Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552

 

 

หัวข้อ“ชีวิตที่อยู่ใกล้พระเยซูคริต์”

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

พระคัมภีร์สุภาษิต 18:24  24มีเพื่อนที่แสร้งทำเป็นเพื่อน  แต่มีมิตรบางคนที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าพี่น้อง
“เพื่อนสนิท” มีความหมายถึง คนที่รู้จักเรา รู้ใจเรา เข้าใจเรา เตือนเราตรงๆได้ “เพื่อนสนิท” เป็นคนที่เราอยากอยู่ใกล้ยามที่เราท้อใจ เรามีปัญหา เราเรียกหาได้โดยไม่ต้องเกรงใจ เราใช้เวลากับเพื่อนสนิทมากกว่าใคร เรามีความสุขที่เพื่อนสนิทอยู่ใกล้ชิด  พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสถึงความรักของเพื่อนในหนังสือยอห์น 15:13-15
13ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้   คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน 14ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน   ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา 15เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก   เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร   แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย   เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา   เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว
นี่คือภาพของความเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข จนถึงขั้นการเสียสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง  พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสถึงผู้ที่ประพฤติตามที่พระองค์สั่งนั้น คือคนที่จะเข้าใจถึงว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ จะเข้าใจว่า เพื่อนสนิทเป็นอย่างไร และจะรับความเข้าใจว่า ทำไมพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสียสละชีวิตเพื่อตัวเขา เปาโลที่เป็นคริสเตียนเกิดความเข้าใจและอยากจะรู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า อยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพระองค์ในมุมนื้ ฟิลิปปี 3:10
10ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์   และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช   เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น   และร่วมทุกข์กับพระองค์   คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์
นี่คือการตอบสนองอย่างเพื่อนกับเพื่อนที่ใช้เวลาใกล้ชิดกันจนได้เรียนรู้ถึงความต้องการของกันและกัน ซึมซับสิ่งที่ดีให้กันและกัน การใกล้ชิดพระเยซูคริสต์เจ้าไม่เพียงได้ความสัมพันธ์แบบเพื่อน พระองค์ยังทำให้ผู้เชื่อกลับสู่สถานะเดิมที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา  สดุดี 8:4-5
 4มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา  และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่า   ซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา  
 5เพราะพระองค์ทรงสร้างเขาให้ต่ำกว่าพระเจ้าแต่หน่อยเดียว  และสวมศักดิ์ศรีกับเกียรติให้แก่เขา  
พระธรรมตอนนี้บอกเราได้อย่างน้อยสองประการ คือประการแรก มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ที่อยู่สูงกว่าเขาซึ่งมีช่องว่างระหว่างกันเพียงหน่อยเดียว ระหว่างพระผู้สร้างกับผู้ถูกสร้าง ประการที่สอง เมื่อมนุษย์ตายไป วิญญาณของเขาไม่ใช่ผี เพราะผีนั้นเป็นวิญญาณต่ำสุดของลำดับชั้นที่ต่ำสุดของโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งประกอบไปด้วย เทพ ศักดิเทพ เทพผู้ครองอาณาจักรและวิญญาณในโมหะแห่งความมืด  บางคนอาจถามว่า แล้วผีที่เราเห็นออกข่าวต่างๆเป็นคนนั้นคนนี้ได้อย่างไร  เรารู้ว่า มารเป็นเจ้าแห่งการหลอกลวง มันจะหลอกให้คนเข้าใจผิดไปจากความจริง และให้คนเกิดความกลัวอย่างไม่สมควรจะกลัว เช่นคนกลัวผีวิญญาณชั่ว  ยิ่งกว่าการเกรงกลัวพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธว่าผีมีจริง แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อเรื่องผีที่เป็นวิญญาณของคน เพราะความจริงคือ วิญญาณมนุษย์นั้นสูงกว่าจากวิญญาณทูตสวรรค์ และเหล่าสมุนของมารซาตานคือวิญญาณที่ต่อต้านความรู้ความจริงทุกด้าน เป้าหมายของมารซาตานก็คือทำให้คนกลัวผี แต่กล้าทำบาป ส่วนคนที่เกรงกลัวพระเจ้า จะไม่กลัวผี แต่กลัวที่จะทำบาป เพราะชีวิตที่เกรงกลัวพระเจ้าเป็นชีวิตที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ได้ใกล้ชิดและรู้จักพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์เจ้า  1 ยอห์น 4:1-6
1ท่านที่รักทั้งหลาย   อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ   แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่   เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก 2โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า   คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์   วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้า 3และวิญญาณทั้งปวงที่ไม่ยอมรับเชื่อพระเยซู   วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า   วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์   ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา   และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว 4ลูกทั้งหลายเอ๋ย   ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า   และได้ชนะเขาเหล่านั้น   เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก 5เขาเหล่านั้นเป็นฝ่ายโลก   เหตุฉะนั้นเขาจึงพูดตามโลกและโลกก็เชื่อฟังเขา 6เราทั้งหลายเป็นฝ่ายพระเจ้า   ผู้ที่คุ้นกับพระเจ้าก็ฟังเรา   และผู้ที่ไม่ใช่ฝ่ายพระเจ้าก็ไม่ฟังเรา   ดังนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้จักวิญญาณของความจริง   และวิญญาณของความเท็จ
1 ยอห์น 5:19
18เราทั้งหลายรู้ว่า   คนที่เกิดจากพระเจ้าไม่ทำบาป   แต่พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองรักษาเขา   และมารร้ายไม่แตะต้องเขา  19เราทั้งหลายรู้ว่าเราเกิดจากพระเจ้า   และชาวโลกทั้งสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย 
มีอยู่ช่วงหนึ่งแบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย คนไม่กล้ารับแบงค์พัน พ่อค้าแม่ค้าทางภาคเหนือขอรับเงินเป็นแบงค์ย่อย ข้าพเจ้าพบว่า เพราะเงินที่อยู่ในมือเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราไม่ใช่คนทำงานในธนาคารที่คุ้นเคยกับแบงค์จริงอยู่ตลอดเวลา มันคือสัมผัสของจริง มีเครื่องตรวจจับที่แม่นยำเฉพาะสำหรับจับเท็จ ในทำนองเดียวกัน คริสตจักรคือที่ๆเราจะได้สัมผัสว่า ยิ่งเราใกล้ชิด เราจะยิ่งอวดพระเยซูคริสต์มากกว่าอวดมนุษย์ อย่างที่เปาโลกล่าวไว้ในฟิลิปปี 3:3
3เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นพวกถือพิธีเข้าสุหนัตแท้   เป็นผู้นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ   และอวดพระเยซูคริสต์   และไม่ได้ไว้ใจในเนื้อหนัง
ถ้าคุณมาคริสตจักรแห่งนี้แล้วพระเยซูคริสต์เจ้าถูกลดบทบาทไป แล้วกลายเป็นยกย่องผู้นำแทน คุณไปหาโบสถ์ใหม่ได้แล้ว เพราะ เรากำลังสอนและถ่ายทอดวิญญาณให้คุณอย่างผิดๆ คริสตจักรของพระเจ้าต้องถูกพิสูจน์เป็นอันดับแรกและ ก่อนที่เราจะพิสูจน์เราต้องใกล้ชิดกับของจริง คือ พระเยซูคริสต์เจ้าผู้เป็นศรีษะของคริสตจักร  ยอห์น 1:1-18
1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า 2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า 3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ   ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น   ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ 4พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต   และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ 5ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด   และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่  
 6มีชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มาชื่อยอห์น 7ท่านมาเพื่อเป็นสักขีพยาน   เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น   เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน 8ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น   แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น  
 9ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้   แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก 10พระองค์ทรงอยู่ในโลก   ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์   แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่  
 11พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์   และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์ 12แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า 13ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ   หรือกาม   หรือความประสงค์ของมนุษย์   แต่เกิดจากพระเจ้า  
 14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา 15ยอห์นได้เป็นพยานให้แก่พระองค์   และร้องประกาศว่า   “นี่แหละคือพระองค์ผู้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงว่า   พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า   เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า” 16และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบูรณ์ของพระองค์   เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ 17เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส   ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ 18ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย   พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในพระทรวงของพระบิดา   พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว
ยอห์นกำลังแนะนำพระเยซูคริสต์เจ้าตั้งแต่ปฐมกาล พระเยซูคริสต์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระเยซูคริสต์ที่ยอห์นเรียกว่า พระวาทะ Logos ซึ่งแปลว่า ถ้อยคำ (Utterance, Speech, Narrative) เป็น Wisdom ปัญญา  เหตุผลที่ยอห์นเขียนถึงความเป็นมาของพระเยซูคริตส์ ถ้าเรียกตามภาษาปัจจุบันของเรา เราอาจเรียกว่า ยอห์นกำลังกล่าวถึง High Profile ของพระเยซูคริสต์ที่ตรงกับความต้องการที่มนุษย์ทั้งโลกกำลังแสวงหาสิ่งที่มนุษย์กำลังขาด ด้วยเหตุผลดังนี้
1. ยิ่งใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ยิ่งมีชีวิตชีวา ยอห์น 1:4
4พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต  
ผู้ที่มีชีวิตจึงจะสามารถส่งต่อชีวิตให้กับคนอื่นได้ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นแหล่งชีวิต คนที่ใกล้ชิดพระองค์ย่อมอยู่ใกล้แหล่งชีวิต พระคัมภีร์ยังกล่าวเปรียบเทียบชีวิตที่อยู่ใกล้พระเยซูคริสต์ว่า เป็นเหมือนภาพของบ่อน้ำพุ ยอห์น 4:14 14แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น   จะไม่กระหายอีกเลย   น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น   จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์”
ภาพที่พระเยซูคริสต์ทรงเปรียบเทียบนี้ หมายถึงการได้รับชีวิตที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่การรับยาโด๊ปเป็นช่วงๆ หมดฤทธิ์ยาแล้วก็แห้งเหี่ยวเหมือนเดิม ขอให้เราอย่าดำเนินชีวิตแบบโด๊ปยาเสพติดมีพลังขึ้นมา แล้วก็แฟบลงไป
คนบางคนมีชีวิตอยู่ด้วยความคาดหวังอย่างโน้นคาดหวังอย่างนี้ สมหวังก็ตื่นขึ้นมาเหมือนได้ยา ผิดหวังก็รู้สึกหมดพลัง ถ้าคริสเตียนยุคแรกดำเนินชีวิตอย่างนี้ วันนี้ คริสเตียนสูญพันธ์ไปนานแล้ว เพราะไม่มีศาสนาใดในโลกที่ถูกข่มเหงและเป็นเป้าหมายในการกำจัดให้สิ้นซากมากที่สุดเท่ากับศาสนาคริสต์ แต่ยิ่งข่มเหงยิ่งเติบโตและขยาย เพราะมีเมล็ดพันธ์ดีอย่างเปาโลและสาวกคนอื่นๆ ความมีชีวิตชีวาไม่ได้ตัดสินกันด้วยความสมหวังเสมอไป ฟิลิปปี 1:12-14
12ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า   การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น   ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป 13จนประจักษ์ทั่วกันในหมู่ผู้คุมและคนอื่นๆว่า   การที่ข้าพเจ้าถูกจำจองนั้น   ก็เพื่อพระคริสต์ 14และพี่น้องส่วนมากได้เกิดความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า   เนื่องด้วยการจำจองของข้าพเจ้า   และพวกเขามีใจกล้าขึ้น   ที่จะกล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว  
2. ยิ่งใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ชีวิตยิ่งออกจากความมืด ยอห์น 1:4-5
....และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ 5ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด   และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่  
หนังสือยอห์นได้บันทึกว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นความสว่าง ส่วนหนังสือมัทธิวบันทึกถึงพระเยซูคริสต์ทรงเป็นความสว่างที่คำพยากรณ์ของอิสยาห์เป็นจริง มัทธิว 4:12-16
12 ครั้นพระเยซูทรงทราบข่าวว่ายอห์นถูกจำไว้แล้ว   พระองค์ก็เสด็จไปยังแคว้นกาลิลี 13แล้วย้ายที่ประทับจากเมืองนาซาเร็ธไปที่เมืองคาเปอรนาอุม   ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบที่เขตเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี 14เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะ   ซึ่งตรัสไว้โดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า 15แคว้นเศบูลุนและแคว้นนัฟทาลี   ทางข้างทะเลฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น   คือกาลิลี  แห่งบรรดาประชาชาติ    16ประชาชนผู้นั่งอยู่ในความมืด   ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่   และผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตาย   ก็มีความสว่างขึ้นส่องถึงเขาแล้ว”  
การที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาในน้ำที่ประกาศให้คนกลับใจใหม่ ถูกจับเข้าคุก นั่นหมายความว่า สังคมเวลานั้น กลับเข้าสู่บรรยากาศยุคมืดอีกครั้ง เพราะไม่มีคนเอาความจริงที่มนุษย์ต้องกลับใจใหม่ออกมาเปิดเผยอีก มนุษย์กลับเข้าสู่มุมมืดอีกครั้ง พระเยซูคริสต์เจ้าจึงเสด็จเข้าไปในแคว้นเหล่านั้นทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้บัพติสมา นี่คือสิ่งที่เป็นจริงตามคำพยากรณ์ของของอิสยาห์ว่า พระเยซูคริสต์ทรงทำหน้าที่ในบทบาทของความสว่าง มัทธิวบันทึกให้รายละเอียดที่เป็นรูปธรรมว่าคนมากมายในยุคโบราณนั้นที่มีการล่อลวงน้อยกว่าปัจจุบันยังอยู่ในความมืด คนในยุคปัจจุบันของเราที่ความบาปทวีความรุนแรงมากหลายเท่า ความมืดในยุคของเรายิ่งมิมืดกว่าความมืดของคนในยุคโบราณหรือ พระคัมภีร์กล่าวว่า เมื่อครั้งที่เราไม่รู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า เราไม่ได้ใกล้ชิดพระองค์ เราทั้งหลายเป็นความมืด แต่เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราถูกเปลี่ยนเป็นความสว่าง เอเฟซัส 5:8-9
8เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด   แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า   จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 9(ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น   คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น)
ตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่าคนปัจจุบันอยู่ในความมืดกันมากคือ ความเกลียดชัง เราลองเดินไปตามท้องถนนเพื่อหาความเกลียดชัง รับรองว่า หาง่ายกว่าหาความรัก  หนังสือ 1 ยอห์น 2:9-11 กล่าวถึงพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในความมืดอย่างนี้
9ผู้ใดที่กล่าวว่าตนอยู่ในความสว่าง   และยังเกลียดชังพี่น้องของตน   ผู้นั้นก็ยังอยู่ในความมืด 10ผู้ที่รักพี่น้องของตนก็อยู่ในความสว่าง   และในความสว่างนั้นไม่มีอะไรที่จะทำให้สะดุด 11แต่ผู้ที่เกลียดชังพี่น้องของตนก็อยู่ในความมืด   และเดินในความมืดและไม่รู้ว่าตนกำลังไปไหน   เพราะว่าความมืดทำให้ตาของเขาบอดไปเสียแล้ว 
การรักคนอื่นมากขึ้น คือการเดินออกจากความมืด ยิ่งรัก ยิ่งใกล้ชิดพระเยซูคริสต์เจ้า การดำเนินชีวิตในโลกนี้เราต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะสังคมมีแต่การยั่วยุให้เราเกลียดมากกว่ารัก ปฏิสัมพันธ์ที่คนจะแสดงต่อกันและกันง่ายที่สุดคือ โกรธ ไม่พอใจ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า ลูกา 11:35 34ตาเป็นประทีปของร่างกาย   เมื่อตาของท่านปกติ   ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย   แต่เมื่อตาของท่านผิดปกติ   ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย 35เหตุฉะนั้นจงระวังให้ดี   ไม่ให้ความสว่างซึ่งอยู่ในท่านเป็นความมืดนั่นเอง
ยิ่งเกลียดคน ตาที่มองคน ยิ่งผิดปกติ  ความใกล้ชิดกับพระเยซูคริสตจะทำให้เราระมัดระวังในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เปาโลกล่าวไว้ใน ฟิลิปปี 1:9
9และข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความรักของท่านจำเริญยิ่งๆขึ้น   พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง
เปาโลอธิษฐานขอความรักให้เกิดขึ้นในคริสเตียนพร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง นั่นหมายความว่า คนในยุคสุดท้ายจะแสวงหาความรู้อย่างเดียว และใช้ความรู้เพื่อความอยู่รอด ขาดวิจารณญาณและขาดความรัก ทำให้สังคมไม่น่าอยู่ สังคมมืดบอดลงทุกวัน คริสเตียนเป็นความหวังของสังคมที่จะนำความสว่างไปสู่สังคม ดังนั้น คริสเตียนจะต้องเริ่มต้นที่จะเดินออกมาจากความมืด โดยการมีสัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์เจ้า เราต้องรับอิทธิพลจากการได้ใกล้ชิดพระองค์ มีคำหนึ่งที่คริสเตียนจะต้องนำมาใช้ในฐานะเพื่อนสนิทกับพระเยซูคริสต์ คือ คำว่า เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ For the sake of Christ อย่างที่อ.เปาโลได้กล่าวไว้ใน ฟิลิปปี 3:7
7แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว   เพื่อเห็นแก่พระคริสต์
นั่นหมายความว่า เปาโลจะไม่ยอมให้ชีวิตของเขาแสวงหาหรือรักษาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน แต่เปาโลจะดำเนินชีวิตที่เห็นแก่พระคริสต์  ชีวิตด้านมืดของคนเรามักแสดงความเห็นแก่ตัวเองเป็นหลัก แต่ชีวิตที่ยิ่งใกล้พระเยซูคริสต์ จะยิ่งเห็นแก่คนอื่น ทำคุณแก่คนอื่นมากกว่าตัวเอง นี่คือวิถีการเดินออกห่างจากด้านมืดของตัวเอง
3. ยิ่งใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ชีวิตยิ่งบริบูรณ์ด้วยพระคุณ ยอห์น 1:14,16-17
14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง ...16และเราทั้งหลายได้รับจากความบริบูรณ์ของพระองค์   เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ 17เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส   ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์
เราทุกคนชอบพระคุณมากกว่าพระเดช หมายความว่า อะไร พระเดชคือ การลงโทษ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ถ้าพระเจ้าทรงใช้พระเดช (ความยุติธรรม)เมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า พระเจ้านั่งบัลลังค์พิพากษาลงโทษเมื่อไร แน่นอนไม่มีใครรอดพ้นไปได้ ดังนั้น จงดีใจที่เวลานี้ยังเป็นเวลาแห่งพระคุณ และเป็นยุคพระคุณซ้อนพระคุณอย่างที่หนังสือยอห์นว่า พระคุณอันแรกคือการประทานธรรมบัญญัติมาทางโมเสส ธรรมบัญญัติทำให้มนุษย์รู้จักบาป ซึ่งแต่เดิมมนุษย์ทำบาปและห่างไกลจากพระเจ้า อิสราเอลได้รับพระคุณนี้เพื่อจะได้ใกล้ชิดพระเจ้าโดยการนมัสการพระองค์ และพระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จมาเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มัทธิว 5:17
17“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ   เรามิได้มาเลิกล้าง   แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ
นี่เป็นพระคุณที่สองที่มาซ้อนพระคุณแรกซึ่งมาทางพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์มาพร้อมกับพระคุณที่ครบบริบูรณ์และความจริง นั่นหมายความว่า คนที่ยิ่งใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ ชีวิตของคนนั้นยิ่งได้รับพระคุณมากเพียงพอที่จะแจกจ่ายต่อไปให้กับผู้อื่น ตัวอย่างในมัทธิว 18:23-35 (เป็นเรื่องของคนที่ไม่ยอมส่งต่อพระคุณที่ตนเองได้รับไปให้คนอื่น)
23“เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส 24เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว   เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า 25ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย   และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้   เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้ 26ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า   'ข้าแต่ท่าน   ขอโปรดผัดไว้ก่อน   แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น' 27เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา   โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป 28แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน   ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน   จึงจับคนนั้นบีบคอว่า   'จงใช้หนี้ให้ข้า' 29เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า   'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้' 30แต่เขาไม่ยอม   จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น 31ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น   ก็พากันสลดใจยิ่งนัก   จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น 32ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า   'อ้ายข้าชาติชั่ว   เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด   เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา 33เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน   เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ' 34แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว   จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน   จนกว่าจะใช้หนี้หมด 35พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น   ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง”
คนประเภทนี้คือคนที่ห่างไกลจากพระเยซูคริสต์เจ้า เขาสักแต่รับพระคุณ เพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่ไม่ส่งต่อพระคุณ วันหนึ่งเขาจะถูกเรียกคืนพระคุณที่ได้รับ
4. ยิ่งใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ชีวิตยิ่งอยู่ในความจริง ยอห์น 1:14,17
14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง 17เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัตินั้นทางโมเสส   ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์
พระคัมภีร์พูดถึงมารซาตานว่า มันเป็นเจ้าโลกนี้ มันเป็นพ่อแห่งการมุสา มนุษย์ทุกคนตกอยู่ภายใต้อานุภาพของมารร้าย นั่นหมายความว่า มารซาตานมีอิทธิพลทำให้คนในสังคมทุกวันนี้ อยู่กันด้วยการโกหก หลอกกันไป หลอกกันมา เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการไม่ไว้วางใจกัน เมื่อคนเราไม่ไว้วางใจกัน ความแตกแยกเกิดขึ้นที่นั่น ก็ยากที่จะเกิดการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  มารได้ชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์ มันจะทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยพระเจ้า ดังนั้น มารไม่หยุดที่จะสร้างการโกหก และยิ่งพยายามหนักในชีวิตของคริสเตียน หากคริสเตียนคนนั้นยังติดนิสัยชอบโกหก ชีวิตคริสเตียนคนนั้นก็กำลังอยู่ใกล้ชิดกับมาร และออกห่างจากพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะคนที่ยิ่งอยู่ใกล้ชิดพระเยซู ชีวิตยิ่งอยู่ในความจริง และความจริงทำให้เขามีเสรีภาพ ยอห์น 8:32 32และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ   และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”
โลกข้างนอกเริ่มเอาพระคำตอนนี้ไปใช้ เพราะเขาได้ค้นพบพลังแห่งความจริง แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงที่มนุษย์ค้นพบด้วยตัวเอง แต่ในพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์บริบูรณ์ไปด้วยความจริง นั่นหมายความว่า ความจริงที่เราจะพบเมื่อเราได้ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์เจ้านั้น สามารถตอบคำถามและมีทางออกของทุกปัญหาเสมอ พระเยซูคริสต์เป็นผู้เดียวที่ตรัสว่า ยอห์น 14:6 6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา
ในพระองค์มีคำตอบ ในพระองค์มีทางออก ในพระองค์มีทางรอดชีวิต  ให้เราตั้งเป้าหมายในวันนี้ว่า เราจะแสวงหาเวลา โอกาส ที่จะได้ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์อยู่ที่ไหน พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า พระองค์จะอยู่กับเราทั้งหลายในขณะที่เราใช้เวลากับพี่น้องคริสเตียน พระองค์จะอยู่กับเราในเวลาที่เราหยิบยื่นน้ำใจให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

ี้

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org