สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ท18 เมษายน 2553
หัวข้อ“ความเชื่อกับการรอได้และรอไม่ได้”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
มีความต้องการหลายสิ่งในชีวิตของคนเราที่รอได้และรอไม่ได้ บางอย่างเรารอแม้ไม่เป็นไปตามที่เรารอ เราก็ปล่อยให้ผ่านไปได้ คือคาราคาซังอยู่อย่างนั้น แต่บางอย่างรอจนปล่อยนานกลายเป็นเรื้อรังและเป็นปัญหาสุขภาพ ซึ่งเราเรียกว่า ความเจ็บป่วย จะป่วยน้อยป่วยมากเราก็ต้องการคำแนะนำที่ดีจากผู้รู้ที่เราเรียกว่า นายแพทย์ หรือหมอ ยิ่งเราอยู่ในยุคที่มีความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และความรู้ และการเปลี่ยนแปลงทางสายพันธ์ของเชื้อโรคต่างๆแล้ว เรายิ่งต้องการหมอ ต้องการคำแนะนำจากหมอว่าต้องทำอย่างไรที่จะไม่ป่วยไปด้วยเชื้อโรคต่างๆได้ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่ทำให้ถึงตาย พระเยซูคริสต์ทรงตรัสประโยคทองอันหนึ่ง คือ คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ (มัทธิว 9:12) เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกพวกฟาริสีถามว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงมาคลุกคลีอยู่กับพวกคนบาป พระเยซูคริสต์ตอบคำถามพวกฟาริสีว่า ด้วยว่าเรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต” (มัทธิว9:13) คำว่านอกรีต ในภาษากรีกคือ คำว่า คนบาป นั่นหมายความว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้าที่มองมนุษย์ต่างจากมนุษย์มองตัวเอง พระองค์ทรงมองว่า มนุษย์ป่วย มนุษย์ต้องการหมอ ความป่วยของมนุษย์ไม่ได้อยู่แค่ร่างกาย แต่เป็นที่จิตใจและจิตวิญญาณด้วย อ.เปาโลเรียกองค์ประกอบความเป็นมนุษย์มีสามด้านอันได้แก่ วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย 1 เธสะโลนิกา 5:23 23ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา หากเราจะดูแลชีวิตของตัวเราเองให้ปกติสุขดี จงดูแลชีวิตทั้งสามด้าน ไม่ใช่ใส่ใจแค่ด้านใดด้านหนึ่ง และละเลยด้านใดด้านหนึ่งไป ปัจจุบันมีคำที่เราอาจไม่คุ้นเคย แต่กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ คือ Hollistic Ministry เป็นพันธกิจครบองค์รวม ที่มีการดูแลใส่ใจทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกาย พ่อแม่ พี่น้องทั้งหลาย จงดูแลตัวท่านเอง และคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่านให้ครบทั้งวิญญาณจิตใจและร่างกาย เรามักพบว่า สังคมทั่วโลก กำลังให้ความใส่ใจแค่สองด้าน คือร่างกาย และจิตใจ แต่ขาดเรื่องจิตวิญญาณ ข้าพเจ้าซื้อบ้านแบบเกือบกู้ธนาคารไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่รู้จักงานที่ข้าพเจ้าทำ เขาบอกว่า ไม่เคยได้ยินอาชีพนี้ ที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณ ประธานาธิบดีของสหรัฐยังต้องการศิษยาภิบาลที่จะเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณ เราจึงเห็นอาจารย์ริค วอร์เรนออกมานำอธิษฐานในพิธีแต่งตั้งประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า เพื่อบอกเป็นนัยกับเราว่า แม้เป็นผู้สูงสุดของประเทศก็สามารถป่วยด้านทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และวิญญาณได้ ปัญหาของมนุษย์เราในเวลานี้ คือ เรารู้หรือเปล่าว่าตัวเองป่วยด้านไหน ทำไมเราต้องมีการ Check up ประจำปี เพราะเราสนใจสุขภาพฝ่ายร่างกาย แต่มีน้อยคนนักที่จะทำการ check up จิตใจและวิญญาณ เพราะกลัวจะพบว่าตัวเองเป็นโรคประสาทและป่วยฝ่ายวิญญาณ ฝรั่งเขามีการตรวจสอบด้านจิตใจ แต่คนไทยเรามักคิดว่า การรับการตรวจด้านจิต แล้วจิตวิญญาณของเรา รับการตรวจครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ บทเรียนที่เราจะศึกษาด้วยกันในวันนี้ จะทำให้เราได้เห็นการรอไม่ได้และการรอได้ของความป่วยปางตายของคนในเนื้อเรื่องต่อไปนี้ ลูกา 7:1-10 1 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นให้คนทั้งหลายฟังเสร็จแล้ว พระองค์จึงเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม 2มีทาสของนายร้อยคนหนึ่งที่นายรักมากป่วยเกือบจะตายแล้ว 3เมื่อนายร้อยได้ยินถึงพระเยซู จึงใช้ผู้ใหญ่บางคนของพวกยิวให้ไปอ้อนวอน เชิญพระองค์เสด็จมารักษาทาสของตน 4เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงพระเยซูแล้ว เขาก็อ้อนวอนพระองค์ด้วยใจร้อนรนว่า “นายร้อยนั้นเป็นคนสมควรที่พระองค์จะกระทำการนั้นให้ท่าน 5เพราะว่าท่านรักชนชาติของเรา และท่านเองได้สร้างธรรมศาลาให้เรา” 6และพระเยซูจึงเสด็จไปกับเขา เมื่อไปเกือบจะถึงตึกแล้ว นายร้อยจึงใช้เพื่อนฝูงไปหาพระองค์ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า อย่าลำบากเลย เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ 7เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า ไม่สมควรที่ข้าพระองค์จะไปหาพระองค์ด้วย แต่ขอพระองค์ตรัสสั่ง และบ่าวของข้าพระองค์จะหายโรค 8ข้าพระองค์ทราบดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้ว่า 'ไป' เขาก็ไป บอกแก่คนนั้นว่า 'มา' เขาก็มา บอกบ่าวของข้าพระองค์ว่า 'จงทำสิ่งนี้' เขาก็ทำ” 9เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำเหล่านั้นแล้วก็ประหลาดพระทัยด้วยคนนั้น จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับประชาชนที่ตามพระองค์มาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้ในพวกอิสราเอล เราไม่เคยพบศรัทธามากเท่านี้” 10ฝ่ายคนที่รับใช้มานั้น เมื่อกลับไปถึงตึกก็ได้เห็นทาสนั้นหายเป็นปกติแล้ว ลูกาบันทึกเรื่องราวต่อเนื่องหลังจากการเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์และการเสด็จเข้าเมืองคาเปอรนาอุม พระเยซูคริสต์ทรงพบความเชื่อของคนต่างชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าคนยิวใดๆ ซึ่งการบันทึกของลูกาแตกต่างจากบันทึกใน(มัทธิว 8:5-13) มัทธิวบันทึกว่านายร้อยมาหาพระเยซูคริสต์ด้วยตัวเขาเอง ส่วนลูกาบันทึกว่า นายร้อยส่งบางคนที่เป็นผู้ใหญ่ของพวกยิวเป็นตัวแทนไปหาพระเยซูคริสต์ (ลูกา 7:3) และเมื่อพระองค์เสด็จมาตามคำขอ นายร้อยก็ส่งเพื่อนของเขามาพบพระเยซูที่หน้าทางเข้าตึกของเขา (ลูกา 7:6) ความจริงมีกฏของการกระทำที่ชี้ว่าการให้คนอื่นทำแทนเราก็เสมือนหนึ่งเราได้กระทำด้วยตัวเราเอง ในการบันทึกของลูกาได้ระบุถึงตัวแทนของนายร้อย แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าในท้ายที่สุด นายร้อยได้ออกมาพบกับพระเยซูคริสต์ด้วยตัวเองตามบันทึกของมัทธิว มัทธิว 8:6 ส่วนการบรรยายลักาณะอาการป่วย ลูกาใช้คำว่า ป่วยเกือบจะตายแล้ว แต่มัทธิวบรรยายว่า เป็นง่อยอยู่ที่บ้านทนทุกข์เวทนามาก มัทธิวบันทึกความเจ็บป่วยของบ่าวนายร้อยแค่สองด้านคือจิตใจกับร่างกาย แต่ลูกาบันทึกว่า คนป่วยคนนี้ กำลังจะจบชีวิตลงทั้งสามด้านคือ มาถึงจุดที่ใกล้ความตายแล้ว ลูกบันทึกว่าพระเยซูคริสต์ทรงตอบสนองแบบทันที คือพระองค์เสด็จไปตามที่รับเชิญ ซึ่งต่างจากครั้งที่ลาซารัสป่วย พระเยซูคริสต์ไม่ไปทันที จนพี่สาวของลาซารัสตัดพ้อกับพระเยซูว่า ทำไมพระองค์มาช้า ถ้ามาเร็วกว่านี้ น้องชายของเขาคงไม่ตาย พระองค์มาช้าขนาดที่ศพเหม็นไปแล้ว ยอห์น 11:1-5 1มีชายคนหนึ่ง ชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี ซึ่งเป็นชนบทที่มารีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่นั้น 2มารีย์ผู้นี้คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมพระองค์ และเอาผมของนางเช็ดพระบาทของพระองค์ ลาซารัสน้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่ 3ดังนั้นพี่สาวทั้งสอง จึงให้คนไปเฝ้าพระเยซูทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่” 4แต่เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า “โรคนั้นจะไม่ถึงตาย แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อให้พระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น” 5พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส 6ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน พระเยซูตรัสถึงการป่วยของลาซารัสว่าโรคนั้นไม่ถึงตาย ดังนั้นพระเยซูจึงไปเพื่อเรียกลาซารัสให้ตื่นขึ้นจากหลับ ชีวิตของลาซารัสยังไม่ตายทั้งสามด้าน แต่ที่ลูกาบันทึกที่นี่ว่า ความป่วยของบ่าวนายร้อยถึงตาย พระเยซูตอบสนองคำขอ เดี๋ยวนั้น But now ลูกาให้น้ำหนักที่ตรงนี้ ความป่วยนี้รอไม่ได้ เพราะถึงตาย แต่สิ่งที่น่าเรียนรู้ที่นี่จากนายร้อยคือ เขารอได้ นี่คือการสำแดงความเชื่อที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้ในพวกอิสราเอล เราไม่เคยพบศรัทธามากเท่านี้” นายร้อยคนนี้ตอบสนองต่อสิ่งที่รอไม่ได้ แต่เขารอได้ เป็นการตอบสนองที่พระเยซูคริสตเรียกว่า ความเชื่อ ความศรัทธามาก ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์สำหรับชีวิตของเราในปัจจุบันดังนี้ 1. ท่าทีการรอคอยด้วยความเชื่อ ลูกา 7:2-5 2มีทาสของนายร้อยคนหนึ่งที่นายรักมากป่วยเกือบจะตายแล้ว3เมื่อนายร้อยได้ยินถึงพระเยซู จึงใช้ผู้ใหญ่บางคนของพวกยิวให้ไปอ้อนวอน เชิญพระองค์เสด็จมารักษาทาสของตน4เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงพระเยซูแล้ว เขาก็อ้อนวอนพระองค์ด้วยใจร้อนรนว่า “นายร้อยนั้นเป็นคนสมควรที่พระองค์จะกระทำการนั้นให้ท่าน 5เพราะว่าท่านรักชนชาติของเรา และท่านเองได้สร้างธรรมศาลาให้เรา” นายร้อยคนนี้เป็นนายที่รักบ่าว เป็นทหารที่รักเชลย เราได้เห็นนายร้อยสำแดงการรักบ่าวของตนเองด้วยการขอร้องให้ผู้ใหญ่ของพวกยิวไปขอร้องพระเยซู นี่คือภาพของการสำแดงความรัก ที่ยอมลดตัวเองเท่ากับบ่าว เพื่อเป็นตัวแทนของบ่าวมาขอร้องพวกผู้ใหญ่ยิวด้วยเรื่องของบ่าวตัวเอง ซึ่งโดยธรรมชาติของคนที่มีเกียรติ เป็นนาย และอยู่ในฐานะที่เด่นในสังคม จะไม่ยอมลดตัวเองไปร้องขอในสิ่งที่เป็นธุระของคนอื่นที่ไม่คุ้ม เรียกตามภาษิตไทย ก็คือ ไม่ยอมเอาพิมเสมไปแลกกับเกลือ คือพิมเสมเป็นของราคาแพงจะไม่ยอมไปแลก คือ ให้ราคาเท่ากับของราคาถูกอย่างเกลือ นอกจากนี้ลูกายังบันทึกว่า นายร้อยคนนี้ เป็นทหารที่รักเชลย เพราะยิวในเวลานั้นถือว่าเป็นเชลย ในคำสอนของพระเยซูคริสต์เรื่องการถูกขอร้องให้เดินในหลักกิโลเมตรที่สอง นั่นคือความหมายถึงกฏของเชลยที่โรมันตั้งไว้ให้ปรนนิบัติทหารโรมันที่สามารถเรียกใช้งานได้ในหลักกิโลเมตรแรก แต่พระเยซูคริสต์สอนคนยิวว่า จงปรนนิบัติแถมให้ในหลักกิโลเมตรที่สองด้วย นั่นคือการสำแดงความเต็มใจในการปรนนิบัติ มัทธิว 5:41 41ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร ภาพนี้เห็นชัดในตอนที่พระเยซูแบกกางเขนเดินไปที่แดนประหารไม่ไหว มีชายคนหนึ่งถูกเกณฑ์ให้แบกกางเขนแทนพระเยซู มัทธิว 27:32 32 ครั้นออกไปแล้วได้พบชาวไซรีนคนหนึ่งชื่อซีโมน จึงเกณฑ์ให้แบกกางเขนของพระองค์ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยิวในเวลานั้นรังเกียจที่จะทำ แต่แน่นอน คนที่ใช้ก็ถูกเกลียดจากคนยิว แต่นายร้อยคนนี้เป็นคนที่ผู้ใหญ่ของพวกยิวเต็มใจทำตามขอร้องให้ไปหาพระเยซู พูดแทนตัวเขาด้วยใจร้อนรน มีความรู้สึกร่วมกับนายร้อย แสดงถึงนายร้อยคนนี้เป็นที่รักของผู้ใหญ่พวกยิวแสดงว่าเขาเป็นนายร้อยที่ไม่ได้กดขี่หรือใช้สิทธิ์ตามกฏสำหรับพวกยิวในสังคมเวลานั้นซึ่งพระคัมภีร์ลูกาบันทึกว่าพวกผู้ใหญ่คนยิวพูดว่า นายร้อยรักชนชาติยิวด้วยการเสียสละทรัพย์ส่วนตัวสร้างธรรมศาลา คือสถานที่ที่คนยิวจะได้มาใช้เวลาในวันสะบาโต วันหยุดพักผ่อนเพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยกัน การร้องขอให้ผู้ใหญ่ของพวกยิวไปหาพระเยซูคริสต์แทนเขาในขั้นแรก คือการให้เกียรติต่อสังคมยิว เขารอให้คนที่ควรรับรู้ ผู้ใหญ่ของยิวเป็นกลุ่มคนที่ควรรับรู้ก่อน วัฒนธรรมของยิวในเวลานั้น คือการให้เกียรติผู้อาวุโส แม้ในสังคมของเราเรื่องอาวุโสจะค่อยๆเลือนหายไป เพราะเรารู้ว่า ระบอาวุโสถูกเอามาใช้อย่างไม่ถูกต้อง จึงทำให้ไม่เกิดการพัฒนาด้านความคิด การตัดสินในบางกรณี แต่ระบบอาวุโสก็ยังมีคุณค่า เช่นการให้เกียรติพ่อแม่ ให้เกียรติเจ้านาย ผู้นำในสังคม 1ทิโมธี 5:1-3 1ในการตักเตือนนั้น อย่าตำหนิชายผู้มีอาวุโส แต่จงขอร้องเขาเสมือนเป็นบิดา จงถือว่าคนหนุ่มๆทั้งหลายเป็นเสมือนพี่หรือน้อง 2และผู้หญิงผู้มีอาวุโสเป็นเสมือนมารดา และส่วนหญิงสาวๆก็ให้เป็นเสมือนพี่สาวน้องสาว มีใจบริสุทธิ์ต่อเขา 3จงให้เกียรติแก่แม่ม่ายไร้ที่พึ่ง อ.เปาโลกำลังสอนคนหนุ่มอย่างทิโมธีให้มีท่าทีแห่งการเป็นบุรุษแห่งความเชื่อ 2ทิโมธี 1:5 5ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน ชีวิตที่สำแดงความเชื่อรวมไปถึงท่าทีของการให้เกียรติต่อบุคคลรอบข้างทุกลำดับชั้น ความต้องการของคนบางคนรอได้เมื่อคนข้างๆเป็นคนที่มีอำนาจ มีอิทธิพล แต่ความต้องการของคนบางคนรอไม่ได้เมื่อคนข้างๆด้อยกว่าตนเอง ข้ามหัวคนเหล่านั้นไป นั่นไม่ใช่ความเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าที่แท้จริง แต่เป็นความเชื่อในตัวเอง ส่วนนายร้อยรู้ว่าความป่วยของบ่าวรอไม่ได้ นายร้อยก็ยังไปตามขั้นตอนของสังคมคนยิวในเวลานั้น เป็นการให้เกียรติต่อพระเยซูคริสต์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ (ซึ่งพระเยซูไม่ได้เรียกร้อง และไม่มีใครเรียกร้อง) แต่นายร้อยรอได้ ความเชื่อของเราคริสเตียนที่รู้จักพระเยซูคริสต์ เป็นอย่างไร รอได้หรือรอไม่ได้ สุภาษิต 19:2 2คนที่ไม่มีความรู้ก็ไม่ดี และบุคคลที่เร่งเท้าหนักก็มักพลาดผิด แต่ข้าพเจ้ไม่ได้กำลังบอกว่าให้เราเป็นคนที่เฉื่อยแฉะทุกอย่างต้องรอหมด ข้าพเจ้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้ากำลังหมายถึงให้เรามีท่าทีต่อการรอคอย ซึ่งในน้ำพระทัยของพระเจ้า บ่อยครั้งพระองค์ก็รอไม่ได้ ต้องรีบก่อนที่จะสายเกินไป ในทางตรงกันข้ามเราต่างหากที่ช้าเกินไปในความจำเป็นของตัวเราเอง หรือความจำเป็นของคนอื่น มีตัวอย่างในพระคัมภีร์ของกษัตริย์ดาวิดที่ต้องการให้พระเจ้าเร่งรีบ เพราะปัญหาของเขารอไม่ได้ เช่น สดุดี 22:19 19ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงห่างไกลเลย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงอุปถัมภ์ ขอทรงเร่งรีบมาช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด สดุดี 40:13 13ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาสงเคราะห์ข้าพระองค์เถิด สดุดี 70:1 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด สดุดี 79:8 8ขออย่าทรงถือเอาความบาปผิด ของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อลงโทษข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอความสังเวชของพระองค์ เร่งมาพบข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายตกต่ำมาก กษัตริย์ดาวิดรู้ว่า พระเจ้ามีเวลาของพระองค์สำหรับเขา เขาจึงขอพระเจ้าเร่งเวลา เร่งมาช่วย แต่เขาก็ขอให้อยู่ในเวลาของพระเจ้ามิใช่ตามความปรารถนาของตัวเขาเอง เอเสเคียล 33:22 22ในเวลาเย็นก่อนที่ผู้ลี้ภัยมา พระหัตถ์ของพระเจ้าได้มาอยู่เหนือข้าพเจ้า และพระองค์ทรงอ้าปากของข้าพเจ้าทันเวลา บทเพลงคร่ำครวญ 3:22 22ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด 23เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก 2. ท่าทีการเชื่อฟังสิทธิอำนาจ ลูกา 7:6-8 6และพระเยซูจึงเสด็จไปกับเขา เมื่อไปเกือบจะถึงตึกแล้ว นายร้อยจึงใช้เพื่อนฝูงไปหาพระองค์ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า อย่าลำบากเลย เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ 7เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า ไม่สมควรที่ข้าพระองค์จะไปหาพระองค์ด้วย แต่ขอพระองค์ตรัสสั่ง และบ่าวของข้าพระองค์จะหายโรค 8ข้าพระองค์ทราบดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้ว่า 'ไป' เขาก็ไป บอกแก่คนนั้นว่า 'มา' เขาก็มา บอกบ่าวของข้าพระองค์ว่า 'จงทำสิ่งนี้' เขาก็ทำ” นายร้อยคนนี้ รู้จักเรื่องสิทธิอำนาจดี เพราะเขาเป็นทหารที่ถูกฝึกมาเรื่องการเชื่อฟังสิทธิอำนาจ คาดเดาได้ว่านายร้อยคนนี้มีความรักต่ออาชีพทหารของตนเอง เขาชื่นชอบการเป็นทหารที่เชื่อฟัง อยู่ในวินัย การเป็นทหารที่คนรัก และเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะในสังคมของคนยิวเวลานั้น ไม่ง่าย คนยิวไม่ชอบทหาร เพราะทหารคือคนที่มีอำนาจเหนือยิวในฐานะเชลย แต่นายร้อยคนนี้สามารถใช้ผู้ใหญ่ชาวยิวในสังคมของคนยิวให้ไปทำภารกิจแทนเขาด้วยความเต็มใจ ด้วยความชื่นชม ทั้งเพื่อนฝูงของนายร้อยก็เต็มใจทำให้เช่นกัน เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงชีวิตของนายร้อยคนนี้ได้ใช้ชีวิตในการลบล้างความเกลียดชังต่ออาชีพ ตำแหน่ง บทบาทหน้าที่ของเขาออกจากใจคนรอบข้างได้ ในเวลาเดียวกัน เขาก็ยังเป็นทหารที่อยู่ในวินัยสูง ไม่ได้หย่อนยานไปเลย เรียกตามภาษาบริหาร คือ People oriented และ Task oriented คือ ได้ทั้งความสัมพันธ์กับคน และไม่หย่อนยานในหน้าที่การงาน บางคนได้ความสัมพันธ์แต่เสียงาน เพราะเกรงใจคน แต่บางคนได้งานแต่เสียความสัมพันธ์ เพราะไม่เกรงใจคน คริสเตียนที่มีชีวิตที่สำแดงความเชื่อที่รอได้หรือรอไม่ได้ ต้องได้ทั้งคน และได้ทั้งบทบาทหน้าที่ด้วย ทั้งหมดนี้ กุญแจสำคัญคือ การรู้จักการเชื่อฟังสิทธิอำนาจ ทั้งสิทธิอำนาจที่พระเจ้าให้กับเรา และสิทธิอำนาจที่พระเจ้าให้กับคนที่อยู่เหนือเรา ทั้งคนและทั้งพระเจ้า นายร้อยคนนี้ รู้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นนายอยู่เหนือทุกสิ่ง ซึ่งเขาเองรู้สึกว่า ไม่สมควรแม้จะอยู่ใกล้พระองค์ หรือขอให้พระองค์มาอยู่ใกล้ แต่นายร้อยรู้จักสิทธิอำนาจว่า แม้ไม่อยู่ใกล้ ก็สามารถบังคับบัญชา หรือถ่ายทอดคำสั่งได้ ซึ่งความจริงได้ปรากฏอย่างที่เขาเชื่อ หรือที่เขารู้จัก ในข้อ 10 10ฝ่ายคนที่รับใช้มานั้น เมื่อกลับไปถึงตึกก็ได้เห็นทาสนั้นหายเป็นปกติแล้ว นี่คือสิทธิอำนาจที่เกินจากมนุษย์จะจินตนาการ เพราะทาสหายเป็นปกติแล้ว แสดงให้เห็นว่า เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงตอบรับ ไม่ว่าจะเป็นระยะทางหรือระยะเวลาหรือตัวคน ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการหายโรค นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เมืองคาเปอนารอุมที่ยอห์นบันทึกว่า มีข้าราชการคนหนึ่งที่บุตรชายป่วยหนัก ก็ได้มาหาพระเยซูในอีกเมืองหนึ่ง และบุตรชายของเขาหายก่อนที่พ่อจะกลับถึงเมืองคาเปอรนาอุม มีเหตุการณ์มากมายคล้ายๆอย่างนี้เกิดขึ้นซึ่งยอห์นกล่าวว่า ยอห์น 20:30-3130พระเยซูได้ทรงกระทำหมายสำคัญอื่นๆ อีกหลายประการต่อหน้าสาวกเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ 31แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์ ยอห์น 21:25 25มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น สิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์เป็นหมายสำคัญ อาจเป็นไปได้ว่า นายร้อยคนนี้ที่อาศัยอยู่ในเมืองคาเปอนารอุมอาจได้ยินเรื่องราวของข้าราชการคนนี้ การหายโรคที่พระเยซูกระทำโดยไม่ต้องเข้าใกล้คนป่วย หมอลูกาตั้งใจบันทึกที่นี่อย่างหมอเพิ่งจะเรียนรู้เรื่องการรักษาโรคแผนใหม่โดยหมอไม่ต้องอยู่ใกล้คนป่วยก็หายได้ พระเยซูรักษาโรคได้โดยที่คนป่วยไม่ต้องพบพระองค์ ความเชื่อ ความไว้วางใจ ที่ทำให้พระองค์ตอบสนองนั้นอยู่ที่การรู้จักเชื่อฟังสิทธิอำนาจ ตัวอย่างเรื่องของนามาน 2 พงศ์กษัตริย์ 5:10-1410เอลีชาก็ส่งผู้สื่อสารมาเรียนท่านว่า “ขอจงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง และเนื้อของท่านจะกลับคืนเป็นอย่างเดิม และท่านจะสะอาด” 11แต่นาอามานก็โกรธและไปเสีย บ่นว่า “ดูเถิด ข้าคิดว่าเขาจะออกมาหาข้าเป็นแน่และมายืนอยู่ และออกพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา แล้วโบกมือเหนือที่นั้นให้โรคเรื้อนหาย 12อาบานาและฟารปาร์แม่น้ำเมืองดามัสกัส ไม่ดีกว่าบรรดาลำน้ำแห่งอิสราเอลดอกหรือ ข้าจะชำระตัวในแม่น้ำเหล่านั้นและจะสะอาดไม่ได้หรือ” ท่านจึงหันตัวแล้วไปเสียด้วยความเดือดดาล 13แต่พวกข้าราชการของท่านเข้ามาใกล้และเรียนท่านว่า “คุณพ่อของข้าพเจ้า ถ้าท่านผู้เผยพระวจนะจะสั่งให้ท่านกระทำสิ่ง ใหญ่โตประการหนึ่งท่านจะไม่กระทำหรือ ถ้าเช่นนั้นเมื่อท่านผู้เผยพระวจนะกล่าวแก่ท่านว่า 'จงไปล้างและสะอาดเถิด' ควรท่านจะทำยิ่งขึ้นเท่าใด” 14ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า และเนื้อของท่านก็กลับคืนเป็นอย่างเนื้อของเด็กเล็กๆ และท่านก็สะอาด ชีวิตที่สำแดงความเชื่อ คือการเชื่อฟังสิทธิอำนาจ ตัวอย่างของแม่ทัพนามานสอนเราว่า การเชื่อฟัง บางทีเป็นเรื่องที่ดูงี่เง่าอย่างที่นามาน แม่ทัพที่เป็นทหารลืมเรื่องการเชื่อฟังต้องให้ลูกน้องสอนเรื่องการเชื่อฟังว่า ไม่ยาก ทำไปก็ไม่เสียหาย แต่คนเรามักติดอยู่กับคำว่า เสียหน้า บ่อยครั้งที่คริสเตียนไม่รู้จักการเชื่อฟังสิทธิอำนาจเพราะแค่เรื่องศักดิ์ศรี หน้าตา หรือความทะนง ทิฐิมานะบางอย่าง ทำให้แทนที่จะพบกับการอัศจรรย์ของพระเจ้าผ่านคำแนะนำของผู้รับใช้ ผ่านคำแนะนำของคนที่เรารู้สึกว่า ทำตามแล้วรู้สึกเสียฟอร์ม แม้คนนั้นจะเป็นลูกของเรา น้องของเรา พี่ที่เราไม่ถูกกัน น้องที่เรารู้สึกขัดใจ สามีที่รู้สึกว่าไม่ทำบทบาทสามี ภรรยาที่บกพร่องในหน้าที่ภรรยา พ่อแม่ที่ไม่สมบูรณ์ แม้กระทั่งสมาชิกธรรมดาๆที่ไม่มีบทบาทผู้นำอะไร สิ่งที่เราต้องการคือคำแนะนำดีที่ทำให้เราหายป่วยไม่ใช่หรือ 3. อย่าสงสัย อย่าขาดความเชื่อ ลูกา 7:9-10 9เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำเหล่านั้นแล้วก็ประหลาดพระทัยด้วยคนนั้น จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับประชาชนที่ตามพระองค์มาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้ในพวกอิสราเอล เราไม่เคยพบศรัทธามากเท่านี้” 10ฝ่ายคนที่รับใช้มานั้น เมื่อกลับไปถึงตึกก็ได้เห็นทาสนั้นหายเป็นปกติแล้ว พระเยซูทรงเหลียวหลังมาหาสาวกที่ติดตามพระองค์เพื่อสอนสาวกว่า จงดูคนต่างชาติคนนี้ ที่ไม่เคยอยู่กับพระองค์ ไม่เคยพบพระองค์ แต่มีความเชื่อเพราะการได้ยิน ก็สำแดงชีวิตแห่งความศรัทธาในพระองค์มากขนาดนี้ นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตอบสนองต่อการแสดงออกด้วยความเชื่อ และหลังจากพระองค์ฟื้นจากความตาย พระองค์ปรากฏกับโทมัสสาวกขี้สงสัยที่ลั่นวาจาไว้ว่า ถ้าไม่ได้คลำสีข้างที่ถูกแทงด้วยหอกของพระเยซูด้วยมือตัวเองหรือเอานิ้วแยงที่ฝ่ามือของพระเยซูที่ถูกตะปูตอก โทมัสจะไม่เชื่อ ยอห์น 20:25-29 25สาวกอื่นๆ จึงบอกโธมัสว่า “เราได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” แต่โธมัสตอบเขาเหล่านั้นว่า “ถ้าข้าไม่เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์ และไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น และไม่ได้เอามือของข้าแยงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์แล้ว ข้าจะไม่เชื่อเลย” 26ครั้นล่วงไปแปดวันแล้ว เหล่าสาวกของพระองค์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีก และโธมัสก็อยู่กับพวกเขาด้วย ประตูปิดแล้ว แต่พระเยซูเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา และตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” 27แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่า “จงยื่นนิ้วมาที่นี่และดูมือของเรา จงยื่นมือออกคลำที่สีข้างของเรา อย่าขาดความเชื่อเลย จงเชื่อเถิด” 28โธมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” 29พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” พระเยซูตรัสในท้ายประโยคว่า คนที่ไม่เห็นพระองค์แต่เชื่อก็เป็นสุข นั่นหมายถึง ชีวิตที่สำแดงความเชื่อ ไม่จำเป็นต้องเห็นพระองค์ตัวเป็นๆ ไม่จำเป็นต้องตั้งเงื่อนไขที่จะเชื่อ เพียงแต่เชื่อ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ทำงานในชีวิตของเราเป็นความสุขที่เกิดจากการได้เห็นผลจากความเชื่อเกิดขึ้นแล้ว ความสงสัยเกิดจากความไม่มั่นใจ ความระแวง ความไม่ไว้วางใจ โรม 3:29 29หรือว่าพระเจ้านั้น ทรงเป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วยหรือ ถูกแล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วย นายร้อยไม่ได้สงสัยท่าทีของพระเยซูเรื่องชาตินิยมเลย เขามีความหวังว่าบ่าวของเขาจะได้รับความเมตตาจากพระเยซูคริสต์เหมือนกับยิวอื่นๆ ซึ่งพระธรรมโรมได้บอกเราชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของชนต่างชาติด้วย มิใช่ของยิวพวกเดียวเท่านั้น ซึ่งยิวในยุคนั้นคิดเช่นนั้น วันนี้ เราคนไทย ก็เป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงรักเช่นกัน อย่าสงสัยในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเราทุกคน ยอห์น 3:16 เราท่องเพื่ออะไร เพื่อเราจะมั่นใจแน่ใจว่า พระเจ้ารักเราทุกคน พระองค์เป็นพระเจ้าของเรา พระเยซูคริสต์เสด็จมาช่วยเรา ให้เราเท่าๆกับให้กับคนอื่น จงสร้างความแตกต่างที่การตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าด้วยความไม่สงสัย เชื่ออย่างสุดใจ แล้วเราจะรู้ว่า ความเชื่อของเรานั้น รออะไรได้ และรออะไรไม่ได้ คนในโลกข้างนอกมีความสงสัยมากมาย ระแวงมากมาย ทำให้สังคมป่วย แบบที่เรียกว่า ไม่รู้จะเชื่อใคร จงสร้างความแตกต่างว่า สังคมคริสเตียนเชื่อได้ พระเจ้าของเราเชื่อได้ ชีวิตแห่งความเชื่อที่รอได้และรอไม่ได้ของเรานั้นคือ สิ่งที่สร้างความแตกต่างจากสังคมข้างนอก อาเมน
สรุปคำเทศนา
07 กันยายน 2551
14 กันยายน 2551
21 กันยายน 2551
28 กันยายน 2551
05 ตุลาคม 2551
12 ตุลาคม 2551