|
|
|
| |
หัวข้อ“พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อดับความทุกข์ร้อนใจของทุกคน”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
ความทุกข์ร้อนใจของมนุษย์มีสาเหตุแตกต่างกันไป บางคนทุกข์ร้อนใจด้วยเรื่องความเจ็บป่วย บางคนทุกข์ร้อนใจด้วยเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องบ้าน ที่อยู่อาศัย ครอบครัว บางคนทุกข์ร้อนใจด้วยเรื่องตัวเอง มีความทุกข์ร้อนใจหลากหลายในผู้คนทั่วโลก อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ เราได้เห็นสีหน้าของคนที่ทุกข์ร้อนใจ คนที่รักตายจากไปอย่างกระทันหัน บ้านเรือนพังทลาย ผู้คนบาดเจ็บมากมาย น้ำดื่ม ยารักษาโรค อาหาร ที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ เราได้แต่ภาวนาเผื่อคนเหล่านั้น ให้ได้รับความช่วยเหลือทันเวลา ข้าพเจ้าได้อ่านคริสเตียนนิวส์ มีบทความเขียนเกี่ยวกับบรรยากาศในเฮติ พอมืดลง ไม่มีไฟฟ้า แต่มีเสียงเพลงจากกลุ่มคนที่เป็นคริสเตียนร้องเพลงไพเราะ หนุนใจผู้คนตามท้องถนน ความเดือดร้อนเหมือนกับคนอื่นไม๊ เหมือน แต่ความทุกข์ร้อนใจต่างกัน จิตใจที่ทุกข์ร้อนของคริสเตียนเย็นลงได้ มีความหวัง ไม่ท้อแท้ สิ้นหวัง ห่อเหี่ยวใจ ผู้คนที่ได้ยินเสียงเพลงต่างได้รับกำลังใจ เพราะเสียงเพลงนี้ร้องจากใจที่มีพระเยซูคริสต์อยู่ใกล้ เรื่องของจิตใจ มีอิทธิพลต่อชีวิต สุภาษิต4:23 23จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า คริสเตียนที่ร้องเพลงได้ในเฮติ เป็นเพราะเขาใช้ชีวิตก่อนหน้านี้อยู่ใกล้พระเยซูคริสต์ เขาฝึกใช้พระคัมภีร์ตอนหนึ่งในชีวิตประจำวันปกติของเขา จากฟิลิปปี 4:5-6 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว 6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย เราจึงได้เห็นรายงานเกี่ยวกับเสียงเพลงในท่ามกลางบรรยากาศความทุกข์ร้อนใจของผู้คน พระธรรมที่เราจะศึกษาในวันนี้ทำให้เราได้เห็นเหตุผลที่พระเยซูคริสต์เจ้าเสด็จมาในโลกนี้เพื่อดับทุกข์ร้อนใจมนุษย์ทั้งปวง
ลูกา 4:31-44 31 พระองค์เสด็จลงไปถึงเมืองคาเปอรนาอุมแคว้นกาลิลี และได้ทรงสั่งสอนเขาทั้งหลายในวันสะบาโต 32คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยการสอนของพระองค์ เพราะคำของพระองค์ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ 33มีคนหนึ่งในธรรมศาลาที่มีผีโสโครกเข้าสิง เขาร้องเสียงดังว่า 34“ไฮ้ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ท่านมายุ่งกับเราทำไม ท่านมาทำลายพวกเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้ใด ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” 35พระเยซูจึงตรัสห้ามมันว่า “จงนิ่งเสีย ออกมาจากเขาซี” เมื่อผีนั้นได้ทำให้เขาล้มลงท่ามกลางประชุมชน แล้วก็ออกมาจากเขาแต่มิได้ทำอันตรายเขาเลย 36คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก พูดกันว่า “คนนี้เป็นอย่างไรหนอ เพราะว่าท่านได้สั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจและด้วยฤทธิ์เดช พวกมันก็ออกมา” 37กิตติศัพท์ของพระองค์จึงได้เลื่องลือไปทุกตำบลที่อยู่รอบนั้น 38 ฝ่ายพระองค์ทรงลุกขึ้นออกจากธรรมศาลา เสด็จเข้าไปในเรือนของซีโมน แม่ยายซีโมนป่วยเป็นไข้หนัก เขาทั้งหลายจึงอ้อนวอนพระองค์ให้ช่วยหญิงนั้น 39พระองค์ทรงยืนอยู่ข้างคนเจ็บ ทรงขนาบไข้ ไข้ก็หาย และในทันใดนั้นแม่ยายของซีโมนก็ลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์กับพวกของพระองค์ 40ครั้นเวลาตะวันยอแสง ใครมีคนเจ็บเป็นโรคต่างๆ ก็พามาหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงวางพระหัตถ์ถูกต้องเขาทุกคน ให้เขาหายโรค 41ผีก็ออกมาจากคนหลายคนด้วย ร้องว่า “ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” ฝ่ายพระองค์ก็ทรงขนาบมัน และไม่ให้มันพูด เพราะว่ามันรู้แล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ 42 ครั้นรุ่งเช้า พระองค์เสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว ประชาชนเที่ยวเสาะหาพระองค์ ครั้นพบแล้วก็หน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ ไม่ให้ไปจากเขา 43แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เราต้องไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าแก่เมืองอื่นด้วย เพราะว่าที่เราได้รับใช้มา ก็เพราะเหตุนี้เอง” 44พระองค์ทรงประกาศในธรรมศาลาทั่วยูเดีย
พระธรรมตอนนี้บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงย้ายจากนาซาเร็ธไปยังคาเปอรนาอุม พระองค์ไม่ทำการอัศจรรย์ที่นาซาเร็ธ เพราะคนนาซาเร็ธสงสัยว่า พระเยซูเป็นมนุษย์แต่ทำไมทำให้เขาอัศจรรย์ใจกับถ้อยคำของพระองค์ได้ เมื่อพระเยซูตอบความสงสัยของเขา เขากลับโกรธ เพราะคำตอบนั้นเป็นความจริงที่ยิวรับไม่ได้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนในธรรมศาลาที่นาซาเร็ธโกรธถึงขนาดจะฆ่าพระเยซูคริสต์ให้ตายก็คือการยกตัวอย่างเรื่องราวของหญิงม่ายต่างชาติที่พระเจ้าเจาะจงให้ได้รับพระพรแห่งความอุดมสมบูรณ์ผ่านเอลียาห์ ผู้เผยพระวจนะ ในช่วงที่เกิดกันดารอาหารนานถึงสามปีครึ่ง คนยิวอดอยากทั้งประเทศแต่คนต่างชาติได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า ไหแป้ง ไหน้ำมันของหญิงม่ายชาวต่างชาติเต็มล้นตลอดปีที่แห้งแล้ง และเรื่องราวของคนโรคเรื้อนชาวต่างชาติในยุคของเอลีชาที่ได้รับการรักษาให้หายโรคในขณะที่มีคนยิวที่เป็นโรคเรื้อนมากมายในอิสราเอลเวลานั้น ความโกรธเกิดจากความรู้สึกว่า ตนเองเป็นยิว ซึ่งมีศักดิ์ศรีสูงกว่าคนต่างชาติ คนยิวดูถูกคนต่างชาติเหมือนสุนัข แต่พระเยซูกล่าวความจริงว่า คนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิวก็มีสิทธิ์ได้รับความเมตตาจากพระเจ้าได้เหมือนกัน ถ้ายิวปฏิเสธผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าก็จะสำแดงพระเมตตากับคนต่างชาติแทน นี่คือสิ่งที่ยิวรับไม่ได้ว่า คนต่างชาติจะมาแทนที่ยิวได้อย่างไร พระเจ้าของยิวจะเป็นพระเจ้าของคนต่างชาติได้อย่างไร พระเยซูพูดผิดหรือเปล่า พูดไม่เข้าหู พูดไม่ตรงกับใจ ก่อนหน้านี้พวกยิวชื่นชมพระเยซู เมื่อพระองค์อ่านคำพยากรณ์ของอิสยาห์เรื่องข่าวดี การปลดปล่อย การช่วยเหลือ ความโปรดปรานของพระเจ้า ว่าสำเร็จในวันนี้แล้ว เป็นการตีความคำพยากรณ์ที่ยิวพอใจ เพราะยิวต้องการอิสรภาพจากโรม ยิวต้องการข่าวดี ต้องการความโปรดปรานของพระเจ้า เพราะความโปรดปรานของพระเจ้าอยู่ที่ไหน ที่นั่นเต็มไปด้วยพระพร และความมั่งคั่ง เมื่อยิวชั่งน้ำหนักความพอใจของตนกับความไม่พอใจ ยิวเลือกที่จะไม่พอใจมากกว่า จึงเป็นเหตุให้พระเยซูคริสต์ไม่ทำการอัศจรรย์ในนาซาเร็ธ พระองค์ย้ายจากนาซาเร็ธไปยังเมืองคาเปอรนาอุม และเสด็จเข้าไปในธรรมศาลาเพื่อสั่งสอนในวันสะบาโตซึ่งเป็นวันพักจากการทำงานของพวกยิว คำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์เจ้าเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ ผู้คนที่ฟังก็เกิดการอัศจรรย์ใจ ถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ทำให้คนน้อมรับด้วยความเชื่อฟัง ผู้คนเห็นด้วยกับคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ ขณะที่พระองค์สั่งสอนนั้น ผีที่อยู่ในชายคนหนึ่งที่อยู่ในธรรมศาลาก็เกิดอาการ ร้องออกมาว่า 34“ไฮ้ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ท่านมายุ่งกับเราทำไม ท่านมาทำลายพวกเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้ใด ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” คำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์มีไว้สำหรับคน แต่ผีที่ซ่อนในคน เมื่อรู้ว่าคนได้รับถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ มันรู้ว่า มันจะอยู่ในคนที่รับถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ต่อไปไม่ได้แล้ว มันจึงร้องว่า พระเยซูคริสต์มายุ่งกับมันทำไม ความหมายก็คือ มันกำลังทำงานของมันในการครอบงำคน แต่คนที่รับถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ ผีครอบงำต่อไปไม่ได้ สิ่งที่ผีมันจะทำได้ ก็คือ ทำให้คนที่ถูกมันครอบงำ ล้มลงกับพื้น เมื่อผีนั้นได้ทำให้เขาล้มลงท่ามกลางประชุมชน แล้วก็ออกมาจากเขาแต่มิได้ทำอันตรายเขาเลย เป็นการโต้ตอบของผีต่อพระเยซูคริสต์ผ่านคน เพราะผีมันรู้ว่า แผนการของมันถูกเปิดโปงแล้ว ผีจึงร้องว่า ท่านมาทำลายพวกเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้ใด ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” ผีมันเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์มาทำลายมัน แต่ความจริง พระเยซูคริสต์มาช่วยคน พระองค์อยู่ใกล้ใคร คนนั้น ก็จะได้เป็นไท คนที่ไม่เป็นคริสเตียนไม่เข้าใจ ว่า ทำไม คริสเตียนจึงอยากให้เขารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะนั่นคือการอนุญาตให้พระองค์เสด็จเข้ามาใกล้ในชีวิตของคนนั้น เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาใกล้ ความบริสุทธิ์ของพระองค์ทำลายความสกปรกในชีวิตของคนๆนั้น ใจที่สกปรกก็จะสะอาด ยอห์น 15:3-4 3ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน 4จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่านยากอบ 4:8 8ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ ความสะอาดที่เกิดขึ้นกับคนที่พระเยซูคริสต์อยู่ใกล้ ทำให้ผีโสโครกทนอยู่ไม่ได้ มันจึงร้องเรียกพระเยซูคริสต์เจ้าว่า ข้อ 33 ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า” นั่นหมายความว่า ความสกปรกทนต่อความบริสุทธิ์ของพระเจ้าไม่ได้ ถ้าวันนี้เรายังถูกผีรบกวน ในฝันมีแต่ผี ควบคุมตัวเองไม่ได้กับความบาปที่สกปรก จงหันกลับมาแสวงหาการใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ ความบริสุทธิ์ของพระองค์จะทำให้ผีอยู่ใกล้เราต่อไปอีกไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เราจะได้เรียนบทเรียนจากพระธรรมตอนนี้ก็คือ พระเยซูคริสต์ต้องการให้มนุษย์รู้จักพระองค์ด้วยตัวเอง พระองค์ต้องการให้มนุษย์รู้จักพระองค์ด้วยประสบการณ์ของตนเอง ด้วยการให้พระเยซูคริสต์อยู่ใกล้
1. จงให้พระองค์อยู่ใกล้ ลูกา 4:34,38-39
34“ไฮ้ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ท่านมายุ่งกับเราทำไม ท่านมาทำลายพวกเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้ใด ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า”..... 38 ฝ่ายพระองค์ทรงลุกขึ้นออกจากธรรมศาลา เสด็จเข้าไปในเรือนของซีโมน แม่ยายซีโมนป่วยเป็นไข้หนัก เขาทั้งหลายจึงอ้อนวอนพระองค์ให้ช่วยหญิงนั้น 39พระองค์ทรงยืนอยู่ข้างคนเจ็บ ทรงขนาบไข้ ไข้ก็หาย และในทันใดนั้นแม่ยายของซีโมนก็ลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์กับพวกของพระองค์
บันทึกตอนนี้ เราได้เห็นว่า ผีไม่ยอมให้พระเยซูอยู่ใกล้ มันกลัวว่ามันจะถูกทำลาย มีคริสเตียนไม่น้อยที่ไม่ยอมให้พระเยซูมายุ่งกับชีวิต ไม่รู้ว่า ผีตัวเดียวกันหรือเปล่า แต่ถ้าชีวิตของเรายังมีความทุกข์ร้อนใจอยู่ จงยอมให้พระองค์มาอยู่ใกล้ บางทีเราก็ไม่รู้ว่า อะไรรบกวนจิตใจและชีวิตของเราอยู่ ในข้อ 38 พระเยซูคริสต์เสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตร ซึ่งความทุกข์ร้อนใจของคนในบ้านนี้คือ คนป่วยในบ้าน และคนในบ้านมีความทุกข์ร้อนใจ จึงขอร้องพระเยซูคริสต์ให้ช่วย การขอให้ช่วยคือการอนุญาตให้พระองค์เสด็จไปอยู่ใกล้ พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเยซูเสด็จไปยืนอยู่ข้างคนเจ็บ คำภาษากรีกอธิบายว่า พระเยซูยืนอยู่เหนือแม่ยายของเปโตร การอยู่ใกล้ของพระเยซูคริสต์ไม่ใช่แค่อยู่ข้าง แต่อยู่เหนือ การยอมให้พระองค์อยู่เหนือเราในสภาพแบบแม่ยายของเปโตร คือ เราช่วยตัวเองไม่ได้ ยอมจำนน ที่นี่ ลูกาบันทึกใช้คำว่า ขนาบไข้ เป็นคำเดียวกันกับคำว่า ขนาบผี ในข้อที่ 41 41ผีก็ออกมาจากคนหลายคนด้วย ร้องว่า “ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” ฝ่ายพระองค์ก็ทรงขนาบมัน และไม่ให้มันพูด เป็นคำสั่งห้าม คำสั่งให้ออกไปจากทางของชีวิตคนนั้น พระเยซูสั่งความเจ็บป่วยกับสั่งผีด้วยคำสั่งเดียวกัน แสดงว่าความเจ็บป่วยกับผีรบกวนคนเหมือนกัน และสาเหตุของการเจ็บป่วย บางทีก็ไม่ใช่มาจากการเจ็บป่วยเพราะร่างกายเสื่อมสภาพ แต่อาจมาจากจิตวิญญาณที่ถดถอยจึงถูกผีครอบงำให้ป่วยได้ เมื่อพระเยซูรักษาคนเจ็บเป็นโรคต่างๆ หายโรค มีหลายคนมีผีออกมาด้วย ที่นี่ ผีออกมาจากคนหลายคน ต่างร้องว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ความเป็นพระบุตรพระเจ้าของพระเยซูคริสต์นำการรักษาหายโรคเกิดขึ้น วิญญาณที่เป็นสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยอยู่ในคนต่อไปไม่ได้ เมื่อการรักษาโรคเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริตส์เจ้า การร้องว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเป็นการประกาศว่า ผีแห่งความเจ็บป่วยต้องออกจากคน เพราะพระบุตรของพระเจ้าอยู่ใกล้คน ความเจ็บป่วยทำให้เกิดความทุกข์ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เมื่อพระเยซูคริสต์อยู่ใกล้ ความทุกข์ร้อนใจก็ได้รับการขจัดออกไป เช่นเดียวกัน คริสเตียนอยู่ใกล้ใคร ต้องดับความทุกข์ร้อนของผู้คนที่เขาอยู่ใกล้ ไม่ใช่อยู่ใกล้แล้วยิ่งร้อน พระคัมภีร์มัทธิว 5:9 9“บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร ผู้สร้างสันติ Peace maker คำว่า สันติ แปลว่า สงบนิ่ง มีรากศัพท์ภาษากรีกตรงกันข้ามกับความไม่สงบ ไม่นิ่ง พระเยซูคริสต์ทรงตรัสประโยคนี้ในคำเทศนาบนภูเขา ผู้ที่สร้างสันติ หรือผู้ที่ดับทุกข์ร้อนของจิตใจ พระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่า เป็นบุตร หรือพูดอีกแบบก็คือ เป็นบุตรพระเจ้า ผีเรียกพระเยซูคริสต์ว่าเป็นบุตรพระเจ้า เพราะมันรู้ว่า พระองค์เป็นใคร และงานหน้าที่ของบุตรพระเจ้าคือ ทำให้ชีวิตคนสงบลงได้ ผีมันรู้ว่า งานก่อความไม่สงบของมันสิ้นสุดลงที่นี่แล้ว มันจึงเรียกพระเยซูคริสต์ว่า บุตรพระเจ้า ผีไม่ยอมให้พระเยซูคริสต์อยู่ใกล้ แต่คนที่ต้องการสันติสุขจะต้องการพระเยซูคริสต์อยู่ใกล้ หากวันนี้ ชีวิตของใครบางคนในที่นี้ ไม่สงบ ต้องการสันติสุขจากพระเยซูคริสต์ จงให้พระองค์อยู่ใกล้ ฟิลิปปี 4:5-6 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว 6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย
2. อย่าหน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ ลูกา 4:42-44
42 ครั้นรุ่งเช้า พระองค์เสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว ประชาชนเที่ยวเสาะหาพระองค์ ครั้นพบแล้วก็หน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ ไม่ให้ไปจากเขา 43แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เราต้องไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าแก่เมืองอื่นด้วย เพราะว่าที่เราได้รับใช้มา ก็เพราะเหตุนี้เอง” 44พระองค์ทรงประกาศในธรรมศาลาทั่วยูเดีย
ที่นี่ เราได้เห็นประชาชนที่มีประสบการณ์การอยู่ใกล้พระเยซูคริสต์แล้ว หายเจ็บหายไข้ ประชาชนรู้สึกอยากให้พระเยซูคริสต์อยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะพระองค์ทรงนำการรักษา นำเสรีภาพ นำความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยมาให้แก่ประชาชน พระคัมภีร์ใช้คำว่า หน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ คำว่า หน่วงเหนี่ยวยังมีความหมายอีกคำว่า ครอบครอง possess ยึดไว้เป็นของตัวเอง ไม่ให้ไปจากเขา นี่คือเหตุผลที่คริสเตียนประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนพระเยซูคริสต์ เพราะข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้า นำพระเยซูคริสต์ให้อยู่ใกล้กับคนที่ทุกข์ร้อนใจ คริสเตียนที่ประกาศข่าวประเสริฐคือคนที่ไม่หน่วงเหนี่ยวพระเยซูไว้เป็นของตัวเอง พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า พระองค์ต้องไปเมืองอื่นด้วย นั่นหมายความว่า ยังมีคนที่ทุกข์ร้อนใจอีกมากมายที่กำลังรอคอยคนที่จะมาช่วยดับทุกข์ให้กับเขา การทรงสถิตของพระเยซูคริสต์นำการดับทุกข์ให้กับผู้คน เพราะฉะนั้น ให้เรานำการทรงสถิตของพระเยซูคริสต์ไปอยู่ท่ามกลางประชาชน คริสเตียนอย่าเก็บตัว แต่จงสำแดงชีวิตที่พระเยซูคริสต์อยู่ใกล้เรา เหมือนกับพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปอยู่ใกล้ผู้คน คริสเตียนจึงเยี่ยมเยียนคนป่วย เยี่ยมเยียนคนมีปัญหา ในสังคมของเรามีแต่การวิ่งหนีคนมีปัญหา โดยเฉพาะคนที่สร้างปัญหา ผู้คนไม่อยากอยู่ใกล้ อยากอยู่ห่างๆ เราต้องสังเกตว่า เราควรอยู่ใกล้ใคร ใครที่เราควรวิ่งหนี ไม่ใช่หนีไปหมดทุกคน แล้วใครจะช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ได้ ถ้าสังคมเต็มไปด้วยคนที่วิ่งหนีปัญหา พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โรม 16:17-18 17พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลง ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น 18เพราะว่าคนเหล่านั้น ไม่ได้ปรนนิบัติพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แต่ได้ปรนนิบัติท้องของตัวเอง และได้ล่อลวงคนซื่อให้หลงด้วยคำดีคำอ่อนหวาน พระคัมภีร์บอกเราให้เมินหน้าจากคนสองประเภท คือ หนึ่ง คนที่สร้างความแตกแยก และสอง คนที่ทำให้คนอื่นหลง คนที่สร้างความแตกแยก คือคนที่มาด้วยท่าทีแห่งการชวนทะเลาะหรือทำให้คนทะเลาะกัน อย่าไปคุย อย่าไปต่อล้อต่อเถียง ส่วนคนที่ทำให้คนอื่นหลงไป ได้อธิบายต่อในข้อ 18 ว่า เป็นคนที่ไม่ได้ปรนนิบัติพระคริสต์ แต่ได้ปรนนิบัติท้องของตัวเอง และได้ล่อลวงคนซื่อให้หลงด้วยคำอ่อนหวาน ผู้หญิงทั้งหลาย มักจะตายใจกับผู้ชายที่ดูซื่อแต่เจ้าเล่ห์ และมีคำที่ทำให้ตายใจด้วยคำดี คำอ่อนหวาน พระคัมภีร์เตือนเราให้เมินหน้าหนีจากคนประเภทนี้ เมินหน้าหนีหมายความว่ายังไง รากศัพท์ภาษากรีกใช้คำว่า ออกมาจากทางของคนๆนั้น นั่นคือ อย่าอยู่ในทางเดียวกันกับคนที่ปรนนิบัติท้องของตัวเอง เมินหน้าหนีอย่างคนมีปัญญา พระธรรมสุภาษิต 5:1-14 1บุตรชายของเราเอ๋ย จงตั้งใจต่อปัญญาของเรา จงเอียงหูของเจ้าฟังความเข้าใจของเรา 2เพื่อเจ้าจะรักษาความเฉลียวฉลาดไว้ และริมฝีปากของเจ้าจะระแวดระวังความรู้ 3เพราะริมฝีปากของหญิงชั่วนั้นก็หยาดน้ำผึ้งออกมา และคำพูดของนางก็ลื่นยิ่งกว่าน้ำมัน 4แต่ในที่สุด นางขมขื่นยิ่งกว่าบอระเพ็ด และคมอย่างดาบสองคม 5เท้าของนางก้าวลงไปสู่ความตาย ย่างเท้าของนางติดตามวิถีสู่แดนผู้ตาย 6นางไม่สนใจในวิถีแห่งชีวิต ทางของนางวนเวียนไป และนางหารู้ไม่ 7บุตรชายเอ๋ย บัดนี้จงฟังเรา และอย่าพรากจากถ้อยคำแห่งปากของเรา 8จงหลีกทางของเจ้าให้ไกลจากนาง อย่าไปใกล้ประตูเรือนของนาง 9เกรงว่าเจ้าจะให้เกียรติของเจ้าแก่คนอื่น และให้ปีเดือนของเจ้าแก่คนไร้เมตตา 10เกรงว่าแขกแปลกหน้าจะกินกำลังของเจ้าจนอิ่ม และแรงงานของเจ้าตกไปในเรือนของคนต่างด้าว 11และถึงบั้นปลายชีวิตของเจ้า
เจ้าครวญคราง เมื่อเนื้อและกายของเจ้าถูกล้างผลาญ 12และเจ้าว่า “ข้าเคยเกลียดการตีสอนเสียจริงๆ และจิตใจของข้าดูหมิ่นการตักเตือน 13ข้าไม่เคยฟังเสียงครูของข้า หรือเอียงหูให้แก่ผู้สั่งสอนของข้า 14ข้าจวนจะล้มละลายสู่ความพินาศ
อยู่รอมร่อในหมู่คนที่ประชุมกันอยู่นั้น” คำเตือนนี้ ไม่ใช่สำหรับเฉพาะผู้ชายเท่านั้นในยุคของเรา เพราะผู้หญิงและผู้ชายก็กำลังถูกล่อลวงด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงหรือผู้ชายที่ซื่อและเซ่อด้วย ซื่อแปลว่า ไม่เป็นอันตราย เป็นคำเดียวกับที่พระคัมภีร์ มัทธิว 10:16 16“ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ แม้จะใช้อีกคำ แต่มีความหมายเดียวกันคือ ไม่มีภัย แต่ฉลาด นั่นคือ ซื่อแต่ไม่เซ่อ บ่อยครั้งที่ความทุกข์ร้อนใจในชีวิตของเราเกิดจากความไม่ฉลาดของเรา เราซื่อแต่ไม่ฉลาด ทำให้เกิดเรื่องได้ คนที่ฉลาดจะไม่ปล่อยให้ความพาซื่อของเรากลายเป็นเหยื่อของคนเจ้าเล่ห์ ที่ต้องการฉวยประโยชน์จากเรา คนเจ้าเล่ห์ ไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด เหมือนกับคำพูดที่กล่าวว่า ไม่สนใจวิธีการขอให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างเดียวกัน ใครที่พูดอย่างนี้ จงหนีเสียจากคนประเภทนี้ เพราะนี่คือความคิดที่โหดเหี้ยม แย่งได้เป็นแย่ง แม้จะมีเจ้าของแล้ว ก็ไม่สน โดยเฉพาะ คนมีภรรยา หรือสามีแล้ว และจะยิ่งเห็นเป็นโอกาส เมื่อครอบครัวเขามีปัญหาอยู่แล้ว ก็จะเข้าแทรก นี่คือลักษณะของคนที่ไม่มีศีลธรรมในใจเลย มัทธิว 7:15-20 15 “ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า 16ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม 17ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว 18ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้ 19ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ 20เหตุฉะนั้น ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา การให้พระเยซูคริสต์ดับทุกข์ร้อนใจของเรา เราต้องร่วมมือกับพระองค์ แล้วความทุกข์ร้อนใจของเราจะมลายหายไป การที่ความทุกข์ร้อนใจของเราไม่หายไป ไม่ใช่เพราะพระองค์ไม่ช่วยดับให้ แต่เป็นเพราะเรายังอ้อยอิ่งอยู่กับความบาปบางอย่าง เราปล่อยให้มันสร้างความทุกข์ร้อนใจแก่เรา อธิษฐานเท่าไรก็ไม่หาย เพราะเราไม่มีวินัยกับตัวเราเอง มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ถ้าความบาปทำให้เรารู้สึกไม่ดี คงไม่มีใครทำบาป แต่เพราะความบาปมันทำให้เรารู้สึกสบาย รู้สึกดี และยากที่จะจัดการ ต้องใช้วินัย การหักดิบ จึงจัดการกับบาปได้ ทำไมเราต้องรีบจัดการกับบาป ยากอบ 1:14-15 14แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อให้หลง เมื่อกิเลสของตัวเองล่อและชักนำให้กระทำตาม 15ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็นำไปสู่ความตาย
การกลับใจใหม่ การเลิกทำบาป การหักดิบ คือการร่วมมือกับพระเยซูคริสต์คือการให้พระองค์เข้ามาดับทุกข์ร้อนใจของเราที่แท้จริง อย่าหน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้ด้วยกิเลศและความอยากของตัวเอง เมื่อเราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์คือ ปราศจากความทุกข์ร้อนใจ เราจะมีเสรีภาพที่จะทำเหมือนพระเยซูคริสต์ด้วยเช่นกัน คือ เป็นผู้ดับทุกข์ร้อนใจของผู้อื่น
ให้เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน จงเปิดตา มองดู คนรอบข้างเราที่เราอยากวิ่งหนี คนเหล่านั้น เขากำลังมีปัญหาที่ต้องการคนดับทุกข์ให้กับเขา เราต้องเป็นคนที่สยบพายุในใจคนได้ เหมือนพระเยซูคริสต์ทรงสั่งให้พายุสงบลง มาระโก 4:39 39พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลม และตรัสแก่ทะเลว่า “จงสงบเงียบซิ” แล้วลมก็หยุด คลื่นก็สงบเงียบทั่วไป พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ใกล้เราพร้อมที่จะห้ามลมพายุในใจของเรา และของคนรอบข้าง พระเยซูใช้คำว่า Peace พระองค์ตรัสกับลมให้สงบนิ่ง เช่นเดียวกัน พระองค์สามารถสั่งแก่ใจของเราให้สงบนิ่งได้ นี่แหล่ะที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า ยอห์น 14:27 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย คำว่า อย่าให้ใจท่านวิตกเลย มีความหมายถึงอย่าให้ใจของท่านเป็นเหมือนน้ำที่ถูกกวน ในการทำบำบัดภายใน เรามักยกตัวอย่างเรื่องน้ำใสไม่ได้หมายความว่าน้ำนั้นสะอาด แต่เพราะตะกอนมันนอนก้นอยู่ ยามใดที่น้ำใสที่มีตะกอนนอนก้นถูกกวน น้ำนั้นจะกลายเป็นน้ำขุ่น นั่นคือชีวิตของคนที่ไม่ได้รับการดับทุกข์ร้อนใจที่แท้จริง ความทุกข์ร้อนใจยังซ่อนอยู่ที่ก้นถ้วย จำเป็นที่เราต้องเป็นน้ำสะอาดใสของจริง อย่าเป็นของปลอม เพราะเมื่อถึงยามคับขัน น้ำในชีวิตของเราจะไม่ให้ชีวิต แต่กลับจะทำให้เราแย่และรับมือกับสถานการณ์คับขันไม่ได้ เราจะขาดสติปัญญา มองปัญหาและทางแก้ไขไม่ชัดเจน เอเฟซัส 5:15,17 15เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา..... 17เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร ประโยคที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า เพราะว่าที่เราได้รับใช้มา ก็เพราะเหตุนี้เอง คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนควรจะรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้าว่า น้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับพระเยซูในชีวิตของเราคืออะไร เพื่อเราจะเป็นเหมือนพระองค์ คือ ไปที่ใด ก็ดับทุกข์คลายร้อนในจิตใจคนได้ตลอดเวลา
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|