Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552

 

 

หัวข้อ"อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

“ใจ” ของพี่น้องกำลังเป็นอย่างไร กำลังเหมือนพายุพัดกระหน่ำ หรือเหมือนพายุที่สงบลงแล้ว “ใจ” ของเรากำลังร้อนเหมือนไฟ หรือเย็นฉ่ำเหมือนฟ้าหลังฝน “ใจ” ของเรากำลังเป็นเหมือนหนูติดจั่น หรือเหมือนกวางที่กระหายหาน้ำ เป็นภาพเปรียบเทียบชีวิตจิตวิญญาณกระหายหาพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวถึง “ใจ” ที่ติดบ่วงแร้ว เกิดจากการปล่อยตัวให้มัวเมากับกิเลศตัณหา การคิดกังวลถึงชีวิตนี้ก็เข้าข่ายทำให้ชีวิตติดบ่วงแร้วเช่นกัน  ลูกา 21:3434“แต่จงระวังตัวให้ดี   เกลือกว่าใจของท่านจะล้นไปด้วยอาการดื่มเหล้าองุ่นมาก   และด้วยการเมา   และด้วยคิดกังวลถึงชีวิตนี้   แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านดุจบ่วงแร้วอย่างกะทันหัน พระคัมภีร์ยังกล่าวถึง “ใจ” ส่งผลต่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณด้านความรู้สึกและความเชื่อ โรม 10:10 10ด้วยว่า   ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม   และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด นี่เป็นที่มาของสำนวน “รับด้วยปาก เชื่อด้วยใจ ก็นำไปสู่ความรอด” รับปาก แต่ใจไม่รับ ก็ไปไม่รอด เพราะ ใจเป็นส่วนสำคัญต่อการพิพากษาโลกที่จะมาถึง  และขณะที่คริสเตียนดำเนินชีวิตในโลกนี้ “ใจ” เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะ “ใจ” เป็นจุดโฟกัสของชีวิตที่สำแดงให้รู้ว่าชีวิตคริสเตียนคนนั้นมีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้าอยู่ที่ใจรักพระเจ้า มัทธิว 22:37 “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า   และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า เราจะเห็นว่า “ใจ” ของเรานั้นมีความสำคัญมาก ดังนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรปล่อยให้ใจของเราอยู่ในสภาพวิตกกังวลง่ายเกินไป หรือวิตกกังวลนานเกินไป คำว่า “ใจที่วิตก” รากศัพท์ภาษากรีกมีหลายความหมาย แปลว่า ใจไม่มั่นคง ขึ้นๆลงๆ ใจไม่แน่วแน่ ใจที่ปั่นปวน ใจถูกรบกวน พระวจนะได้กล่าวว่า พระเยซูคริสต์ทรงให้ความสำคัญต่อใจของมนุษย์ มิใช่แค่ใจที่ทำบาปแล้วพระเจ้าจะสนใจเพื่อการลงโทษ แต่พระเจ้ายังสนใจ “ใจ” ที่มีปัญหา  “ใจ” ที่เป็นทุกข์  และพระเยซูคริสต์ทรงมีการปลอบโยนที่สมบูรณ์ที่สุดแก่มนุษย์ทุกคน พระองค์ไม่ใช่แค่ที่พึ่งทางจิตใจ เพื่อให้ทำใจ หรือให้ปลงตกยอมรับชะตากรรมของตัวเอง แต่พระเยซูคริสต์ได้สร้างความมั่นใจและหนทางไขปัญหา ปริศนาชีวิตแก่ทุกคน ในพระเยซูคริสต์มีคำตอบสำหรับทุกคนทุกเรื่อง ยอห์น 14:1-18, 25-27 1“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย   ท่านวางใจในพระเจ้าจงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น” 5โธมัสทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน   พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร” 6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา 7ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว   ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย   ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์” 8ฟีลิปทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็น   ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว” 9พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ฟีลิปเอ๋ย   เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ   ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา   ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า   'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น' 10ท่านไม่เชื่อหรือว่า   เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา   คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น   เรามิได้กล่าวตามใจชอบ   แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา   ได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ 11จงเชื่อเราเถิดว่า   เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา   หรือมิฉะนั้นก็จงเชื่อเพราะกิจการเหล่านั้นเถิด 12“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้ที่วางใจในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย   และเขาจะกระทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก   เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา 13สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น   เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร 14สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น 15“ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา   ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา 16เราจะทูลขอพระบิดา   และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน   เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป 17คือพระวิญญาณแห่งความจริง   ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้   เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์   ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์   เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน   และจะประทับอยู่ในท่าน 18“เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว   เราจะมาหาท่าน...... 25“เราได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย   เมื่อเรายังอยู่กับท่าน 26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง   และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย   สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น   เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้   อย่าให้ใจของท่านวิตก   และอย่ากลัวเลย  คำปลอบโยน หนุนใจของพระเยซูคริสต์สำหรับสาวกในตอนนี้ ต่อเนื่องจากการสนทนาในบทที่ 13 ก่อนหน้านี้ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ใกล้เวลาที่พระองค์กำลังจากโลกนี้ไปด้วยความตาย ซึ่งเปโตรเป็นคนแรกที่ตอบสนองการจากไปของพระเยซูคริสต์ ด้วยการประกาศว่าเขาจะไปพร้อมกับพระองค์ พระเยซูทรงตอบเปโตรด้วยสำนวนว่า เปโตรกำลังพูดโดยไม่รู้จักใจตัวเอง เพราะเปโตรจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูถึงสามครั้ง พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า สาวกทุกคนเป็นทุกข์ เพราะถ้าพระเยซูไม่อยู่ ถ้าพระเยซูตายไป ใครจะเป็นคนดูแลสาวก ใครจะสอน ใครจะนำ ใครจะเป็นที่ปรึกษา ใครจะทำการอัศจรรย์ ใครจะรักษาโรคคนเจ็บป่วย พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักใจของสาวกเวลานี้ว่า กำลังคิดอะไรอยู่ สาวกที่ยอมทิ้งอาชีพ การงาน ทิ้งบ้านเรือนตัวเองมาติดตามพระเยซู สาวกกำลังรู้สึกเคว้งและขาดเสาหลัก พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า “อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายวิตกเลย”  ข้อ 1 และในข้อ 27 “อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” เป็นการตรัสถึงสองครั้งซ้ำ และย้ำ เป็นการปลอบโยนและให้คำสัญญาที่สร้างความมั่นใจแก่สาวกของพระองค์ และไม่ใช่แค่คำสัญญาที่เป็นแค่ลมปาก  แต่เป็นหลักประกันของชีวิตของสาวกด้วย พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่ตรัสว่า อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย ขอให้เราทั้งหลายจงฟัง จงทบทวนชีวิตของตัวเราในฐานะคริสเตียนว่า เรากำลังให้พระเยซูคริสต์เป็นอะไรในชีวิตของเรา ขณะที่พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า

1. พระเยซูคริสต์เป็นหลักประกันที่มั่นคง ยอห์น 14:1-7

1“อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย   ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 4และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น” 5โธมัสทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน   พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร” 6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา 7ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว   ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย   ตั้งแต่นี้ไปท่านก็จะรู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์”

พระเยซูคริสต์ทรงปลอบใจสาวกที่กำลังวิตกกังวลถึงอนาคตของตัวเอง สาวกดำเนินชีวิตตามอย่างพระเยซูคริสต์ผู้ทรงตรัสว่า สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ นั่นแปลว่า ถ้าจะติดตามพระเยซูคริสต์ต้องทิ้งหลักประกันอย่างโลก และติดตามด้วยความแน่วแน่ ไม่หันหลังกลับ ลูกา 9:56-62 56แล้วพระองค์กับเหล่าสาวกก็เลยไปที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง 57 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกกำลังเดินทางไป   มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เสด็จไปทางไหน   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไปทางนั้น” 58พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” 59พระองค์ตรัสแก่อีกคนหนึ่งว่า   “จงตามเรามาเถิด”   แต่คนนั้นทูลตอบว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน” 60พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด   แต่ส่วนท่าน   จงไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า” 61อีกคนหนึ่งทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป   แต่ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ไปลาคนที่อยู่ในบ้านของข้าพระองค์ก่อน” 62พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้ว   หันหน้ากลับเสีย   ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า”

หลักประกันความมั่นคงในชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้ คือ บ้าน เป้าหมายของคนที่ทำงาน หาเงินเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่ลืมที่จะคิดถึงบ้าน ที่ไม่ใช่บ้านเช่า แต่เป็นบ้านของตนเอง ธุรกิจบ้าน คอนโด จึงขายดี เปิดวันเดียวขายหมดในวันเดียว ข้าพเจ้าเคยไปดูคอนโดหนึ่งที่ยังไม่สร้าง มีแต่ห้องตัวอย่าง ถามคนขาย เขาบอกว่า หมดแล้ว หมดเมื่อไหร่ หมดตั้งแต่วันแรก ความต้องการที่อยู่อาศัยก็ยังเป็นความต้องการตลอดเวลา เพราะคนคิดถึงความมั่นคง แต่พระเยซูกลับสอนสาวกให้ไม่ยึดติดอยู่กับหลักประกันของโลก และติดตามพระองค์เพื่อบ้านที่ถาวรกว่า นั่นคือ บ้านของพระเจ้าบนแผ่นดินสวรรค์ ไม่ใช่บ้านที่เผาในพิธีกงเต็ก แต่เป็นบ้านที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกว่า นิเวศของพระบิดา และยืนยันว่า บ้านนั้นมีจริง  บ้านมีความหมายถึงการอยู่ด้วยกัน สาวกจะได้อยู่กับพระเยซูคริสต์อย่างถาวรนิรันดร์ ที่น้ำตกไนแองการ่า มีนักไต่ลวดสลิงกำลังขี่จักรยานบนลวดสลิงโชว์ ข้ามจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งอย่างน่าหวาดเสียว ผู้ชมต่างตบมือด้วยความชื่นชมในความสามารถของนักไต่ลวดสลิงนี้ แล้วนักไต่ลวดสลิงก็ถามผู้ชมว่า คุณเชื่อไหมว่าผมสามารถเอาคนนั่งซ้อนท้ายและขี่จักรยานนี้บนลวดสลิงข้ามไปได้ ผู้ชมต่างตบมือ และตะโกนว่า เชื่อ นักไต่ลวดสลิงก็บอกว่า ใครจะนั่งซ้อนท้ายไปกับผม เงียบ บ่อยครั้งที่เรามักคิดว่า การไว้วางใจพระเยซูคริสต์เหมือนกับการนั่งซ้อนท้ายนักไต่ลวดสลิงข้ามน้ำตกไนแองการ่า แต่ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า พระเยซูไม่พาท่านไปเสี่ยงบนความจำกัดของมนุษย์ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงรู้ว่า พระองค์รับผิดชอบเราทั้งหลายได้ขนาดไหน พระองค์จึงตรัสว่า 2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก   ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว   เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย 3เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว   เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย

นี่คือหลักประกันมั่นคงถาวร ที่ไม่ต้องคิดเอาเองว่า มีหรือไม่มี ใช่หรือไม่ใช่ การไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ เหมือนการไว้วางใจพระบิดา คือ ผู้ทรงสามารถทำสิ่งที่ไม่มีให้มีได้ ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างโลก พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งจากความว่างเปล่า คือ ไม่มี ให้มีขึ้น คือโลก และสิ่งต่างๆที่อยู่บนโลก  ปฐมกาล 1:1-3,7,9-10,14-15,20,24

1ในปฐมกาล  พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน 2แผ่นดินก็ว่างเปล่า  ความมืดอยู่เหนือน้ำ   และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น 3พระเจ้าตรัสว่า   “จงเกิดความสว่าง”   ความสว่างก็เกิดขึ้น  6พระเจ้าตรัสว่า   “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ  แยกน้ำออกจากกัน”...... 7พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น   แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น....... 9พระเจ้าตรัสว่า   “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน   ที่แห้งจงปรากฏขึ้น”   ก็เป็นดังนั้น 10พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า  แผ่นดิน....... 14พระเจ้าตรัสว่า  “จงมีดวงสว่างบนฟ้า  เพื่อแยกวันออกจากคืน   ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู   วัน   ปี 15และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า  เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน”   ก็เป็นดังนั้น...... 20พระเจ้าตรัสว่า  “น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต   และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน”...... 24พระเจ้าตรัสว่า   “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน   คือสัตว์ใช้งาน   สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ป่าตามชนิดของมัน”   ก็เป็นดังนั้น

พระเจ้าตรัส สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้น ยอห์น 1:1-4 1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า 2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า 3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ   ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น   ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ 4พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต   และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงพระวาทะทรงร่วมในการสร้างโลกและสรรพสิ่งกับพระบิดาตั้งแต่ต้น  ในข้อที่ 14 เปิดเผยว่าคือพระเยซูคริสต์ นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ว่า พระเยซูคริสต์เจ้าต้องการให้สาวกดำเนินชีวิตด้วยความไว้วางใจในพระองค์ ฮีบรู 11:11ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้   เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า   สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง

รากศัพท์ของความเชื่อ คือ การวางใจในหลักประกันที่มั่นคง ฮีบรูกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง พระเจ้าสั่งให้เกิด มันต้องเกิด พระเจ้าสั่งให้มีมันต้องมี พระเยซูคริสต์จึงหนุนใจสาวกในสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถสัญญาว่า เราตายไปแล้ว เราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเรา สาวกมองไม่เห็นทางที่พระเยซูคริสต์จะตายไปและกลับมาอีกได้ สาวกไม่เข้าใจ ว่า พระเยซูคริสต์ใช้ทางไหนไป และใช้ทางไหนกลับมา ไปและกลับยังไง โธมัสจึงถามแบบรอบคอบไม่บุ่มบ่ามแบบเปโตรอีกแล้ว เขาถามพระเยซูคริสต์ว่า 5โธมัสทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน   พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร” นี่เป็นคำถามที่แสดงความตั้งใจว่าอยากจะรู้และอยากจะไปกับพระเยซูคริสต์จริงๆ  ความจริง โธมัสถูกเอ่ยชื่อในพระคัมภีร์สองครั้ง ครั้งนี้ คือความตั้งใจรู้จักทางที่จะพบพระเยซู  แต่ครั้งสุดท้ายโธมัสกลับถามอีกอย่าง ยอห์น 20:24-25 24ฝ่ายโธมัสที่เขาเรียกกันว่าแฝด   ซึ่งเป็นสาวกคนหนึ่งในสิบสองคนนั้น   ไม่ได้อยู่กับพวกเขาเมื่อพระเยซูเสด็จมา 25สาวกอื่นๆ   จึงบอกโธมัสว่า   “เราได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว”   แต่โธมัสตอบเขาเหล่านั้นว่า   “ถ้าข้าไม่เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์   และไม่ได้เอานิ้วของข้าแยงเข้าไปที่รอยตะปูนั้น   และไม่ได้เอามือของข้าแยงเข้าไปที่สีข้างของพระองค์แล้ว   ข้าจะไม่เชื่อเลย”  โธมัสไม่เชื่อว่าพระเยซูตายไปแล้วจะกลับมาได้อีก พระเยซูคริสต์ทรงตอบโธมัสว่า พระองค์เป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต เดินในทางของพระเยซูคริสต์ไม่ต้องคิดลึก คิดมาก  อิสยาห์ 35:8. 8และจะมีทางหลวงที่นั่น และเขาจะเรียกทางนั้นว่า  วิสุทธิมรรค  คนไม่สะอาดจะไม่เดินทางนั้น  แม้คนโง่ก็จะไม่หลงในนั้น คนไม่สะอาดหมายถึงเดินในทางนี้แล้วไม่ถูกทำให้ชีวิตสกปรก และคนโง่เดินไม่หลง หมายถึงคนที่เดินในทางนี้จะไม่กลายเป็นคนโง่ 1โครินธ์ 1:27-28 27แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา   เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย   และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ   เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย 28พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น   และเห็นว่าไร้สาระ   เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ ทางของพระเยซูคริสต์เป็นหลักประกันที่มั่นคง ยิ่งเดินยิ่งฉลาด ยิ่งเดินยิ่งสะอาด

2. ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์อยู่กับเรา ยอห์น 14:8-14

8ฟีลิปทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็น   ก็พอใจข้าพระองค์แล้ว” 9พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ฟีลิปเอ๋ย   เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ   ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา   ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า   'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น' 10ท่านไม่เชื่อหรือว่า   เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา   คำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น   เรามิได้กล่าวตามใจชอบ   แต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา   ได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ 11จงเชื่อเราเถิดว่า   เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา   หรือมิฉะนั้นก็จงเชื่อเพราะกิจการเหล่านั้นเถิด 12“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้ที่วางใจในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย   และเขาจะกระทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก   เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา 13สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น   เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร 14สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น  ดูเหมือนสาวกทั้งหมดต่างวิตกกับการจากไปของพระเยซูคริสต์  และต่างแสดงความเห็นออกมาแตกต่างกัน คำถามของฟิลิป เป็นอีกคนที่มีถ้อยคำที่ดูเหมือนไม่ต้องการอะไรมาก  ก่อนพระเยซูคริสต์จะตายจากไป ขอทิ้งอะไรดีๆไว้กับพวกเขา ไม่เอาอะไรมาก ขอแค่ได้เห็นพระบิดาอย่างที่พระองค์เกริ่นว่า ถ้าเห็นพระเยซูก็จะเห็นพระบิดา ฟังดูไม่เอาอะไรมาก แต่ในใจของคนยิวรู้ว่า การได้เห็นพระเจ้าพระบิดา ที่พระเยซูคริสต์พูดถึงบ่อยๆนั้น คือ พระเจ้าของคนอิสราเอล ซึ่งสำหรับยิว นั้นเรื่องใหญ่มาก เพราะหลักคำสอนของยิว คือไม่มีใครได้เห็นพระเจ้าได้ 1ทิโมธี 6:15-16  15ซึ่งพระเจ้าผู้เสวยสุขและทรงฤทธิ์สูงสุดแต่พระองค์เดียว   พระมหากษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง   และพระผู้เป็นเจ้าเหนือเทพเจ้าทั้งปวง   จะทรงสำแดงให้ปรากฏในเวลาอันควร 16พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ   และทรงสถิตในความสว่างที่ซึ่งไม่มีคนใดจะเข้าไปถึง   ผู้ซึ่งมนุษย์ไม่เคยเห็น   และจะเห็นไม่ได้   พระเกียรติและฤทธานุภาพอันถาวรจงมีแด่พระองค์นั้น   อาเมน  

แม้แต่พระคัมภีร์เดิมเองก็บันทึกว่า ผู้นำระดับโมเสสและผู้นำอาวุโสของอิสราเอลได้เห็นพระเจ้าแค่ครั้งเดียวโดยไม่ถูกลงโทษ อพยพ 24:9-119ครั้งนั้นโมเสสกับอาโรน  นาดับและอาบีฮู   และพวกผู้ใหญ่เจ็ดสิบคนของอิสราเอลขึ้นไปอีก 10เขาทั้งหลายได้เห็นพระเจ้าแห่งอิสราเอล   และพื้นที่รองพระบาทเป็นดุจแก้วไพฑูรย์   สุกใสเหมือนท้องฟ้าทีเดียว 11พระองค์มิได้ลงโทษบรรดาหัวหน้าชนชาติอิสราเอล   เขาทั้งหลายได้เห็นพระเจ้าและได้กินและดื่ม

พระเยซูคริสต์ทรงตอบฟิลิปว่า ฟิลิปได้อยู่กับพระเยซูมานานขนาดนี้ สามปีครึ่ง ยังไม่เห็นพระบิดาในพระเยซูคริสต์อีกหรือ พระเยซูคริสต์ตอบคำของฟิลิปที่แสดงความไม่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ความวิตกของฟิลิปคือ เขาจะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นพระเจ้าพระบิดา พระเยซูคริสต์ทรงย้ำว่า พระองค์กับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้พระองค์จากไป พระองค์ไปแต่ตัว แต่ฤทธิ์อำนาจของพระองค์เป็นฤทธิ์อำนาจของพระบิดาที่มอบให้กับพระองค์ยังอยู่ และฤทธิ์อำนาจนี้อยู่ที่พระนามของพระองค์ ชื่อ แสดงถึงการดำรงอยู่ของคนๆนั้น แต่ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดา เมื่อตายไป ก็เหลือไว้แต่ชื่อที่ไร้ตัวตน ไร้จิตวิญญาณ ไร้อำนาจของคนๆนั้น แต่พระเยซูคริสต์กำลังบอกกับสาวกว่า การตายของพระเยซูคริสต์ที่จะมาถึงไม่ได้ทำลายตัวตนและฤทธิ์อำนาจการดำรงอยู่ของพระองค์ คนที่คิดฆ่าพระเยซูด้วยความเข้าใจว่า การตายคือการทำลายพระองค์ ทำลายทุกอย่างของพระองค์ไปด้วย แต่พระเยซูคริสต์ยังดำรงอยู่ และพระบิดาก็ยังดำรงอยู่กับพระองค์ด้วย และสาวกได้เรียนรู้ในภายหลังว่า ความตายไม่ใช่สาเหตุของการพรากพระเยซูไปจากพวกเขา เพราะภายหลังที่พระองค์ตายไปสามวัน พระองค์ก็ฟื้นกลับมาหาสาวกใหม่อีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้ พระองค์มาเพื่ออยู่กับสาวกเพียง 40 วันเท่านั้น และพระองค์ก็จากไปหาพระบิดาในฟ้าสวรรค์ พระเยซูสอนสาวกให้ใช้พระนามของพระองค์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการอธิษฐานกับพระบิดาได้ และเมื่อสาวกขอในนามของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เองจะเป็นผู้กระทำตามที่สาวกอธิษฐานขอไว้ นี่คือ การไปแต่ตัวหัวใจยังอยู่ และอยู่กับผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ 1โครินธ์ 1:16....แต่เราก็มีพระทัยพระคริสต์  นี่ไม่ใช่แค่เป็นการปลอบโยนให้สาวกหายวิตกกังวล แต่เป็นคำสัญญา คนเรามักพูดว่า ไปแต่ตัวหัวใจยังอยู่ มันก็เป็นแค่ลมปาก แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ นี่คือ ของจริง  มัทธิว 28:20 ....นี่แหล่ะเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค  แม้เราไม่เห็นพระองค์ แต่พระทัยของพระองค์อยู่กับเรา พระองค์ยืนยันว่า 12“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้ที่วางใจในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย   และเขาจะกระทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก   เพราะว่าเราจะไปถึงพระบิดาของเรา การวางใจในพระเยซูคริสต์ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า โดยไม่ต้องเอาพระองค์ไปใส่กรอบห้อยคอ หรือตั้งบนหิ้งไว้บูชา จะทำให้เราทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พระองค์ทำเอง อย่าวิตกกังวลและอย่ากลัวเลย พระเยซูคริสต์อยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา

3. พระผู้ช่วยอยู่กับเรา ยอห์น 14:15-18,25-27

15“ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา   ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา 16เราจะทูลขอพระบิดา   และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน   เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป 17คือพระวิญญาณแห่งความจริง   ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้   เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์   ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์   เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน   และจะประทับอยู่ในท่าน 18“เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว   เราจะมาหาท่าน...... 25“เราได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย   เมื่อเรายังอยู่กับท่าน 26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง   และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย   สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น   เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้   อย่าให้ใจของท่านวิตก   และอย่ากลัวเลย พระบัญญัติของพระเยซูคือ ให้เรารักซึ่งกันและกัน การรักซึ่งกันและกันคือการแสดงความรักที่เรามีต่อพระเยซูคริสต์ด้วย ที่นี่ เราได้เห็นคำสัญญาที่มีเงื่อนไข คือ ความรัก ผลักดันให้พระเยซูคริสต์ทำสิ่งหนึ่งคือ การขอพระบิดาประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้อยู่กับเราตลอดไป พระวิญญาณฯเป็นมัดจำและตราประทับสำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เอเฟซัส 4:3030 .......เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้   เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด

2โครินธ์ 1:2222และพระองค์ทรงประทับตราเรา   และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย

พระคัมภีร์สองตอนนี้กล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธ์เป็นตราประทับและมัดจำในชีวิตของผู้เชื่อเพื่อแสดงว่า เราเป็นของพระเยซูคริสต์ เพื่อแสดงว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้า โรม 8:14 14เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด   ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า แต่ในยอห์นบท 14 นี้ พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงพระวิญญาณองค์เดียวกันนี้ที่จะอยู่กับเราตลอดไป ความรักในพระเยซูคริสต์ ความรักต่อพระบิดา ความรักซึ่งกันและกัน คือ การหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเราให้พระวิญญาณอยู่กับเราตลอดไป พระคัมภีร์กล่าวว่า อย่าดับพระวิญญาณ อะไรที่จะดับพระวิญญาณ นั่นคือ ชีวิตที่ขาดความรักที่มีต่อพระเจ้า และความรักที่มีต่อคนรอบข้าง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ทำงานกับคนที่ไม่มีความรัก คริสเตียนบางคนเหมือนเครื่องยนต์ดับ เพราะไม่รักคนอื่น ชีวิตมีแต่ดับเครื่องชนชาวบ้านตลอดเวลา ในทางตรงกันข้ามมีคริสเตียนที่มีถ้อยคำที่สามารถดับไฟ ดับความวิตกกังวลของตัวเอง และของคนรอบข้างได้ เพราะพระวิญญาณที่อยู่ในใจของคริสเตียนคนนั้นสามารถทำงานผ่านชีวิต เป็นถ้อยคำเหมือนพระเยซูคริสต์พูดกับทุกคน พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกว่า ผู้ช่วยอีกผู้หนึ่ง  คำว่า “ผู้ช่วย” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า comforter แปลว่า ผู้ปลอบโยน ผู้เล้าโลมจิตใจ รากศัพท์ภาษากรีก พาราเคลโตส แปลได้มากกว่าหนึ่งความหมายคือ แปลว่า ผู้อธิษฐานวิงวอน หรือทนายแก้ต่าง โรม 8:26  26ในทำนองเดียวกัน   พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย   เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร   แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา   ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ ในยามที่เรากำลังเป็นทุกข์อธิษฐานไม่ออก ไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยขอแทนเรา บางครั้งความทุกข์ในใจของคนเราก็หนักจนเรามึน เรางง เราไม่รู้จะพูดยังไงกับพระเจ้าดี พระวิญญาณจะช่วยเรา อย่าให้เนื้อหนังทำงาน เพราะเนื้อหนังชอบบ่น ชอบต่อว่า อีกความหมายถึง ของคำว่า ผู้ช่วยในภาษากรีก คือ ทนายแก้ต่าง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำหน้าที่ช่วยเราให้พ้นจากการฟ้องกล่าวโทษของมารซาตาน หรือแม้กระทั่งเนื้อหนังของตัวเราเองที่ก็ตำหนิตัวเรา พระวิญญาณจะช่วยเราออกจากความวิตกกังวล นี่คือ การให้กำลังใจของพระเยซูคริสต์ที่ทูลขอให้พระบิดาประทานการปลอบโยนให้กับสาวกเป็นรูปธรรม คำสัญญาที่ปลอบโยนสาวก อีกคำสัญญาหนึ่งคือ ท่าน 18“เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว   เราจะมาหาท่าน...... พระเยซูคริสต์ใช้คำว่า ไม่ทอดทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว รากศัพท์ของคำนี้ มาจากคำว่า ลูกกำพร้าที่ถูกทิ้ง ไม่มีใครสนใจ ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีคนดูแล พระเยซูคริสต์จากไป แต่ไม่ได้ทอดทิ้งสาวกไว้โดดเดี่ยวเหมือนลูกกำพร้า พระวิญญาณที่ส่งมาอยู่ด้วยในตัวสาวกจะทำหน้าที่ดูแล สอนและให้ระลึก สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนไว้แก่สาวก สาวกจะคิด จะพูด จะทำเหมือนพระเยซู  สุดท้าย พระเยซูคริสต์ทรงหนุนใจสาวกด้วยสันติสุขที่ทรงมอบให้กับจิตวิญญาณ 27เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย   สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น   เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้   อย่าให้ใจของท่านวิตก   และอย่ากลัวเลย วิธีอย่างโลกไม่สามารถให้ความสงบทางจิตใจที่แท้จริงแก่จิตวิญญาณอย่างยั่งยืนได้ วิธีอย่างโลกคือการหลบหลีก การหนีความวุ่นวาย การลบล้างหรือทำลายเหตุที่ก่อให้ใจไม่สงบ แต่สันติสุขที่พระเยซูคริสต์มอบให้กับสาวกของพระองค์นั้น มาพร้อมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เกิดความสงบได้ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่สงบ ไม่ต้องหนี ไม่ต้องทำลายเหตุที่ทำให้ใจไม่สงบ แต่ในทางตรงกันข้าม ชีวิตที่พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายใน สามารถทำให้เกิดสันติสุขได้ มัทธิว 5:9 9“บุคคลผู้ใดสร้างสันติ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร  สันติสุขเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่กับเรา กาลาเทีย 5:22-23 22ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน ฟิลิปปี 4:1-4 4จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา   ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า   จงชื่นชมยินดีเถิด 5จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว 6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย   แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า   ด้วยการอธิษฐาน   การวิงวอน   กับการขอบพระคุณ 7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยอยู่กับเราทั้งหลายแล้ว อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org