช่มีไว้สำหรับเป็นช่องทางในการทำบาป แต่เป็นช่องทางในการทำความสะอาดตามวิสัยใหม่ที่รังเกียจบาป 1ยอห์น 1:9 9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
2. รับอิทธิพลใหม่จากพระเจ้า ยอห์น 8:41-44
41ท่านทั้งหลายย่อมกระทำสิ่งที่บิดาของท่านทำ” เขาทูลพระองค์ว่า “เรามิได้เกิดจากการล่วงประเวณี เรามีพระบิดาองค์เดียวคือพระเจ้า” 42พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้วท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้า และอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์ทรงใช้เรามา 43เหตุไฉนท่านจึงไม่เข้าใจถ้อยคำที่เราพูด นั่นเป็นเพราะท่านทนฟังคำของเราไม่ได้ 44ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนา
ของพ่อท่าน มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จ
มันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา.....
พฤติกรรมของฟาริสีบ่งบอกว่า ฟาริสีไม่ได้เกิดมาจากพระบิดาบนฟ้าสวรรค์เหมือนกับพระเยซูคริสต์ เพราะฟาริสีไม่ได้สำแดงชีวิตที่รับอิทธิพลจากพระเจ้าเลย ฟาริสีแสดงความเกลียดชัง และดูถูกผู้คน โดยเฉพาะต่อพระเยซูอย่างชัดเจน
1ยอห์น5:1-2 1....ผู้ใดรักพระองค์ผู้ทรงให้กำเนิด ผู้นั้นก็รักคนที่เกิดจากพระองค์ด้วย 2โดยข้อนี้เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า....
พระคัมภีร์ได้บอกเราว่า คนที่มาจากพระเจ้า จะมีความสมดุลในปฏิบัติต่อคนทุกคน ไม่ใช่กับบางคนเป็นพิเศษ คนที่มีความรักก็มาจากพระเจ้า ไม่ต้องอ้างว่าอยู่สถาบันเดียวกัน อยู่ก๊วนเดียวกัน แล้วจะรักเฉพาะคนสีเดียวกันและเกลียดชังสีอื่น
คริสเตียนที่อ้างว่ารักพระเจ้าแต่ยังเลือกที่รักมักที่ชัง นั่นคือการโกหกที่สุด พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกฟาริสีชัดเจนว่า พวกฟาริสีกำลังโกหกเพราะฟาริสีไม่ชอบพระเยซูและคอยหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์ พูดให้ร้ายต่อพระองค์ คอยจับผิดพระองค์ ฟาริสีพูดได้แต่การกระทำขัดแย้งกับความจริงที่ว่า ผู้ที่เกิดมาจากพระเจ้าจะเหมือนพระเยซูคริสต์ คือรักมนุษย์ทุกคนอย่างที่พระเจ้ารัก นี่คือความจริงของพระเยซูที่ใช้พิสูจน์ชีวิตของเราว่า เรารับอิทธิพลมาจากใคร จากพระเจ้า หรือจากมารซาตาน การที่พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงมารเป็นพ่อแห่งการมุสา และพวกฟาริสีรับอิทธิพลมาจากมาร เพราะคำพูดของฟาริสีเชื่อไม่ได้ เป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับการกระทำของตัวเอง พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์ว่า เวลาอยู่ใกล้คนประเภทนี้ให้ระวังและเลือกที่จะฟังหรือทำตาม มัทธิว 16:11-12
11เป็นไฉนพวกท่านจึงไม่หยั่งรู้ว่า เรามิได้พูดกับท่านด้วยเรื่องขนมปัง แต่ได้ว่าให้ระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี” 12แล้วพวกสาวกก็เข้าใจว่า พระองค์มิได้ตรัสสั่งเขาให้ระวังเชื้อขนมปัง แต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี การให้ระวัง คือ การตรวจสอบและพิสูจน์คำสอนของพวกฟาริสีที่รับอิทธิพลจากมารซาตาน ไม่ได้รับอิทธิพลจากพระเจ้า เพราะผลของชีวิตที่ไม่สมดุลในความสัมพันธ์กับคนอื่น ดังนั้นชีวิตของฟาริสีจึงเชื่อไม่ได้ทั้งหมด เหมือนกับเด็กเลี้ยงแกะ ตอนแรกๆคนจะเชื่อ แต่สุดท้ายคนไม่เชื่อ และไม่ใส่ใจ ทำให้เมื่อเด็กเลี้ยงแกะตกที่นั่งลำบาก หมาป่ามาจริงๆ ไม่มีใครมาช่วย เพราะคิดว่า คือการโกหก นี่เป็นบทเรียนหนึ่งที่ให้มุมมองแก่เราว่า นี่คืออิทธิพลที่มาจากมาร คนที่ดำเนินชีวิตที่โกหกจนคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้ นั้น และคิดว่า การโกหกของเขายังจับไม่ได้ ก็โกหกต่อไปเรื่อยๆ ฟังแล้วน่าเบื่อ คนก็ไม่อยากฟัง ไม่อยากอยู่ใกล้ เสียเวลา เราเคยดูการแสดงมายากลไม๊ ฝรั่งเขายอมรับว่า นี่คือการหลอกนะ ไม่ใช่ของจริง เพราะฉนั้น เวลาฝรั่งเขาดูการแสดงมายากล เขาจะหัวเราะ และมองคนแสดงว่า โกหกได้เนียนดี และคนแสดงก็จะเปิดเผยว่านี่คือการหลอกนะ เมื่อไหร่ก็ตามที่นักแสดงมายากลบอกว่าสิ่งที่เขาแสดงว่าเป็นของจริง เมื่อนั้น เขาหมดอาชีพ เพราะฝรั่งเขาอยากจะดูการแสดงมายากล เขาอยากหาความบันเทิงจากการหลอกแบบเนียนๆเท่านั้น เป็นอาชีพหนึ่งของการหลอกคนเพื่อความบันเทิง ซึ่งตรงกันข้ามกับการโกหกของคนที่ชอบโกหก เพราะคนที่โกหกมักจะบอกว่า นี่คือของจริง เรื่องจริงนะ คนมารู้ว่าไม่ใช่ภายหลัง ไม่สนุกไปด้วย มีคำแนะนำที่มักจะแนะนำคู่แต่งงานบ่อยๆก็คือ พูดความจริงตั้งแต่ก่อนแต่ง หลังแต่งแล้ว เขารู้ว่าตัวเองถูกหลอกเมื่อไหร่ ก็ไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป ทุกอย่างที่พูดคือการแก้ตัว และนี่คือสภาพที่ไม่มีเสรีภาพที่จะพูดความจริงต่อไป จงดำเนินชีวิตอยู่ในความจริงของพระเยซูคริสต์แล้วเราจะเป็นไทจริงๆ 1เปโตร3:10 10เพราะว่า ผู้ที่จะรักชีวิต และปรารถนาที่จะเห็นวันดี ก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้นของตนไม่พูดสิ่งชั่ว และห้ามปากไม่ให้พูดเป็นอุบายล่อลวง
3. เป็นคนใหม่ที่มาจากพระเจ้า ยอห์น 8:43,45-47
43เหตุไฉนท่านจึงไม่เข้าใจถ้อยคำที่เราพูด นั่นเป็นเพราะท่านทนฟังคำของเราไม่ได้ 45แต่ท่านทั้งหลายมิได้เชื่อเรา เพราะเราพูดความจริง 46มีผู้ใดในพวกท่านหรือ ที่ชี้ให้เห็นว่าเราได้ทำผิด ถ้าเราพูดความจริง ทำไมท่านจึงไม่เชื่อเรา 47ผู้ที่มาจากพระเจ้าก็ย่อมฟังพระวจนะของพระเจ้า ท่านทั้งหลายมิได้มาจากพระเจ้า เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ฟัง”
ในยุคสุดท้ายคนจะทนต่อคำสอนอันมีหลักไม่ได้ เขาจะเลือกและรวบรวมครูที่ตัวเองชอบเพื่อฟังสิ่งที่ตนเองชอบเท่านั้น 1 โครินธ์ 1:2222พวกยิวขอเห็นหมายสำคัญ และพวกกรีกเสาะหาปัญญา ความอยากทำให้ความสนใจของแต่ละคนมุ่งไปสู่สิ่งที่ตนเองชอบ จะพูด จะทำ จะตอบสนองแต่เฉพาะที่ตนเองชอบเท่านั้น ส่วนสิ่งที่ฟังแล้วไม่ชอบ เกิดอาการ กิจการ 5:3333เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินอย่างนี้โทโสก็พลุ่งขึ้น คิดกันว่าจะฆ่าพวกอัครทูตเสีย
นี่คือกลุ่มคนที่เคยเกิดอาการไม่ชอบพระเยซูและได้ฆ่าพระเยซูคริสต์ไปแล้ว เมื่อสาวกพูดเรื่องที่เขาไม่ชอบอีก ก็เกิดอาการโกรธอีก เพราะคนที่มาจากพระเจ้า จะพูดเหมือนกัน และคนที่ไม่ได้มาจากพระเจ้าก็จะตอบสนองเหมือนเดิม
มีคนประเภทคริสเตียนทัวร์ที่ชอบย้ายโบสถ์นมัสการอยู่เรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่เขาย้ายก็เพราะเขาทนฟังคำเทศนาโบสถ์หนึ่งไม่ได้ ก็ย้ายไปอีกโบสถ์ แต่ย้ายไปโบสถ์ไหนก็ทนไม่ได้ เพราะผู้ที่พูดผ่านนักเทศน์คือพระเจ้า แต่คนเหล่านี้ เวลาไม่ชอบสิ่งที่นักเทศน์พูด เขามักจะเหมาว่านักเทศน์ไม่ชอบเขา เลยพูดว่าเขา หนีไปโบสถ์ไหนก็เจอแต่นักเทศน์ไม่ชอบเขา แต่ความจริง พระเจ้ากำลังพูดกับเขาให้หยุดพฤติกรรมที่ไม่ดี หยุดนิสัยบาป ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นคนใหม่ ก็จะไม่ยอมรับอิทธิพลที่มาจากพระเจ้า เพราะเขายังเป็นคนเก่าที่เปลี่ยนโบสถ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักของทุกโบสถ์ว่า เป็นผู้มาเยี่ยมเยียน แต่ไม่ลงรากปักฐานที่ไหน เพราะลงที่ไหน นั่นคือ ต้องรับการลงวินัยจากที่นั่น เริ่มจากตักเตือนว่ากล่าวและทำโทษ หากไม่เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มาจากพระเจ้า 1 โครินธ์2:14-1614แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ 15แต่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณวิจัยสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่มีผู้ใดจะวิจัยใจคนนั้นได้ 16เพราะว่า ใครเล่ารู้จักพระทัยของพระเจ้าเพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้ แต่เราก็มีพระทัยของพระคริสต์
อ.เปาโลเขียนถึง คนใหม่ใน เอเฟซัส 2:14-16,19
14เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง 15คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆนั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข 16และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป...19เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า
นี่คือสิ่งที่เปาโลผู้เป็นยิว ฟาริสีที่เคร่งครัดกลับใจใหม่เกิดความเข้าใจ สถานะใหม่ที่มีเสรีภาพที่จะอยู่กับคนต่างชาติที่คนยิวเรียกว่าคนบาป คนที่ด้อยกว่าตัวเอง คนที่คนยิวดูหมิ่นว่าไม่ใช่คน นี่คือเสรีภาพที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงนำความจริงของพระเจ้ามาให้กับมนุษย์ทั่วโลกที่กำลังถูกค่านิยมให้แบ่งชั้นวรรณะ ซึ่งคนยุคใหม่ดูถูกคนอินเดียว่ายังโบราณ แต่คนยุคใหม่อย่างเรากลับถูกหลอกให้เข้าสู่การแบ่งชนชั้นแบบใหม่ที่ก็ยังเป็นการจัดสถานะของคนเหมือนเดิม คนถูกกักขังด้วยกรอบเดิมที่เปลี่ยนสี เปลี่ยนยุคเท่านั้น แต่คนใหม่ในพระเจ้า ไม่มีคนพวกไหนอีกต่อไป มีแต่ครอบครัวของพระเจ้า คนของพระเจ้า ไม่ว่าเขาจะผิวสีอะไร พูดภาษาอะไร มีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษา เหมือนเราหรือไม่เหมือนเราอย่างไร แต่มีความเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงรักและให้คุณค่าเท่ากัน ดังนั้น สิ่งที่คนใหม่ที่มาจากพระเจ้ามีเหมือนกัน คือ ฟังและรับสิ่งที่มาจากพระเจ้า คนใหม่ในพระเจ้าจะไม่ปฏิเสธสิ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงสอนทรงตรัส แม้ว่าเนื้อหนังจะไม่ฟัง แต่คนใหม่ในพระเจ้าภายในเราจะต่อสู้กับเนื้อหนังของตัวเราเองเพื่อที่จะฟังและทำสิ่งที่มาจากพระเจ้า มีคำพูดหนึ่งกล่าววไว้สำหรับคนที่กำลังก้าวสู่การเป็นคนใหม่ที่มาจากพระเจ้า จะมีอาการหนึ่งคือ ยังมีการต่อสู้อยู่ แต่เมื่อใดที่ไม่ต่อสู้ นั่นหมายความว่า หมดหวัง เพราะปล่อยให้เนื้อหนังชนะแล้ว กาลาเทีย 5:16-17,24-25
16แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง 17เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้..... 24ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยาก และตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนแล้ว25ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย
เสรีภาพที่แท้จริงไม่ได้หมายความถึงการอยู่เฉย การอยู่เฉยๆอาจหมายถึงการถูกล่ามโซ่ไว้จนกระดิกตัวไม่ได้ เสรีภาพที่แท้จริงคือการไม่ยอมให้ใครมาเอาเราไปเป็นทาสต่างหาก และความจริงของพระเยซูคริสต์คือมาตรวัดว่า การต่อสู้เพื่อความจริงในพระองค์เท่านั้นจะนำเสรีภาพที่แท้จริงมาสู่ชีวิต
|