| |
โรม 8:33-34
33ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว 34ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก
Intro: ไม่มีใครที่ไม่เคยผิดพลาดบ้าง ภาษิตไทย “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” มีความหมายว่า มีเท้าเยอะก็ยังเดินพลาดได้ รู้มากก็ยังรู้ผิดได้ คนเราทำพลาดได้ทุกเมื่อ เช่น คิดผิด ตัดสินใจผิด เลือกผิด ใช้เหตุผลแบบผิดๆ ทำผิด ทำไม่ดี ทำไม่ถูก ทำไปแบบไม่รู้ และที่ผิดๆเหล่านี้ ก็มีบ่อยครั้งที่ต้องถูกทำโทษ การทำโทษไม่ใช่การลงโทษ พระคัมภีร์เรียกการทำโทษ ว่า การตีสอน ฮีบรู 12:5-6
บุตรชายของเราเอ๋ย อย่าละเลยต่อการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าท้อถอยในเมื่อพระองค์ทรงตีสอนนั้น 6เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และเมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตร พระองค์ก็ทรงตีสอนผู้นั้น
รากศัพท์ภาษากรีกของคำว่า ตีสอน ในหนังสือฮีบรูนี้ แปลว่า การฝึกฝนเด็ก การให้การศึกษา การสร้างวินัยใหม่ (โดยการทำโทษ) เป็นการสอน การชี้แนะ การเรียนรู้ แตกต่างจากคำว่า ลงโทษในพระคัมภีร์พูดถึงคำว่า ลงโทษ ซึ่ง แปลว่า พิพากษาลงโทษ เป็นคำตัดสินสุดท้าย ไม่มีทางอุทรณ์หรือฏีกาได้อีก
มีคนมากมายมักเข้าใจผิดคิดว่า การทำโทษ คือ การลงโทษ ทำให้คนมากมายไม่ยอมรับการทำโทษ เพราะคิดว่าตัวเองถูกตัดสินให้ต้องโทษ เพราะในอดีตได้รับอิทธิพลว่าเครื่องหมายสำหรับนักโทษ คือเครื่องหมายของความน่าอาย ต่อมาได้ยกเลิกใช้เครื่องหมายนี้ เพราะ 20 ปีที่ผ่านมาล่าสุด ได้มีแนวปรัชญาใหม่ก็คือ การทำให้กลับสู่สภาพเหมือนเดิม (rehabilitation) ทำให้มีการปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความเท่าเทียมกัน ไม่ใช้ความรุนแรง ทัศนคติที่เปลี่ยนไป สีและทรงของเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เปลี่ยนไปในทางที่จะช่วยปรับเปลี่ยนให้คนๆนั้นกลับมาเป็นคนที่สัตย์ซื่ออีกครั้ง ทำให้คนกลับสู่สังคมได้อีกครั้ง เป็นการบอกกับคนที่ทำผิดว่า “อย่าทำผิดอีก” นี่คือการเริ่มต้นของพระคัมภีร์ที่เราจะได้รับบทเรียนในวันนี้ จากหนังสือ ยอห์น 8:1-11 1แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ 2ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหารอีก คนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและเริ่มสั่งสอนเขา 3พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน 4เขาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่ 5ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้” 6เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน 7และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” 8แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก 9แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ 10พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” 11นางนั้นทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย” และพระเยซูตรัสว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก”]
พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึก ภูเขามะกอกเทศ เป็นสถานที่นอกกรุงเยรูซาเล็มออกไปทางทิศตะวันออก อาจเป็นได้ที่พระเยซูไม่สามารถหาที่พักในกรุงเยรูซาเล็ม อาจเป็นไปได้ที่คนในกรุงเยรูซาเล็มไม่กล้าให้ที่พักแก่พระองค์ เพราะกลัวพวกฟาริสีและพวกปุโรหิต ดังนั้น พระองค์จึงเสด็จไปใช้เวลาบนภูเขามะกอกเทศ และในวันถัดมาจากวันสุดท้ายของเทศกาลอยู่เพิง ประชาชนในกรุงเยรูซาเล็มก็กำลังเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเอง พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มแต่เช้าตรู่เพื่อเทศนาคำสอนก่อนที่ประชาชนจะจากไปโดยเข้าไปในพระวิหาร และประชาชนก็พากันมาหาพระเยซูคริสต์เพื่อที่ได้รับคำสอนให้คุ้มกับการที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์ครั้งนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงนั่งเริ่มสั่งสอน ก็ถูกขัดจังหวะจากพวกธรรมาจารย์และฟาริสีที่นำผู้หญิงคนหนึ่งมาตรงหน้าพร้อมกับข้อกล่าวหาว่า หญิงคนนี้ได้ทำผิดฐานล่วงประเวณี เจาะจงให้พระเยซูคริสต์ตอบคำถามของพวกเขา ทำให้เราได้เห็นชีวิตของพระเยซูคริสต์เมื่อเผชิญกับการทดลอง การจับผิด จากมุ่งร้าย ได้ให้แนวทางการดำเนินชีวิตคริสเตียนได้สามประการ ดังนี้
1. ระวังหลุมพราง ยอห์น 8:3-6
3พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน 4เขาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่ 5ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้” 6เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน
นี่เป็นการทำลายบรรยากาศของประชาชนที่ตื่นแต่เช้าและต้องการจะฟังอะไรดีๆสอนใจในพระวิหารเป็นการเริ่มต้นการเดินทางกลับบ้านด้วยพระพร แต่พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีกลับพาหญิงล่วงประเวณีมาในพระวิหารเพื่อขัดจังหวะและทำลายความสดชื่นของผู้คนและยังทำให้ประชาชนเปื้อนความสกปรกของเรื่องล่วงประเวณี
มีคนในสังคมของเราที่ขาดกาลเทศะในเรื่องนี้ จนลืมฐานะและบทบาทที่ตนควรจะทำเพื่อส่วนรวม และกลายเป็นคนทำลายความสุขของส่วนรวมและทำให้ส่วนรวมกลับแปดเปื้อนความสกปรก เพียงเพราะจิตใจที่อยากจับผิดและ อยากเอาชนะจนไม่สนใจว่า อะไรควรไม่ควร อ.เปาโลได้ใช้ชีวิตตัวของเขาเองเป็นแบบอย่างของการมีชีวิตอยู่อย่างรู้กาลเทศะว่า
ฟิลิปปี 1:25-26 25เมื่อข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ทราบว่าข้าพเจ้าจะยังอยู่ คืออยู่กับท่านเพื่อให้ท่านจำเริญขึ้นและชื่นชมยินดีในความเชื่อ 26เพื่อว่าเพราะข้าพเจ้า ความปลาบปลื้มของท่านก็จะมากยิ่งขึ้นในพระเยซูคริสต์
ในการมีชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น ก็คือ การอยู่เพื่อให้คนที่อยู่ด้วย จำเริญขึ้นและมีความชื่นชมยินดีในความเชื่อ ความเชื่อคือ การมีความแน่ใจในสิ่งที่หวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง (ฮีบรู 11:1) ยิ่งใครอยู่ใกล้เรา ยิ่งชื่นชมยินดีที่จะได้เห็นในสิ่งที่เขาหวังไว้ ยิ่งมีความมั่นใจ ไม่ใช่ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งขาดความมั่นใจ ยิ่งเต็มไปด้วยความวิตกกังวล นั่นไม่ใช่วิถีของคนที่อยู่เพื่อคนรอบข้าง แต่เป็นวิถีที่อยู่เพื่อตัวเองและทำลายคนรอบข้าง เหมือนกับพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีที่ไม่สนใจว่า คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจว่า สถานที่นั้นคือที่ไหน ขอให้ได้จับผิดพระเยซูคริสต์ เพื่อสะใจว่าได้ทำให้คนที่เขาเกลียดตกลงไปในหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้
พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสาวกของพระองค์ว่า ให้ระวังเชื้อของพวกฟาริสี มัทธิว 16:6,12
6เมื่อพระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสี....แต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสี
เชื้อพวกฟาริสี คือ จิตใจที่ไม่ดี ดังนั้นทุกสิ่งที่ออกมาแม้จะเป็นคำสอนที่ดูดูแต่ก็วางใจไม่ได้ พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงชั่งดูที่จิตใจ สุภาษิต 16:2 2ทางทั้งสิ้นของมนุษย์ก็บริสุทธิ์ในสายตาของเขา แต่พระเจ้าทรงชั่งจิตใจ
นั่นหมายความว่า แม้มนุษย์พยายามจะปั้นแต่งคำพูด การกระทำให้ดูดี ดูเหมือนถูกต้องและเป็นที่ยอมรับได้ แต่พระเจ้าไม่ได้ดูคนที่ภายนอก แต่พระองค์ทรงดูภายในใจของมนุษย์ ว่าแหล่งกำเนิดของพฤติกรรมการกระทำนั้นมาจากใจที่สะอาด ใจที่บริสุทธิ์ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือไม่ สดุดี 24:3-43ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์ 4คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์ ผู้ที่มิได้ปลงใจในสิ่งเท็จ และมิได้สาบานอย่างหลอกลวง พวกธรรมาจารย์และฟาริสีพยายามอ้างโมเสส อ้างธรรมบัญญัติ ว่าหญิงล่วงประเวณีคนนี้ถูกตัดสินให้ต้องโทษแล้ว ด้วยกฏบัญญัติของโมเสส การพิพากษาเกิดขึ้นแล้ว จากพระคัมภีร์เดิม
เลวีนิติ 20:1010“ถ้าผู้ใดร่วมประเวณีกับภรรยาของเพื่อนบ้าน ให้ขว้างผู้ร่วมประเวณีทั้งชายและหญิงนั้นเสียให้ ตาย
เฉลยธรรมบัญญัติ 22:22 22“ถ้าพบชายคนหนึ่งไปร่วมกับภรรยาของคนอื่น ทั้งสองคน คือชายที่ไปร่วมกับหญิงและหญิงคนนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความชั่วจากอิสราเอล
พวกธรรมาจารย์และฟาริสีเอาเรื่องธรรมบัญญัติตัดสินหญิงคนนี้ต้องถูกหินขว้างตาย มาถามพระเยซูเพื่อให้พระองค์ตอบ เพื่อบีบบังคับให้พระเยซูคริสต์ตอบฝูงชน ถ้าพระเยซูคริสต์พูดว่า หญิงนี้สมควรตาย พวกฟาริสีก็จะกล่าวหาพระเยซูคริสต์ในข้อหาใช้อำนาจที่เป็นอำนาจของโรมที่มีอำนาจเหนือชีวิตและความตายของคนในเวลานั้น ถ้าพระเยซูไว้ชีวิตหญิงล่วงประเวณีนี้ ก็จะโดนข้อหาละเมิดสิทธิอำนาจของกฏธรรมบัญญัติ ซึ่งพวกฟาริสีรู้ว่า พระเยซูคริสต์ได้ละเมิดวันสะบาโตโดยการรักษาคนป่วยในวันที่ห้ามทำงาน หรือร่วมโต๊ะอาหารกับพวกคนบาป คนที่สังคมรังเกียจ ตรงนี้คือหลุมพรางที่พวกฟาริสีคิดว่า เขาจะต้อนให้พระเยซูคริสต์ให้ละเมิดสิ่งที่คนยิวรับไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดที่ประโยชน์ตกแก่ผู้กระทำความผิด รักษาโรควันสะบาโตยังพอรับได้ กินข้าวกับคนเก็บภาษียังพอรับได้ แต่การล่วงประเวณีเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เพราะคือความผิดที่สังคมรับไม่ได้แน่นอน พระเยซูจะว่าอย่างไร
สุภาษิต 26:4-54อย่าตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเจ้าเองจะเป็นเหมือนเขาเข้า 5จงตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเขาจะฉลาดในสายตาของเขาเอง แน่นอนพระเยซูคริสต์จะไม่ตอบหรือตอบตามความโง่ของคนที่มาทดลองพระองค์ ประชาชนได้ละสายตาจากหญิงนี้มาที่พระเยซูคริสต์ เพื่อจะรอคำตอบจากพระองค์ ความน่าอายได้หลุดไปจากหญิงคนนี้ชั่วคราว ก่อนหน้านี้หญิงคนนี้ถูกนำมาเพื่อประจานแต่เวลานี้พระเยซูคริสต์ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนแทน นี่คือเส้นทางชีวิตของหญิงล่วงประเวณีที่อยู่ต่อหน้าพระเยซูที่กำลังจะเปลี่ยนชะตากรรมของเธอตลอดไป เราทั้งหลายที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ นอกจากต้องระวังที่จะไม่ตกไปในหลุมพรางแล้ว ยังต้องระวังที่จะไม่เป็นผู้สร้างหลุมพรางให้คนอื่นตกลงไปด้วย มัทธิว 10:16 เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ คำว่า ไม่มีภัยนั้น แปล ไม่เป็นภัยสำหรับคนอื่น (harmless, innocent)
2. อย่ากล่าวโทษผู้อื่น ยอห์น 8:7-9
7และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” 8แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก 9แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
คำถามที่ย้ำแล้วย้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง คือการเร่งเร้าให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น เพื่อจะให้ได้คำตอบที่กำหนดไว้ให้ตอบได้สองอย่าง คือ Yes กับ No ใช่คือ ประหารเอาหินขว้าง ไม่ใช่คือไว้ชีวิต เป็นคำตอบที่ส่งผลลบทั้งสิ้น พระเยซูตั้งคำถามที่ย้อนถามกลับมาที่ตัวธรรมาจารย์และฟาริสีด้วยกฏธรรมบัญญัติของโมเสส ว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” หมายถึงให้เริ่มขว้างเป็นคนแรก ไม่ได้หมายความว่า ใครจะเริ่มคนแรกได้ เพราะกฏหมายของโมเสสมีขั้นตอนดังนี้ เฉลยธรรมบัญญัติ 17:6,7 6ผู้ที่ถูกกล่าวโทษถึงตายนั้น ให้มีพยานสองหรือสามปาก ยืนยันว่าผู้นั้นมีความผิด จึงให้ปรับโทษถึงตายได้ อย่าลงโทษผู้ใดถึงตายด้วยพยานปาก เดียว 7ผู้ที่เป็นพยานต้องลงมือก่อน ในการทำโทษเขาถึงตาย ต่อไปคนทั้งปวงจึงร่วมมือด้วยกัน
พวกธรรมาจารย์และฟาริสีต้องเป็นคนลงมือขว้างก้อนหินก่อน เพราะจะไม่มีประชาชนคนไหนเริ่ม ต้องรอคนที่กล่าวหาเป็นคนเริ่ม การเริ่มปาก้อนหินคนแรกคือการยืนยันการเป็นพยานกล่าวหา พระเยซูถามว่า ใครไม่มีผิดให้เริ่มก่อน ถ้าพวกธรรมาจารย์และฟาริสีลงมือก่อน ก็แสดงว่า เขากำลังบอกว่า ตัวเองไม่มีผิด เป็นการขัดแย้งกับพระคัมภีร์ในปัญญาจารย์ 7:2020แน่ทีเดียวไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียวบนแผ่นดินโลก ที่ได้ประพฤติล้วนแต่ความดี และไม่กระทำบาปเลย
ซึ่งยอห์นได้บันทึกใน1ยอห์น 1:8 8ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย
ธรรมาจารย์กับฟาริสีตกหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้ สุภาษิต 26:24-2724บุคคลที่เกลียดผู้อื่น ก็สอพลอด้วยลิ้นของตน และตอแหลอยู่ในใจ 25เมื่อเขาพูดอย่างใจกรุณาอย่าเชื่อเขา เพราะมีสิ่งน่าเกลียดน่าชังร้อยแปดอยู่ในใจของเขา 26ถึงแม้เขาจะปิดความเกลียดชังของเขาไว้ด้วยเล่ห์ ความชั่วร้ายของเขาเผยออกในที่ประชุม27บุคคลที่ขุดหลุมพราง เขาจะตกลงไปเอง ผู้ใดให้ก้อนหินกลิ้งมา มันจะกลับทับเขาเอง
เมื่อพระเยซูตรัสคำถาม แล้วพระองค์ก็ก้มลงเขียนที่ดินต่อ ช่วงนี้ ความอายของหญิงล่วงประเวณีได้ตกไปอยู่ที่ผู้กล่าวหา ใครที่ไม่มีผิด คือ น้ำหนักที่พระเยซูคริสต์ทรงเทลงคำว่า ผิด เท่ากันในทุกคน การล่วงประเวณีของหญิงนี้กับการทำผิดของคนธรรมดาที่แค่พูดโกหก การขโมย การกล่าวหาผู้อื่น การมีเจตนาร้าย การดูหมิ่นทับถมคนอื่น การมีความคิดที่ไม่ดีแค่ใน
ใจก็ถือว่าผิด มัทธิว 5:28 28ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว นี่คือมาตรฐานของพระเจ้า
App. มนุษย์มักจัดมาตรฐานว่า อะไรคือบาปหนา อะไรคือบาปที่เบาบาง พอให้อภัยได้ หรือพอผ่านไปได้
โรม 3:22-23 22คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน 23เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
พระคัมภีร์กล่าวว่า ทุกคนทำบาป และทุกคนไม่ต่างกัน คือไม่มีใครดีกว่าใคร ในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีใครผ่านมาตรฐานความชอบของพระองค์ไปได้
โรม 3:10 10ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย
โรม 2:1-31เหตุฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา 2เรารู้ว่า การที่พระเจ้าทรงพิพากษาลงโทษคนที่ประพฤติเช่นนั้นก็สมควรจริงๆ3มนุษย์เอ๋ย ท่านที่กล่าวโทษคนที่ประพฤติเช่นนั้น แต่ท่านเองยังประพฤติเช่นเดียวกับเขา ท่านคิดหรือว่าท่านจะพ้นจากการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าได้
ยอห์นบันทึกว่า ไม่มีใครขว้างก้อนหินใส่หญิงล่วงประเวณี ต่างก็เดินจากไป เริ่มจากคนแก่เฒ่าทีละคน จนเหลือแต่พระเยซูคริสต์กับหญิงนั้นตามลำพัง การกล่าวโทษได้จางหายไปจากตัวหญิงคนนี้ เมื่อเธออยู่กับพระเยซู
ในสังคมของเรามีคนทำผิดจริงๆเยอะมาก และเป็นเหยื่อของพวกที่คอยจับผิดและซ้ำเติม คนทำผิดที่หลงผิด กับคนทำผิดที่ตั้งใจทำผิดก็ไม่น้อย คนเหล่านี้ต้องการโอกาส เราทั้งหลายจะให้โอกาสเขาอย่างไร ก้าวแรก อย่ากล่าวโทษ เหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำต่อหญิงนี้ พระเยซูคริสต์หาโอกาสที่ช่วยให้หญิงนี้พ้นการกล่าวโทษ พ้นจากความอาย พ้นจากการพิพากษาลงโทษของสังคมที่ต้องการเพียงแค่ขจัดและตัดเธอออกจาสังคม เปรียบกับสังคมของเราก็คือ การทำให้คนๆหนึ่งไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ ด้วยความอาย ด้วยความอึดอัดหรือเหมือนถูกสายตาหลายๆคู่จ้องมองอย่างประหัตประหาร
ก็เหมือนกับตายทั้งเป็น คริสตจักรไม่สนับสนุนให้คนทำบาป คริสตจักรรังเกียจบาป แต่คริสตจักรต้องมีที่ให้คนที่ต้องการโอกาสได้ยืนในคริสตจักรได้ โปรดอย่าทำให้ใครต้องแบกความอาย หรือโปรดอย่าประจานใครด้วยการซุบซิบนินทาหรือการกล่าวโทษกันและกัน
3. อย่าทำผิดอีก ยอห์น 8:10-11
10พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” 11นางนั้นทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย” และพระเยซูตรัสว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก”
คำถามของพระเยซูคริสต์ต่อหญิงล่วงประเวณี ว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” เป็นคำถามที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจกับหญิงนี้ว่า เธอเป็นอิสระแล้ว ไม่มีใครกักตัวเธอไว้ด้วยข้อกล่าวหาหรือโทษหนักที่อภัยไม่ได้อีกแล้ว โรม 8:1 “เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์”
POW ย่อมาจากคำว่า Prisoner of War มีภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริง คือ มีนักโทษสงครามที่อยู่ในค่ายกักกันของทหารเยอรมัน นักโทษเหล่านี้อยู่ในค่ายกักกันมาเป็นปีๆ ถูกควบคุม หมดอิสรภาพ วันหนึ่ง นักโทษเหล่านี้ก็แปลกประหลาดใจว่า พวกทหารที่ควบคุมหายไปไหนกันหมด พวกนักโทษก็ยังใช้ชีวิตแบบที่เคยชิน ก็คือ กลัว และไม่มีอิสรภาพ จนทหารพันธมิตรเข้ามาปลดปล่อยและส่งข่าวว่า เยอรมันแพ้สงครามมาเป็นเดือนๆแล้ว พวกคุณยังไม่ออกจากค่ายกักกันอีกหรือ พวกนักโทษถูกความเคยชินหลอกว่า ตัวเองยังสิ้นอิสรภาพในช่วงเวลาแห่งอิสรภาพที่แท้จริง รู้อย่างงี้
ออกจากค่ายไปหาอะไรอร่อยๆกินนานแล้ว หาที่นอนสบายๆ หาอากาศบริสุทธิ์สูดให้เต็มปอด ยิ้มออกมาได้ตั้งนานแล้ว มัวแต่ทำหน้ามุ่ยอมทุกข์อย่างนักโทษ มีคนไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตอย่าง POW ดำเนินชีวิตภายใต้เสียงฟ้อง เสียงกล่าวโทษ ความรู้สึกเหมือนรอการประหาร ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัว หวาดระแวง และวิตกกังวล
1ยอห์น5:18 “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์
สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ คือความรักของพระเจ้าที่นำมาเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ทั้งโลกจากการพิพากษาลงโทษที่มนุษย์ทั้งโลกทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะต้องเผชิญ พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงว่า วันนั้น พระเจ้าก็จะไม่เอาโทษเราเหมือนกัน นี่คือ เหตุผลที่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราดำเนินชีวิตภายใต้ความกลัวอีกต่อไป ให้เรามั่นใจในความรักที่สมบูรณ์ของพระเจ้าผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้ามาถึงเรา
คำถามของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อหญิงล่วงประเวณี “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” พระเยซูคริสต์กำลังให้หญิงคนนี้มั่นใจในอิสระแท้ๆที่ไม่มีใครเอาโทษเธอจริงๆ คำตอบของเธอคือ ความมั่นใจด้วยตัวเอง นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้าต้องการสอนเราในวันนี้ด้วยว่า จงมีประสบการณ์กับพระองค์ด้วยตัวเอง มีปฏิสัมพันธ์กับพระองค์ด้วยตัวเอง เพราะนี่คือของจริง ไม่ใช่หลอกตัวเองว่า ไม่มีใครกล่าวโทษเราแล้ว จงฟังพระเยซูคริสต์ตรัสกับเรา ด้วยเสียงตรัสของพระองค์ “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” คำตรัสนี้สำคัญที่ตรงนี้ คือ พระเยซูคริสต์ ใช้คำว่า เอาโทษ มาจากคำว่า พิพากษาถึงตาย พระองค์ไม่เอาโทษเราถึงตาย ในทางตรงกันข้ามพระองค์กลับปกป้องและให้โอกาสกลับตัวกลับใจใหม่ คำว่า อย่าทำผิดอีก คือโอกาส
พระองค์ยกโทษให้ การยกโทษของพระองค์แตกต่างจากการไม่เอาโทษของมนุษย์ เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์สามารถยกโทษสิ่งที่มนุษย์ทำผิดต่อพระเจ้าได้ มนุษย์อาจจะยกโทษให้กับมนุษย์ได้ แต่ไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถยกโทษหรือลบล้างความผิดที่มนุษย์ทำต่อพระเจ้าได้ คำว่า “อย่าทำผิดอีก” มาจากรากศัพท์แปลว่า “บาป” ซึ่งมีความหมายว่า พลาดไปจากเป้าหมายน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่คือคำที่แปลว่า หญิงนี้ได้กลับมาสู่การเริ่มนับหนึ่งใหม่ได้อีกครั้ง โดยพระเยซูคริสต์ได้ให้อภัยบาปแก่เธอ โรม 3:25-26
25พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น 26และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
“อย่าทำผิดอีก” มีความหมายถึงอย่ากลับไปทำบาปเดิม อย่ามีนัสัยเหมือนเดิม อย่ามีพฤติกรรมเดิมๆ พระคัมภีร์ใช้คำว่า อย่ากลับไปกินสิ่งที่สำรอกออกมา สุภาษิต 26:11
11คนโง่ที่ทำความโง่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เหมือนสุนัขที่กลับไปหาสิ่งที่มันสำรอกออกมา
“อย่าทำผิดอีก” คือเป้าหมายการดำเนินชีวิตของคริสเตียนให้อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า อย่าเดินออกนอกทางแห่งความชอบธรรม ทางบริสุทธิ์ การทำผิดอีก จะทำให้เราพลาดไปจากเป้าหมาย และทำให้เสียเวลา ทำให้สูญเสียสิ่งที่ดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับเรา ฮีบรู 12:16-17,25
16อย่าให้ใครเป็นคนลามก หรือเป็นคนผิดธัมมะเหมือนอย่างเอซาว ผู้ได้เอาสิทธิของบุตรหัวปีนั้นขายเสีย เพราะเห็นแก่อาหารเพียงมื้อเดียว 17เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่แล้วว่า ต่อมาภายหลังเมื่อเอซาวอยากได้รับพรนั้นเป็นมรดก เขาก็ได้รับคำปฏิเสธ เพราะเขาไม่มีหนทางแก้ไขเลย ถึงแม้ว่าได้กลับใจแสวงหาจนน้ำตาไหล... 25จงระวังให้ดี อย่าปฏิเสธไม่ยอมฟังพระองค์ผู้ตรัสอยู่นั้น ถ้าเขาเหล่านั้นไม่พ้นโทษเพราะปฏิเสธ ไม่ยอมฟังพระดำรัสเตือนของพระองค์ที่ในโลก เราทั้งหลายผู้เมินหน้าจากพระองค์ผู้ทรงเตือนจากสวรรค์ ก็จะไม่พ้นโทษมากยิ่งกว่าเขาเหล่านั้นเสียอีก
|
|