Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2552

 

 

หัวข้อ “เชื่อและวางใจพระเยซูคริสต์”

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ในยุคปัจจุบันนี้ เราทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “ขอยืม” เพราะว่า ไม่มี จึงขอยืม เพราะว่าต้องการจึง “ขอยืม” เพราะว่ายากจนจึง “ขอยืม” ในอดีตเคยมีคนหัวใสเปิดบริษัททรัสต์ (ที่แปลว่า ไว้วางใจได้) เพื่อจะขอยืมเงินจากประชาชนโดยการโฆษณาให้คนมาลงทุนร่วมโดยการซื้อทรัสต์ นั่นก็คือการยืมเงินจากประชาชนที่ซื้อทรัสต์ และที่บริษัททรัสต์ล้มๆไปเพราะยืมไปและไม่มีปัญญาใช้คืน คนที่วางใจบริษัททรัสต์ต่างก็ล้มละลายตามบริษัททรัสต์เหล่านั้นไปก็มาก เพราะไปฝากความไว้วางใจไว้กับคนที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่นเดียวกัน มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า “จงอย่าดำเนินชีวิตขอยืมความเชื่อจากคนอื่น แต่จงมีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์ด้วยตัวของเราเอง” นั่นหมายความว่า อย่าให้ความเชื่อของเราฝากผ่านบุคคลแต่จงเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้าโดยตรง ซึ่งตรงกับสำนวนไทยที่ว่า อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ วันหนึ่งถ้าขาดเขาไป เราจะอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเราเอง ความรอดเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทำแทนกันไม่ได้ ทุกคนต้องมีประสบการณ์กับพระเจ้าด้วยตัวเอง “เชื่อและวางใจพระเยซูคริสต์” เป็นประสบการณ์จริงไม่ใช่ความรู้ที่เรียนกันในห้องเรียน เปาโลได้กล่าวถึงการเชื่อและวางใจของคริสเตียนในหนังสือเอเฟซัส 1:15-19
15เหตุฉะนั้น   ครั้นข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านทั้งหลายได้วางใจในพระเยซูเจ้า   และท่านรักธรรมิกชนทั้งปวง 16ข้าพเจ้าจึงได้ขอบพระคุณเพราะท่านทั้งหลายไม่หยุดเลย   ในเมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานเพื่อท่าน 17ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า  ขอพระเจ้าแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   คือพระบิดาผู้ทรงพระสิริทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย   มีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา   และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์ 18และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น   เพื่อท่านจะได้รู้ว่า   ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น   พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน   และรู้ว่า   มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 19และรู้ว่า   ฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร   สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ   ตามอำนาจของพระกำลัง   และฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์
เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ คือองค์ประกอบสำคัญที่พร้อมจะรับสติปัญญาและความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ของพระเจ้า และพร้อมสำหรับตาใจที่จะสว่างขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เรามองเห็นความหวังและสิ่งที่เรารอคอย ฮีบรู 11:1
 1ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้   เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า   สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง
เราจะเอาพระคัมภีร์ตอนนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร จะพยายามนั่งนึก นั่งจินตนาการให้สิ่งที่ไม่มีให้มีได้หรือ การเชื่อและวางใจพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่การนั่งเทียนให้พระองค์มีตัวตน ไม่ใช่นั่งคิดไปเอง อย่างนั้นเรียกว่างมงาย แต่การเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ต้องเห็นพระสิริของพระองค์เหมือนอย่างที่สาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างใกล้ชิด หนังสือยอห์นมีบทเรียนให้เราได้ค้นพบน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับเราทุกคนในเรื่องนี้ ยอห์น 2:1-11
1วันที่สามมีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี   และมารดาของพระเยซูก็อยู่ที่นั่น 2พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับเชิญไปในงานนั้น 3เมื่อเหล้าองุ่นหมดแล้ว   มารดาของพระเยซูทูลพระองค์ว่า   “เขาไม่มีเหล้าองุ่น” 4พระเยซูตรัสกับนางว่า   “หญิงเอ๋ย   ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด   เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง” 5มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้ว่า   “จงกระทำตามที่ท่านสั่งเจ้าเถิด” 6มีโอ่งหินตั้งอยู่ที่นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว   จุน้ำโอ่งละสี่ห้าถัง 7พระเยซูตรัสสั่งเขาว่า   “จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเถิด”   และเขาก็ตักน้ำเต็มโอ่งเสมอปาก 8แล้วพระองค์ตรัสสั่งเขาว่า   “จงตักเอาไปให้เจ้าภาพเถิด”   เขาก็เอาไปให้ 9เมื่อเจ้าภาพชิมน้ำที่กลายเป็นเหล้าองุ่นแล้ว   และไม่รู้ว่ามาจากไหน   (แต่คนใช้ที่ตักน้ำนั้นรู้)   เจ้าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา 10และพูดกับเขาว่า   “ใครๆเขาก็เอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน   เมื่อได้ดื่มกันมากแล้วจึงเอาที่ไม่สู้ดีมา   แต่ท่านเก็บเหล้าองุ่นอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้” 11นี่เป็นการกระทำอันเป็นหมายสำคัญครั้งแรกของพระเยซู   ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี   และได้ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์   และสาวกของพระองค์ก็ได้วางใจในพระองค์  
พระคัมภีร์บันทึกว่าวันที่สามของการที่ยอห์นผู้บันทึกหนังสือยอห์นได้มีประสบการณ์ขณะติดตามพระเยซูคริสต์ ไป ยอห์นได้ติดตามพระองค์ไปงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานา  และมารดาของพระเยซู พระเยซูเองและสาวกของพระองค์ทั้งห้าคนได้รับเชิญให้ไปในงานแต่งงานด้วย เรารู้ว่า พระเยซูเป็นชาวนาซาเร็ธ เติบโตในนาซาเร็ธ หมู่บ้านคานาห่างจากนาซาเร็ธไปทางตอนเหนือประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร คู่แต่งงานนี้อาจจะเป็นญาติของพระเยซู จึงทำให้เราได้เห็นบทบาทของมารดาพระเยซูที่สั่งกับพวกคนใช้ในงานให้เชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูเรื่องการแก้ปัญหาน้ำองุ่นหมด (ซึ่งในฉบับภาษาอังกฤษแปลว่า เกิดความต้องการน้ำองุ่นและเขาไม่มี) และมารดาของพระเยซูมาหาพระองค์เพื่อแจ้งให้พระองค์ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พระเยซูคริสต์ทรงตอบมารดาของพระองค์ว่า  “หญิงเอ๋ย   ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด   เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง”  เป็นสำนวนที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเริ่มต้นบทบาทของพระองค์ในฐานะพระเมสสิยาห์ ดังนั้น เราจึงเห็นพระเยซูไม่ได้เรียกนางมารีย์ว่าแม่ แต่เรียกนางว่า “หญิงเอ๋ย”  เป็นประโยคที่กำลังบอกว่า พระเจ้ากำลังพูดกับมนุษย์ และกำลังบอกว่า พระองค์มีแผนการสำหรับงานเลี้ยงแต่งงานครั้งนี้ จงมอบภาระนี้ไว้กับพระเจ้า จงรอคอยเวลาที่พระองค์ก็กำลังรอเพื่อจะเติมความต้องการของคนในงานเลี้ยงนี้  ประโยคที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับนางมารีย์นั้นอยู่ในอารมณ์เดียวกันกับในหนังสือมัทธิว 8:28-34 แต่ต่างวาระและต่างกรรม
28 ครั้นพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงแดนกาดาราแล้ว  มีคนสองคนออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ   มาพบพระองค์   เขาผีเข้าสิงดุร้ายนัก   จนไม่มีผู้ใดอาจเดินทางนั้นได้ 29ดูเถิด  เขาร้องตะโกนว่า   “ท่านผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า   ท่านจะมายุ่งกับพวกเราทำไม   จะมาทรมานพวกเราก่อนเวลาหรือ” 30ไกลจากที่นั่นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ 31ผีเหล่านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ว่า   “ถ้าท่านขับพวกเราออกก็ขอให้เข้าอยู่ในฝูงสุกรนั้นเถิด” 32พระองค์จึงตรัสแก่ผีเหล่านั้นว่า   “ไปให้พ้น”   ผีเหล่านั้นก็ออกไปเข้าสิงอยู่ในฝูงสุกร   ดูเถิด   สุกรทั้งฝูงนั้นก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเล   และจมน้ำตายจนสิ้น 33ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรก็หนีเข้าไปในนคร   เล่าบรรดาเหตุการณ์ซึ่งเป็นไปนั้น   กับเหตุที่เกิดขึ้นแก่คนที่มีผีเข้าสิงอยู่นั้น 34ดูเถิด   คนทั้งนครพากันออกมาหาพระเยซู   เมื่อพบพระองค์แล้ว   เขาจึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ไปเสียจากเขตแดนของเขา
ผีที่เข้าสิงผู้ชายสองคนได้ใช้สำนวนนี้ว่า พระเจ้า อย่ามายุ่งกับธุระของผีอย่างเรา เพราะยังไม่ถึงเวลาของพระองค์ ผีมันรู้เวลาของมัน และมันรู้ว่า ธุระของมันที่เข้าไปสิงในคนนั้นไม่เหมาะสมในสายพระเนตรของพระเยซู มันอยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้วจึงขอออกไปสิงในฝูงหมูแทน  เป็นอันหมดธุระของผีในคน  แต่สำนวนที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับนางมารีย์ คือการบอกว่าธุระของคนคือธุระของพระเจ้าที่ไม่มีวันจบ คือความใส่ใจในความต้องการของมนุษย์ หน้าที่ของมนุษย์คือไว้วางใจในพระเจ้า ไม่ใช่วิตกกังวลถึงความไม่มี ความขาดแคลนของตัวเอง ทุกวันนี้ มนุษย์ทั้งโลกกำลังทำธุรกิจเพื่อเติมเต็มความขาดแคลนในชีวิตของมนุษย์ และเมื่อมีปัญหาธุรกิจล้มเหลว จึงจะยอมมอบธุรกิจนั้นให้เป็นธุระของพระเจ้า ซึ่งไม่ต่างจากงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานา ที่ธุรกิจงานแต่งงานกำลังดำเนินไปอย่างดี มาจบลงที่ขาดปัจจัยสำคัญคือ เหล้าองุ่นที่เป็นตัวชูโรง ซึ่งเป็นธรรมเนียมหลักของธุรกิจของงานแต่งงานของคนยิวในเวลานั้น ขาดเหล้าองุ่นไม่ได้ เป็นปัญหาใหญ่ เราจะพบคำพูดตอนที่เจ้าภาพได้ชิมน้ำที่เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นแล้วชมว่า ปกติในงานเลี้ยงเขาจะเอาของดีออกมาให้ก่อนแล้วค่อยเสริฟเหล้าไม่ดีในตอนท้าย เพื่อตบตาแขกเหรื่อที่เริ่มเมากันได้ที่แล้ว นี่คือคำพูดที่บ่งบอกว่าเหล้าองุ่นต้องอยู่คู่กับงานตั้งแต่ต้นจนจบ  บทเรียนสำหรับเราในวันนี้คือ
1. เมื่อไม่มีเราคิดถึงใครก่อน ยอห์น 2:1-4 (บางคนคิดถึง ธุรกิจเงินด่วน)
1วันที่สามมีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี   และมารดาของพระเยซูก็อยู่ที่นั่น 2พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับเชิญไปในงานนั้น 3เมื่อเหล้าองุ่นหมดแล้ว   มารดาของพระเยซูทูลพระองค์ว่า   “เขาไม่มีเหล้าองุ่น” 4พระเยซูตรัสกับนางว่า   “หญิงเอ๋ย   ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด   เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง”
เมื่อเหล้าองุ่นหมดแล้ว อาจหมายความว่า มีคนมางานมากเกินจากที่คาดไว้ เหล้าองุ่นไม่พอสำหรับทุกคน เหล้าองุ่นหมด (ขอดักคอนักดื่มทั้งหลายว่า พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คริสเตียนดื่มเหล้า นี่เป็นวัฒนธรรมของคนยิวในทะเลทรายที่เครื่องดื่มคือเหล้าองุ่น แต่พระคัมภีร์ได้ห้ามเรื่องการดื่มเหล้าเมา และเตือนให้อย่าเป็นทาสของสิ่งเสพติด เหล้าเป็นสิ่งที่ทำให้ติดได้ ทางที่ดีหลีกเลี่ยงที่จะดื่มดีกว่า) กลับมาที่เมื่อเหล้าองุ่นหมด ไม่พอสำหรับแขกหรือแขกมากเกินจากที่คาดการณ์ไว้ หรือเจ้าของงานมีฐานะที่ไม่ร่ำรวย จึงไม่สามารถจัดหาเหล้าองุ่นได้มากเพียงพอต่อจำนวนแขกได้
เราอาจจะเคยขับรถแล้วต้องรีบไป แต่ต้องรอให้ไฟเขียวก่อน นี่คือกฏจราจร ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เจ้าทรงรู้จักกฏฝ่ายวิญญาณ และพระองค์รู้ว่าการกระทำที่เรียกว่าการอัศจรรย์นั้น มีจังหวะที่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ดีว่า เมื่อไหร่เหมาะสมที่สุดในสายพระเนตรของพระองค์ สิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้คือ การไว้วางใจในการจัดการของพระเจ้า การเป็นธุระของพระองค์นั้น คือน่าเชื่อถือที่เชื่อถือได้ ยิ่งโดยเฉพาะในเวลาที่เราไม่มี เรายิ่งต้องไว้วางใจ ไม่ใช่สงสัย ยากอบ 1:6-7
6แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ   อย่าสงสัยเลย   เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา 7ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย 8เขาเป็นคนสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น
คริสเตียนเราถูกสอนให้มองความไม่จำกัดของพระเจ้าเพื่อแก้ปัญหาที่เราจำกัดเพราะเราช่วยตัวเราเองไม่ได้ ใช่ นั่นเป็นคำสอนที่บอกเราให้ทำอย่างนั้น แต่บางทีเราก็สนใจแต่เรื่องปัญหาของเรา ต้องได้รับการช่วยเหลือจากความไม่จำกัดของพระเจ้าจนเราลืมสังเกตุเวลาที่พระเจ้ากำหนดไว้เพื่อให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่คริสเตียนบางคนรู้สึกทรมานก่อนถึงเวลาที่เหมาะสม หรือกำลังทรมานขณะที่ให้พระเยซูอยู่ในเขตแดนของตน เหมือนกับคนเลี้ยงสุกรที่ไม่อยากให้พระเยซูอยู่ในเขตแดนของเขา เพราะเขากลัวต้องสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเองอย่างในมัทธิว 8:32-34
32พระองค์จึงตรัสแก่ผีเหล่านั้นว่า   “ไปให้พ้น”   ผีเหล่านั้นก็ออกไปเข้าสิงอยู่ในฝูงสุกร   ดูเถิด   สุกรทั้งฝูงนั้นก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเล   และจมน้ำตายจนสิ้น 33ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรก็หนีเข้าไปในนคร   เล่าบรรดาเหตุการณ์ซึ่งเป็นไปนั้น   กับเหตุที่เกิดขึ้นแก่คนที่มีผีเข้าสิงอยู่นั้น 34ดูเถิด   คนทั้งนครพากันออกมาหาพระเยซู   เมื่อพบพระองค์แล้ว   เขาจึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ไปเสียจากเขตแดนของเขา
นี่เป็นภาพของความไม่ไว้วางใจพระเจ้าเพราะกลัวการสูญเสียผลประโยชน์อะไรบางอย่างที่เราหวงแหน กลัวธุรกิจไม่เป็นธุรกิจ แต่จะกลายเป็นธุระของพระเจ้าไป เราบางคนจึงมีเรื่องธุรกิจมากกว่าธุระของพระเจ้า
2. มีการเชื่อฟังที่เต็มร้อยหรือไม่ ยอห์น 2:5-8
5มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้ว่า   “จงกระทำตามที่ท่านสั่งเจ้าเถิด” 6มีโอ่งหินตั้งอยู่ที่นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว   จุน้ำโอ่งละสี่ห้าถัง 7พระเยซูตรัสสั่งเขาว่า   “จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเถิด”   และเขาก็ตักน้ำเต็มโอ่งเสมอปาก 8แล้วพระองค์ตรัสสั่งเขาว่า   “จงตักเอาไปให้เจ้าภาพเถิด”  เขาก็เอาไปให้ 
ในที่นี้เราได้เห็นมารดาของพระเยซูตอบสนองคำตรัสของพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อฟัง และสอนให้พวกคนใช้เชื่อฟังพระเยซูด้วย คำสั่งของพระเยซูสำคัญในการแก้ปัญหาครั้งนี้ ไม่ใช่คำแนะนำให้คนใช้เลือกที่จะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นการจดจ่อที่จะทำตาม  แม้คำสั่งนั้นให้เติมน้ำในโอ่งที่ใช้ล้างเท้าชำระกาย ให้เต็ม ในขณะที่แขกที่เข้ามาคงจะใช้บริการน้ำชำระกายนี้หมดแล้ว และคงไม่มีแขกมาเพิ่ม แต่ให้ตักน้ำใส่โอ่งที่มีอยู่หกใบ ต้องใช้น้ำประมาณสี่ห้าถัง ประมาณว่า ต้องตักน้ำประมาณสามสิบถัง เติมให้เต็มเสมอปากโอ่ง น้ำนี้น่าจะตั้งอยู่หน้าบ้าน คนใช้ก็กระทำตามที่พระเยซูตรัสสั่งคือเติมน้ำเสมอปากโอ่งหกใบ ซึ่งต้องใช้เวลา ในขณะที่ความต้องการเหล้าองุ่นกำลังดำเนินไป เราคิดถึงบรรยากาศในงานน่าหงุดหงิดขนาดไหน ถ้าคิดอย่างคนที่อยากแก้ปัญหา ก็คือ ทำไมไม่ใช้เวลาออกไปหาซื้อเหล้าองุ่น มามัวเชื่อฟังคำสั่งให้เติมน้ำในโอ่งล้างเท้าชำระกาย ซึ่งไร้สาระสิ้นดี ใครจะมาสนใจเรื่องชำระกาย ในขณะที่เวลาแห่งความสนุกสนานกำลังขาดตอน
จงระวัง พระคัมภีร์พูดถึงคนเอาแต่รักสนุกนั้นจะสนใจศาสนาแต่เปลือกนอก 2 ทิโมธี 2:4 คนในยุคสุดท้าย.....รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า 5ถือศาสนาแต่เปลือกนอก   ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ การระวัง ไม่ได้หมายความว่าเราจะขาดอารมณ์ขันในชีวิตไป การเชื่อฟังที่เต็มร้อยต่างหากคือสิ่งที่เราต้องสนใจ และคนใช้ในงานแต่งงานนี้ได้ทำตามที่พระเยซูคริสต์ตรัสสั่ง จนน้ำเต็มโอ่ง พระเยซูตรัสสั่งอีก ให้ คนใช้ตักน้ำไปเสริฟเจ้าภาพคนแรก คนใช้ก็เชื่อฟังทำตามนั้น เจ้าภาพ ในภาษากรีกแปลว่า คนที่มีฐานะตำแหน่งทางสังคมที่มาเป็นประธานของงาน  Ruler /Governor of  the feast คนที่เป็นที่นับหน้าถือตา คนที่มีอำนาจ ทรงอิทธิพล พระเยซูคริสต์สั่งให้คนใช้เอาน้ำล้างเท้าไปให้คนที่ใหญ่ที่สุดในงานดื่ม เราคิดว่า คนที่เชื่อฟังมีความเสี่ยงขนาดไหน เราคิดว่า น้ำเปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นตอนไหน แน่นอนไม่ใช่ตอนน้ำเต็มโอ่ง แน่นอนไม่ใช่ตอนตักออกจากโอ่ง และไม่ใช่ตอนถือไปให้เจ้าภาพ น้ำเปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นตอนไหน ข้าพเจ้าเดาว่า ตอนน้ำถึงมือของเจ้าภาพ แต่คนใช้เชื่อฟัง Obey คนใช้ไม่ได้ทำเพราะความเชื่อ แต่เพราะเชื่อฟัง คนใช้ไม่รู้ว่าพระเยซูคริสต์กำลังทำน้ำธรรมดาให้เป็นน้ำองุ่น แต่คนใช้เชื่อฟัง ในการเชื่อฟังพระเจ้า บ่อยครั้งที่เราไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผลก่อน เพราะเหตุผลของมนุษย์คือความจำกัด แต่เหตุผลของพระเจ้า คือไม่มีสิ่งใดจำกัดพระองค์ได้ หากเราจะรอให้เราเข้าใจก่อน บางครั้งเราจะไม่สามารถเข้าไปสู่การอัศจรรย์ของพระเจ้าได้เลย เพราะเราจะไม่เชื่อฟัง เหตุผลของเราคือ เนื้อหนัง
ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าในที่นี้มีหลายท่านก็เคยทำอย่างที่พระเยซูสั่งให้ทำ ที่ในสายตาของคนอื่นอาจมองว่าเปล่าประโยชน์ ทำไปใครจะตอบสนอง ทำไปจะได้ประโยชน์อะไร ต้องรอออเดอร์ก่อน ต้องรอคนมาก่อน ต้องรอให้แน่ใจว่ามีคนมาใช้ก่อน หรือไม่ก็ผลัดวันประกันพรุ่ง ไว้ทำพรุ่งนี้ละกัน บ่อยครั้งเราเชื่อฟังแค่ครึ่งเดียว เราเอาความคิดเห็นของเราใส่เข้าไปด้วย พระเยซูให้ตักน้ำเต็มโอ่ง แต่เราเอาแค่ครึ่งโอ่งก็พอ ไว้เห็นความต้องการแล้ว เราจึงจะเติมอีกครึ่งที่เหลือให้เต็ม นี่คือท่าทีของคนที่เชื่อฟังแค่ครึ่งเดียว ไม่ใช่ไม่มีความเชื่อ มีความเชื่อ แต่เชื่อฟังครึ่งเดียว มัทธิว 7:26
26แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า   เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา   สร้างเรือนของตนไว้บนทราย
ยากอบ 2:17 17ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน   ถ้าไม่ประพฤติตามก็ไร้ผล  
ลูกา 7:1-9
1 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นให้คนทั้งหลายฟังเสร็จแล้ว   พระองค์จึงเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม 2มีทาสของนายร้อยคนหนึ่งที่นายรักมากป่วยเกือบจะตายแล้ว 3เมื่อนายร้อยได้ยินถึงพระเยซู   จึงใช้ผู้ใหญ่บางคนของพวกยิวให้ไปอ้อนวอน   เชิญพระองค์เสด็จมารักษาทาสของตน 4เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงพระเยซูแล้ว   เขาก็อ้อนวอนพระองค์ด้วยใจร้อนรนว่า   “นายร้อยนั้นเป็นคนสมควรที่พระองค์จะกระทำการนั้นให้ท่าน 5เพราะว่าท่านรักชนชาติของเรา   และท่านเองได้สร้างธรรมศาลาให้เรา” 6และพระเยซูจึงเสด็จไปกับเขา   เมื่อไปเกือบจะถึงตึกแล้ว   นายร้อยจึงใช้เพื่อนฝูงไปหาพระองค์ทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   อย่าลำบากเลย   เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ 7เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า   ไม่สมควรที่ข้าพระองค์จะไปหาพระองค์ด้วย   แต่ขอพระองค์ตรัสสั่ง   และบ่าวของข้าพระองค์จะหายโรค 8ข้าพระองค์ทราบดี   เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร   แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์   ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้ว่า   'ไป'   เขาก็ไป   บอกแก่คนนั้นว่า   'มา'   เขาก็มา   บอกบ่าวของข้าพระองค์ว่า   'จงทำสิ่งนี้'   เขาก็ทำ” 9เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำเหล่านั้นแล้วก็ประหลาดพระทัยด้วยคนนั้น   จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับประชาชนที่ตามพระองค์มาว่า   “เราบอกท่านทั้งหลายว่า   แม้ในพวกอิสราเอล   เราไม่เคยพบศรัทธามากเท่านี้”
3. พระสิริสำคัญกว่าหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ยอห์น 2:9-11
9เมื่อเจ้าภาพชิมน้ำที่กลายเป็นเหล้าองุ่นแล้ว   และไม่รู้ว่ามาจากไหน   (แต่คนใช้ที่ตักน้ำนั้นรู้)   เจ้าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา 10และพูดกับเขาว่า   “ใครๆเขาก็เอาเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน   เมื่อได้ดื่มกันมากแล้วจึงเอาที่ไม่สู้ดีมา   แต่ท่านเก็บเหล้าองุ่นอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้” 11นี่เป็นการกระทำอันเป็นหมายสำคัญครั้งแรกของพระเยซู   ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี   และได้ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์   และสาวกของพระองค์ก็ได้วางใจในพระองค์  
เจ้าภาพ Ruler/Governor of the feast คนมีอำนาจ คนที่น่ากลัว คนที่ยาก Tough  คนที่เรากลัว แต่เมื่อเราผ่านการทดสอบ ในสถานการณ์ที่ยาก คนที่ยาก เราถูกยกระดับขึ้นทันที เราเห็นการอัศจรรย์เหมือนกับที่คนใช้ได้เห็น เพราะเขารู้ว่า มันคือน้ำในโอ่งล้างเท้า แต่กลายเป็นเหล้าองุ่นชั้นดี คนที่พูดที่มีเครดิต มีความสามารถ มีประสบการณ์กับเหล้าองุ่นชั้นดี เพราะเขามีฐานะทางสังคม ทางเศรษฐกิจที่จะหาดื่มเหล้าองุ่นชั้นดีได้ไม่ยาก และนี่คือความจงใจของพระเยซูคริสต์ที่จะให้การอัศจรรย์นี้ถูกพิสูจน์โดยคนที่ไม่รู้จักพระองค์ และเพื่อให้สาวกที่ติดตามพระองค์อย่างคนที่ยังไม่รู้ว่าเขาจะไว้วางใจพระเยซูคริสต์ได้ทั้งหมดหรือไม่  ได้เชื่อและวางใจในพระองค์ ซึ่งคำที่ใช้บันทึกที่นี่ คือคำว่า Believe สาวกได้เห็นพระสิริของพระเยซูคริสต์ที่ทรงกอบกู้สถานการณ์ของงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยอห์นบันทึกว่า นี่คือการอัศจรรย์ครั้งแรกที่เขาได้เห็นพระเยซูคริสต์ทรงกระทำ เปลี่ยนน้ำเย็นเป็นน้ำองุ่นชั้นดี  สิ่งที่สาวกได้รับมีค่ายิ่งกว่าการได้ดื่มเหล้าองุ่นชั้นดีในงานแต่งงาน คือ ได้เห็นพระสิริของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ขอให้เราระวังที่จะแสวงหาการเห็นพระสิริของพระเจ้ามากกว่าการแสวงหาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เพราะในยุคสุดท้าย คือยุคของเรานี้จะมีหมายสำคัญ และการอัศจรรย์ที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า 2 เธสะโลนิกา 2:1-4, 9
1ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เรื่องการซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าของเราจะเสด็จมา   และที่พระองค์จะทรงรวบรวมเราทั้งหลายไปเป็นของพระองค์นั้น   เราขอวิงวอนท่านว่า 2อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวง่าย   หรือตื่นตระหนกตกใจ   ไม่ว่าจะเป็นโดยทางวิญญาณ   หรือโดยทางคำพูด   หรือโดยทางจดหมายเป็นเชิงว่ามาจากเรา   อ้างว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว 3อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย   เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าจะมีการทรยศเสียก่อน   และคนนอกกฎหมายนั้นจะประจักษ์แจ้ง   คือลูกแห่งความพินาศ 4ผู้กีดกั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้อะไรๆที่ได้ชื่อว่าเป็นพระ   หรืออะไรๆที่เขาไหว้นมัสการนั้น   แล้วมันก็นั่งในพระวิหารของพระเจ้าประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า.... 9คนนอกกฎหมายนั้นจะมาโดยการดลบันดาลของซาตาน   พร้อมกับการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ   และหมายสำคัญ   และการอัศจรรย์แห่งความเท็จ
จงตระหนักเสมอว่า มารซาตานก็เลียนแบบเรื่องอิทธิฤทธิ์ หมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ แต่สิ่งที่มันเลียนแบบไม่ได้คือ พระสิริของพระเจ้า  คริสเตียนจงคุ้นเคยกับพระสิริและการทรงสถิตของพระเจ้า และการได้สัมพันธ์สนิทกับพระเยซูคริสต์ เพราะจะทำให้เราสังเกตุความแตกต่างได้ 2 โครินธ์ 4:6
6เพราะว่าพระเจ้าองค์นั้นผู้ได้ตรัสสั่งให้ความสว่างออกมาจากความมืด   ได้ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา   เพื่อให้เรามีความสว่างแห่งความรู้ถึงพระสิริของพระเจ้า   ปรากฏในพระพักตร์ของพระคริสต์  
วันนี้ เรากำลังดำเนินชีวิตกับพระเจ้าอย่างโมเสสที่รู้จักพระเจ้าอย่างหน้าต่อหน้าหรือไม่ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงอยู่กับเราแล้ว เรากำลังใช้เชื่อและไว้วางใจพระองค์เพื่อพบกับพระสิริของพระองค์อยู่หรือไม่ หรือเรากำลังสนใจแต่ว่า เราขาดแคลน เราต้องการหมายสำคัญ เราต้องการการอัศจรรย์จากพระเยซูคริสต์ ยอห์น 6:26-29
26พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ท่านทั้งหลายตามหาเรามิใช่เพราะได้เห็นหมายสำคัญ   แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม 27อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป   แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่คืออาหารแห่งชีวิตนิรันดร์   ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน   เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว” 28แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า   “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด   จึงจะทำงานของพระเจ้าได้” 29พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “งานของพระเจ้านั้น   คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา”

 

 

ี้

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org