Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2552

 

 

หัวข้อ “พยานของพระเยซูคริสต์"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์เรา เรื่องการได้ยิน ได้ฟัง ได้กลิ่น ได้สัมผัส และได้เห็น ทำให้มนุษย์สามารถเป็นพยานชั้นดีที่สุดของมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็มีการพยายามปกปิดพยานชั้นดีด้วยการทำลายหลักฐานใดก็ตามเพื่อมิให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าสามารถรับรู้ได้ ในยุคของเรากำลังนิยมเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ ที่พยายามเป็นตัวช่วยประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ พยานหลักฐานที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หลักฐานที่อาชญากรพยายามกลบเกลื่อน เดี๋ยวนี้ไม่สามารถซ่อนได้อีกต่อไป ความจริงที่เปิดเผยออกมาทำให้พยานเป็นที่น่าเชื่อถือ ที่กล่าวถึงนี้คือ พยานวัตถุที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปได้ แต่พยานที่มักเปลี่ยนไปด้วยตัวพยานเอง นั่นคือ พยานบุคคล สิ่งของปลอมหลอกเรายาก แต่คนปลอมนั้นหลอกคนมานักต่อนัก พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกของพระองค์ให้ระวังพยานเท็จหรือของปลอม มัทธิว 7:15
15 “ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ   ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ   แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า
พระเยซูคริสต์เรียกพยานเท็จว่าเป็นคนปลอม  ผู้เผยพระวจนะเท็จ หมายถึงคนที่แสดงว่าตัวเองมาจากพระเจ้าแต่ความจริงไม่ได้มาจากพระเจ้า และทำทีว่าตัวเองนั้นไร้เล่ห์เหลี่ยมเหมือนกับแกะ แต่ภายในเต็มไปด้วยความร้ายกาจดุจหมาป่า ที่มาคอยหาประโยชน์จากแกะที่ซื่อๆไร้เดียงสา มาทำทีเป็นจ่าฝูงนำหน้าฝูงแกะ แต่ไม่ได้นำแกะไปในทุ่งหญ้าที่ให้แกะกินอิ่มและเติบโต แต่นำแกะไปในที่ที่แห้งแล้ง และแกะก็อ่อนแรงพร้อมเป็นเหยื่อของหมาป่า พระเยซูคริสต์ทรงเตือนให้ระวังแกะปลอมที่อยู่ในคอกแกะด้วย ทรงสอนสาวกว่าจะแยกแยะหมาป่าในคราบแกะปลอมได้ต้องใช้ประสาทสัมผัสมากกว่าหนึ่งอย่าง ไม่เพียงแต่ใช้หูฟัง แต่ให้ดูด้วยตาและวิเคราะห์ด้วยสติปัญญา มัทธิว 7:16-20
16ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา   ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ   หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม 17ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี   ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว 18ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้   หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้ 19ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ 20เหตุฉะนั้น   ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา
ไม่เพียงดูที่ผลดีเท่านั้น แต่ต้องเป็นผลจากต้นไม้ที่ไม่มีหนาม นั่นหมายความว่าคุณภาพชีวิตของคนไม่ได้ดูกันที่ภายนอก แต่ต้องดูที่ชีวิตภายใน คุณภาพชีวิตไม่ได้ดูกันที่โบสถ์ แต่ต้องดูกันที่บ้าน คุณภาพชีวิตไม่ได้ดูกันที่ตัวคนนั้นอย่างเดียว แต่ดูที่ผลตอบรับของคนรอบข้าง คนใกล้ชิด ว่าเขาสัมผัสชีวิตของเราอย่างไร
 สิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสเรื่องผลจากต้นที่ไม่มีหนาม นั่นหมายความว่า พระองค์สนใจทั้งผล และจากต้นที่ไม่ใช่ต้นหนาม
ลู กา 8:14 14ที่ตกกลางหนามนั้นได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้วออกไป   และความปรารภปรารมย์   ทรัพย์สมบัติ   ความสนุกสนานแห่งชีวิตนี้ก็ปกคลุมเขา   ผลของเขาจึงไม่เติบโต
แม้จะดูเหมือนเกิดผล แต่ชีวิตที่ยึดติดกับความสนใจกับความร่ำรวย สนใจกับค่านิยมในชีวิตของโลกนี้
มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า คนที่จะสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์ได้ คนนั้นต้องเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ สำนวนไทยเรียกว่า ปลูกถั่วหวังได้งา เป็นไปไม่ได้ สาวกของพระเยซูคริสต์ คือคนที่จะเป็นพยานชั้นดีของพระเยซูคริสต์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีประสาทสัมผัสดีครบทั้งห้าส่วน แต่ประสาทสัมผัสที่หก คือ ด้านจิตใจและวิญญาณที่ดี จะนำพาให้การใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ได้ดี แม้จะมีแค่สี่ เช่น พี่น้องภาษามือ เขาไม่ใช่คนใบ้ เขาใช้ภาษามือ เพราะประสาทสัมผัสด้านการฟังของเขาเสียไป เขาจึงไม่ได้ยินภาษาพูดของพวกเรา แต่เขามีประสาทสัมผัสตา มีประสาทสัมผัสรับรส รับกลิ่น และสัมผัสผิวหนัง และสัมผัสด้วยใจ เขาสามารถเป็นพยานชั้นดีของพระเยซูคริสต์ได้ ในคริสตจักรของเรามีการจัดตารางปฏิทินทุกจันทร์สุดท้ายของเดือน ผู้ที่ร่วมรับใช้ในงานเซลล์จะมาพบศิษยาภิบาล เรามีการเรียนด้วยกัน และบทเรียนที่เราเพิ่งจะเรียนไปล่าสุด จากหนังสือเรื่อง 101 สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ คือ จงแบ่งปันเรื่องการล่อลวงที่คุณกำลังเผชิญกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ และภายใต้หัวข้อนี้ มีคำแนะนำ 3 สิ่งที่ป้องกันเราจากการล่อลวงให้ทำบาป นั่นคือ 1. ความเกรงกลัวพระเจ้า 2. พระคำพระเจ้าที่ซ่อนอยู่ในใจ 3. ความรับผิดชอบที่เรามีต่อคนที่อยู่ภายใต้ตัวเอง (ได้แก่ สามีหรือภรรยา ครอบครัว และบรรดาพี่น้องคริสเตียน) คำแนะนำในข้อ 3 นี้ ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงคำว่า ความรับผิดชอบต่อคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย  เราต้องไม่หลอกคนเหล่านั้นให้เข้าใจว่า  เราเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น เราพูดเพราะ แต่ความจริง เราเป็นคนพูดไม่เพราะ เราพูดดี แต่เราพูดโกหก เราดูเป็นคนเคร่ง แต่ความจริง เราปล่อยตัว  พยานความจริงของพระเยซูคริสต์ต้องสัตย์ซื่อ เป็นคนๆเดียวกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง พระเยซูคริสต์ทรงให้ความสำคัญเรื่องพยาน และทรงคาดหวังผู้เชื่อทั้งหลายที่จะเป็นพยานของพระองค์ พระธรรมกิจการ 1:8 กล่าวถึงสิ่งที่ผู้เชื่อจะได้รับฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เพื่อเป็นพยานฝ่ายพระเยซู
8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช   เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน   และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม   ทั่วแคว้นยูเดีย   แคว้นสะมาเรีย   และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”
ดังนั้น สิ่งที่เราจะได้เรียนรู้จากหนังสือยอห์นวันนี้ ซึ่งเรามาถึงหนังสือยอห์น 5:31-47
31ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   คำพยานของเราก็ไม่จริง 32มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้แก่เรา   และเรารู้ว่าคำพยานที่พระองค์ทรงเป็นพยานให้แก่เรานั้นเป็นความจริง 33ท่านทั้งหลายได้ใช้คนไปหายอห์น   และยอห์นก็ได้เป็นพยานให้แก่ความจริง 34มิใช่ว่าคำพยานซึ่งเราได้รับนั้นมาจากมนุษย์   แต่ที่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายรอด 35ยอห์นเป็นโคมที่จุดสว่างไสว   และท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะชื่นชมยินดีชั่วขณะหนึ่งในความสว่างของยอห์นนั้น 36แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น   เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำให้สำเร็จ   งานนี้แหละที่เรากำลังทำอยู่   เป็นพยานให้แก่เราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา 37และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา   พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานให้แก่เรา   ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์   และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์ 38และท่านทั้งหลายไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน   เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้วางใจในพระองค์ผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น 39ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์   เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์   และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา 40แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต 41เราไม่คอยรับเกียรติจากมนุษย์ 42แต่เรารู้ว่าท่านไม่มีความรักพระเจ้าในตัวท่าน 43เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา   และท่านทั้งหลายมิได้รับเรา   ถ้าผู้อื่นมาในนามของเขาเอง   ท่านทั้งหลายก็จะรับผู้นั้น 44ผู้ที่ได้รับยศศักดิ์จากกันเอง   และมิได้แสวงหายศศักดิ์ซึ่งมาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว   ท่านจะเชื่อผู้นั้นได้อย่างไร 45อย่าคิดว่า   เราจะฟ้องท่านทั้งหลายต่อพระบิดา   มีผู้ฟ้องท่านแล้ว   คือ   โมเสส   ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายหวังใจอยู่ 46ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส   ท่านทั้งหลายก็คงจะเชื่อเรา   เพราะโมเสสได้เขียนกล่าวถึงเรา 47แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว   ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้”
มีคนที่ตอบสนองต่อพยานที่ดีในทางที่ดี  แต่ก็มีคนที่ตอบสนองต่อพยานที่ดีในทางที่เลวด้วย  ดังนั้นสิ่งที่เราควรเรียนรู้คือ
1. อย่าให้ความพอใจของตัวเองปิดกั้นพยานที่ดีของพระคริสต์  ยอห์น 5:32-35
32มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานให้แก่เรา   และเรารู้ว่าคำพยานที่พระองค์ทรงเป็นพยานให้แก่เรานั้นเป็นความจริง 33ท่านทั้งหลายได้ใช้คนไปหายอห์น   และยอห์นก็ได้เป็นพยานให้แก่ความจริง 34มิใช่ว่าคำพยานซึ่งเราได้รับนั้นมาจากมนุษย์   แต่ที่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายรอด 35ยอห์นเป็นโคมที่จุดสว่างไสว   และท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะชื่นชมยินดีชั่วขณะหนึ่งในความสว่างของยอห์นนั้น
ยอห์นผู้บันทึกหนังสือยอห์นได้ใช้สำนวนเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ในตอนเริ่มต้นบันทึกหนังสือยอห์น 1:6-8
6มีชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มาชื่อยอห์น 7ท่านมาเพื่อเป็นสักขีพยาน   เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น   เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน 8ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น   แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น
ยอห์น ผู้ให้บัพติศมาในน้ำ ถูกกล่าวถึงการเป็นพยานที่ดีของพระคริสต์ ถึงสองครั้งในหนังสือยอห์น ตั้งแต่บทแรกจนถึงบทนี้ และยอห์นผู้บันทึกหนังสือยอห์นจากประสบการณ์ตัวเองจริงๆ ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตา ได้สัมผัสชีวิตการเป็นสาวกของยอห์น ผู้ให้บัพติศมาในน้ำ และมาเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ และยอห์นผู้บันทึก กำลังเห็นการกล่าวหาของพวกยิวที่มาไต่สวนพระเยซูคริสต์ โดยการละเลยพยานที่ดีอย่างจงใจ  เป็นการกลบเกลื่อนความจริงมิให้ใครเห็น  พวกยิวไม่ต้องการยอมรับพระเยซูคริสต์ เพราะพวกเขาต่อต้านพระองค์มาตั้งแต่ต้น พวกยิวตั้งธงไว้แล้ว เขาไม่ชอบพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ได้เข้ามาขัดผลประโยชน์ของพวกเขาไม่ให้ค้าขายในพระวิหาร พระองค์ได้พูดความจริงที่พวกยิวรับไม่ได้ ความจริงที่พวกยิวรู้สึกขัดใจ เมื่อคำสอนของพระเยซูคริสต์เข้าถึงจิตวิญญาณประชาชนมากมาย  พวกยิวมาไต่สวนพระเยซูคริสต์เพื่อจะทำลายความน่าเชื่อถือของพระเยซู แต่ก็ถูกพระเยซูคริสต์เปิดโปงมูลเหตุการกล่าวหาของพวกยิวนั้นมาจากเนื้อหนังและการคิดเข้าข้างตนเอง พระเยซูคริสต์ตรัสว่า 31ถ้าเราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง   คำพยานของเราก็ไม่จริง นั่นแปลว่า พระองค์ไม่ได้คิดเข้าข้างตนเอง  การคิดเข้าข้างตนเองกลายเป็นพฤติกรรมบิดเบือนความจริง พยายามทำสิ่งที่ถูกให้กลายเป็นเรื่องผิด เป็นความพยายามกลบเกลื่อนโดยใช้หลักกฏธรรมบัญญัติเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ คำถามของพระเยซูคริสต์เกี่ยวกับสถานะของพระคริสต์กับพระเจ้า ทำให้แม้กระทั่งผู้ที่เชี่ยวชาญด้านพระคัมภีร์ไม่สามารถปฏิเสธประเด็นของพระเยซูคริสต์ในเรื่องนี้ได้  มาระโก 12:35-37
35 เมื่อพระเยซูทรงสั่งสอนอยู่ในบริเวณพระวิหารได้ตรัสถามว่า   “ที่พวกธรรมาจารย์ว่าพระคริสต์เป็นเชื้อสายของดาวิดนั้นเป็นได้อย่างไร 36ด้วยว่ากษัตริย์ดาวิดเองทรงกล่าวโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่  พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า   'จงนั่งที่ขวามือของเรา   จนกว่าเราจะปราบศัตรูของท่านให้อยู่ใต้เท้าท่าน'  
 37กษัตริย์ดาวิดยังได้ทรงเรียกท่านว่า   เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   ท่านจะเป็นเพียงเชื้อสายของดาวิดอย่างไรได้”
คำถามของพระเยซูคริสต์คือการบอกกับพวกยิวว่า พระผู้ช่วยให้รอดหรือพระคริสต์นั้น ทรงมีสถานะเท่าเทียมกับพระเจ้า พระคัมภีร์ทำนายว่าพระคริสต์จะมาเกิดในโลกนี้ผ่านเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด แต่ตัวดาวิดเองกลับเรียกพระคริสต์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า คำถามนี้ชี้ชัดว่า พระเจ้าทรงมาเกิดในสภาพมนุษย์ แม้ผ่านเชื้อสายของดาวิด ดาวิดเองก็ยังยอมรับพระคริสต์ว่าเป็นพระเจ้า มิใช่เหลน โหลนของดาวิด หรือดาวิดเป็นปู่ทวดของพระคริสต์ ข้อกล่าวหาพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์ทำตัวเสมอพระเจ้า ถูกตั้งขึ้นด้วยใจที่ปิดของพวกยิวในเวลานั้น ทำให้มองสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ หรือทรงตรัสและสั่งสอนบิดเบือนไปตามใจปรารถนาของพวกยิว  และพวกยิวพอใจอยู่กับบทบาทของยอห์นที่เป็นเพียงสักขีพยานของพระคริสต์  ความพอใจของตัวเองทำให้เกิดการปิดกั้นไม่ยอมรับความจริง อิสยาห์ 5:20
20วิบัติแก่คนเหล่านั้นที่เรียกความชั่วร้ายว่าความดี และความดีว่าความชั่วร้าย ผู้ถือเอาว่าความมืดเป็นความสว่าง  และความสว่างเป็นความมืด ผู้ถือเอาว่าความขมเป็นความหวาน และความหวานเป็นความขม 
นี่คือพฤติกรรมของคนที่ยึดความพอใจของตัวเองก็จะตาบอดสี เห็นขาวเป็นดำ เห็นผิดเป็นถูกอย่างตั้งใจ 2 ทิโมธี 4:3-4
3เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้   แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง   เพื่อบรรเทาความอยาก 4เขาจะเลิกฟังความจริง   และจะหันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ
ข้าพเจ้าเคยพยายามพูดกับคนๆหนึ่งให้เขารู้ความจริงว่า คนที่เขากำลังเชียร์อยู่แท้จริงเป็นคนไม่ดี เป็นคนคอรัปชั่น และคนที่เขากำลังด่าว่าอยู่นั้นเป็นคนสัตย์ซื่อ และมีหลักฐานของความสัตย์ซื่อของเขา แต่เขากลับตอบข้าพเจ้าว่า ก็เขาพอใจจะชอบคนชั่ว และไม่ชอบคนดี ใครจะทำไม   เยเรมีย์ 17:9-10
9จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว   ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า 10“เราคือพระเจ้าตรวจค้นดูจิต และทดลองดูใจ  เพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขาตามผลแห่งการกระทำของเขา”  
พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า ประสาทสัมผัสทางจิตใจของมนุษย์ได้เสียไปแล้ว ผู้ที่จะตรวจสอบจิตใจของมนุษย์คือพระเจ้า สภาพจิตใจของมนุษย์ไม่สามารถเป็นมาตรฐานรับรองว่าสิ่งใดถูกหรือผิดได้ เว้นจะใช้มาตรฐานของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงเรียกคนที่เลือกความพอใจของตัวเองว่า “การชื่นชมยินดีชั่วขณะหนึ่ง”  2 เปโตร2:10,17
10โดยเฉพาะคนเหล่านั้นที่ปล่อยตัวหลงระเริงไปตามกิเลสตัณหา   และหมิ่นประมาทอำนาจของผู้ใหญ่  
 คนเหล่านี้กล้าและประพฤติตามอำเภอใจ.... 17คนเหล่านี้เป็นบ่อที่ไร้น้ำ   เป็นหมอกที่ถูกพายุพัดไป  
2. อย่ารู้จักพระเจ้าแต่ปากแต่ด้วยใจ  ยอห์น 5:36-38
36แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น   เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำให้สำเร็จ   งานนี้แหละที่เรากำลังทำอยู่   เป็นพยานให้แก่เราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา 37และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา   พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานให้แก่เรา   ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์   และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์38และท่านทั้งหลายไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน   เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้วางใจในพระองค์ผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น
พระเยซูคริสต์ทรงเปิดโปงพวกยิวที่มาทำทีจะต่อสู้คดีความแทนพระเจ้า  พวกยิวทำเป็นเดือดร้อนแทนพระเจ้า แต่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า พระเจ้าพระบิดาที่พวกยิวทำเป็นรู้จัก และพยายามต่อสู้เพื่อพระเจ้า แต่ความจริงเขาไม่รู้จักพระเจ้าเลย ไม่รู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่รู้ว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร มาระโก 7:6-8 6พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกเจ้าคนหน้าซื่อใจคด   ก็ถูกตามที่ได้เขียนไว้ว่า ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก   ใจของเขาห่างไกลจากเรา    7เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้   ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่าเป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า8เจ้าทั้งหลายละธรรมบัญญัติของพระเจ้า   และกลับไปถือตามถ้อยคำของมนุษย์ที่เขาสอนต่อๆกันมานั้น” 
พวกยิวชอบอ้างพระเจ้า อ้างโน่นอ้างนี่ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสสิ่งนี้กับพวกฟาริสี ที่ทำตัวเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับ
นักจิตวิทยา วิเคราะห์พฤติกรรมที่ชอบอ้างชื่อของคนอื่น ชอบพูดแทนคนอื่น เป็นพฤติกรรมความไม่มั่นคงในจิตใจของมนุษย์ ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับคน เพราะไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองกับคนอื่นได้ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตนในสังคม จึงอ้างชื่อคนที่สังคมยอมรับเพื่อตนเองจะเป็นที่ยอมรับ พวกยิวที่เป็นฟาริสีก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงตำหนิว่า เป็นการอ้างแต่ปากแต่ขาดสัมพันธ์และการรรับรองจากพระเจ้า นี่เป็นการคิดเข้าข้างตัวเอง พระเจ้าจะเป็นผู้บอกเราเองว่า ใครใกล้ชิดพระองค์ เหมือนกับพระเยซูคริสต์ที่ใกล้ชิดพระเจ้าในฐานะบุตรของพระเจ้า ที่กระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า
มัทธิว 3:16-17 16ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว   ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ   และท้องฟ้าก็แหวกออก   และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ   ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์ 17และนี่แน่ะมีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา   เราชอบใจท่านมาก”
ก่อนข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ มีการโต้ตอบระหว่างยอห์นผู้ให้บัพติศมาในน้ำกับพระเยซูคริสต์ เรื่องการรับบัพติศมาโดยยอห์นหรือพระเยซูคริสต์ และพระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า 15แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า   “บัดนี้จงยอมเถิด   เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ”   แล้วยอห์นก็ยอม นี่คือการถ่อมใจไม่ใช่ดีแต่พูดแต่แสดงออกเป็นการกระทำ พยานของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ดีแต่พูด แต่กระทำด้วย และรู้ว่าการถ่อมใจที่แท้จริงคืออะไร ภาพที่เราเห็นยอห์นยอมทำตามพระเยซูคริสต์ คือ การปรนนิบัติพระองค์ และนี่ไม่ใช่การแสดงว่า ยอห์นยิ่งใหญ่กว่าพระเยซูคริสต์ แต่เป็นการให้พระเยซูคริสต์ได้ทำให้ยอห์นกลายเป็นสักขีพยานของพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเคยฟังคำพยานของศิษยาภิบาลท่านหนึ่งกล่าวด้วยการกลับใจใหม่ว่า ครั้งหนึ่ง เขาคิดว่า การที่เขาออกมารับใช้พระเจ้า จากอดีตเขาเป็นนักบิน เงินเดือนดี ช่างเป็นการเสียสละที่น่ายกย่อง พระเจ้าเป็นหนี้บุญคุณของเขา แต่ภายหลังเขาเข้าใจไปเอง ความจริงแล้ว ตัวเขาเอง มีคุณค่าขึ้นมาเพราะการได้มารับใช้พระเจ้าต่างหาก เขาเป็นพยานหนุนใจนักเรียนโรงเรียนพระคริสตธรรมให้มีท่าทีในการรับใช้พระเจ้าเหมือนอย่างยอห์นผู้บัพติศมาในน้ำ ที่การปรนนิบัติพระเยซูคริสต์คือการสามัคคีธรรมกับพระองค์ และนำเราพบกับพระบิดา 1ยอห์น 1:3 3ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น   เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา   เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา   และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์
พระเยซูคริสต์เป็นกุญแจสำคัญในการรู้จักและไว้วางใจพระเจ้า เมื่ออ.เปาโลพบว่า ชาวเมืองเอเธนส์กำลังนมัสการพระเจ้าที่ตนเองไม่รู้จัก เปาโลได้ทำหน้าที่พยานของพระเยซูคริสต์ทันที กิจการ 17:21-23
 21เพราะชาวเอเธนส์กับชาวต่างประเทศซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น   ไม่สนใจในอะไรอื่น   นอกจากจะกล่าวหรือฟังสิ่งใหม่ๆ  
 22ฝ่ายเปาโลจึงยืนขึ้นกลางสภาอาเรโอปากัสแล้วกล่าวว่า   “ดูก่อนท่านชาวกรุงเอเธนส์   โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า   ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา 23เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น   ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง   มีคำจารึกไว้ว่า   'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก'   เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ   และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบ   ถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่
คริสเตียนบางคนก็เป็นเหมือนชาวเมืองเอเธนส์ ที่ยังนมัสการพระเจ้าที่ตัวเองไม่รู้จัก พฤติกรรมและคำพูดของคริสเตียนบางคนก็เป็นเหมือนป้ายที่ติดคำจารึกว่า “แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก” เปาโลพูดอย่างนี้เพราะเปาโลเคยมีพฤติกรรมคล้ายๆกันนี้ คือ ไม่รู้จักพระเจ้าที่ตัวเองคิดว่ากำลังปรนนิบัติ  ประวัติของเปาโลอยู่ในกิจการ 9:11 ฝ่ายเซาโลยังขู่คำราม   กล่าวว่าจะฆ่าศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสีย   จึงไปหามหาปุโรหิตประจำการ 2ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส   เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง   จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม 3เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส   ในทันใดนั้น   มีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ 4เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า   “เซาโล   เซาโลเอ๋ย   เจ้าข่มเหงเราทำไม” 5เซาโลจึงทูลถามว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พระองค์ทรงเป็นผู้ใด”   พระองค์ตรัสว่า   “เราคือเยซู   ซึ่งเจ้าข่มเหง 6แต่เจ้าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมือง   และเจ้าจะต้องทำ   ประการใดจะมีคนบอกให้รู้” 7คนทั้งหลายที่เดินทางไปด้วยกันก็ยืนนิ่งพูดไม่ออก   ได้ยินพระสุรเสียงนั้น  แต่ไม่เห็นใคร 8ฝ่ายเซาโลได้ลุกขึ้นจากพื้นดิน   เมื่อลืมตาแล้วก็มองอะไรไม่เห็น   เขาจึงจูงมือท่านไปยังเมืองดามัสกัส 9ตาท่านก็มืดมัวไปถึงสามวัน   และท่านมิได้กินหรือดื่มอะไรเลย  
เปาโลเวลานั้น ชื่อเซาโล กำลังคิดว่า การข่มเหงคริสเตียนคือการรับใช้พระเจ้า เขาคิดว่าเขารู้จักพระเจ้า แต่เมื่อเขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ เปาโลรู้ว่า แท้จริงเขาไม่รู้จักพระเจ้าเลย ประสาทสัมผัสการได้เห็น การได้ชิม มืดบอด เพื่อเปาโลจะได้สัมผัสพระเจ้าด้วยใจ บางครั้ง คริสเตียนก็มีวาระอดอาหารอธิษฐาน เพื่อเราจะปิดประสาทสัมผัสการมองเห็น การชิมลิ้มรส เพื่อเปิดประสาทสัมผัสทางใจ เพื่อจะรู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับพวกยิวว่า เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน และไม่มีพระดำรัสของพระเจ้าอยู่ในตัว เพราะประสาทสัมผัสของพวกยิวได้ปิดการรับรู้จักพระเจ้าด้วยใจ และสิ่งสำคัญกว่านั้น ก็คือ พระเจ้ารู้จักเราด้วยหรือไม่ นี่ต่างหากที่พระเยซูคริสต์เรียกว่า พระบิดาทรงเป็นพยานให้พระองค์ มัทธิว 7:21-23 21 “มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า'   จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์   แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ 22เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์   และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์   และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์   มิใช่หรือ' 23เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า   'เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย   เจ้าผู้กระทำความชั่ว   จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา'
3. ระวังการใช้พระคัมภีร์อย่างผิดเป้าหมาย ยอห์น 5:39-47 39ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์   เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์   และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา 40แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต 41เราไม่คอยรับเกียรติจากมนุษย์ 42แต่เรารู้ว่าท่านไม่มีความรักพระเจ้าในตัวท่าน 43เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา   และท่านทั้งหลายมิได้รับเรา   ถ้าผู้อื่นมาในนามของเขาเอง   ท่านทั้งหลายก็จะรับผู้นั้น 44ผู้ที่ได้รับยศศักดิ์จากกันเอง   และมิได้แสวงหายศศักดิ์ซึ่งมาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว   ท่านจะเชื่อผู้นั้นได้อย่างไร 45อย่าคิดว่า   เราจะฟ้องท่านทั้งหลายต่อพระบิดา   มีผู้ฟ้องท่านแล้ว   คือ   โมเสส   ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายหวังใจอยู่ 46ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส   ท่านทั้งหลายก็คงจะเชื่อเรา   เพราะโมเสสได้เขียนกล่าวถึงเรา 47แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว   ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้”
มีคนกล่าวว่า พระคัมภีร์ทั้ง 66 เล่ม ทุกเล่มเล็งถึงพระเยซูคริสต์ผู้เดียว ตั้งแต่ปฐมกาลกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ผู้ที่กำลังจะมา และมาแล้วในพระคัมภีร์ใหม่  และกลับไป และจะมาอีก และจะนั่งบัลลังค์พิพากษาโลก และกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ผู้เป็นเหตุแห่งการนมัสการบนสวรรค์ในหนังสือวิวรณ์ ดังนั้น พระคัมภีร์จึงเป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์ที่ชัดเจน แต่พวกยิวใช้พระคัมภีร์ผิดเป้าหมายของพระเจ้า
มีคนเคยเอาพระคัมภีร์มาคืนข้าพเจ้า และบอกว่า เขาไม่อ่านแล้ว เพราะอ่านพระคัมภีร์ทีไร เหมือนกำลังถูกด่าทุกที เขาเลยตั้งใจไม่อ่านพระคัมภีร์ ไม่รู้ว่า ที่ตั้งใจอ่านก่อนหน้านี้ด้วยวัตถุประสงค์อะไร ต้องการให้พระคัมภีร์ชมเขา หรือต้องการใช้พระคัมภีร์สนับสนุนพฤติกรรมของเขา ความจริง พระคัมภีร์จะทำให้เราเข้าใกล้พระเยซูคริสต์ หากเราปฏิบัติตามที่พระคัมภีร์แนะนำ เพราะพระคัมภีร์ทุกเล่มเล็งถึงพระเยซูคริสต์  พระเยซูคริสต์ทรงยกเรื่องพระคัมภีร์เป็นพยานถึงพระองค์ นื่คือการทำงานของพระคัมภีร์เพื่อให้เรามาหาพระองค์ เพื่อจะได้ชีวิต เราจะเห็นว่า พยานที่ดี จะชี้ให้เรารู้จักความจริง ชี้ให้เราแสวงหาพระเยซูคริสต์ และพบชีวิตในพระเยซูคริสต์  ยอห์น 14:6 6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา
 เรากำลังใช้พระคัมภีร์ในการเฝ้าเดี่ยวอย่างไร คริสเตียนบางคนก็ใช้พระคัมภีร์แบบเสี่ยงเซียมซี เปิดว่า พระเจ้าจะให้เราก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างไร ทำมาหากินอย่างไร เราได้ละเลยสาระสำคัญคือ เป้าหมายของพระคัมภีร์ เล็งถึงพระเยซูคริสต์  พระเจ้าได้ให้พระคัมภีร์มาเพื่อเราจะรู้จักพระเยซูคริสต์ และมีสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ เพื่อเราจะกลับมาสู่ความสัมพันธ์กับพระบิดา ประเด็นสำคัญอยู่ที่นี่ แต่มนุษย์มักหลงประเด็น เอาพระคัมภีร์มาใช้อย่างผิดๆ มาใช้ผิดเป้าหมาย เอาพระคัมภีร์มาเพื่อค้นหาความสำเร็จ ความมั่งคั่ง เพื่อให้ไปถึงความพอใจของตัวเอง 2 ทิโมธี 3:1515และตั้งแต่เด็กมาแล้ว   ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์   ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์
ฮีบรู 4:12-14
12เพราะว่า   พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ   คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ   แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ   ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก   และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย 13ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ่อนไว้พ้นพระเนตรพระองค์   แต่ตรงข้ามทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ผู้ซึ่งเราต้องสัมพันธ์ด้วย 14เหตุฉะนั้น   เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว   คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า   ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา
นี่คือแก่นแท้ของศาสนาของเรา คือ เราได้ความสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ ถ้าปราศจากพระเยซูคริสต์ เราไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้เลย ซึ่งแตกต่างจากศาสนาใดๆในโลกที่ปฏิบัติเพื่อตัวเอง แต่วันหนึ่งทุกศาสนาต้องยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังพิพากษา ทุกคนต้องถูกพิพากษาตามสิ่งที่ตนเองเชื่อและปฏิบัติตามหลักของศาสนาตัวเอง แต่ผู้ที่ต้องยืนคนแรกคือ คริสเตียน วันนั้น เราจะต้องเป็นพยานว่า พระเยซูคริสต์ทรงทำอะไรในชีวิตของเรา วันนี้ จงเป็นพยานของพระเยซูคริสต์กับคนรอบข้าง เพื่อวันหน้า เราจะเป็นพยานของพระเยซูคริสต์เพื่อจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ อาเมน

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org