Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2551

 

 

หัวข้อ“คริสเตียนต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง”

โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ลูกา 19:10  10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”
คำว่า หลงหาย (หลงทาง)  นี้มาจากรากศัพท์ภาษากรีกว่า อโพลลูมี apollumi (Lost) แปลว่า เพื่อถูกทำลาย เพื่อสูญเสีย เพื่อตาย เพื่อการลงโทษ เพื่อพ่ายแพ้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จมาในโลกนี้เพื่อเที่ยวหาและช่วยผู้ที่พ่ายแพ้ ผู้ที่สูญเสีย ผู้ต้องโทษ ผู้ที่ตายไปแล้ว แตกสลายไปแล้วให้กลับสู่สภาพใหม่ ลูกา 4:18-21 พระเยซูคริสต์ทรงอ่านคำพยากรณ์ของอิสยาห์ว่า  18พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า   เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้ง
ข้าพเจ้าไว้     เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน   พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย   ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก   ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ    19และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า 20แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่   แล้วทรงนั่งลง   และตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็เพ่งดูพระองค์ 21พระองค์จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า   “คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว”
พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสหมายถึงพระองค์เองที่เสด็จมาเพื่อเป็นผู้นำทาง และอีกนัยหนึ่งกำลังบอกว่า ในโลกนี้มีผู้คนมากมายที่ตกอยู่ในสภาพที่ต้องการผู้นำทาง และผู้ที่รับการช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์เจ้า จะได้กลับเข้าสู่เส้นทางที่มีจุดหมายปลายทางของพระเจ้า เปลี่ยนสภาพจากผู้หลงหาย ผู้หลงทาง เป็นผู้นำทาง บทบาทของคริสเตียนคือผู้นำทางคน
พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสใน มัทธิว 4:19  19.... “จงตามเรามาเถิด   และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา”  ความหมายของพระเยซูคริสต์คือ ผู้ที่ติดตามพระองค์ จะได้รับการยอมรับให้เป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ในงานที่พระองค์กระทำ พระองค์เสด็จมาเพื่อเสาะหาและช่วยคนหลงหาย ผู้ที่ติดตามพระองค์ก็จะเป็นผู้เสาะหาคนที่หลงหายเหมือนชาวประมงที่รอคอยปลาที่จะจับ ชาวประมงคู่กับปลา และหุ้นส่วนของพระเยซูคริสต์คู่กับคนที่หลงหาย ที่ไม่เพียงติดตามหาให้เจอแต่ต้องนำทางด้วย  คริสเตียนจึงไม่ใช่แค่เพียงหาคนหลงหาย ด้วยการประกาศข่าวประเสริฐ แต่คริสเตียนคือผู้ที่นำทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของพระเจ้า เหมือนกับโยชูวา 13:1-12,32-33
1เมื่อโยชูวาชราลงมีอายุมากแล้ว   พระเจ้าก็ตรัสกับท่านว่า   “เจ้าชราลงมีอายุมากแล้ว   แต่แผ่นดินที่จะต้องยึดครองนั้นยังมีอีกมาก
พระเจ้าทรงตรัสกับโยชูวาในยามที่เขาชรามาก ในฐานะที่โยชูวายังเป็นคนนำทางให้กับอิสราเอลเพื่อยึดครองดินแดนคานาอันที่ยังเหลือีกมาก กับผลลัพธ์ที่อิสราเอลผู้เดินตามจะได้รับ โยชูวา 24:13
13เราได้ยกแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่ได้เหนื่อยกายบนนั้น   และยกเมืองซึ่งเจ้าทั้งหลายไม่ต้องสร้างให้แก่เจ้า และเจ้าทั้งหลายได้เข้าอยู่   เจ้าได้กินผลของสวนองุ่นและสวนมะกอกเทศ   ซึ่งเจ้าไม่ต้องปลูก'
ดังนั้น จงไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ ขอเพียงแต่
1. อย่ามองแค่เรื่องของปากท้อง โยชูวา 13:1
1เมื่อโยชูวาชราลงมีอายุมากแล้ว   พระเจ้าก็ตรัสกับท่านว่า   “เจ้าชราลงมีอายุมากแล้ว   แต่แผ่นดินที่จะต้องยึดครองนั้นยังมีอีกมาก
พระเจ้าทรงตรัสถึงความชราอายุมากของโยชูวาอย่างจงใจว่า โยชูวากำลังอ่อนแรงลงตามอายุขัย แต่โยชูวายังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางของคำสัญญาที่พระเจ้าจะมอบแผ่นดินให้กับอิสราเอล พระสัญญาของพระเจ้าไม่ได้หย่อนยานน้อยลงตามกำลังของโยชูวาที่น้อยลงไปทุกที ในทางตรงกันข้าม พระองค์ยังคงยืนหยัด ยืนยันว่า แผ่นดินที่ต้องยึดครองนั้นยังมีอีกมาก ให้รีบๆไปให้ถึงเป้าหมาย  อย่าใช้กำลังของตัวเองเป็นเกณฑ์ แต่จงใช้น้ำพระทัยพระเจ้าเป็นหลัก ความชราลงมีอายุมากของโยชูวา ไม่ใช่เหตุผลที่จะไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง 2 โครินธ์ 4:16 16เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ   ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป   แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน 
App. คนเรามักให้ความสนใจแต่สิ่งที่บำรุงบำเรอภายนอก โดยไม่ใส่ใจเรื่องของการเจริญเติบโตภายในของจิตใจ  มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ให้เราถามตัวเราเองว่า วันนี้เราเติบโตในความเข้าใจมากกว่าเมื่อวานหรือไม่ เรารู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อวาน หรือเรากำลังแย่ลง ถอยหลังลงคลอง เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หรือเป็นเด็กทารกกว่าเดิม จงเป็นเหมือนอย่างเปาโลที่สำรวจชีวิตภายในมากกว่าชีวิตภายนอก เปาโลจึงกล่าวว่า 1โครินธ์ 13:11
 11เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก   ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก   คิดอย่างเด็ก   ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก   แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่   ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย
พระคัมภีร์อีกตอนที่กล่าวถึงเป้าหมายชีวิตปลายทางของคริสเตียนควรเป็นอย่างไร เอเฟซัส 4:13 13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่   คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
จุดหมายปลายทางของคริสเตียนที่ต้องเดินไปให้ถึง ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่คือความเจริญเติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณ สิ่งของและเหตุการณ์ต่างๆรอบข้างเราเป็นทั้งการทดสอบและการทดลองที่เราต้องสอบให้ผ่าน เพื่อการเจริญเติบโต ที่ไม่ใช่เพียงแค่อายุ แต่เป็นเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ โดยมีพระเยซูคริสต์เป็นต้นแบบที่สมบูรณ์แก่เรา
พระเจ้าได้ตรัสกับโยชูวาเช่นกันว่า เจ้าแก่ก็จริง แต่ความรับผิดชอบของเจ้ายังไม่สมบูรณ์ ความรับผิดชอบขนาดไหนที่พระเจ้ามอบให้กับโยชูวา นั่นคือ การนำทิศทางแก่อิสราเอลไปให้ถึงน้ำพระทัยพระเจ้าทั้งหมด
หนังสือโรม 12:2
2อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม
พระคัมภีร์บอกเราว่า จุดหมายปลายทางของคนของพระเจ้าคือต้องรู้ว่า อะไรเป็นน้ำทัยพระองค์ อะไรดี อะไรที่พระเจ้าชอบและอะไรดียอดเยี่ยม นี่ต่างหากที่คริสเตียนควรต้องเดินไปให้ถึง ไม่ใช่เพื่อให้ร่ำรวย ไม่ใช่เพื่อให้ปากและท้องได้รับการเติมเต็ม ไม่ใช่เพื่อสนุกไปวันๆ ไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเอง สิ่งเหล่านั้น เป็นแค่หยากเยื่อ อย่างที่เปาโลกล่าวใน
 ฟิลิปปี 3:8 8ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ค่า....และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์
ทำไมเราต้องเอาความสุขของครอบครัวไปแขวนอยู่กับสิ่งที่ไร้ค่า บางคนถึงกับทะเลาะกันเพราะเรื่องเงิน เรื่องความบกพร่องของกันและกัน เป็นต้น จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของเราแต่ละคนคืออะไร
หากเรามองวิธีที่พระเจ้าตรัสกับโยชูวา เรื่องอายุของโยชูวากำลังจะกลายเป็นปัญหา หรือข้ออ้างในการไม่ไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่พระเจ้าไม่เห็นด้วยกับโยชูวาในเรื่องนี้
เรื่องราวของชีวิตโยชูวาโค้งสุดท้าย ในบทนี้ คือ สิบปีก่อนตาย โยชูวาตายตอนอายุ 110 ปี คาดการณ์ว่า พระเจ้าตรัสกับโยชูวาตอนอายุ 100 ปี นักวิชาการพระคัมภีร์คาดการณ์ว่า สิบปีสุดท้ายนี้ โยชูวาใช้เวลา 7 ปีในการยึดดินแดนที่เหลือ และ 1 ปีในการแบ่งดินแดน และอีกสองปีต่อมาเสียชีวิต  (โยชูวา 24:29).
สิบปีสุดท้าย ดูเหมือนน้อย แต่พระเจ้าตรัสว่า แต่แผ่นดินที่จะต้องยึดครองนั้นยังมีอีกมาก นั่นหมายความว่า เวลาที่เหลือน้อยนี้ ยังทำอะไรได้อีกมากมาย การตรัสของพระเจ้าไม่เพียงลอยๆเท่านั้น แต่ยังทรงบอกถึงขอบเขตว่าจากไหนถึงไหนบ้าง โยชูวา 13:6ข-8 เราจะขับไล่เขาทั้งหลายออกไปให้พ้นหน้าคนอิสราเอลเอง   เพียงแต่เจ้าจงจับฉลากแบ่งดินแดนเหล่านั้นให้เป็น มรดก   ดังที่เราบัญชาเจ้าไว้ 7บัดนี้จงแบ่งแผ่นดินนี้ออกแก่คนเก้า เผ่ารวมกับคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าด้วย” 8ส่วนมนัสเสห์อีกครึ่งเผ่า   เผ่ารูเบน   และเผ่ากาดได้รับส่วนมรดกของเขา   ซึ่งโมเสสได้มอบให้ทางฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออก  
นี่เป็นการกำหนดโดยพระเจ้าว่า พระองค์จะเป็นผู้ขับไล่และยกดินแดนให้กับอิสราเอล สิ่งที่อิสราเอลต้องทำคือ จับฉลากแบ่งกันตามที่พระเจ้าได้ให้หลักเกณฑ์ไว้กับโมเสส กันดารวิถี 33:54
54เจ้าทั้งหลายจงจับฉลากมรดกที่ดินนั้นตามตระกูลของเจ้า   เผ่าที่ใหญ่เจ้าจงให้มรดกส่วนใหญ่   เผ่าที่ย่อมเจ้าจงให้มรดกส่วนน้อย   ดินผืนใดที่ฉลากตกแก่คนใด   ก็เป็นของคนนั้น   เจ้าจงรับมรดกตามเผ่าของบรรพบุรุษของเจ้า
นั่นหมายความว่า ความใหญ่ของเผ่าขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ต้องกินต้องใช้ ต้องอยู่ เป็นขนาดของความเป็นอยู่ของคนในเผ่า พระเจ้าทรงตรัสกับโยชูวาว่า ยังเหลืออีกเก้าเผ่าครึ่งที่ต้องจัดการให้เสร็จ ให้ได้รับมรดกแผ่นดินในคานาอัน โยชูวายังตายไม่ได้ หรืออีกนัย งานต้องเสร็จแน่นอน
2. ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว  โยชูวา 13:8
8ส่วนมนัสเสห์อีกครึ่งเผ่า   เผ่ารูเบน   และเผ่ากาดได้รับส่วนมรดกของเขา   ซึ่งโมเสสได้มอบให้ทางฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออก   ส่วนที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้ามอบให้ เขา....
บันทึกนี้มีที่มาจาก เผ่ารูเบนและกาดได้เข้าหาโมเสสเพื่อขอแผ่นดินทางฟากแม่น้ำตะวันออก ก่อนข้ามแม่น้ำจอร์แดนกันดารวิถี 32:1-7
1 เผ่าพันธุ์รูเบนและเผ่าพันธุ์กาดมีฝูงวัวเป็นอันมาก   เขาได้เห็นแผ่นดินยาเซอร์   และแผ่นดินกิเลอาด  ดูเถิด  ที่นั่นเป็นที่เหมาะแก่ฝูงสัตว์ 2ดังนั้นเผ่าพันธุ์ของกาดและเผ่าพันธุ์ของรูเบนจึงมาหาโมเสส   และเอเลอาซาร์ปุโรหิตและประมุขของชุมนุมชนกล่าวว่า 3“อาทาโรท  ดีโบน  ยาเซอร์  นิมราห์  เฮชโบน  เอเลอาเลห์  เสบาม   เนโบ  และเบโอน 4เป็นแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงทำลายต่อหน้าคนอิสราเอล   เป็นแผ่นดินเหมาะกับฝูงสัตว์   และข้าพเจ้าทั้งหลายคนใช้ของท่านมีฝูงวัว” 5และเขาทั้งหลายกล่าวว่า   “ถ้าข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นที่ชอบต่อท่าน   ขอมอบแผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์แก่คนใช้ของท่าน   ขออย่าพาข้าพเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปเลย”  6แต่โมเสสพูดกับเผ่าพันธุ์ของกาดและเผ่าพันธุ์ของรูเบนว่า   “ควรให้พี่น้องของท่านไปทำสงคราม   ฝ่ายพวกท่านจะยับยั้งอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ 7ทำไมท่านทั้งหลายกระทำให้จิตใจของ คนอิสราเอลท้อถอย   ที่จะยกข้ามไปยังแผ่นดินซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่เขา
โมเสสได้มองเห็นเจตนาของรูเบนและกาดว่า คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่คิดถึงพี่น้องเผ่าอื่นที่ยังไม่ได้รับแผ่นดินเป็นมรดก ซึ่งเหตุผลของรูเบนและกาดก็สมเหตุสมผล แต่โมเสสได้ชี้ให้รูเบนและกาดได้เห็นว่า การแสดงน้ำใจนั้นมีค่ายิ่งกว่าเหตุผลที่ถูกต้องตามหลักการหรือสถานการณ์ใดๆ โมเสสชี้ให้เห็นว่า การสู้รบในอีกฝากหนึ่ง พี่น้องอิสราเอลที่เหลือต้องการกำลังใจ การหายไปของสองเผ่า เท่ากับเป็นการบั่นทอนและทำให้เกิดการท้อใจได้ แม้ว่าพระเจ้าจะสัญญาว่าพระองค์จะเป็นผู้ขับไล่ศัตรูให้ก็ตาม แต่การร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่นั้นสำคัญ การปรากฏตัวนั้นสำคัญ
คนเราให้รักกันมากเพียงไร แต่การให้เวลา การใส่ใจ การอยู่ใกล้นั้นดีกว่าคำพูดนับพันคำ การไม่คิดเห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว ไม่ใช่เพียงแค่เราไม่ไปรบกวนคนอื่น หรือคนอื่นไม่มารบกวนเรา หรือต่างคนต่างอยู่ แต่การไม่เห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ยังแสดงถึงการร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ช่วยเหลือพี่น้องเพื่อนบ้านของเราเหมือนเขาเป็นคนในครอบครัวของเรา ไม่เป็นเหตุให้เขาท้อถอย หมดกำลังใจ โรม 16:19 19การซึ่งท่านทั้งหลายได้เชื่อฟังก็เลื่องลือไปถึงหูคนทั้งปวงแล้ว   ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเพราะท่านทั้งหลาย   ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี   และให้เป็นคนทึ่มในการชั่ว
นี่เป็นถ้อยคำที่อ.เปาโลเตือนสติคริสเตียนชาวเมืองโครินธ์ที่รู้จักใช้ความเชื่อฟังจนเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป แม้แต่เปาโลเองก็ชื่นชมด้วย แต่เปาโลได้ย้ำว่า การเชื่อฟังอย่างเดียวไม่พอ ก่อนหน้านี้เปาโลกล่าวเกริ่นไว้ก่อนจะมาย้ำที่การเชี่ยวชาญในการดีและทึ่มในการชั่วว่า (โรม 16:17-18)  17พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน   ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลง   ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา   จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น 18เพราะว่าคนเหล่านั้น   ไม่ได้ปรนนิบัติพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา   แต่ได้ปรนนิบัติท้องของตัวเอง   และได้ล่อลวงคนซื่อให้หลงด้วยคำดีคำอ่อนหวาน
หากเราวิเคราะห์ถ้อยคำเหล่านี้ เราจะพบว่า ในท่ามกลางคริสเตียนทั้งหลาย ก็ยังมีคริสเตียนที่ไม่ได้ปรนนิบัติพระคริสต์ แต่ปรนนิบัติท้องของตัวเอง ท้องของตัวเองหมายถึงอะไร หมายถึงความเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่สน คนเหล่านี้มีคำดีคำอ่อนหวาน ทำให้คนอื่นหลง โดยเฉพาะคนซื่อ
คนซื่อ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนซื่อสัตย์ akakos  แต่แปลว่าไม่ประสีประสา  ไม่ข้องใจ คนไทยอาจเรียกว่า เป็นคนเซ่อ
จงเชี่ยวชาญในการดี และจงทึ่มในการชั่ว  แต่ไม่เซ่อ ไม่ประสีประสา แต่เป็นอุปนิสัยที่ทำให้เราไม่หลงหรือถูกทำให้หลงด้วยคำดีคำอ่อนหวาน จากคริสเตียนที่ปรนนิบัติท้องตัวเอง แทนที่จะปรนนิบัติพระคริสต์ โมเสสเป็นคนหนึ่งที่แยกแยะออกว่าคนเผ่ารูเบนและกาดมาหาตัวเองด้วยความสนใจในความต้องการของตัวเองเป็นหลัก แต่โมเสสก็สอนให้คนสองเผ่านี้หลุดออกจากการมองแต่ความต้องการของตัวเองไปสู่การเสียสละเพื่อคนอื่น และยอมให้เผ่ามนัสเสห์อีกครึ่งเผ่าเข้ามามีส่วนในแผ่นดินนั้นร่วมกับตนเองด้วย การจัดสรรของโมเสสได้เป็นต้นแบบให้กับโยชูวาในเวลาต่อมาเมื่อมีการแบ่งส่วนดินแดน โยชูวา 19:9 9มรดกของคนเผ่าสิเมโอนเป็นดินแดนใน ส่วนแบ่งของคนเผ่ายูดาห์   เพราะว่าส่วนของคนเผ่ายูดาห์นั้นใหญ่เกินไป   คนเผ่าสิเมโอนจึงได้รับมรดกอยู่ท่ามกลางคนเผ่ายูดาห์
มนัสเสห์ครึ่งเผ่าแรกจึงได้อยู่ท่ามกลางคนเผ่ารูเบนและกาด ซึ่งในตอนแรก การตกลงกันเกิดขึ้นเพียงสองเผ่า แต่ผู้นำอย่างโมเสสมองเห็นว่า ดินแดนนี้ใหญ่เกินไปสำหรับสองเผ่า จึงจัดสรรให้มนัสเสห์ครึ่งเผ่าได้ครอบครองด้วย ซึ่งรูเบนและกาดรับข้อเสนอของโมเสสได้ด้วยความเต็มใจ เป็นการไม่โลภอยากได้แต่ฝ่ายเดียวและให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยง่าย
3. ความรับผิดชอบส่วนของคนเลวี โยชูวา 13:14, 32-33
 14เฉพาะเผ่าเลวีเผ่าเดียวโมเสสหาได้มอบมรดกให้ไม่   ของบูชาด้วยไฟที่ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของเขาดังที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาแล้ว  32เหล่านี้เป็นส่วนมรดกซึ่งโมเสสได้แบ่งปัน   ณ ทุ่งราบโมอับฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น   ทิศตะวันออกของเมืองเยรีโค 33แต่โมเสสมิได้มอบมรดกให้แก่คนเผ่าเลวี   พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของเขา   ดังที่พระองค์ตรัสไว้กับเขา
เฉลยธรรมบัญญัติ 10:9 9เหตุฉะนี้คนเลวีจึงหามีส่วนแบ่งหรือมรดกกับพวก พี่น้องของตนไม่   พระเจ้าทรงเป็นส่วนมรดกของเขา   ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายตรัสแก่เขานั้น)  
กันดารวิถี 35:2-8  2“จงบัญชาคนอิสราเอล   ให้เขายกเมืองให้คนเลวีได้อาศัยอยู่ จากมรดกที่เขาได้รับนั้นบ้าง   และยกทุ่งหญ้ารอบๆเมืองนั้นให้เขาด้วย 3ให้เมืองนั้นเป็นของเขาเพื่อจะได้อาศัยอยู่   ให้ทุ่งหญ้าเพื่อฝูงสัตว์และฝูงปศุสัตว์และสัตว์ทั้งสิ้นของเขา 4ทุ่งหญ้าของเมืองที่เจ้ายกให้แก่คนเลวีนั้น   ให้มีเขตจากกำแพงเมืองและห่างออกไปหนึ่งพันศอกโดยรอบ 5และเจ้าจงวัดภายนอกเมืองสองพันศอกเป็นด้านตะวันออก   สองพันศอกเป็นด้านใต้  สองพันศอกเป็นด้านตะวันตก   สองพันศอกเป็นด้านเหนือ  ให้ตัวเมืองอยู่กลาง   นี่เป็นทุ่งหญ้าประจำเมืองเหล่านั้น 6เมืองซึ่งเจ้าจะยกให้แก่คนเลวี   คือเมืองลี้ภัยหกเมือง   ซึ่งเจ้าจะอนุญาตให้คนฆ่าคนหนีไปอยู่   และเจ้าจงเพิ่มให้เขาอีกสี่สิบสองเมือง 7เมืองทั้งหมดที่เจ้ายกให้คนเลวีเป็นสี่สิบแปดหัวเมือง   มีทุ่งหญ้าตามเมืองด้วย 8และหัวเมืองที่เจ้าจะให้เขาจากกรรมสิทธิ์ของคนอิสราเอลนั้น   จากเผ่าใหญ่เจ้าก็เอาเมืองมากหน่อย   จากเผ่าย่อมเจ้าก็เอาเมืองน้อยหน่อย   ทุกเผ่าตามส่วนของมรดกซึ่งเขาได้รับ   ให้ยกให้แก่คนเลวี”
Background: อิสราเอลมีสิบสองเผ่าที่จะได้รับมรดก แต่มีเผ่าเลวีที่จะไม่ได้รับแผ่นดินเป็นมรดก แต่อิสราเอลก็ยังเป็นสิบสองเผ่า เพราะลูกของโยเซฟสองคนคือ เอฟราอิมกับมนัสเสห์ มาแทนเผ่าเลวี
การแบ่งดินแดนเป็นไปตามที่กำหนด มีเผ่าที่ได้ และเผ่าที่ไม่ได้ เผ่าเลวีเป็นเผ่าที่ต้องปรนนิบัติพระเจ้าในวิหาร ดังนั้นเขาไม่ต้องทำมาหากินเพาะปลูก เผ่าเลวีอยู่โดยของที่ถวายแด่พระเจ้า พระเจ้าทรงกำหนดให้อิสราเอลยกเมืองให้คนเผ่าเลวี 42 เมือง และรวมเมืองลี้ภัยอีกหกเมืองเป็นสี่สิบแปดเมือง ไม่น้อยเลย และมีอาณาเขตจำเพาะด้วย ทั้งทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์  และที่สำคัญ เมืองลี้ภัยสำหรับคนที่ฆ่าคนโดยไม่ได้เจตนาสามารถมาหลบภัยจากผู้อาฆาตได้ เลวีนอกจากจะปรนนิบัติพระเจ้าแล้วยังเป็นที่หลบภัยของคนที่ทำผิดร้ายแรงที่สุดและต้องการความช่วยเหลือ
App. สำหรับคริสเตียนนั้น เราทุกคนเป็นปุโรหิตของพระเจ้า 1เปโตร 2:9
 9แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว   เป็นพวกปุโรหิตหลวง   เป็นประชาชาติบริสุทธิ์   เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ   เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์   ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด   เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
ดังนั้น เราต้องเป็นที่ลี้ภัยของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อาฆาต ไม่ใช่ซ้ำเติม และทำบทบาทของผู้อาฆาตซะเอง อิสราเอลเชื่อฟังพระเจ้า และรับผิดชอบต่อคนเลวีได้อย่างดี โดยไม่เสียดายแผ่นดินมรดกที่ว่าเป็นของเขา คำว่ามรดก บางครั้งก็ทำให้คนโลภ รู้สึกเสียดาย และฆ่ากันตายมาก็มาก แต่จงเลียนแบบอิสราเอลที่เห็นความเป็นพี่น้องสำคัญ แม้พี่น้องและเพื่อนบ้านคนนั้นจะรับจากเราเหมือนคนเลวีรับจากอิสราเอล ก็จงเต็มใจเสียสละและถือว่า ได้ถวายแด่พระเจ้า
โคโลสี 3:23 23ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด   ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า   ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์ 24ท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบำเหน็จ   ท่านปรนนิบัติพระคริสตเจ้าอยู่
โคโลสี 3:18-22 18ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน   ซึ่งเป็นการสมควรในองค์พระผู้เป็นเจ้า 19ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน   และอย่ามีใจขมขื่นต่อนาง 20ฝ่ายบุตรทั้งหลายจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนทุกอย่าง   เพราะการนี้เป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า 21ฝ่ายบิดา   ก็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ   เกรงว่าเขาจะท้อใจ 22ฝ่ายพวกทาส   จงเชื่อฟังผู้ที่เป็นนายของตนตามเนื้อหนังทุกอย่าง   ไม่ใช่ตามอย่างคนที่ทำแต่ต่อหน้า   อย่างคนประจบสอพลอ   แต่ทำด้วยน้ำใสใจจริง   ด้วยความเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้า

พระคัมภีร์ในโคโลสีแนะให้คริสเตียนผู้กำลังเดินไปสู่จุดหมายปลายได้รู้ว่า จงอย่าให้สิ่งเหล่านี้ซึ่งอยู่ระหว่างทางที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง กลายมาเป็นอุปสรรคหยุดชะงักแผนการของพระเจ้าที่จะสำเร็จในชีวิตของเรา

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

 
  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org