Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2552

 

 

หัวข้อ “ความเชื่อกับประสบการณ์ในพระเยซูคริสต์"

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ยากอบ 2:26ได้กล่าวว่า
26เพราะกายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นไร้ชีพแล้วฉันใด   ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติตามก็ไร้ผลฉันนั้น
ยากอบกำลังบอกว่า ความเชื่อที่ไร้การประพฤติก็ไม่ต่างจากกายที่ตายแล้ว เป็นกายที่ไม่มีวิญญาณ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นความเชื่อที่ตายแล้ว ความเชื่อที่ตายไปแล้วจะทำให้เราเข้าสู่ประสบการณ์ในพระเจ้าได้อย่างไร ความเชื่อที่ตายแล้วก็เท่ากับไม่มีความเชื่อเลย คนที่ไม่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ จะมีประสบการณ์ในพระองค์ได้อย่างไร โรม 10:13-14
13เพราะว่า   ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด 14แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์   จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้   และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์   จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้  
ในที่นี้ พระคัมภีร์กล่าวถึงประสบการณ์ในพระเยซูคริสต์ในเรื่องการทูลขอ การคาดหวังให้พระองค์ได้ยินเสียงของเรา หรือประสบการณ์ในการได้ยิน คือ การคาดหวังที่จะได้ยินการตอบสนองของพระองค์จริงๆ เป็นการสื่อสารด้วยความเชื่อแบบ two way communication การสื่อสารสองทางกับพระเจ้า
มีคริสเตียนมากมายสื่อสารกับพระเจ้าแบบ one way communication คือ สื่อสารทางเดียว คือ ขอให้พระเจ้าฟังเราพูด แต่เมื่อพระเจ้าพูด เราไม่ฟัง แล้วเราจะมีประสบการณ์ในพระเยซูคริสต์เจ้าได้อย่างไร
มีคนพูดว่า ถ้าเราจะทำให้พระเจ้าฟังเรา เราต้องฟังพระเจ้าก่อน การฟังที่ว่านี้ คือ การฟังและทำตาม ซึ่งเรียกว่า การเชื่อฟัง ในพระคัมภีร์สดุดี 66:18-19
18ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า  องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ  19แต่พระเจ้าได้ทรงสดับแน่ทีเดียว  
 พระองค์ได้ทรงฟังเสียงคำอธิษฐานของข้าพเจ้า  
ผู้เขียนสดุดีมีประสบการณ์ในพระเจ้าจากการที่พระเจ้าไม่ฟังเขา และมีประสบการณ์ว่า เมื่อไหร่ที่เขาฟังพระเจ้า เมื่อนั้น พระเจ้าทรงฟังเขา เป็นความมั่นใจว่า พระเจ้าทรงฟังเขาทุกครั้งที่เขาอธิษฐาน เพราะเขามั่นใจว่าเขาได้พิสูจน์ตัวเองกับพระเจ้าว่า เขาได้เชื่อฟังพระเจ้า สิ่งที่คนเราเชื่อฟังยากที่สุด คือการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งมักจะตรงกันข้ามกับความต้องการของเนื้อหนังในตัวเราเอง หนังสือยอห์นบทต่อไปนี้ ได้บันทึกถึงความเชื่อของคนๆหนึ่งที่เริ่มต้นความเชื่อด้วยการได้เห็น การได้ยิน และกำลังจะมีประสบการณ์ในการเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ ยอห์น 4:43-54
43ครั้นล่วงไปสองวันพระองค์ก็เสด็จออกจากที่นั่นไปยังแคว้นกาลิลี 44เพราะพระเยซูเองทรงเป็นพยานว่า   ผู้เผยพระวจนะนั้นไม่ได้รับเกียรติในเมืองของตน 45ฉะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จไปถึงแคว้นกาลิลี   ชาวกาลิลีได้ต้อนรับพระองค์   เพราะเขาได้เห็นทุกสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในเทศกาล   ณ กรุงเยรูซาเล็ม   เพราะเขาทั้งหลายก็ได้ไปในเทศกาลนั้นด้วย   
 46ฉะนั้นพระองค์จึงได้เสด็จไปยังหมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลีอีก   อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้น้ำกลายเป็นเหล้าองุ่น   และที่เมืองคาเปอรนาอุมมีข้าราชการคนหนึ่ง   บุตรชายของท่านป่วยหนัก 47เมื่อท่านได้ทราบข่าวว่า   พระเยซูได้เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลีแล้ว   ท่านจึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปรักษาบุตรของตน   เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว 48พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์   ท่านก็จะไม่เชื่อ” 49ข้าราชการผู้นั้นทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้าขอเสด็จไปก่อนที่บุตรของข้าพระองค์จะตาย” 50พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “กลับไปเถิด   บุตรของท่านจะไม่ตาย”   ข้าราชการผู้นั้นเชื่อพระดำรัสที่พระเยซูตรัสกับท่าน   จึงทูลลาไป 51ขณะที่ท่านกลับไปนั้น   พวกบ่าวของท่านได้มาพบและเรียนท่านว่า   บุตรของท่านหายแล้ว 52ท่านจึงถามถึงเวลาที่บุตรค่อยทุเลาขึ้นนั้น   และพวกบ่าวก็เรียนท่านว่า   “ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง” 53บิดาจึงรู้ว่าชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่พระเยซูได้ตรัสกับตนว่า   “บุตรของท่านจะไม่ตาย”   และท่านเองก็เชื่อพร้อมทั้งครัวเรือนของท่านด้วย 54นี่เป็นหมายสำคัญที่สองซึ่งพระเยซูทรงกระทำ   เมื่อพระองค์เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี
พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากการพบกันระหว่างพระเยซูคริสต์กับชาวสะมาเรีย บันทึกนี้ได้ให้เราได้เห็นว่า พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในสะมาเรียถึงสองวัน จึงเสด็จออกจากที่นั่นไปยังแคว้นกาลิลี ยอห์นได้บันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงยืนยันถึงประสบการณ์ที่พระองค์ถูกปฏิเสธในนาซาเร็ธ ซึ่งถ้าเราได้อ่านในหนังสือพระกิตติคุณอีกสามเล่ม(มัทธิว 13:57; มาระโก 6:4; ลูกา 4:24) จะบันทึกว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ตรัสถึงข้อความว่า ผู้เผยพระวจนะนั้นไม่ได้รับเกียรติในเมืองของตน แต่ที่นี่ ยอห์นได้บันทึกเป็นถ้อยคำของยอห์นว่า พระเยซูได้พบกับการปฏิเสธด้วยพระองค์มาแล้วถึงสองครั้งในเมืองของพระองค์ อาจเป็นการบอกผู้อ่านว่า สถานที่ที่พระเยซูคริสต์กำลังไปนั้น ไม่ใช่นาซาเร็ธ แต่เป็นที่อื่นในแคว้นกาลิลี พระองค์มาแคว้นกาลิลีสำหรับคนที่เชื่อ ไม่ใช่สำหรับคนที่ไม่เชื่อ ยอห์นบันทึกต่อไปว่า พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปยังหมู่บ้านคานาอีกครั้ง ที่ที่ พระองค์ทรงเคยเปลี่ยนน้ำธรรมดาให้เป็นเหล้าองุ่น และที่นี่ มีคนที่ได้ห็นพระองค์กระทำหมายสำคัญหลายอย่างในกรุงเยรูซาเล็มช่วงเทศกาลของคนยิว ซึ่งเป็นธรรมบัญญัติของผู้ชายยิวจะต้องเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มปีละสามครั้ง เฉลยธรรมบัญญัติ 16:16
16“บรรดาผู้ชายทั้งสิ้นจะต้องเข้า มาเฝ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านปีละสามครั้ง   ณ สถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้   คือ   ณ เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ   เทศกาลสัปดาห์  และเทศกาลอยู่เพิง   อย่าให้เขาไปเฝ้าพระเจ้ามือเปล่าๆ
คนเหล่านี้เห็นและได้ยินเรื่องราวของพระเยซู เขาไม่ปฏิเสธแต่ได้ต้อนรับพระองค์  45ฉะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จไปถึงแคว้นกาลิลี   ชาวกาลิลีได้ต้อนรับพระองค์   เพราะเขาได้เห็นทุกสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในเทศกาล   ณ กรุงเยรูซาเล็ม   เพราะเขาทั้งหลายก็ได้ไปในเทศกาลนั้นด้วย
นี่เป็นการบันทึกถึงการต้อนรับและการไม่ต้อนรับพระเยซู โดยคนที่อยู่ในนาซาเร็ธ (คนบ้านเดียวกัน) กับคนที่อยู่นอกนาซาเร็ธ ซึ่งอยู่ในแคว้นเดียวกัน  ยอห์นบันทึกว่า ยังมีผู้ที่รอคอยและพร้อมต้อนรับและเชื่อในพระองค์อีกมากมาย
ยอห์น 4:35 35ท่านทั้งหลายว่า   อีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวมิใช่หรือ   เราบอกท่านทั้งหลายว่า   เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด   ว่าทุ่งนาเหลืองอร่าม   ถึงเวลาเกี่ยวแล้ว
นี่คือวัตถุประสงค์ของการเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี มิใช่กลับบ้านของพระเยซูคริสต์เองแต่เพื่อไปประกาศกับคนที่พร้อมจะต้อนรับพระองค์  มัทธิว 13:58 “พระองค์จึงมิได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์มากในเมืองนั้น เพราะเขาไม่มีความเชื่อ”
ดังนั้น การเดินทางเข้ากาลิลีของพระเยซูคริสต์จึงแตกต่างจากคนทั่วไปที่ต่างกำลังเดินทางกลับบ้านของตัวเอง ความเร่งรีบของแต่ละคนแตกต่างกัน แล้วแต่ภาระของแต่ละคนที่มี ซึ่งหนังสือยอห์นตอนนี้ ได้กล่าวถึงคนๆหนึ่งกำลังมีภาระเรื่องลูกชายของตัวเองที่กำลังป่วยใกล้ตาย  เป็นชาวคาเปอรนาอุม ซึ่งพระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า เขาเป็น ข้าราชการ คำที่ใช้เรียกข้าราชการคนนี้ ใช้เรียกต่างจากการเรียกนิโคเดมัส ที่ยอห์นบันทึกว่า เป็นขุนนางในพวกยิว แต่คำว่า ข้าราชการ นั่นหมายความว่า คนๆนี้มีความเกี่ยวข้องกับกษัตริย์เฮโรดที่โรมันตั้งขึ้นให้ปกครองยิว ซึ่งในที่นี้ไม่ได้เอ่ยชื่อของเขา บางคนว่า ข้าราชการคนนี้อาจเป็นคนที่ถูกกล่าวถึงในลูกา 8:3 (คูซา คนต้นเรือนของเฮโรด) หรือกิจการ 13:1 (มานาเอลที่ถูกเลี้ยงดูเติบโตมากับเฮโรด) ทั้งสองคนที่ถูกกล่าวถึงในลูกาหรือกิจการล้วนเป็นคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ในเวลาต่อมา การบันทึกของยอห์นในตอนนี้ กำลังบอกว่า เวลานั้น ยอห์นไม่รู้จักคนๆนี้ แต่ต่อมาคงได้รับการเล่าเรื่องประสบการณ์ของเขาเรื่องความเชื่อกับประสบการณ์ในพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ยอห์นจึงบันทึกเรียงลำดับเหตุการณ์เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ว่า ความจำเป็นของคนไม่ว่าคนรวยหรือคนจนไม่ต่างกัน และการเข้ามาหาพระเยซูก็ไม่ต่างกัน คือ การเข้าหาพระองค์ด้วยความเชื่อ การมาขอร้องของข้าราชการคนนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เขาจนหนทางแล้ว เงินก็ช่วยลูกเขาไม่ได้ หมอก็ช่วยลูกของเขาไม่ได้ มีแต่พระเยซูคริสต์ผู้เดียวที่จะช่วยเขาได้  นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ยอห์นบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้  ข้าราชการคนนี้กำลังเร่งเร้าให้พระเยซูคริสต์รีบไปเถิด รีบไปก่อนที่ลูกของเขาจะตาย ความเชื่อที่ข้าราชการคนนี้มี คือความเชื่อที่เขาคิดเองว่า ต้องมีพระเยซูที่เห็นๆตัวเป็นๆ ไปกับเขา ลูกของเขาจึงจะหาย ความคาดหวังของข้าราชการคนนี้ เหมือนกับการพาหมอไปหาคนไข้ หมอต้องจ่ายยาด้วยตัวเอง ต้องฉีดยาด้วยตัวเอง แต่พระเยซูคริสต์ทรงกำหนดการหายป่วยของลูกชายข้าราชการอีกแบบหนึ่ง นี่คือ ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์เจ้าในฐานะพระเมสสิยาห์ ซึ่งจะให้เราได้รับบทเรียนดังต่อไปนี้
1. จงตรวจสอบความเชื่อของตัวเอง ยอห์น 4:48
 “ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์   ท่านก็จะไม่เชื่อ”
พระเยซูคริสต์ทรงตรัสกับข้าราชการคนนี้ ให้เขาตรวจสอบความเชื่อของเขาว่า เขาเชื่อพระเยซูคริสต์วันนี้ เพราะเขาได้เห็นสิ่งที่พระองค์กระทำในกรุงเยรูซาเล็มใช่ไหม ข้าราชการคนนี้ไม่เข้าใจความมุ่งหมายของพระเยซูคริสต์ในคำถามนี้ เขาไม่สนใจว่ามันหมายความว่ายังไง เขาสนใจแต่ว่า ภาระของเขาต้องมาก่อน เขาตอบแต่ว่า ขอพระองค์รีบไปก่อนลูกข้าพระองค์จะตาย นี่คือการเอาความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง จนไม่เข้าใจคำถามของพระเยซูคริสต์ที่กำลังให้ตัวของข้าราชการคนนี้ตรวจสอบความเชื่อของตัวเอง ด้วยสำนวนว่า ถ้าไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ด้วยตาตัวเองก็จะไม่เชื่อใช่หรือไม่
ข้าพเจ้ารู้ว่ามีพวกเราหลายคนมาหาพระเยซูคริสต์ด้วยเงื่อนไขเหมือนกับข้าราชการคนนี้ คือ ถ้าไม่เห็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ก็จะไม่เชื่อ เหมือนกับโทมัส คนช่างสงสัย ที่พูดว่า ถ้าไม่ได้เอามือจิ้มที่รูตะปูที่ฝ่ามือ หรือคลำที่สีข้าง เขาจะไม่เชื่อ พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่าโทมัสอยู่ที่กางเขนกับสาวกคนอื่นขณะพระเยซูคริสต์ถูกตรึง โทมัสอาจได้ยินเสียงเล่าของคนที่เป็นพยานว่าพระเยซูถูกตรึงที่กางเขน เขาตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าเป็นพระเยซู  ตัวจริงเสียงจริงต้องมีรอยตะปูและรอยหอกทิ่มสีข้าง แม้คนขี้สงสัยคนนี้จะได้ตามที่เขาเรียกร้อง แต่พระเยซูทรงตรัสกับโทมัสว่า เจ้าได้มีประสบการณ์อย่างที่เจ้าเรียกร้องไว้แล้วรู้สึกมีความสุขอย่างที่ตัวเองตั้งธงไว้ใช่ไหม แต่เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า คนที่เชื่อโดยไม่ต้องตั้งเงื่อนไขก็มีความสุขอย่างเจ้าได้ นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสด้วยสำนวนอย่างเดียวกันกับข้าราชการคนนี้ว่า ความเชื่อของเขา คือการตั้งเงื่อนไขไว้ว่าจะต้องเห็นถึงจะเชื่อ ความจริง เชื่อก่อนเห็นก็ทำให้มีความสุขได้เช่นกัน
 ถ้าพระเยซูไปกับข้าราชการคนนั้น นั่นหมายถึง พระองค์ไปเพื่อคนๆเดียว แต่ถ้าข้าราชการไปด้วยความเชื่อ ปล่อยให้พระเยซูคริสต์อยู่กับคนอีกมากมายที่ต้องการพระองค์ ผลลัพธ์จะดีกว่ามากสักเท่าใด  คนเรามักคิดว่า ความต้องการของตนเองมีค่ากว่าความต้องการของคนอื่น แต่พระเยซูคริสต์ทรงเห็นความต้องการของทุกคนมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าคนนั้นจะยากจนหรือมั่งมี และการช่วยเหลือของพระองค์ ไม่ใช่ first in first serve มาก่อนได้ก่อน มาทีหลังรอไปก่อน ไม่ใช่ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงสามารถช่วยเหลือเราได้ในเวลาพร้อมๆกันทุกคน เพราะฉะนั้น โปรดตรวจสอบความเชื่อของท่านก่อนเข้ารับบริการจากพระเยซูคริสต์
บางคนรอมานาน ใช้ความเชื่อมาก็แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ลองฟังยากอบ 4:2ข-3
....ท่านไม่มีเพราะท่านไม่ได้ขอ 3ท่านขอและไม่ได้รับ   เพราะท่านขอผิด   หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน
ความเชื่อของเราเกิดจากความจากความต้องการ เกิดจากภาระ เกิดจากปัญหาของเรา โดยเราไม่ได้มีความเชื่อกับประสบการณ์ในพระเยซูคริสต์หรือไม่ จงตรวจสอบแรงจูงใจของความเชื่อของตัวเอง ในการดำเนินชีวิตในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังนี้ มีโอกาสทำให้เราเผลอใช้ความเชื่อเพื่อสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง และนี่คือประเด็นสำคัญที่เราต้องตรวจสอบ มัทธิว 6:33-34 33แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า   และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ 34“เหตุฉะนั้น   อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้   เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง   แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว
พระเยซูคริสต์ทรงให้แนวทางในการตรวจสอบความเชื่อของเราจากข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ การแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าทำให้เราวางภาระและละความกระวนกระวนกระวายลงไว้ที่พระบาทของพระเยซู แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลย แต่หมายความว่า ให้ฟังว่า พระองค์จะบอกให้เราทำอะไรต่างหาก
2. จงฟังว่าพระเยซูคริสต์ให้เราทำอะไร  ยอห์น 4:50
50พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “กลับไปเถิด   บุตรของท่านจะไม่ตาย”   ข้าราชการผู้นั้นเชื่อพระดำรัสที่พระเยซูตรัสกับท่าน   จึงทูลลาไป
พระเยซูคริสต์ตรัสกับข้าราชการคนนั้นว่า “กลับไปเถิด” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Go to your way รากศํพท์แปลว่า เริ่มต้นเดินทางได้ อย่าเสียเวลากับการพยายามที่จะพาพระเยซูไปกับเขา แต่ให้เขาไปตามที่พระเยซูบอกเขาว่า ลูกของเขาจะไม่ตาย ข้าราชการคนนี้เริ่มต้นเดินทาง “จึงทูลลาไป” ภาษาที่ยอห์นใช้ตรงนี้ คือคำเดียวกันแต่ต่าง Tense จากที่พระเยซูตรัสอันแรก เป็นถ้อยคำ แต่ทูลลาไป went his way แปลว่า เขาได้ทำตามที่พระเยซูแนะนำ ให้เขาเริ่มต้นเดินทาง และเขาได้เริ่มต้นเดินทางจริงๆ เป็นการผจญภัยไปกับความเชื่อของตัวเอง ความเสี่ยงคือ ชีวิตลูกชายของเขา แต่เขาก็กล้าที่จะเผชิญกับความเสี่ยงนี้
 มีคนเคยให้คำนิยามคำว่า ความเชื่อ คือ ความเสี่ยง และคนที่กล้าเสี่ยงคือคนที่รู้ว่า ไม่มีอะไรจะต้องเสียไปมากกว่านี้แล้ว ข้าราชการคนนี้ก็คงเป็นเช่นนี้ด้วย แต่มีบางคนที่ไม่กล้าเสี่ยงเพราะยังคิดว่า ตัวเองยังมีมากกว่าที่จะเอาส่วนที่ตนเองมีไปแลกกับสิ่งที่ตนเองจะเสี่ยงนี่คือปัญหา คนที่ไม่กล้าเสี่ยงกับพระเยซูคริสต์คือ คนที่คิดว่า เขายังมีมากกว่า มีคำแนะนำที่ดีกว่าพระเยซูคริสต์
เราคงเคยได้ยินเรื่องนายพรานจับลิง จับเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะลิงมันไวมาก นายพรานจึงเอามะพร้าวมาเจาะรูเท่ากับมือลิงที่จะล้วงเข้าไปขโมยน้ำตาลในมะพร้าวที่นายพรานเอาใส่ไว้ล่อให้ลิงมาติดกับ เมื่อลิงกำลังล้วงมือลงไปในมะพร้าวที่เป็นกับดัก นายพรานก็โผล่ออกมาทำให้ลิงตกใจ ไม่ยอมปล่อยน้ำตาลในมะพร้าว ลิงวิ่งหนีทั้งที่มือยังกำไว้ เอามือออกจากมะพร้าวก็ไม่ได้ จึงวิ่งไป มะพร้าวพ่วงมือไปด้วย ทำให้วิ่งได้ไม่ถนัด สุดท้ายลิงก็ถูกนายพรานจับได้
นี่อาจเป็นภาพให้เราเข้าใจคำว่า  การไม่เชื่อฟังคำแนะนำของพระเยซูคริสต์ คือการไม่ยอมปล่อยวางสิ่งที่เรายังยึดติดอยู่กับวิธีการอย่างมนุษย์ สุดท้ายทำให้เราอาจติดกับดักตัวเอง แต่พระเยซูคริสต์ทรงให้ถ้อยคำแก่ข้าราชการเพื่อให้เขาปลดปล่อยตัวเองออกจากความพยายามที่จะเอาพระเยซูไปใช้ และใช้ความจำกัดของตัวเองกำหนดพระเยซู
เพลงหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบ ในท่อนร้องรับ  ร้องว่า หมดใจ เรียกร้องให้เททั้งหัวใจ หมดกายเรียกร้องให้มอบถวาย หากเป็นสิ่งที่พระวิญญาณอยากให้ตัดสินใจ ฉันพร้อมจะไป ฉันพร้อมจะเป็นทุกอย่าง เมื่อข้าพเจ้าร้องเพลงนี้ บางทีก็คิดว่า ใครเขาจะคิดไหมว่า พระเจ้าไม่มีช่องว่างให้เราเป็นตัวของตัวเราเองเลยหรือ ข้าพเจ้ากำลังคิดแทนคนบางคน และข้าพเจ้าคิดว่า พระคัมภีร์ฮีบรู 13:21 ตอบคำถามนี้ว่า
21โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์นั้น   ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี   เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์   และทรงทำงานในท่านทั้งหลาย   ให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์   โดยพระเยซูคริสต์  เมน 
นั่นหมายความว่า การที่เราจะไป เราจะเป็นไปตามที่พระเยซูคริสต์ทรงกำหนดให้เรา คือสิ่งที่ดีสำหรับตัวเราเอง ดีกว่าการที่เราพยายามจะเอากรอบความจำกัดของมนุษย์ไปสวมให้กับพระเยซู ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนที่เราจะมาเป็นคริสเตียน เราพยายามจับพระต่างๆใส่กรอบ ใส่ศาล ใส่สถานที่ไว้ พอมาเป็นคริสเตียนก็มีคริสเตียนไม่น้อยคิดว่าจะจับพระเจ้าใส่กรอบได้ และคริสเตียนพวกนี้ มักไม่ฟังว่า พระเยซูกำลังบอกให้เขาทำอะไร ไม่ฟังว่า เขากำลังได้รับการช่วยเหลืออะไร
3. อย่าให้อะไรมาจำกัดความเชื่อ ยอห์น 4:51-53
51ขณะที่ท่านกลับไปนั้น   พวกบ่าวของท่านได้มาพบและเรียนท่านว่า   บุตรของท่านหายแล้ว 52ท่านจึงถามถึงเวลาที่บุตรค่อยทุเลาขึ้นนั้น   และพวกบ่าวก็เรียนท่านว่า   “ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง” 53บิดาจึงรู้ว่าชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่พระเยซูได้ตรัสกับตนว่า   “บุตรของท่านจะไม่ตาย”   และท่านเองก็เชื่อพร้อมทั้งครัวเรือนของท่านด้วย
ในสมัยนั้น ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ มิฉะนั้น ข้าราชการคนนี้คงได้โทรเช็คกับคนที่บ้านตัวเองแล้วว่า สิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับเขานั้น เป็นจริงหรือไม่ ดังนั้น ความจำกัดในเวลานั้นคือ ระยะทางและการสื่อสารอันรวดเร็ว ข้าราชการคนนี้ต้องรีบเดินทางกลับไปหาลูกชายด้วยความร้อนใจ และพระคัมภีร์บันทึกว่า ขณะที่เขาใกล้จะถึงบ้านก็ได้พบกับคนรับใช้ของตัวเองระหว่างทาง ซึ่งได้รายงานว่า ลูกของเขาได้หายดีแล้ว คำว่า หายดีแล้ว รากศัพท์ใช้คำว่า ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นชีวิตที่มีชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนป่วยแล้ว คำบอกเล่านี้ทำให้ข้าราชการคนนั้นต้องถามว่า ลูกของเขามีอาการดีขึ้นเมื่อไหร่ คนงานบอกว่า เมื่อวานนี้ เวลาบ่ายโมง ระยะทางระหว่างคานามาถึงคาเปรนาอุม ห่างกันประมาณ  24 กิโลเมตร
ข้าราชการคนนี้ใช้เวลาในการเดินทางข้ามคืนไปอีกหนึ่งวัน เราลองจินตนาการว่า ความร้อนรุ่มในใจของผู้เป็นพ่อจะขนาดไหน ได้พบพระเยซู แต่ไม่ได้พาพระเยซูมา เดินทางกลับมาด้วยคำคำตรัสของพระเยซูว่าลูกของเขาจะหาย อีกสำนวนก็คล้ายกับว่า กลับมามือเปล่า
ข้าพเจ้าได้ดูหนังสารคดีเกี่ยวกับการเป็นนักล่าของสัตว์ใหญ่  คนพากษ์สารคดีก็จะพูดว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่นักล่าจะล่าได้ บางครั้งนักล่าก็กลับบ้านมือเปล่า ไม่ว่า จะเป็นสิงโต เสือ ไฮยีน่า นักล่าที่เก่ง ก็อาจล่าไม่ได้ เราทั้งหลายไม่ใช่นักล่า การช่วยเหลือของพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เหยื่อ ที่เราจะมาหาด้วยสันชาตญาณของการต้องการความช่วยเหลือ เรามาหาพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์มาหาเรา เราจับคู่กับพระเจ้า เพราะเราถูกสร้างมาจากพระเจ้า เราต้องการพระองค์ไม่ใช่เพื่อประทังชีวิต อย่าให้สันชาตญาณความอยู่รอดมาจำกัดความเชื่อที่เราจะดำรงชีวิตอยู่ในพระเจ้า
ข้าพเจ้าเคยดำน้ำ และถูกสอนว่า อย่าใช้สันชาตญาณ แต่จงใช้เหตุผล ว่า  เราอยู่ใต้น้ำได้ ถ้าเรามีอุปกรณ์ หรือถ้าอุปกรณ์หลุดหายไประหว่างดำน้ำ เราก็ยังอยู่ใต้น้ำได้ระยะหนึ่งเพื่อที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่ตกใจ และขาดสติ นี่แหล่ะคือภาพอธิบายเรื่องความเชื่อของเราทั้งหลายว่า ความเชื่อคือเหตุผลของพระเจ้า และเมื่อข้าพเจ้าดำน้ำเป็น ข้าพเจ้าชอบอยู่ใต้น้ำเวลาบนผิวน้ำมีพายุ เพราะใต้น้ำมันสงบกว่าบนผิวน้ำ จงใช้ความเชื่อ แล้วจะพบความสงบภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สงบ
ลูกา 8:22-26
22 อยู่มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรือกับเหล่าสาวกของพระองค์   แล้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า   “ให้เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น”   เขาก็ถอยเรือออกไป 23เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์บรรทมหลับ   และบังเกิดพายุกล้ากลางทะเล   น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมีอันตราย 24เขาจึงมาปลุกพระองค์ว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   อาจารย์เจ้าข้า   ข้าพเจ้ากำลังจะจมอยู่แล้ว”   พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น   แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบทีเดียว 25พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “ความเชื่อของเจ้าอยู่ที่ไหน”เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพูดกันว่า   “ท่านนี้เป็นผู้ใดจึงสั่งบังคับลมและน้ำได้   ลมกับน้ำนั้นก็เชื่อฟังท่าน”  
พระเยซูทรงตรัสว่า ความเชื่อของเจ้าอยู่ที่ไหน หมายถึงว่า พระองค์ต้องการให้สาวกของพระองค์ใช้ความเชื่อที่เขามีในพระองค์เพื่อห้ามลมและคลื่นพายุ สาวกที่มีพระเยซูอยู่บนเรือ ซึ่งในเวลานั้น พระองค์ทรงบรรทมหลับ เราคิดว่า พระเยซูไม่รู้หรือว่า พายุกำลังพัดแรง น้ำเข้าเรือ แต่พระองค์ยังไม่ตื่น ต้องให้สาวกมาปลุก และพระองค์จึงเป็นผู้ห้ามลมและคลื่น ที่นี่ เราจะเห็นพระเยซูมากับสาวก และสาวกเผชิญกับปัญหา สาวกมีพระเยซูอยู่ด้วย และคิดว่า พระเยซูต้องทำบทบาทของพระองค์ในเรือนี้ แต่ความจริง มันคือหน้าที่ของสาวกที่ต้องใช้ความเชื่อ ความเชื่อในที่นี้ คือสิทธิอำนาจที่สาวกสามารถสั่งให้ลมและคลื่นเชื่อ สิ่งที่สาวกพูดกันว่า คนนี้เป็นใครหนอ แม้แต่ลมและทะเลยังเชื่อฟัง สาวกกำลังจำกัดความเชื่อของตัวเองด้วยตาที่มองเห็น
4. ความเชื่อทำให้ทุกวันอัศจรรย์ ยอห์น 4:54
54นี่เป็นหมายสำคัญที่สองซึ่งพระเยซูทรงกระทำ   เมื่อพระองค์เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี
แม้ยอห์นจะบันทึกเรื่องลูกชายของข้าราชการคนนี้ คือ หมายสำคัญครั้งที่สอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่เกิดการอัศจรรย์ในที่นั้นที่พระเยซูคริสต์ยังอยู่กับคนกาลิลีที่ต้อนรับพระองค์  ซึ่งที่นี่ ข้าพเจ้าคิดว่า ยอห์นได้แยกให้ผู้อ่านได้รู้จักคำว่า หมายสำคัญ กับ การอัศจรรย์ ออกอย่างชัดเจนแล้ว หมายสำคัญ  (Sign) แปลว่า เหนือธรรมชาติsupernaturalเกินมนุษย์จะทำได้ ส่วนการอัศจรรย์ Wonder แปลว่า เหนือกว่าคนปกติที่จะเป็นจะมีได้
พระเยซูตรัสกับข้าราชการก่อนหน้านี้ว่า “ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์   ท่านก็จะไม่เชื่อ” ได้แยกให้เห็นชัดเจน ว่า มีสิ่งที่เรียกว่า หมายสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าการอัศจรรย์ ซึ่งมนุษย์มักเรียกและเข้าใจเป็นอย่างเดียวกัน ภาษากรีกที่ใช้ได้แยกอย่างชัดเจนว่า ไม่เหมือนกัน นี่แหล่ะที่ยอห์นบันทึกให้ผู้อ่านได้รู้จักพระเยซูคริสต์ในบทบาทหน้าที่และราชกิจของพระเมสสิยาห์ หรือพระคริสต์ คือ พระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์ที่แท้จริง ทรงทำสิ่งที่เป็นอัจฉริยะและที่เกินจากคนอัจฉริยะจะทำได้ด้วย  ฮีบรู 12:1-2
1เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว   ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่   และบาปที่เกาะแน่น   ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม   ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา 2หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ   และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์
พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกเราว่า พระเยซูคริสต์เป็นผู้บุกเบิกความเชื่อของเรา ให้เราเดินตามการนำของพระองค์ พระองค์ถามข้าราชการว่า ถ้าไม่เห็นจะไม่เชื่อใช่ไหม ความจริงพระเยซูคริสต์กำลังบอกว่า อย่าเป็นแค่คนที่จะเห็นหรือรอคอยที่จะเห็นการอัศจรรย์ แต่การอัศจรรย์และหมายสำคัญอยู่ในชีวิตของเราทุกวัน ทุกวัน คือการอัศจรรย์ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า การที่เรามีชีวิตอยู่ก็อัศจรรย์แล้ว การที่เราได้หายใจก็อัศจรรย์ การมีโสตประสาททั้งห้าที่ทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์
สดุดี 40:5 5ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์  พระองค์ได้ทรงทวี  พระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์และพระดำริ ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมพระองค์  ถ้าข้าพระองค์จะประกาศ   และบอกกล่าวแล้ว ก็มีมากมายเหลือที่จะนับ

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org