Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2551

 

 

หัวข้อ“คริสเตียนกับกระแสสังคม้” โยชูวาบทที่ 16-17

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

มีสิ่งมีชีวิตสองอย่างที่อาศัยอยู่ในน้ำ สิ่งมีชีวิตแรกได้แก่ ผักตบชวาที่ลอยไปตามลำน้ำลำคลอง  ผักตบชวาเป็นพืชที่ทำลายอ๊อกซิเจนในน้ำ ทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำตาย และทำให้คุณภาพของน้ำเสียไป คนมักเอาผักตบชวามาเป็นภาพเปรียบเปรยเพื่อเตือนสติให้อย่าดำเนินชีวิตอย่างผักตบชวา ลอยไปตามยถากรรม เป็นชีวิตที่ทำลายคุณภาพของสิ่งแวดล้อม  ส่วนสิ่งมีชีวิตในน้ำอีกอย่างได้แก่  ปลาชนิดหนึ่งอยู่ในเมืองไทยเรานี่เอง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปอุทยานเขาชะเมา และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ถึงปลาชนิดหนึ่ง ชื่อปลาพลวง อาศัยอยู่ในน้ำตกเพราะมันต้องการน้ำคุณภาพดีมีอ๊อกซิเยนมากๆ ซึ่งน้ำที่ไหลเชี่ยวอย่างน้ำตกจะมีคุณภาพอย่างนั้น และเมื่อถึงหน้าน้ำมาก มันจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปที่ต้นน้ำ ไม่ใช่แค่ว่ายทวนน้ำ แต่มันว่ายกระโดดขึ้นไปตามลำน้ำตกด้วย เหมือนกับปลาแซลมอนของต่างประเทศ นี่คือภาพของการทวนกระแสน้ำ ในพระคัมภีร์ 2 โครินธ์ 4:7-9 7แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน   เพื่อให้เห็นว่า   ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า   ไม่ได้มาจากตัวเราเอง 8เราถูกขนาบรอบข้าง   แต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว   เราจนปัญญาแต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ 9เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง   เราถูกตีลงแล้ว   แต่ก็ไม่ถึงตาย
พระคัมภีร์ได้กล่าวแก่เราว่า ชีวิตของคริสเตียนไม่ใช่ชีวิตที่ว่างเปล่า แต่เป็นชีวิตที่บรรจุของมีค่า เรามีพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตของเราจึงไม่ใช่ชีวิตที่ลอยไปตามยถากรรม เหมือนผักตบชวา ชีวิตคริสเตียนไม่ได้เป็นแค่ต้องการอยู่ในลำน้ำธรรมดา แต่เราปรารถนาคุณภาพชีวิตอย่างปลาพลวงที่รู้ว่ามีฤดูที่ต้องทวนกระแสขึ้นไปหาแหล่งน้ำที่มีอ๊อกซิเจนมากกว่าปกติ  พระคัมภีร์เป็นแนวทางให้เราไม่กลัวอนาคตที่กำลังจะมาถึง แม้ว่า กระแสของโลกนี้กำลังพาผู้คนมากมายที่ยึดติดกับระบบของโลกดิ่งลงเหวลึก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ตกต่ำ สังคมที่ย่ำแย่ สภาพจิตใจที่บอบช้ำ แต่เราทั้งหลายมีหลักในการดำเนินชีวิตเหมือนกับที่ในพระคัมภีร์ 2 โครินธ์ 4:16-18 16เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ   ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป   แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน 17เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา   ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น   จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้ 18เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่   แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น   เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน   แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์
ในภาวะกดดันเช่นนี้ จำเป็นที่คริสเตียนเราจะต้องยึดหลักพระคำพระเจ้าเพื่อนำไปปรับตัวต่ออนาคตอันใกล้ที่กำลังจะมาถึงในโยชูวาบทที่ 16-17 จะมีตัวอย่างเพื่อเตือนเราถึงชีวิตที่กำลังอยู่ในโลกใบนี้ว่า เราจะเป็นคนประเภทไหน
1. คนที่ไม่สวนกระแสอะไรเลย โยชูวา16:1-4
1ที่ดินตามฉลากของพงศ์พันธุ์โยเซฟนั้นเริ่มจาก แม่น้ำจอร์แดนใกล้ๆ   เมืองเยรีโค   ทิศตะวันออกของน้ำพุเยรีโคเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร   ขึ้นไปจากเยรีโคเข้าไปในแดนเทือกเขาเบธเอล 2จากเมืองเบธเอลไปยังเมืองลูส   ผ่านเรื่อยไปถึงเมืองอาทาโรทยังเขตของคนอารคี 3แล้วลงไปทางทิศตะวันตกถึงเขตของ คนยาเฟลที่ไกลไปจนเขตเมืองเบธโฮโรนล่าง   ถึงเมืองเกเซอร์ไปสิ้นสุดลงที่ทะเล   4พงศ์พันธุ์โยเซฟ  คือคนมนัสเสห์   และคนเอฟราอิม  ได้รับมรดกของเขา  
Background: พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า เขตแดนที่พงศ์พันธุ์โยเซฟ คือ มนัสเสห์และคนเอฟราอิมได้รับมรดก จากการทอดฉลากได้กำหนดให้การแบ่งดินแดนของพงศ์พันธุ์โยเซฟเริ่มต้นจากแม่น้ำจอร์แดนขึ้นเทือกเขาเข้าถิ่นทุรกันดาร ผ่านเบธเอลไปยังเมืองลูส  เรื่อยๆไปจนจดทะเล เป็นส่วนแบ่งที่พื้นดินอุดมสมบูรณ์มากที่สุด หรือเรียกว่า เป็นใจกลางของแผ่นดินคานาอัน ที่มาของการบันทึกนี้มาจากเรื่องราวก่อนเข้ายึดครองคือ ก่อนที่พงษ์พันธุ์ของโยเซฟจะเข้ายึดเมืองเป้าหมาย ได้มีการส่งผู้สอดแนมเข้าไปยังเมืองเบธเอล (ถัดจากเมืองอัยไปไม่ไกล)  และผู้สอดแนมได้พบกับชายผู้ชี้ทาง (ผู้วินิจฉัย 1:22-26) 22อนึ่งพงศ์พันธุ์ของโยเซฟได้ขึ้นไปสู้รบเมืองเบธเอลด้วย   และพระเจ้าทรงสถิตกับเขา 23พงศ์พันธุ์โยเซฟได้ใช้คนไปสอดแนมเมืองเบธเอล   (แต่ก่อนเมืองนี้ชื่อ  ลูส) 24และผู้สอดแนมเห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเมือง   จึงพูดกับเขาว่า   “ขอชี้ทางเข้าเมืองนี้ให้แก่เรา   และเราจะปรานีเจ้า” 25ชายคนนั้นก็ชี้ทาง เข้าเมืองให้และเขาประหารเมืองนั้นทำลายเสียด้วยคมดาบ   แต่เขาปล่อยให้ชายคนนั้น   และวงศ์ญาติทั้งสิ้นของเขารอดไป 26ชายคนนั้นก็เข้าไปในแผ่นดินของคนฮิตไทต์   และสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่งเรียกชื่อว่าเมืองลูส   ซึ่งเป็นชื่ออยู่จนทุกวันนี้  การชี้ทางเข้าเมือง หมายถึง การบอกทางที่เข้าง่าย หรือมีช่องโหว่ของการวางเวรยาม และเอื้อประโยชน์แก่พงษ์พันธ์โยเซฟในการยึดเมืองได้ง่ายดาย  ชายผู้ชี้ทางคนนี้เป็นชาวเมืองลูสที่มีบทบาทคล้ายๆกับนางราหับที่ได้ให้ข้อมูลและซ่อนผู้สอดแนมด้วยความเชื่อในพระสัญญาที่พระเจ้ามีแก่อิสราเอล พระคัมภีร์ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าชายคนนี้รู้จักอิสราเอลมากน้อยแค่ไหน และก็ไม่ได้บอกว่าเขามีความเชื่อหรือไม่ และไม่ได้บอกว่าเขารู้จักพระเจ้าของอิสราเอลหรือไม่  แต่พระคัมภีร์บันทึกว่าเขาได้ยอมให้ข้อมูล ยอมชี้ทางให้ และยอมรับข้อเสนอของอิสราเอล  พงษ์พันธุ์โยเซฟจึงให้ชายคนนี้ได้รับการไว้ชีวิตและมีเสรีภาพ โดยการปล่อยตัวเขาและวงศ์ญาติทั้งสิ้นของเขา ชายคนนี้กับญาติพี่น้องของเขาไม่ได้อาศัยอยู่ท่ามกลางอิสราเอล แต่กลับไปตั้งเมืองเล็กๆที่เคยเป็นที่อาศัยของคนฮิตไทต์ที่ได้อพยพหนีอิสราเอลไปที่อื่น ชายคนนี้ได้ตั้งชื่อเมืองตามชื่อเดิมที่เขาได้จากมา ชื่อเมืองลูส (แปลว่า เมืองต้นไม้ที่ออกผลเป็นถั่ว)  ส่วนเมืองลูสเดิมถูกเรียกอีกชื่อว่า  เบธเอล แปลว่า ที่ประทับของพระเจ้า จึงเกิดมีเมืองลูสขึ้นสองเมือง คือเมืองลูสที่ยาโคบ(ปฐมกาล 28:19; 35:6-7)  (บรรพบุรุษของอิสรเอล เมื่อครั้งหนีพี่ชาย เอซาว ไปหาลุงลาบัน ระหว่างทาง มืดค่ำก็เลยนอนกลางทาง ที่ตำบลลูส แล้วได้มีความฝันเห็นนิมิต มีบันไดจากพื้นดินจดฟ้าสวรรค์มีทูตสวรรค์ขึ้นลงบันไดนั้น และมีคำสัญญาจากพระเจ้าดังมาถึงเขาเรื่องการยกแผ่นดินให้และการขยายเผ่าพันธ์ชั่วลูกชั่วหลาน เมื่อตื่นขึ้น ยาโคบจึงเรียกที่นั่นว่า เบธเอล แปลว่า ที่ประทับของพระเจ้า) พงศ์พันธุ์ของโยเซฟ มนัสเสห์และเอฟราอิม ถือเป็นคนรุ่นหลานของยาโคบ ซึ่งนับว่าไม่ห่างกันเท่าไร แค่ประมาณห้าร้อยหว่าปีเท่านั้น และมาวันนี้ พระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงในรุ่นเหลนโหลน นี่คือเมืองลูสดั้งเดิม แต่เมืองลูสอีกเมือง เป็นเมืองที่ชายชาวเมืองลูสไปตั้งใหม่หลังจากเมืองลูสเดิมกลายไปเป็นเมืองแห่งพันธสัญญาของพระเจ้ากับอิสราเอลแล้ว จากตรงนี้จะเห็นเขตแดนมรดกของพงษ์พันธุ์โยเซฟด้านหนึ่ง จากเมืองลูส(เบธเอล)ไปจดเมืองลูส (สุดเขตพระสัญญา)  ชีวิตของคริสเตียนบางคนอาจเหมือนกับคนใหม่ ได้เริ่มต้นใหม่เหมือนเมืองลูสใหม่ แต่ข้างในยังเป็นคนเก่า ค่านิยมเก่าๆ วิถีชีวิตเก่าๆ และที่สำคัญ ไม่ได้เป็นเมืองแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ในดินแดนคานาอัน เป็นเมืองที่หลุดจากกรอบของคานาอันที่พระเจ้าสัญญายกให้เป็นมรดกแก่อิสราเอล เป็นเมืองของคนที่รอดชีวิตในคานาอัน แต่ไม่ได้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของอิสราเอลเลย ได้อยู่ในดินแดนคานาอันในฐานะแค่ติดกับเมืองแห่งพันธสัญญาเท่านั้น
ที่นี่เราจะเห็นการรอดชีวิตของคนในดินแดนคานาอันอย่างนางราหับที่ได้อาศัยอยู่ในท่ามกลางชนชาติอิสราเอลเสมือนหนึ่งเป็นประชาชนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าไปด้วย ส่วนชาวเมืองกิเบโอนรอดในฐานะทาสในท่ามกลางอิสราเอล เพราะใช้การเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตัวเองรอด และชายผู้ชี้ทางให้กับผู้สอดแนมที่ได้รับความปรานี รอดชีวิตเพื่อไปใช้ชีวิตแบบเก่าๆ  คำว่า ปรานี มาจากรากศัพท์แปลว่า ได้รับความโปรดปราน รับความเมตตา และเมื่อชายผู้ชี้ทางได้รับความปรานี เขาใช้ความปรานีที่ได้รับเป็นโอกาสเลือกเพียงแค่อยู่อย่างที่เคยอยู่ เขาพอใจแค่มีอาณาเขตของตัวเองและตั้งชื่อเมืองต้นไม้ที่ออกผลถั่ว พระคัมภีร์มีสำนวนหนึ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่คริสเตียนได้รับจากพระเมตตาจากพระเจ้าคือพระคุณของพระเจ้า  ฮีบรู 12:15  15จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า   และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมา   ทำความยุ่งยากให้   ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป ความหมายของพระคัมภีร์ตอนนี้ กำลังบอกเราว่าอย่าปล่อยให้พระคุณของพระเจ้าเสียไปเปล่าๆในชีวิตของเรา(สุภาษิตไทยพูดถึงถั่วกับงา ราคาต่างกัน ถั่วราคาถูกกว่างา) การเพิกเฉยต่อพระคุณ คือ การดำเนินชีวิตราคาถูกไม่สมกับที่พระคริสต์ได้ทรงซื้อเราด้วยราคาแพง 1 โครินธ์ 7:23 23พระเจ้าทรงซื้อท่านด้วยราคาสูง อย่าเข้าเป็นทาสของมนุษย์เลย การที่เรายังดำเนินชีวิตในวิธีคิดแบบเดิมๆ ขมขื่นกับคนเดิมๆ (ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปสร้างความขมขื่นกับคนใหม่) ก็ไม่ต่างจากเราทำตัวเราให้เป็นทาสของคนทางจิตใจ ที่ถูกรากขมขื่นล่ามโซ่ไว้  เหมือนอย่างชายผู้ชี้ทางที่มีโอกาสรับความปรานี เขาน่าจะมีสัมพันธ์ใหม่กับพงศ์พันธ์ของโยเซฟ ที่นำพระพรมา เปลี่ยนเมืองถั่วให้กลายเป็นที่ประทับของพระเจ้า  เขากลับไม่อยู่ เดาว่า ความขมขื่นที่ต้องเสียเมืองถั่วเดิมไป ทำให้เขาไปสร้างเมืองถั่วใหม่  เป็นเขตแดนที่เขาจะรู้สึกปลอดภัย
ซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีชีวิตคริสเตียน 2 โครินธ์ 5:17  17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น  พระคัมภีร์กล่าวถึงสิ่งใหม่เป็นปฏิกิริยาต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียวแล้วไม่มีสิ่งใหม่อีกเลย นี่คือสไตล์ชีวิตที่ออกแรงทวนกระแส
2. คนที่สร้างกระแสใหม่ โยชูวา 17:1-6
1ที่ดินตามฉลากเป็นอย่างนี้  ที่ตกแก่เผ่ามนัสเสห์   เพราะเป็นบุตรหัวปีของโยเซฟ   ส่วนมาคีร์บุตรหัวปีของมนัสเสห์   บิดาของกิเลอาด   ได้รับเมืองกิเลอาด   และเมืองบาชานเป็นส่วนแบ่ง   เพราะว่าเขาเป็นทหาร 2และที่ดินตามฉลากตกแก่คนเผ่ามนัสเสห์ที่เหลืออยู่ตามตระกูล   คืออาบีเยเซอร์  เฮเลค  อัสรีเอล  เชเคม  เฮเฟอร์และเชมีดา   บุคคลเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ผู้ชายของมนัสเสห์   ผู้เป็นบุตรของโยเซฟ   ตามตระกูลของเขา  3ฝ่ายเศโลเฟหัดบุตรของเฮเฟอร์บุตรของกิเลอาด   บุตรของมาคีร์บุตรของมนัสเสห์  ไม่มีบุตรผู้ชาย  มีแต่บุตรี   และต่อไปนี้เป็นชื่อบุตรีของเขาคือ   มาลาห์  โนอาห์  ฮกลาห์  มิลคาห์  และทีรซาห์ 4เขาเข้ามาหาเอเลอาซาร์   ปุโรหิตและโยชูวาบุตรนูนและบรรดาประมุขแล้วกล่าวว่า   “พระเจ้าได้ทรงบัญชาโมเสสไว้ว่า   ให้ข้าพเจ้าทั้งหลายรับส่วนมรดกใน หมู่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้าทั้งหลายได้”   ดังนั้นท่านจึงให้มรดกแก่คนเหล่านี้ในหมู่พี่น้อง ของบิดาของเขาตามพระบัญญัติแห่งพระเจ้า 5ดังนี้แหละส่วนที่ตกแก่คนมนัสเสห์จึงมีสิบส่วน   นอกเหนือดินแดนกิเลอาด และบาชานซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน 6เพราะว่าบุตรีของมนัสเสห์ก็ได้รับมรดกพร้อมกับ บุตรชายของท่านด้วย   แผ่นดินกิเลอาดนั้นได้ตกเป็นส่วนของบุตรหลาน มนัสเสห์ที่เหลืออยู่  
ในช่วงที่มีการแบ่งเขตแดนว่าใครจะได้เขตแดนไหนตามตระกูล ปรากฏว่า มีคนที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดก เพียงเพราะเขาเป็นผู้หญิง หากในตระกูลนั้นมีแต่ลูกสาว แถมพ่อตายอีก หมดสิทธิ์ คำเทศนาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ลูกสาวคาเลบไปขอที่นาจากพ่อได้ เพราะพ่อยังอยู่ แต่ตระกูลนี้พ่อตาย และเวลาขอที่ดินต้องว่ากันตามสายของผู้ชาย กลุ่มคนอ่อนแอในสังคมของคนอิสราเอลในยุคนั้น ได้แก่ผู้หญิงและเด็ก ผู้ชายคือผู้เข้มแข็งและสามารถปกป้องแผ่นดินได้ เหตุการณ์ในเวลานั้น มีการแบ่งมรดกตามลูกชาย แต่พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า ในตระกูลของมนัสเสห์ มีตระกูลหนึ่งที่ไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกสาว ถ้าว่ากันตามกระแสของสังคมเวลานั้นก็คือ หมดสิทธิ์ได้รับมรดก แต่ลูกสาวของเศโลเฟหัด ซึ่งพ่อตายไปนานแล้ว ได้มาหาโยชูวากับเอเลอาซาร์ ปุโรหิต เพื่อทวงสิทธิ์ที่เขามี คาดว่า ในเวลานั้นมีการแบ่งมรดกไปแล้ว และไม่มีใครสนใจผู้หญิงเหล่านี้ ลูกสาวห้าคนของเศโลเฟหัดจึงยึดพระสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้กับโมเสส เรื่องสิทธิ์ได้รับมรดกของผู้หญิง (กันดารวิถี 27:1-7) 1ครั้งนั้นบุตรีทั้งหลายของเศโลเฟหัดบุตรของเฮเฟอร์   ผู้เป็นบุตรของกิเลอาด   ผู้เป็นบุตรของมาคีร์   ผู้เป็นบุตรของมนัสเสห์   จากตระกูลของมนัสเสห์บุตรของโยเซฟเข้ามาใกล้   ชื่อบุตรีทั้งหลายของเขาคือมาลาห์   โนอาห์  โฮกลาห์  มิลคาห์  และทีรซาห์ 2และเขาทั้งหลายมายืนอยู่ต่อหน้าโมเสสและต่อหน้า เอเลอาซาร์ปุโรหิต      และต่อหน้าประมุข   และต่อหน้าชุมนุมชนที่ประตูเต็นท์นัดพบกล่าวว่า 3“บิดาของเราตายเสียในถิ่นทุรกันดาร   ท่านมิได้อยู่ในพวกที่ส้องสุมกันต่อสู้พระเจ้าใน พรรคพวกโคราห์(กันดารวิถี 16:1ff.)   แต่ท่านเสียชีวิตเพราะบาปของตน  และท่านไม่มีบุตรชายเลย 4เหตุใดจึงลบชื่อบิดาของเราจากตระกูลของท่าน   เพราะเหตุที่ท่านไม่มีบุตรชายเลย   ขอให้เรามีกรรมสิทธิ์ที่ดินท่ามกลางพี่น้องบิดาของเราด้วย”   5โมเสสได้นำเรื่องของเขากราบทูลพระเจ้า 6และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า 7“บุตรีของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว   เจ้าจงให้กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมรดกท่ามกลาง พี่น้องบิดาของเขา   และกระทำให้มรดกบิดาของเขาตกทอดมาถึงเขา
กบฏโคราห์ (บุตรคนเลวี ที่กล่าวหาว่าโมเสสและอาโรนใช้อำนาจด้วยตัวเองเพื่อตัวเองเป็นใหญ่ สุดท้ายเขาถูกธรณีสูบ และมีคนตายเพราะการนี้นับหมื่นคน) เพราะโคราห์ทำให้คนคิดกับผู้นำอย่างมนุษย์ที่มักใหญ่ใฝ่สูง ที่ลูกสาวเศโลเฟหัดอ้างถึง เพื่อให้รู้ว่า พ่อของเขาไม่ได้ตายในการกบฏครั้งนั้น จึงไม่ควรถูกลบชื่อออกจากผู้มีสิทธิ์รับมรดก แต่พ่อของเขาตายไปในกลุ่มคนที่พระเจ้าตรัสว่าคนที่อายุมากกว่ายี่สิบปีขึ้นไปที่ออกมาจากดินแดนอียิปต์จะไม่ได้เข้าคานาอัน แต่ลูกหลานของเขาจะได้เข้าแทน ซึ่งก็มีกรณีของลูกสาวของเศโลเฟหัด และเชื่อว่า มีอีกหลายคนที่เป็นเช่นนี้ แต่คนเหล่านั้นไม่กล้าที่จะสวนกระแสสังคม ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามกระแสนั้น ยอมรับชะตากรรม ผลลัพธ์ซึ่งลูกสาวของเศโลเฟหัดได้แสดงตนตั้งแต่ต้นในครั้งโมเสสยังมีชีวิตอยู่  การอ้างคำสัญญานี้คล้ายกับของคาเลบผู้มีความเชื่อ  แต่แตกต่างที่ความเป็นผู้หญิงกับความเป็นผู้ชาย ซึ่งลูกสาวของเศโลเฟหัดทั้งห้าคนมาพร้อมกับแรงต้านของกระแสสังคมที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน และย่อมมีคนไม่พอใจ เพราะในข้อต่อไปในตอนท้าย พวกผู้ชายโวยวายกับโยชูวา ว่าส่วนแบ่งก็น้อยอยู่แล้ว ยังต้องแบ่งให้พวกผู้หญิงและลูกหลานของเธออีกตั้งสิบส่วน โยชูวา 17:5 5ดังนี้แหละส่วนที่ตกแก่คนมนัสเสห์จึงมีสิบส่วน   นอกเหนือดินแดนกิเลอาด และบาชานซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน แรงต้านย่อมมีมากแน่นอน ไหนจะขอในสิ่งที่ไม่มีเหลือแล้ว สำหรับเผ่ามนัสเสห์ครึ่งเผ่า ไหนจะได้จากส่วนที่เป็นของเผ่าเอฟราอิม แต่คำสัญญาของพระเจ้าต้องเป็นจริงอย่างที่พระองค์ทรงตรัสไว้กับโมเสส (ผู้นำรุ่นก่อน) ลูกสาวเศโลเฟหัดจึงกล้าที่จะต้านกระแสของสังคม และได้รับสำหรับตัวเองและลูกของตัวเองด้วย
คนที่จะสร้างกระแสใหม่แก่สังคมได้ ต้องมีความชัดเจนว่าตัวเองเป็นใคร และมีสิทธิ์ขนาดไหน ที่สำคัญ พระเจ้าสั่งไว้หรือไม่ ถ้าพระเจ้าสั่งไว้ เดินหน้า ไม่ต้องกลัวว่าจะล้มเหลว แม้กระแสกดดันจะมากก็ตาม แต่ก็จะผ่านไปได้ และได้สิ่งที่เกินคาด ได้ก่อนคนที่จับฉลาก หรือมีสิทธิ์เสียด้วย ที่น่าสังเกตุสำหรับชีวิตที่สวนกระแสสังคม คือ การใช้สิทธิ์ที่สังคมมองไม่เห็น หรือไม่มีในท่ามกลางสังคมนั้น มันอาจเป็นเรื่องแปลก
ชีวิตคริสเตียนอาจแปลกในสายตาของคนภายนอก เวลาเราอธิษฐาน เราขอจากพระเจ้า เราอ้างพระสัญญา เราใช้สิทธิ์ที่ในสังคมไม่เคยเห็น เราสั่งห้ามในสิ่งที่คนไม่กล้าสั่งห้าม เราอนุญาตในสิ่งที่สังคมไม่กล้าทำ พระเยซูคริสต์ได้ให้ถ้อยคำว่า (มัทธิว 16:19) เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน   ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก   สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์   เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก   สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย”  อยู่ในบริบทที่กล่าวถึงชัยชนะของคริสตจักรเหนือพลังแห่งความตาย
มัทธิว 18:18  18เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   สิ่งสารพัดซึ่งท่านจะกล่าวห้ามในโลก   ก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์   และสิ่งซึ่งท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก   ก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์เหมือนกัน ในบริบทที่กล่าวถึงสิทธิอำนาจของคริสตจักรเรื่องการตักเตือนคนให้เลิกทำบาป
ชีวิตคริสเตียนที่สร้างกระแสใหม่แก่สังคมคือการใช้สิทธิอำนาจของคริสตจักรด้วยมุมมองที่แตกต่างจากชาวโลก ทำในสิ่งที่สังคมไม่เคยเห็น ไม่เคยมีมาก่อน จะมีใครกล้าเตือนคนทำบาปและใช้สิทธิอำนาจกับคนบาปได้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงกระทำสิ่งที่สวนกระแสของสังคมยิวในเวลานั้นด้วยเช่นกัน พระองค์รักษาโรคคนป่วยในวันที่กฏของคนยิวเรื่องวันสะบาโตห้ามทำงาน ทุกคนกลัวทำผิดหากต้องช่วยคนที่กำลังจะตายในวันที่ห้ามใช้แรงงาน พระเยซูคริสต์ทรงสอนฟาริสีว่า เขากำลังใช้สะบาโตอย่างผิดวัตถุประสงค์ของพระผู้สร้าง ที่ต้องการให้มนุษย์มีวันพักผ่อน เพื่อรับผิดชอบต่อตัวเองและต่อผู้อื่น เมื่อเรามีสะบาโตอย่างเหมาะสม เราก็จะไม่เป็นภาระกับผู้อื่น ยังสามารถช่วยคนอื่นได้ด้วย  มิใช่เอาสะบาโตมาเพื่อทำให้ตัวเองขาดความรับผิดชอบต่อผู้อื่น จนกลายเป็นคนที่ไม่สามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ในวันสะบาโตไปเลย
พระเยซูคริสต์จีงตรัสว่า มาระโก 2:27  27พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์   มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้สำหรับวันสะบาโต นี่เป็นตัวอย่างของการสวนกระแสของพระเยซูคริสต์เรื่องที่คนมากมายกลัวทำผิดกฏที่ตีความหมายอย่างผิดๆ นอกจากนี้ การสร้างกระแสใหม่แก่สังคมของลูกสาวห้าคนของเศโลเฟหัด ยังทำให้คนรุ่นต่อไปได้รับประโยชน์ไปด้วย เพราะได้ทำให้เกิดการตราเป็นกฏหมายบังคับใช้เรื่องมรดกตกทอดถึงลูกหลาน กันดารวิถี 27:8-118เจ้าจงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า   'ถ้าผู้ชายคนหนึ่งตายและไม่มีบุตรชาย   เจ้าจงให้มรดกของเขาตกไปยังบุตรีของเขา 9และถ้าเขาไม่มีบุตรี   เจ้าจงให้มรดกของเขาแก่พี่น้องของเขา 10และถ้าเขาไม่มีพี่น้อง   เจ้าจงให้มรดกของเขาแก่พี่น้องบิดาของเขา 11และถ้าบิดาของเขาไม่มีพี่น้อง   เจ้าจงให้มรดกแก่ญาติถัดตัวเขาไปในตระกูลของเขา   ให้ผู้นั้นถือกรรมสิทธิ์ได้   ให้เป็นกฎเกณฑ์และกฎหมายแก่ประชาชนอิสราเอล ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาโมเสสไว้”
3. คนที่กล้าสวนกระแสใจของตัวเอง  โยชูวา 17:14-18
14คนเผ่าโยเซฟได้พูดกับโยชูวาว่า   “เหตุไฉนท่านจึงแบ่งให้ข้าพเจ้ามีแต่ส่วนเดียวเป็นมรดก   แม้ว่าข้าพเจ้ามีคนมากมายเพราะว่าพระเจ้าได้ทรง อวยพระพรแก่พวกข้าพเจ้ามาจนบัดนี้แล้ว” 15ฝ่ายโยชูวาตอบเขาว่า   “ถ้าเจ้ามีคนมากมาย   พวกเจ้าจงเข้าไปในป่าแผ้วถางเอาเอง   ที่ในแผ่นดินของคนเปริสซีและคนเรฟาอิม   เพราะว่าแดนเทือกเขาของคนเอฟราอิมเป็นที่แคบ” 16คนเผ่าโยเซฟพูดว่า   “แดนเทือกเขานี้ไม่พอสำหรับพวกเรา   ฝ่ายคนคานาอันซึ่งอยู่ในที่ราบมีรถรบ ทำด้วยเหล็กทั้งที่อยู่ในเบธชานกับชนบท ของเมืองนั้นกับที่อยู่ในหุบเขายิสเรเอล” 17แล้วโยชูวาจึงกล่าวแก่พงศ์พันธุ์โยเซฟ   คือเอฟราอิมและมนัสเสห์ว่า   “ท่านทั้งหลายเป็นพวกที่มีคนมากและมีกำลังมหาศาล   ท่านจะมีส่วนแบ่งแต่ส่วนเดียวก็หามิได้ 18แม้ว่าแดนเทือกเขาเหล่านั้น  จะเป็นของพวกท่าน   ถึงแม้ว่าเป็นป่าดอน   ท่านจงแผ้วถางและยึดครองไปจนสุดเขตเถิด   แม้ว่าคนคานาอันจะมีรถรบทำด้วยเหล็ก   และเป็นคนเข้มแข็ง   ท่านทั้งหลายก็จะขับไล่เขาออกไปได้”
โยชูวา 17:14-18 การที่เผ่าของโยเซฟ (เอฟราอิมและมนัสเสห์อีกครึ่งเผ่า) ไปหาโยชูวา ด้วยคำบ่นว่า ได้รับแค่ส่วนเดียวสำหรับคนเผ่าครึ่งนั้นไม่พอ เพราะโดนเอาไปอีกจาก(ลูกสาวของเศโลเฟหัดที่มาขอเพิ่มหลังจากแบ่งกันไปแล้ว) จึงเสียไปอีกสิบส่วน (ส่วนที่ไม่ใช่กิเลอาดและบาชาน) ในข้อ 5 (กันดารวิถี 27:1-7) ทำให้ดินแดนของเอฟราอิมหดไปสิบส่วน เป็นที่เข้าใจว่า ที่สิบส่วนนั้น มาโดยคนที่เขาสวนกระแส การที่โยชูวาได้แนะนำให้ไปตีเพิ่มเอาเองในดินแดนของคนเปริสซีและคนเรฟาอิม เป็นการบอกกลายๆว่า สิทธิ์นั้นมาก่อนฉลากที่จับได้ แม้ฉลากจะเป็นของเอฟราอิม แต่สัญญาของพระเจ้ามาก่อน
การรอผลจากการทอดฉลากของอิสราเอลส่วนที่เหลือ คล้ายกับชีวิตของคนทั่วไปที่ให้ชะตาชีวิตกำหนด แตกต่างที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนด ให้เราระวังวิถีการดำเนินชีวิตเช่นนี้ ซึ่งจะทำให้เราไม่พัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าในเชิงการสื่อสารสองทาง เราจะเป็นฝ่ายรับทางเดียว ซึ่งความจริงพระเยซูคริสต์เจ้าทรงต้องการให้เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์สองทาง ดังที่ได้ตรัสไว้ในยอห์น 15:55เราเป็นเถาองุ่น   ท่านทั้งหลายเป็นแขนง   ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา   ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก   เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
ความสัมพันธ์เกิดขึ้นจาการสื่อสารสองทางนั้น ทำให้เกิดความเชื่อที่เป็นจริงมากกว่าการรับฟังอย่างเดียว เพราะทำให้เกิดคำๆหนึ่งที่เรียกว่า “การรู้จัก” นี่เป็นประสบการณ์ที่ให้ยืมกันไม่ได้ เหมือนกับการชิมอาหารให้รู้รสชาด ต้องทำด้วยตัวเอง
การใช้ความเชื่อของบรรพบุรุษ ไม่ต่างจากการขอยืมความเชื่อจากคนอื่น มีเวลาที่เราต้องใช้ความเชื่อของตัวเราเอง ดังนั้น ความเชื่อด้วยตัวเองของลูกสาวห้าคนของเศโลเฟหัดมาแรงกว่าการจับฉลาก

ใจของเราเวลานี้กำลังลอยไปตามกระแสคนรอบข้างที่คอยนั่งรอให้สิ่งต่างๆลอยมาตรงหน้าเราอย่างคนที่คนทั่วไปเรียกมันว่ายถากรรมหรือดูดีบางทีสิ่งที่ลอยมาติดอาจเป็นแค่เศษขยะที่ลอยมากับกระแสที่พามันมาใกล้เรา

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org