Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2552

 

 

หัวข้อ“จงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด”

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

มีคำพูดหนึ่งได้กล่าวว่า “การไม่เลือกก็คือการตัดสินใจเลือก” นั่นหมายความว่า ได้ตัดสินใจเลือกที่จะไม่เลือกไปแล้ว หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า การไม่เลือกคือการไม่ตัดสินใจ หรือเข้าใจว่ายังไม่ได้เลือก เหมือนกับการรับเชื่อของเราทั้งหลายคือการตัดสินใจอยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์เจ้า เราไม่สามารถยืนอยู่ตรงกลางได้ เราถูกกำหนดมาให้เลือก เหมือนกับอาดัมและเอวา มนุษย์คู่แรกที่ตัดสินใจเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า เขาจึงได้ทำบาป และพลาดไปจากเป้าหมาย พลาดไปจากพระประสงค์ของพระเจ้า พระคัมภีร์ได้กล่าวว่าพระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงเลือกที่จะทิ้งสภาพพระเจ้า (ฟิลิปปี 2:6-8)
6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน
การเลือกของพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นการเลือกที่จะละประโยชน์หรือความพอใจของตนเอง พระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องการเลือกอย่างชัดเจนในมัทธิว5:24 24 “ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้   เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง   และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง   หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง   และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง   ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้
การปรนนิบัติซึ่งแปลว่า การรับใช้ หรือ การเป็นทาสรับใช้ พระเยซูคริสต์ได้สอนให้เราเลือกที่จะอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง  คำว่า “ปรนนิบัติพระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้” หมายความว่าเราไม่สามารถเลือกเป็นทาสรับใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกันได้หรือหมายถึงเราไม่สามารถเลือกที่จะอยู่อยู่ตรงกลางได้ เราต้องเลือกที่จะอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเอาพระเจ้า หรือจะเอาเงินทอง หากเราเลือกที่จะเอาพระเจ้า พระเจ้าอยู่เหนือเรา และเราจะอยู่เหนือเงินทอง แต่ถ้าเราเลือกที่จะเอาเงินทอง เราจะอยู่ใต้เงินทอง และเราทำตัวอยู่เหนือพระเจ้า เช่นเราจะทำอะไรตามความปรารถนาของตัวเราเอง 1ทิโมธี 6:9-10
9ส่วนคนเหล่านั้น   ที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน   และติดบ่วงแร้วและในความปรารถนานานาที่ไร้ความคิดและเป็นภัยแก่ตัว   ซึ่งทำให้คนเราต้องถึงความพินาศเสื่อมสูญไป 10ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล   และเพราะความโลภนี่แหละ   จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ   และตรอมตรมด้วยความทุกข์
เราต้องเลือกเสียในวันนี้ว่าเราจะปรนนิบัติผู้ใด ซึ่งเป็นประโยคสำคัญที่โยชูวาได้กล่าวในหนังสือโยชูวาบทที่ 24:1-15
1แล้วโยชูวาก็รวบรวม บรรดาเผ่าคนอิสราเอลมาที่เชเคม   แล้วเรียกพวกผู้ใหญ่  ผู้หัวหน้า   ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ของอิสราเอล   แล้วเขาก็มาปรากฏตัวต่อพระเจ้า 2แล้วโยชูวากล่าวกับประชาชนทั้งสิ้นว่า   “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   'ในกาลดึกดำบรรพ์   บรรพบุรุษของเจ้าอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส   คือเท-ราห์   บิดาของอับราฮัมและของนาโฮร์   และเขาปรนนิบัติพระอื่น 3แล้วเราได้นำบิดาของเจ้า   คือ   อับราฮัมมาจากฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส   และนำเขามาตลอดแผ่นดินคานาอัน   กระทำให้ลูกหลานของเขามีมากมาย   เราให้อิสอัคแก่เขา 4เราให้ยาโคบและเอซาวแก่อิสอัค   และเราได้ให้แดนเทือกเขาเสอีร์แก่เอซาวเป็น กรรมสิทธิ์   แต่ยาโคบและลูกหลานของเขา   ได้ลงไปในอียิปต์ 5และเราได้ใช้โมเสสกับอาโรนมา   และเราได้ให้ภัยพิบัติเกิดแก่อียิปต์   ด้วยสิ่งที่เรากระทำท่ามกลางเขานั้น   และภายหลังเราได้นำเจ้าทั้งหลายออกมา 6แล้วเราก็นำปู่ย่าตายายของเจ้า ออกจากอียิปต์และเจ้าทั้งหลายมาถึงทะเล   และชาวอียิปต์ได้ไล่ตามปู่ย่าตายาย ของเจ้าทั้งหลายด้วยรถรบและพลม้ามาถึงทะเลแดง 7และเมื่อเขาร้องทูลต่อพระเจ้า   พระองค์ก็บันดาลให้ความมืดเกิด ขึ้นระหว่างเจ้าทั้งหลายและชาวอียิปต์   และกระทำให้ทะเลท่วมมิดเขา   นัยน์ตาของเจ้าทั้งหลายได้เห็นสิ่งที่เรากระทำใน อียิปต์   และเจ้าทั้งหลายอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 8และเราก็นำเจ้าทั้งหลายมาที่แผ่นดิน ของคนอาโมไรต์   ซึ่งอยู่ที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน   เขาสู้รบกับเจ้าทั้งหลาย   และเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้าและเจ้า ทั้งหลายยึดครองแผ่นดินของเขา   และเราก็ทำลายเขาให้พ้นหน้าเจ้า 9คราวนั้นบาลาคบุตรศิปโปร์กษัตริย์เมืองโมอับได้ ลุกขึ้นต่อสู้กับอิสราเอล   เขาใช้ให้ไปตามบาลาอัมบุตรเบโอร์มาให้แช่งเจ้าทั้งหลาย 10แต่เราไม่ฟังบาลาอัม   เพราะฉะนั้นเขาจึงอวยพรเจ้าทั้งหลายเรื่อยไป   ดังนั้นเราจึงช่วยเจ้าให้พ้นมือของเขา 11และเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำ จอร์แดนมาที่เมืองเยรีโค   และชาวเมืองเยรีโคต่อสู้กับเจ้า   และคนอาโมไรต์   คนเปริสซี  คนคานาอัน   คนฮิตไทต์  คนเกอร์กาชี  คนฮีไวต์   และคนเยบุส  และเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้าทั้งหลาย 12และเราได้ใช้ตัวต่อ   ไปข้างหน้าเจ้าทั้งหลาย   ซึ่งขับไล่กษัตริย์ทั้งสองของชาวอาโมไรต์ไปเสียต่อหน้าเจ้า   ไม่ใช่ด้วยดาบหรือด้วยธนูของเจ้า 13เราได้ยกแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่ได้เหนื่อยกายบนนั้น   และยกเมืองซึ่งเจ้าทั้งหลายไม่ต้องสร้างให้แก่เจ้า และเจ้าทั้งหลายได้เข้าอยู่   เจ้าได้กินผลของสวนองุ่นและสวนมะกอกเทศ   ซึ่งเจ้าไม่ต้องปลูก'  
 14“เหตุฉะนั้น   จงยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์ด้วยความจริงใจ   และด้วยความซื่อสัตย์   จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของ ท่านได้เคยปรนนิบัติที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำและในอียิปต์เสีย   และท่านทั้งหลายจงปรนนิบัติพระเจ้า 15และถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า   ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด   จะปรนนิบัติพระซึ่งบรรพบุรุษของท่านปรนนิบัติอยู่ใน ท้องถิ่นฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส   หรือของคนอาโมไรต์ในแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่   แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า   เราจะปรนนิบัติพระเจ้า”  
Background: อาทิตย์ที่แล้วเราได้ฟังโยชูวาบทที่ 23 เป็นคำอำลาที่โยชูวาคิดว่าตัวเองกำลังจากจากโลกนี้ไป แต่หลังจากกล่าวคำอำลาไปแล้วตอนนั้น ปรากฏว่า โยชูวายังมีชีวิตอยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง  จนเมื่อมาถึงครั้งนี้ โยชูวาคิดว่า น่าจะเป็นการไปจริงๆแล้ว การเรียกชุมนุมอิสราเอลอีกครั้งจึงเกิดขึ้น การกล่าวคำอำลาในบทนี้แตกต่างจากบทที่ 23 ตั้งแต่การเรียกมาปรากฏตัวต่อพระเจ้า ในข้อ 2 บันทึกว่า โยชูวากล่าวกับประชาชนทั้งสิ้น เหมือนกับที่บันทีกในบทที่ 23:2 ว่า โยชูวากล่าวแก่ประชาชน พระคัมภีร์ระบุว่า โยชูวาเป็นคนพูด แต่ใน 24:2 พระคัมภีร์บันทึกว่า โยชูวาพูด แต่โยชูวาพูดอย่างนี้ว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า” เป็นการพูดโดยพระนาม หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้า ในฐานะผู้เผยพระวจนะ ที่กล่าวถ้อยคำของพระเจ้ามาถึงชนชาติอิสราเอล ผู้ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องได้ยิน และฟังถ้อยคำเหล่านี้ โดยเฉพาะ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทรงนำของพระเจ้า

  1. ที่มีต่อบรรพบุรุษของอิสราเอลตั้งแต่อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ จนถึงโมเสส
  2. เส้นทางและดินแดนที่พระเจ้าทรงนำอิสราเอลมาแต่ดึกดำบรรพ์ ฟากแม่น้ำยูเฟรติส จากความเป็นทาสในอียิปต์จนมาถึงคานาอัน
  3. เป็นชนชาติที่มีพระเจ้าทรงทำให้มีประชากรลูกหลานมากมาย
  4. พระเจ้าเป็นผู้ดำเนินการช่วยกู้จากวิกฤติการไล่ล่าของกองทัพอียิปต์ ทะเลที่ฝังมิดทำลายศัตรู จนถึงฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
  5. การที่พระเจ้าไม่ฟังบาลาอัมที่ถูกจ้างมาให้สาปแช่งอิสราเอล จนบาลาอัมต้องอวยพรแทน
  6. การช่วยของพระเจ้าในการต่อสู้กับเมืองต่างๆในคานาอันโดยที่อิสราเอลไม่ต้องใช้อาวุธของตัวเอง ได้แผ่นดินโดยไม่ได้เหนื่อยกาย ได้เมืองโดยไม่ต้องสร้าง ได้กินพืชผลที่ตนเองไม่ได้ปลูก

โดยปกติ ผู้เผยพระวจนะจากพระเจ้า จะกล่าวคำที่เป็นคำพยากรณ์ถึงอนาคต แต่นี่เป็นการกล่าวคำที่เกิดขึ้นมาแล้ว เพื่อยืนยันว่า ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลมีพระเจ้าเป็นผู้กำหนด และนับจากนี้ไป อิสราเอลจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของอิสราเอลเองร่วมกับพระเจ้า โดยผ่านความยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความจริงใจ และด้วยความซื่อสัตย์ และทิ้งพระของดินแดนต่างๆที่ติดมากับบรรพบุรุษและปรนนิบัติพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว อิสราเอลในเวลานี้ ต่างจากอิสราเอลที่ออกมาจากอียิปต์ใหม่ๆ เวลานั้น อิสราเอลไม่รู้จักการปรนนิบัติพระเจ้า แต่การปรนนิบัตพระเจ้าก็เป็นเหตุผลที่พระเจ้าใช้ให้โมเสสอ้างกับฟาโรห์ว่า จงปล่อยให้ประชากรของเราออกมาเพื่อที่จะปรนนิบัติพระเจ้า อพยพ 4:23
23เราบอกแก่เจ้าว่า   “จงปล่อยบุตรของเราให้ไปนมัสการเรา”   
คำว่า “นมัสการ”ในภาษาไทยนี้ มาจากคำว่า “ปรนนิบัติ” Serve หรือ Enslave แปลว่า “อ้างสิทธิการเป็นเจ้าของ” เวลานั้นอิสราเอลเป็นสมบัติของฟาโรห์ ซึ่งฟาโรห์ไม่ได้ดูแลแต่เอาไว้ใช้งาน พระเจ้าจึงเรียกให้ฟาโรห์ปล่อยประชากรของพระองค์ เพื่อเขาจะได้ปรนนิบัติพระเจ้า  แต่ในโยชูวาบทที่ 24 นี้กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับครั้งเมื่ออิสราเอลออกจากอียิปต์ เวลานั้น ฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยอิสราเอล จนพระเจ้าต้องบังคับฟาโรห์ให้ปล่อยอิสราเอลออกมาเพื่อนมัสการพระเจ้า แต่มาเวลานี้ พระเจ้าให้อิสราเอลเลือกว่าจะปรนนิบัติพระเจ้าหรือปรนนิบัติพระอื่น เป็นการสำแดงให้รู้ว่า พระเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าผู้บังคับจิตใจมนุษย์ พระองค์ยังคงให้มนุษย์ตัดสินใจด้วยตัวมนุษย์เองว่า จะเลือกปรนนิบัติผู้ใด
1. จงเลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้า โยชูวา 24:16-18
16ฝ่ายประชาชนทั้งหลายจึงตอบว่า   “ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายจะละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระอื่นนั้น   ขอให้ห่างไกลจากข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด 17เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย   พระองค์นั้นทรงนำข้าพเจ้าทั้งหลาย   และปู่ย่าตายายของข้าพเจ้าขึ้นมา จากแผ่นดินอียิปต์และพ้นจากเรือนทาสนั้น   และเป็นผู้ทรงกระทำหมายสำคัญยิ่งใหญ่ ในสายตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย   และทรงคุ้มครองพวกข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ตลอด ทางที่ข้าพเจ้าได้เดินไป   และท่ามกลางชนชาติทั้งหลายซึ่งข้าพเจ้าผ่านไป 18และพระเจ้าทรงขับไล่ชนชาติทั้งหลาย ออกไปให้พ้นหน้าข้าพเจ้า   คือ  คนอาโมไรต์  ผู้ซึ่งอยู่ในแผ่นดินนั้น   เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ด้วย   เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย”  
นี่เป็นการตอบรับบทสนทนาที่อิสราเอลรับปากโยชูวาผู้เป็นตัวแทนของพระเจ้ากล่าวถ้อยคำ รับปากว่าจะไม่ทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระอื่น ด้วยการยอมรับความจริงเกี่ยวกับการช่วยกู้และประสบ การณ์ที่ผ่านมา โยชูวาเป็นห่วงอิสราเอลที่รับปากรับคำ แต่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นต่างหาก มันจะส่งผลกระทบต่ออิสราเอลเอง ในฐานะที่โยชูวากำลังอยู่ในบทบาทผู้เผยพระวจนะ โยชูวากล่าวตามการเปิดเผยของพระเจ้าต่อไปว่า โยชูวา 24:19-20 19แต่โยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า   “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเจ้าไม่ได้   ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าบริสุทธิ์   พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหวงแหน   พระองค์จะไม่ทรงอภัยความทรยศหรือบาปของท่าน 20ถ้าท่านทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระอื่น   แล้วพระองค์จะทรงหันกลับและกระทำอันตรายแก่ท่าน   และผลาญท่านเสีย  หลังจากที่พระองค์ทรงกระทำดีต่อท่านแล้ว”
ความหมายของโยชูวาตอนนี้กำลังบอกกับอิสราเอลว่า ถ้าอิสราเอลทำเป็นเล่นๆ ไม่จริงจัง โดยเฉพาะการมีพระเจ้าแค่เพียงผิวเผินเหมือนคนต่างชาติ ที่เอาเรื่องการกราบไหว้รูปเคารพเป็นเพียงการสนองความต้องการของตัวเอง ถ้าไม่ได้ ก็หันไปหาพระอื่น คนไทยก็เป็นอย่างนั้น ใครว่าที่ไหนขลังที่ไหนดี ก็แห่กันไปหามาเพิ่มไว้บนหิ้งเพื่อกราบไหว้บูชา นิยมกันเป็นพักๆ สำหรับพระเจ้าของอิสราเอลนี้ ไม่ใช่สำหรับไว้นิยมเป็นพักๆ เห่อเป็นพักๆ เพราะ กำลังขายดี กำลังรับพระพร เวลานั้น รักพระเจ้า ปรนนิบัติพระเจ้าสุดๆ ถวายสุดๆ จะสิบลด สามสิบลด ทุ่มสุดตัว ให้เราระวัง อย่าให้แรงจูงใจในการถวายเปลี่ยนไป การถวายของเราก็คือการปรนนิบัติพระเจ้าด้วยเช่นกัน เป็นความสัมพันธ์ มิใช่ติดสินบนพระเจ้า เพื่อพระเจ้าจะอวยพระพร การถวายเป็นสิ่งที่ดี และพระเจ้าทรงสัญญาเรื่องสิบลด เรื่องการถวายพิเศษ ขอให้ทุกอย่างที่เราทำ มาจากแรงจูงใจของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า เหมือนกับที่เรารักใคร เราก็จะทุ่มเท เสียสละ และให้โดยไม่มีเงื่อนไข  เหมือนกับที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสียสละและให้กับมนุษย์ พระเจ้าทรงมีความเป็นบุคคลที่ต้องการความสัมพันธ์กับมนุษย์ และให้มนุษย์สัมพันธ์กับพระองค์ โยชูวาใช้คำว่า “หวงแหน”ซึ่งเป็นคำเดียวกันกับในหนังสือ อพยพ 20:3-4 3“อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา   4“อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน   เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน  หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง   หรือในน้ำใต้แผ่นดิน 5อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูป เหล่านั้น   เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า   เป็นพระเจ้าที่หวงแหน
คำว่า “หวงแหน” เป็นความรู้สึกที่รักและหวง เป็นเจ้าของไม่อยากให้ตกเป็นของใคร และอยากให้ได้ผู้ที่รักได้รับสิ่งที่ดี ซึ่งแตกต่างจากฟาโรห์ที่เป็นเจ้าของอิสราเอลเพื่อไว้ใช้งาน
2. จงตั้งใจทิ้งรูปเคารพของตัวเอง โยชูวา 24:22-24
22แล้วโยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า   “ท่านทั้งหลายเป็นพยานปรักปรำตนเองว่า   ท่านได้เลือกพระเจ้า   เพื่อปรนนิบัติพระองค์นะ”   และเขากล่าวว่า   “ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยาน” 23ท่านจึงกล่าวว่า   “เพราะฉะนั้นจงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย   และโน้มจิตใจของท่านเข้าหา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล” 24และประชาชนกล่าวแก่โยชูวาว่า   “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพเจ้า   และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์”
บทที่ 24 นี้ เราจะเห็นประชาชนอิสราเอลรับปาก และรับปาก ว่าเขาเลือกพระเจ้า จะปรนนิบัติพระเจ้า พระคัมภีร์ใหม่ในหนังสือ โรม 10:9-10 9คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด 10ด้วยว่า   ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม   และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด
การรับแต่ปาก ยังต้องไปพร้อมๆกับการเชื่อด้วยใจ การเชื่อด้วยใจ คือการยอมให้พระเยซูคริสต์เจ้าครอบครองใจเรา ซึ่งเป็นสำนวนที่โยชูวากล่าว และโน้มจิตใจของท่านเข้าหา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล” เป็นปฏิกิริยาที่ทำไปพร้อมๆกับการละทิ้งพระอื่นที่อยู่ในพวกท่านนั้นเสีย โยชูวาได้กล่าวกับอิสราเอลว่า โยชูวา 24:15 15และถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า   ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด   จะปรนนิบัติพระซึ่งบรรพบุรุษของท่านปรนนิบัติอยู่ใน ท้องถิ่นฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส   หรือของคนอาโมไรต์ในแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่   แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า   เราจะปรนนิบัติพระเจ้า”  
ความไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ก็ไม่ต่างจากการที่ยังไม่ได้ทิ้งรูปเคารพในชีวิตของตัวเอง การที่ต้องเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด โยชูวากำลังถามตรงๆว่า อิสราเอลกำลังปรนนิบัติตัวเองหรือกำลังปรนนิบัติพระเจ้า อิสราเอลต้องชัดเจนว่ากำลังปรนนิบัติใครอยู่  หนังสือฟิลิปปี 3:19 19.... พระของเขาคือกระเพาะ   เขายกความที่น่าอับอายของเขาขึ้นมาโอ้อวด   เขาสนใจในวัตถุทางโลก พระคัมภีร์ฟิลิปปีตอนนี้ได้บอกว่า คนในยุคนี้ กำลังปรนนิบัติกระเพาะของตัวเองการหาเงินหาทองก็เพื่อตัวเอง แรงจูงใจในการดำเนิชีวิตก็เพื่อตัวเอง การทะเลาะวิวาท ความไม่พอใจ ล้วนเกิดมาจากความต้องการของเนื้อหนังของตัวเอง และนี่คือรูปเคารพของคนในยุคของเรา เราอาจมีเหตุผลที่สวยหรู เหตุผลที่น่าฟัง แต่ทั้งหมดมาจากการปรนนิบัติตัวเอง  การสะสมพระดีที่คนนิยม ก็เพื่อปรนนิบัติตัวเราเองทั้งสิ้น เราทั้งหลายก็เหมือนกับอิสราเอลที่โยชูวากำลังยื่นคำถามว่า จงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด ระหว่างพระเจ้ากับกระเพาะ ระหว่างพระเจ้ากับการโอ้อวดตัวเอง ระหว่างพระเจ้ากับวัตถุทางโลก จงทิ้งพระของโลกนี้ คือตัวเอง หากเราจะปรนนิบัติพระเจ้า เราต้องทิ้งรูปเคารพในตัวเราเอง
3. ระวังชีวิตที่สะดุดหิน โยชูวา 24:24-27
24และประชาชนกล่าวแก่โยชูวาว่า   “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพเจ้า   และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์” 25ดังนั้นโยชูวาก็ได้กระทำพันธสัญญากับประชาชน   และวางกฎเกณฑ์และกฎหมายให้แก่เขาในวันนั้นที่เมือง เชเคม 26และโยชูวาก็จารึกถ้อยคำเหล่านี้ไว้ใน หนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้า   และท่านได้เอาก้อนหินใหญ่ตั้งไว้ที่ใต้ต้นก่อ ที่ในสถานนมัสการแห่งพระเจ้า 27และโยชูวากล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า   “ดูเถิด   ศิลาก้อนนี้จะเป็นพยานปรักปรำเราเพราะ ศิลานี้ได้ยินพระวจนะทั้งสิ้นแห่งพระเจ้า   ซึ่งตรัสแก่เราจึงจะเป็นพยานปรักปรำเรา   เกลือกว่าท่านจะปฏิเสธพระเจ้าของท่าน”
อีกครั้งที่ประชาชนอิสราเอลยังคงรับปากรับคำว่า เลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้า เลือกที่จะเชื่อฟัง โยชูวาจึงทำพันธสัญญากับประชาชน ที่นี่ เป็นไปได้ว่า โยชูวาเรียกบรรดาคนอิสราเอลมาที่เมืองเชเคม พร้อมกับเชิญหีบพันธสัญญามาด้วย เพื่อให้การทรงสถิตของพระเจ้าปรากฏ และเพื่อประชาชนอิสราเอลจะยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เป็นการเจรจากันอย่างเป็นทางการ ซึ่งโดยปกติแล้ว หีบพันธสัญญาในเวลานั้นจะตั้งอยู่ที่เมืองชิโลห์ แต่ครั้งนี้ โยชูวาตั้งใจให้มีการคุยกันที่เมืองเชเคม ซึ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษของอิสราเอลคือยาโคบได้ทิ้งและฝังพระต่างด้าวทั้งสิ้นที่นี่ อาจจะไม่ใช่ต้นก่อหลวงต้นเดิม แต่ยังคงเป็นต้นก่อหลวงในเมืองเชเคม ปฐมกาล 35:2,4   2ดังนั้นยาโคบจึงบอกครอบครัว   และคนทั้งปวงที่อยู่ด้วยกันว่า   “จงทิ้งพระต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเจ้าเสียให้หมด   ชำระตัว  และเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม 4คนทั้งหลายเอาพระต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่   กับตุ้มหูที่หูของเขามาให้ยาโคบ   ยาโคบก็ฝังไว้ใต้ต้นก่อที่อยู่ใกล้เมืองเชเคม   
แต่ในยุคของโยชูวา เขาได้ตั้งก้อนหินเป็นสัญญลักษณ์แทน เป็นความหมายว่า อิสราเอลได้เอาพระต่างด้าวที่ติดมากับใจของอิสราเอลทิ้งไว้ที่นี่ และจะติดตามพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ก้อนหินเป็นพยาน ก้อนหินได้ยินการรับปากรับคำเวลานั้น
เราคงเคยได้ยินคำว่า เอาอิสราเอลออกจากอียิปต์ก็ง่ายกว่าเอาอียิปต์ออกจากใจของอิสราเอล นั่นหมายถึงวัฒนธรรม ชีวิตเก่าที่คุ้นเคยกับพระของคนต่างด้าว แต่วันนี้ที่โยชูวาได้กระทำก่อนที่จะตาย ด้วยการเอาพระที่อยู่ในใจของอิสราเอลฝังไว้ใต้ก้อนหินใต้ต้นก่อหลวงที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเขา ยาโคบได้เอาพระจริงๆฝัง แต่วันนี้ เป็นพระที่อิสราเอลเคยศรัทธา เคยเชื่อ ที่ยังฝังอยู่ในใจ ซึ่งอิสราเอลยังเอาออกไปไม่หมด วันนี้ ก้อนหินนี้ จะเป็นพยานปรักปรำอิสราเอลว่า ใจของอิสราเอลได้หันกลับมาหาพระเจ้าแล้ว และเพื่อเป็นพยานว่า อิสราเอลจะไม่ปฏิเสธพระเจ้า พระเยซูคริสต์เจ้าถูกเปรียบเป็นหินหรือศิลาที่อิสราเอลได้ทอดทิ้ง หรือลืมพระเจ้า และกลายเป็นหินสะดุด สำหรับอิสราเอลโรม 9:31-33 31แต่พวกอิสราเอลซึ่งใฝ่หาความชอบธรรมตามบัญญัติ   ก็ยังไม่ได้บรรลุตามบัญญัตินั้น 32เพราะอะไร   เพราะเหตุที่เขามิได้แสวงหาโดยความเชื่อ   แต่แสวงหาโดยการประพฤติ   เขาสะดุดก้อนหินที่ให้สะดุดนั้น 33ดังที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า จงดูเถิด   เราได้วางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยน ซึ่งจะทำให้สะดุดและหินก้อนหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้ล้ม  แต่ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย
อิสราเอลที่ครั้งหนึ่งโยชูวาเคยทำสัญญากับเขาให้ละทิ้งพระของคนต่างด้าว เพื่อเลือกปรนนิบัติพระเจ้า มาครั้งนี้ อิสราเอลได้หลงทิศทางการปรนนิบัติพระเจ้ากลายเป็นปรนนิบัติตนเอง โดยการแสวงหาความชอบธรรมโดยการประพฤติ เมื่อพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จมาเพื่อเป็นพยานว่า ความชอบธรรมในพันธสัญญาใหม่ได้มาโดยความเชื่อ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลาก้อนนั้นที่ยังคงทำหน้าที่เป็นพันธสัญญาใหม่สำหรับผู้ที่เลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้าผ่านทางพระองค์ แต่สำหรับคนยิว พระเยซูคริสต์เจ้าทรงกลายเป็นหินสะดุดสำหรับเขา มัทธิว 21:42-45
42พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านในพระคัมภีร์หรือ   ซึ่งว่า     ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย   ยังได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว   การนี้เป็นมาจากพระเจ้า   เป็นการมหัศจรรย์ประจักษ์ตาเรา  
 43เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่า   แผ่นดินของพระเจ้าจะต้องเอาไปจากท่าน   ยกให้แก่ชนชาติหนึ่งซึ่งจะกระทำให้ผลเจริญสมกับแผ่นดินนั้น” 44ว่า   “ผู้ใดล้มทับศิลานี้   ผู้นั้นจะต้องแตกหักไป   แต่ศิลานั้นจะตกทับผู้ใด   ผู้นั้นจะแหลกละเอียดไป”  
 45ครั้นพวกมหาปุโรหิต   กับพวกฟาริสีได้ยินคำเปรียบเหล่านั้น   ก็หยั่งรู้ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา
พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นหินสะดุดสำหรับพวกเคร่งศาสนา หรือพวกที่นับถือศาสนาแต่เปลือกนอก ที่ต่อหน้าก็กระทำอย่าง ลับหลังกระทำอีกอย่าง แต่สำหรับผู้ที่เลือกที่จะทิ้งกระเพาะของตนเอง และติดตามพระเยซูคริสต์เจ้าอย่างแท้จริง พระองค์กลับกลายเป็นศิลามุมเอกของชีวิตคนนั้น ดังที่เปาโลได้กล่าวในหนังสือเอเฟซัส 2:20-22  20ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น   บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ   พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก 21ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท   และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 22และในพระองค์นั้น   ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย

หินสะดุดกับศิลามุมเอกทำหน้าที่แตกต่างกัน หินสะดุด ทำให้เดินแล้วสะดุดหัวคะมำ บาดเจ็บ และเป็นอุปสรรคต่อการเดินต่อไป หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการเดินไปบนเส้นทางของพระเจ้า เพราะพระเยซูคริสต์เจ้าสอนไม่เข้าทางของเขา แนะไม่ถูกใจ ทำตามก็ทำไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกหนึ่งเหมือนกับเจอหินสะดุด คืออยากทำบาป แต่ก็ทำไม่สะดวก ชีวิตจึงดูขัดลูกหูลูกตา ขัดใจ ไม่ได้อย่างใจ อารมณ์เสียง่าย นี่คือวิถีชีวิตของคริสเตียนที่สะดุดหิน  ส่วนศิลามุมเอกนั้นเป็นส่วนของตัวตึกที่แข็งแรง เป็นอิฐก้อนแรกที่วางในชีวิตของเราให้มั่นคง สามารถต้านทานกับการโจมตีของศัตรูได้ คนที่เรียนเรื่องบำบัดภายในจะเคยได้ยินคำว่า อิฐก้อนแรกในชีวิตของเราตั้งแต่เกิด เป็นอิฐที่จะสร้าง Basic Trust ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน หากอิฐก้อนแรกแตกร้าว อิฐก้อนต่อไปที่วางก็จะร้าวตาม นั่นคือ ชีวิตที่ไม่มีพื้นฐานความไว้วางใจ ทำให้ชีวิตนั้น ขาดความมั่นคงทางจิตใจ เป็นชีวิตที่มีบาดแผล บาดเจ็บ และพร้อมที่จะทำให้คนอื่นบาดเจ็บตลอดเวลา พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นศิลาที่ถูกทอดทิ้งโดยคนอิสราเอล และกลับกลายเป็นศิลามุมเอกในชีวิตของผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์ ชีวิตของผู้เชื่อจึงถูกสร้างใหม่ให้มั่นคงเป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายวิญญาณ วันนี้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นศิลามุมเอกในเราทั้งหลายหรือทรงเป็นหินสะดุดที่เราเดินไปก็ยิ่งสะดุดมากขึ้น ทางของพระองค์ไม่ราบรื่นสำหรับคนที่เลือกปรนนิบัติตนเอง ยิ่งเราคิดถึงตัวเองมากเท่าไหร่ ในการเดินบนเส้นทางของพระเยซูคริสต์เจ้ายิ่งยากสำหรับเรามายิ่งขึ้นเท่านั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกว่า เราจะปรนนิบัติผู้ใด

ี้

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org