ในชีวิตของเราแต่ละคน มีใครที่ฟังเรา หรือใครที่เราฟังเขา และมีใครที่ไม่ฟังเรา และใครที่เราไม่ฟังเขา คุณมีคนนั้นในชีวิตหรือไม่ บางคนอาจพูดว่า เวลาฉันพูดทุกคนต้องฟัง แต่เวลาคนอื่นพูดฉันไม่ฟัง ในพจนานุกรมได้นิยามคำว่า “ฟัง” คือการรับเสียงด้วยหู และยังมีความหมายถึงการเชื่อฟัง การไม่ฟัง อาจหมายถึงการไม่เชื่อฟัง เช่น เด็กไม่ค่อยฟังพูดใหญ่ หรือลูกไม่ค่อยฟังพ่อแม่ แต่ “ฟัง” ในภาษากรีก มีความหมายถึงความเข้าใจในสิ่งที่ได้ยินเป็นเสียง เป็นภาษา เป็นสำเนียง เป็นสำนวน เป็นนัย นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ก็จะสามารถเข้าใจ ถ้าฟังจริงๆ ไม่ว่าสิ่งที่ฟังมานั้นจะมาจากเจตนาดีหรือเจตนาร้าย แอบแฝงหรือเปิดเผย สามารถเข้าใจถูก ยากอบ 1:1919ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงทราบข้อนี้ จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ รากศัพท์คำว่า “ไว” นี้ แปลว่า เตรียมพร้อม คนที่ไม่พร้อมจะรับฟัง คือคนที่ไม่พร้อมจะเข้าใจ ไวในการฟัง คือการพร้อมที่จะเข้าใจ มีสำนวนหนึ่งในภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยว่า คุณไม่สามารถติดตามสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่สามารถได้ยินสิ่งที่ไม่เคยฟัง ไม่สามารถเชื่อฟัง สิ่งที่ไม่รู้จัก เป็นคำอธิบายถึงการติดอยู่กับสิ่งที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้เชื่อมาก่อนจนกลายเป็นพันธนาการทางด้านความคิดความรู้สึกจะกลายเป็นอุปสรรคทำให้เราไม่สามารถรับฟังคนอื่นหรือไม่ พระเยซูคริสต์ตรัสใน ยอห์น 8:32 ท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” สัจจะแปลว่าความจริง ความจริงที่ทำให้เราเป็นไทที่จะรับฟัง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับชีวิตจริง กับชีวิตแท้ว่าเป็นอย่างไร ชีวิตจริง หมายถึงการไม่ได้อยู่ในโลกแห่งการสมมุติ โลกแห่งการหลอกลวง โลกแห่งการโกหกไปวันๆ หรือผลักภาระออกไปข้างหน้า และชีวิตแท้คือชีวิตที่ครบบริบูรณ์ ที่เผชิญกับทุกสิ่งได้ แม้ชีวิตจริงจะมีปัญหา มีมากหรือมีไม่มาก ชีวิตไม่ขาดแคลน เหือดแห้งทางด้านจิตใจและวิญญาณ ซึ่งพระเยซูคริสต์ได้นำเสนอแก่มนุษย์ทั้งโลกว่า ยอห์น 14:6 6.“.....เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ยอห์น10:10 ..เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ บทเรียนในหนังสือยอห์นซีรี่ส์วันนี้ สำหรับการดำเนินชีวิตในความจริงอย่างพระเยซูคริสต์ ทำให้พระองค์เป็นผู้อยู่เหนือการตัดสิน กล่าวโทษของมนุษย์ ยอห์น 18:28-40;19:1-22
28 เขาก็ได้พาพระเยซูออกไปจากบ้านของคายาฟาส ไปยังศาลปรีโทเรียมเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่ได้เข้าไปในศาลปรีโทเรียม เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้ 29ปีลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้น แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้” 30เขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย พวกข้าพเจ้าก็คงจะไม่มอบเขาไว้กับท่าน” 31ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย” 32ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซู ซึ่งตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร 33ปีลาตจึงเข้าไปในศาลปรีโทเรียมอีก และเรียกพระเยซูมาทูลถามว่า “ท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ” 34พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านถามอย่างนั้นตามความเข้าใจของท่านเองหรือ หรือว่าคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา” 35ปีลาตทูลตอบว่า “เราเป็นยิวหรือ ชนชาติของท่านเอง และพวกมหาปุโรหิตได้อายัดท่านไว้กับเรา ท่านทำผิดอะไร” 36พระเยซูตรัสตอบว่า “ราชอำนาจของเรามิได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะได้ต่อสู้ไม่ให้เราตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเรามิได้มาจากโลกนี้” 37ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านก็เป็นกษัตริย์น่ะซี” พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา” 38ปีลาตทูลถามพระองค์ว่า “สัจจะคืออะไร” เมื่อถามดังนั้นแล้วท่านก็ออกไปหาพวกยิวอีก และบอกเขาว่า “เราไม่เห็นคนนั้นมีความผิด 39 แต่พวกท่านมีธรรมเนียมให้เราปล่อยคนหนึ่งให้แก่ท่านในเทศกาลปัสกา ท่านจะให้เราปล่อยกษัตริย์ของพวกยิวให้แก่ท่านหรือ” 40คนทั้งหลายจึงร้องขึ้นอีกว่า “อย่าปล่อยคนนี้ แต่จงปล่อยบารับบัส” บารับบัสเป็นโจร ยอห์น 19:1-22 1ปีลาตจึงเอาพระเยซูไปให้โบยตี 2และพวกทหารก็เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรของพระองค์ และให้พระองค์สวมเสื้อสีม่วง 3แล้วเขาก็มาหาพระองค์ทูลว่า “ท่านกษัตริย์ของพวกยิว ขอทรงพระเจริญ” และเขาก็ตบพระพักตร์พระองค์ 4ปีลาตก็ออกไปอีกและกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ดูเถิด เราพาคนนี้ออกมามอบให้ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านรู้ว่าเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดสิ่งใดเลย” 5พระเยซูจึงเสด็จออกมาทรงมงกุฎทำด้วยหนามและทรงเสื้อสีม่วง ปีลาตจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “คนนี้อย่างไรล่ะ” 6เมื่อพวกมหาปุโรหิตและพวกเจ้าหน้าที่ได้เห็นพระองค์ เขาทั้งหลายร้องอึงว่า “ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย” ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านเอาเขาไปตรึงเองเถิด เพราะเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดเลย” 7พวกยิวตอบท่านว่า “พวกเรามีกฎหมาย และตามกฎหมายนั้นเขาควรจะตาย เพราะเขาได้ตั้งตัวเป็นพระบุตรของพระเจ้า” 8ครั้นปีลาตได้ยินดังนั้นท่านก็ตกใจกลัวมากขึ้น 9ท่านเข้าไปในศาลปรีโทเรียมอีก และทูลพระเยซูว่า “ท่านมาจากไหน” แต่พระเยซูมิได้ตรัสตอบประการใด 10ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจะไม่พูดกับเราหรือ ท่านไม่รู้หรือว่าเรามีอำนาจที่จะปล่อยท่าน และมีอำนาจที่จะตรึงท่านที่กางเขนได้” 11พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “ท่านจะมีอำนาจเหนือเราไม่ได้ นอกจากจะประทานจากเบื้องบนให้แก่ท่าน เหตุฉะนั้นผู้ที่อายัดเราไว้กับท่าน จึงมีความผิดมากกว่าท่าน” 12ตั้งแต่นั้นไป ปีลาตก็หาโอกาสที่จะปล่อยพระองค์ แต่พวกยิวร้องอึงว่า “ถ้าท่านปล่อยชายคนนี้ ท่านก็ไม่ใช่มิตรของซีซาร์ ทุกคนที่ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ก็เป็นปฏิปักษ์ต่อซีซาร์” 13เมื่อปีลาตได้ยินดังนั้น ท่านจึงพาพระเยซูออกมา แล้วนั่งบัลลังก์พิพากษา ณ ที่เรียกว่า ลานปูศิลา ภาษาฮีบรูเรียกว่ากับบาธา 14วันนั้นเป็นวันเตรียมปัสกา เวลาประมาณเที่ยง ท่านพูดกับพวกยิวว่า “นี่คือกษัตริย์ของท่านทั้งหลาย” 15เขาทั้งหลายร้องอึงว่า “เอาเขาไปเสีย เอาเขาไปเสีย ตรึงเขาเสียที่กางเขน” ปีลาตพูดกับเขาว่า “ท่านจะให้เราตรึงกษัตริย์ของท่านทั้งหลายที่กางเขนหรือ” พวกมหาปุโรหิตตอบว่า “เว้นแต่ซีซาร์แล้วเราไม่มีกษัตริย์” 16แล้วปีลาตก็มอบพระองค์ให้เขาพาไปตรึงที่กางเขน 17 เขาจึงพาพระเยซูไป และพระองค์ทรงแบกกางเขนของพระองค์ไปยังที่ซึ่งเรียกว่า กะโหลกศีรษะ ภาษาฮีบรูเรียกว่า กลโกธา 18ณ ที่นั้นเขาตรึงพระองค์ไว้ที่กางเขนกับคนอีกสองคน คนละข้างและพระเยซูทรงอยู่กลาง 19ปีลาตให้เขียนป้ายติดไว้บนกางเขนอ่านว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธกษัตริย์ของพวกยิว” 20พวกยิวเป็นอันมากได้อ่านป้ายนี้ เพราะที่ซึ่งเขาตรึงพระเยซูนั้นอยู่ใกล้กับกรุง และป้ายนั้นเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรู ภาษาลาตินและภาษากรีก 21ฉะนั้นพวกมหาปุโรหิตของพวกยิวจึงเรียนปีลาตว่า “ขออย่าเขียนว่า 'กษัตริย์ของพวกยิว' แต่ขอเขียนว่า 'คนนี้บอกว่า เราเป็นกษัตริย์ของพวกยิว' ” 22ปีลาตตอบว่า “สิ่งใดที่เราเขียนแล้ว ก็แล้วไป”
1. ความจริงทำให้เรารับแรงกดดันต่างๆได้ ยอห์น 18:28-38
28 เขาก็ได้พาพระเยซูออกไปจากบ้านของคายาฟาส ไปยังศาลปรีโทเรียมเป็นเวลาเช้าตรู่ พวกเขาเองไม่ได้เข้าไปในศาลปรีโทเรียม เพื่อไม่ให้เป็นมลทินและจะได้กินปัสกาได้ 29ปีลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้น แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้” 30เขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย พวกข้าพเจ้าก็คงจะไม่มอบเขาไว้กับท่าน” 31ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย” 32ทั้งนี้เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสของพระเยซู ซึ่งตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์อย่างไร 33ปีลาตจึงเข้าไปในศาลปรีโทเรียมอีก และเรียกพระเยซูมาทูลถามว่า “ท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ” 34พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านถามอย่างนั้นตามความเข้าใจของท่านเองหรือ หรือว่าคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา” 35ปีลาตทูลตอบว่า “เราเป็นยิวหรือ ชนชาติของท่านเอง และพวกมหาปุโรหิตได้อายัดท่านไว้กับเรา ท่านทำผิดอะไร” 36พระเยซูตรัสตอบว่า “ราชอำนาจของเรามิได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะได้ต่อสู้ไม่ให้เราตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเรามิได้มาจากโลกนี้” 37ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านก็เป็นกษัตริย์น่ะซี” พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา” 38ปีลาตทูลถามพระองค์ว่า “สัจจะคืออะไร” เมื่อถามดังนั้นแล้วท่านก็ออกไปหาพวกยิวอีก และบอกเขาว่า “เราไม่เห็นคนนั้นมีความผิด
ก่อนหน้านี้ พระเยซูคริสต์ถูกจับไปที่บ้านมหาปุโรหิตอันนาส และพาไปต่อที่บ้านมหาปุโรหิตประจำการ คายฟาส บันทึกในยอห์นตอนนี้ กล่าวถึงช่วงเวลาหลังเปโตรถูกจับโกหกสามครั้งและไก่ขันสามครั้ง เป็นเวลาเช้าตรู่ พวกมหาปุโรหิตได้พาพระเยซูคริสต์จากบ้านคายฟาสไปยังศาลปริโทเรียม (ป้อมแอนโทเนีย) เป็นวังที่อยู่ของปิลาต ซึ่งเป็นผู้ว่าการของโรมัน ตามบทบัญญัติยิว เมื่อคนยิวเข้าไปในบ้านคนต่างชาติจะทำให้เขาเป็นมลทิน และเข้าร่วมในพิธีทางศาสนาไม่ได้ ผลก็คือ เขาจะเข้าไปนมัสการในพระวิหารหรือร่วมในงานเลี้ยงฉลองไม่ได้ด้วย คนเหล่านี้กลัวว่าพวกตนจะมีมลทิน จึงอยู่นอกบ้านซึ่งพวกเขานำพระเยซูไปสอบสวน พวกเขายังคงแสร้างทำตามกฏศาสนาอย่างเคร่งครัดในขณะที่วางแผนฆาตกรรมและทรยศหลอกลวงอยู่ในใจ ปิลาตรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เขารู้ว่าผู้นำทางศาสนายิวเกลียดชังพระเยซู ปิลาตไม่อยากให้พวกนั้นใช้เขาเป็นเครื่องมือฆ่าพระเยซู พวกเขาไม่สามารถตัดสินประหารชีวิตพระเยซูได้เอง ต้องให้ผู้นำโรมันอนุมัติก่อน เขาจึงพาพระเยซูมาหาปิลาต 29ปีลาตจึงออกมาหาเขาเหล่านั้น แล้วถามว่า “พวกท่านมีเรื่องอะไรมาฟ้องคนนี้” 30เขาตอบท่านว่า “ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ร้าย พวกข้าพเจ้าก็คงจะไม่มอบเขาไว้กับท่าน” 31ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านจงเอาคนนี้ไปพิพากษาตามกฎหมายของท่านเถิด” พวกยิวจึงเรียนท่านว่า “การที่พวกข้าพเจ้าจะประหารชีวิตคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการผิดกฎหมาย” การโต้ตอบระหว่างพวกมหาปุโรหิต แสดงให้เห็นว่า ยิวก็ไม่ชอบปิลาตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากปิลาตเป็นคนของทางการโรม และเก็บส่วยจากยิวไปสร้างท่อส่งน้ำ การคุยกันจึงออกมาแบบไม่อยากยุ่งเรื่องของกันและกันถ้าไม่จำเป็น แต่ครั้งนี้จำเป็น เพราะพวกมหาปุโรหิตต้องการให้พระเยซูตาย ปิลาตอ้างกฏหมายของยิว แต่พวกปุโรหิตอ้างกฏหมายโรม ที่นี่เราจะเห็นการอ้างกฏหมายของทั้งสองฝ่ายที่แตกต่างกัน ความจริง พวกมหาปุโรหิตก็ไม่ต้องการยอมรับกฏหมายของโรม เพราะอิสราเอลเป็นอาณานิคม ยิวไม่ชอบอยู่แล้ว กฏหมายโรมจะโหดและเอาประโยชน์จากยิว แต่เพราะพวกปุโรหิตต้องการกำจัดพระเยซู เมื่อปิลาตเริ่มไต่สวนพระเยซูด้วยคำถามว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกยิวหรือ ซึ่งเป็นคำถามที่มาจากข้อกล่าวหา ในข้อ 34 34พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านถามอย่างนั้นตามความเข้าใจของท่านเองหรือ หรือว่าคนอื่นบอกท่านถึงเรื่องของเรา” พระเยซูกำลังถามความจริงจากปิลาต ว่า ปิลาตรู้จริง หรือรู้เท็จ จึงทำให้ปิลาตแก้ตัวกับพระเยซูคริสต์ว่า เขาไม่ใช่ยิว (คือความจริง) เป็นชนชาติของพระเยซูเอง (คือความจริง) พวกยิวได้อายัดพระเยซูไว้กับปิลาต (จริง) และความจริงท่านทำผิดอะไร ปิลาตโต้ตอบพระเยซูด้วยความจริง ที่เขามองเห็นพระเยซู ได้ยินพระเยซู เชื่อว่าพระเยซูถูกกล่าวหา ถูกจับมา แต่ปิลาตก็ยังถามพระเยซูว่า ทำผิดอะไร (เพราะพวกปุโรหิต เรียกพระเยซูว่า ผู้ร้าย) ซึ่งเป็นการแสดงออกของพวกปุโรหิตที่ไม่ชอบพระเยซู อิจฉาพระองค์ มาระโก 15:9-10 9ปีลาตได้ถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายปรารถนาจะให้เราปล่อยกษัตริย์ของพวกยิวหรือ” 10เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่า พวกมหาปุโรหิตได้อายัดพระองค์ไว้ด้วยความอิจฉา บทเรียนที่นี่ คือ ความไม่ชอบในชีวิตของเรา เราอาจมองคนอื่นเป็นผู้ร้าย เพียงเพราะไม่ชอบหรืออิจฉา มาระโก 7:20-23 20พระองค์ตรัสว่า “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน 21เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย 22การโลภ ความอธรรม การล่อลวงเขา ราคะตัณหา อิจฉาตาร้อน การใส่ร้าย ความเย่อหยิ่ง ความบัดซบ 23สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายใน และทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” เราจะเห็นพระคัมภีร์เรียงลำดับความอิจฉาใกล้กับการใส่ร้าย นั่นคือ ทำให้ผู้อื่นเป็นผู้ร้าย ตัวเองเป็นคนดี พระเยซูคริสต์ทรงตอบปิลาตเรื่องความจริงเกี่ยวกับพระองค์ว่า 36 “ราชอำนาจของเรามิได้เป็นของโลกนี้ ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้ คนของเราก็คงจะได้ต่อสู้ไม่ให้เราตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกยิว แต่ราชอำนาจของเรามิได้มาจากโลกนี้” คำว่าราชอำนาจ มาจากคำว่า Kingdom แปลว่า ราชอาณาจักร หรือแผ่นดินของพระองค์ เราจะพบคำนี้ถูกใช้โดยพระเยซูคริสต์บ่อยๆ ซึ่งพระองค์อธิบายถึงจิตใจของคนที่ถูกครอบครองโดยพระเจ้า จะมีทัศนคติใหม่ เป็นผู้สร้างสันติมากกว่าสร้างสงคราม เป็นผู้ที่รักเหมือนพระเจ้ารัก สุภาพอ่อนโยนและมีความกรุณาเมตตาต่อคนอื่น ส่วนอำนาจของโลกนี้ มักจะใช้กำลังเข้าแย่งชิงและห้ำหั่นทำลายล้าง ซึ่งไม่ใช่วิถีแห่งการใช้อำนาจของพระเยซูคริสต์ เราจะเห็นได้จากตอนที่ยูดาสนำคนมาจับพระเยซูคริสต์ในส่วนเกธเสมนี และเปโตรเอาดาบฟันหูทาสคนหนึ่งขาด แต่พระเยซูทรงรักษาต่อหูให้กับทาสนั้น และสั่งเปโตรให้เก็บดาบ พร้อมกับตรัสว่า เป็นสำนวนว่า เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าให้พระองค์อยู่ในเงื้อมมือของพวกยิว เมื่อพระเยซูตอบปิลาตเกี่ยวกับอำนาจ 37ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านก็เป็นกษัตริย์น่ะซี” พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา” 38ปีลาตทูลถามพระองค์ว่า “สัจจะคืออะไร” คำถามที่สองของปิลาตยังคงกดดันเหมือนเดิม คือ พระเยซูเป็นกษัตริย์หรือ การโต้ตอบระหว่างพระเยซูคริสต์ยังคงอยู่ในเนื้อเรื่องของสัจจะ (ความจริง) การเกิดมาของพระเยซูและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่ความจริง อำนาจที่พระเยซูคริสต์ใช้ในการทำให้คนมากมายฟังพระองค์ คือ ความจริง ชีวิตจริง เราได้ยินคำพยานของคนมากมายที่ได้ฟังสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัส ทำให้ชีวิตของคนมากมายเดินออกจากมุมมืด เข้าสู่ความสว่าง ยอมรับความจริงของชีวิต แม้ความจริงนั้นจะทำให้เจ็บปวด แต่ก็หายจากความเจ็บปวดได้โดยพระเยซู ถ้าเราอยากให้คนฟังเรา เราต้องพูดความจริง หากเรากำลังตั้งคำถามเหมือนกับปิลาตว่า สัจจะคืออะไร เป็นสำนวนเดียวกันกับที่ปิลาตบอกพระเยซูว่า เขาไม่สนใจว่า ความจริงคืออะไร เขาสนใจแต่ว่าอะไรก็ได้ที่คนส่วนมากเห็นพ้องด้วย หรือ อะไรก็ได้ที่ช่วยให้เขามีอำนาจมากขึ้น หรือก้าวหน้าขึ้น นี่คือการเบี่ยงเบน หรือหลอกตัวเองและหลอกคนรอบข้างให้อยู่ในเหตุผลจอมปลอม ซึ่งต่อต้านความรู้ของพระเจ้า 2โครินธ์ 10:3-5 3เพราะว่า ถึงแม้ว่าเราอยู่ในโลกก็จริง แต่เราก็มิได้สู้รบตามโลกียวิสัย 4เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้ 5คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ นื่คือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์พูดกับปิลาตว่า คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา เป็นการต่อสู้ที่ใช้ความจริงของพระเจ้าสู้กับความชั่วร้าย เอเฟซัส 6:12-17 12เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ 13เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้ 14เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก 15และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า 16และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย พระคัมภีร์บอกเราว่า ชีวิตมนุษย์เราจะพบกับแรงต้านแรงกดดัน เพื่อให้เราล้มลงในที่สุด และแรงต้านเหล่านั้น ไม่ได้มาจากเนื้อหนังความอยากของตัวเราฝ่ายเดียว ยังมีแรงต้านมาจากสิ่งที่เป็นอำนาจเหนือความเป็นมนุษย์ของเรา คือเหล่าวิญญาณต่างๆในลำดับชั้นของโลกนี้ ความจริงของพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในชีวิตคริสเตียนคือ โรม 8:31 31.... ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา คำว่า ขัดขวาง มาจากภาษาที่แปลว่า แรงต้าน พระเจ้าทรงเป็นแรงที่เหนือความจำกัดของเราเพื่อรับการกดดันหรือแรงต้านได้
2. ทำให้เราอยู่ในทางเลือกที่ยากลำบากได้ ยอห์น 18:39-40;19:1-11
39 แต่พวกท่านมีธรรมเนียมให้เราปล่อยคนหนึ่งให้แก่ท่านในเทศกาลปัสกา ท่านจะให้เราปล่อยกษัตริย์ของพวกยิวให้แก่ท่านหรือ” 40คนทั้งหลายจึงร้องขึ้นอีกว่า “อย่าปล่อยคนนี้ แต่จงปล่อยบารับบัส” บารับบัสเป็นโจร ยอห์น 19:1-22 1ปีลาตจึงเอาพระเยซูไปให้โบยตี 2และพวกทหารก็เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรของพระองค์ และให้พระองค์สวมเสื้อสีม่วง 3แล้วเขาก็มาหาพระองค์ทูลว่า “ท่านกษัตริย์ของพวกยิว ขอทรงพระเจริญ” และเขาก็ตบพระพักตร์พระองค์ 4ปีลาตก็ออกไปอีกและกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ดูเถิด เราพาคนนี้ออกมามอบให้ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านรู้ว่าเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดสิ่งใดเลย” 5พระเยซูจึงเสด็จออกมาทรงมงกุฎทำด้วยหนามและทรงเสื้อสีม่วง ปีลาตจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “คนนี้อย่างไรล่ะ” 6เมื่อพวกมหาปุโรหิตและพวกเจ้าหน้าที่ได้เห็นพระองค์ เขาทั้งหลายร้องอึงว่า “ตรึงเขาเสีย ตรึงเขาเสีย” ปีลาตกล่าวแก่เขาว่า “พวกท่านเอาเขาไปตรึงเองเถิด เพราะเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดเลย” 7พวกยิวตอบท่านว่า “พวกเรามีกฎหมาย และตามกฎหมายนั้นเขาควรจะตาย เพราะเขาได้ตั้งตัวเป็นพระบุตรของพระเจ้า” 8ครั้นปีลาตได้ยินดังนั้นท่านก็ตกใจกลัวมากขึ้น 9ท่านเข้าไปในศาลปรีโทเรียมอีก และทูลพระเยซูว่า “ท่านมาจากไหน” แต่พระเยซูมิได้ตรัสตอบประการใด 10ปีลาตจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านจะไม่พูดกับเราหรือ ท่านไม่รู้หรือว่าเรามีอำนาจที่จะปล่อยท่าน และมีอำนาจที่จะตรึงท่านที่กางเขนได้” 11พระเยซูตรัสตอบท่านว่า “ท่านจะมีอำนาจเหนือเราไม่ได้ นอกจากจะประทานจากเบื้องบนให้แก่ท่าน เหตุฉะนั้นผู้ที่อายัดเราไว้กับท่าน จึงมีความผิดมากกว่าท่าน”
มีสำนวนไทยกล่าวว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว อย่าหลิ่วตาตาม ความหมายก็คือ อย่าให้คนส่วนใหญ่ มีอิทธิพลทำให้เราเปลี่ยนจุดยืน จุดยืนของปิลาตที่เมื่อแรกดูเหมือนอยู่บนความจริงในฐานะผู้ตัดสินคนทำผิด แต่ตอนนี้พยายามหาทางออกโดยโยนการตัดสินให้กับมวลชน เขาไม่ตัดสินเอง ซึ่งเข้าทางของพวกมหาปุโรหิต นี่เป็นการเมืองในยุคนั้น เพราะฉะนั้น การใช้เสียงคนจำนวนมากจึงสามารถบังคับศาลปรีโทเรียมให้อยู่ในอำนาจของตนเองได้ เราจึงเห็นสภาพของปิลาตที่สูญเสียอำนาจพยายามประนีประนอมกับประชาชน โดยการเอาพระเยซูไปเฆี่ยนเพื่อจะมอบพระเยซูคริสต์ไปให้เขาฆ่า ปากของปิลาตก็พูดว่า พระเยซูไม่มีความผิด แต่ในฐานะของผู้ว่าการ ปิลาตไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องประชาชนที่รู้อยู่เต็มอกว่าถูกใส่ร้าย แต่คำถามของปิลาตพยายามพูดข้อกล่าวหาของพวกมหาปุโรหิต และปล่อยให้พวกทหารของตนเองล้อเลียนพระเยซูว่า เป็นกษัตริย์ของพวกยิว เสียงร้องให้ตรึงพระเยซูจากฝูงชน ทำให้ปิลาตเสียจุดยืน ขัดกับคำพูดของตัวเองที่ว่า พระเยซูไม่มีความผิด แต่ปากก็พูดว่า เอาพระเยซูไปตรึงเอง เป็นคำพูดที่ขัดกันในประโยคเดียวกัน และยังขัดกันกับกฏหมายของโรมัน ประหารคนที่ไม่มีความผิดถึงตาย จะว่า ปิลาตตั้งใจเพื่อให้ยิวรู้ว่า สิ่งที่ทำนี้ขัดต่อกฏหมายโรม ปิลาตไม่มีความจริงของพระเยซูคริสต์ในการต้านกับกระแสคนจำนวนมากได้ ทำให้เขาสูญเสียแม้กระทั่งอำนาจที่อยู่ในมือของเขาและต้องยอมทำตามความต้องการที่ไร้คุณธรรม การเสียจุดยืนเป็นช่องเพิ่มความกลัวมากขึ้นแก่ปิลาตเองเมื่อ ข้อ 7 7พวกยิวตอบท่านว่า “พวกเรามีกฎหมาย และตามกฎหมายนั้นเขาควรจะตาย เพราะเขาได้ตั้งตัวเป็นพระบุตรของพระเจ้า” 8ครั้นปีลาตได้ยินดังนั้นท่านก็ตกใจกลัวมากขึ้น ข้อกล่าวหาเรื่องกษัตริย์ เพิ่มน้ำหนักเป็นการตั้งตัวเป็นบุตรของพระเจ้า ยิ่งทำให้ปิลาตกลัวมากขึ้น จึงย้อนกลับไปถามพระเยซูว่าพระองค์มาจากไหน แต่พระเยซูไม่ตอบปิลาตแล้ว เพราะปิลาตเสียจุดยืนไปแล้ว ในการเสียจุดยืน ทำให้คนที่เคยมีเหตุผลกลายเป็นคนใช้อำนาจเพื่อข่มขู่พระเยซูว่า เขามีอำนาจที่จะปล่อยพระเยซู เราได้เห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป จากคนที่มีเหตุผลใช้ความจริง เป็นใช้อำนาจเพื่อให้พระเยซูพูดกับเขา การไม่พูดของพระเยซูคือการบอกว่าพระองค์เลือกที่จะถูกตรึงที่กางเขน แต่ปิลาตไม่มีอำนาจในการเลือก ด้วยอำนาจได้ตกเป็นของมวลชนไปแล้ว ปิลาตเป็นตัวอย่างของความไม่มั่นคง และหันไปเหมาตามลมปากของมนุษย์ ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตคริสเตียนที่มีความจริงของพระเยซูคริสต์ซึ่งจะนำเราก้าวสู่ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ มีความรู้ มีเหตุผล และแก้ปัญหาด้วยปัญญา เอเฟซัส 4:13-1513จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ 14เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง 15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ พระเยซูคริสต์พูดกับปิลาต 11“ท่านจะมีอำนาจเหนือเราไม่ได้ นอกจากจะประทานจากเบื้องบนให้แก่ท่าน เหตุฉะนั้นผู้ที่อายัดเราไว้กับท่าน จึงมีความผิดมากกว่าท่าน” ตัวปิลาตก็มีความผิดในการเพิกเฉยในสิ่งที่ปิลาตควรทำแต่ไม่ยอมทำภายใต้อำนาจที่ปิลาตมี และปิลาตได้เอาอำนาจมาใช้เพียงเพื่อโอ้อวดกับพระเยซูเท่านั้น ยากอบ 4:16-17 16ตามความจริงท่านทั้งหลายโอ้อวดด้วยความทะนงตน การโอ้อวดทุกอย่างเช่นนี้เป็นความชั่ว 17เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป
3. สุดท้ายผู้ที่ไม่รับฟังต้องจำนนความจริงของพระเยซูคริสต์ ยอห์น 19:12-22
12ตั้งแต่นั้นไป ปีลาตก็หาโอกาสที่จะปล่อยพระองค์ แต่พวกยิวร้องอึงว่า “ถ้าท่านปล่อยชายคนนี้ ท่านก็ไม่ใช่มิตรของซีซาร์ ทุกคนที่ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ก็เป็นปฏิปักษ์ต่อซีซาร์” 13เมื่อปีลาตได้ยินดังนั้น ท่านจึงพาพระเยซูออกมา แล้วนั่งบัลลังก์พิพากษา ณ ที่เรียกว่า ลานปูศิลา ภาษาฮีบรูเรียกว่ากับบาธา 14วันนั้นเป็นวันเตรียมปัสกา เวลาประมาณเที่ยง ท่านพูดกับพวกยิวว่า “นี่คือกษัตริย์ของท่านทั้งหลาย” 15เขาทั้งหลายร้องอึงว่า “เอาเขาไปเสีย เอาเขาไปเสีย ตรึงเขาเสียที่กางเขน” ปีลาตพูดกับเขาว่า “ท่านจะให้เราตรึงกษัตริย์ของท่านทั้งหลายที่กางเขนหรือ” พวกมหาปุโรหิตตอบว่า “เว้นแต่ซีซาร์แล้วเราไม่มีกษัตริย์” 16แล้วปีลาตก็มอบพระองค์ให้เขาพาไปตรึงที่กางเขน 17 เขาจึงพาพระเยซูไป และพระองค์ทรงแบกกางเขนของพระองค์ไปยังที่ซึ่งเรียกว่า กะโหลกศีรษะ ภาษาฮีบรูเรียกว่า กลโกธา 18ณ ที่นั้นเขาตรึงพระองค์ไว้ที่กางเขนกับคนอีกสองคน คนละข้างและพระเยซูทรงอยู่กลาง 19ปีลาตให้เขียนป้ายติดไว้บนกางเขนอ่านว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธกษัตริย์ของพวกยิว” 20พวกยิวเป็นอันมากได้อ่านป้ายนี้ เพราะที่ซึ่งเขาตรึงพระเยซูนั้นอยู่ใกล้กับกรุง และป้ายนั้นเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรู ภาษาลาตินและภาษากรีก 21ฉะนั้นพวกมหาปุโรหิตของพวกยิวจึงเรียนปีลาตว่า “ขออย่าเขียนว่า 'กษัตริย์ของพวกยิว' แต่ขอเขียนว่า 'คนนี้บอกว่า เราเป็นกษัตริย์ของพวกยิว' ” 22ปีลาตตอบว่า “สิ่งใดที่เราเขียนแล้ว ก็แล้วไป”
พวกมหาปุโรหิตไม่ยอมรับการเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซูคริสต์ ไม่ยอมรับฟังความจริงของพระองค์ ทำให้เกิดความพยายามที่จะหาเหตุเพื่อทำลายความจริงของพระเจ้า ด้วยการกล่าวหาว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ต่อต้านกษัตริย์ซีซาร์ พวกมหาปุโรหิตพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ปิลาตยอมทำตามด้วยไม้ตายสุดท้ายคือ ทำห้ปิลาตกลายเป็นศัตรูกับซีซาร์ หากปิลาตต้องการปล่อยพระเยซู ปิลาตก็เป็นศัตรูกับซีซาร์ ความจริง คนยิวไม่เคยคิดว่า ซีซาร์เป็นมิตรกับเขา ซึ่งวิธีการทำให้คนเป็นศัตรูกันกับซีซาร์ ได้เคยทำมาแล้ว เมื่อพวกฟาริสีต้องการจับผิดพระเยซู โดยการตั้งคำถามว่า มัทธิว 22:15-22 15 ขณะนั้นพวกฟาริสีไปปรึกษากันวางแผนว่า จะจับผิดในถ้อยคำของพระองค์ให้ได้ 16จึงใช้พวกศิษย์ของตนกับพวกเฮโรดให้ไปทูลพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่ว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อ ได้สั่งสอนทางของพระเจ้าจริงๆ โดยมิได้เอาใจผู้ใด เพราะท่านมิได้เห็นแก่หน้าผู้ใด 17เหตุฉะนั้นขอโปรดให้พวกข้าพเจ้าทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร การที่จะส่งส่วยให้แก่จักรพรรดิซีซาร์นั้น ควรหรือไม่” 18พระเยซูทรงทราบเจตนาร้ายของเขาจึงตรัสว่า “โอ คนหน้าซื่อใจคด มาจับผิดเราทำไม 19จงเอาเงินที่จะเสียส่วยนั้นมาให้เราดูก่อน” เขาจึงเอาเดนาริอันเหรียญหนึ่งถวายพระองค์ 20พระองค์ตรัสถามเขาว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” 21เขาทูลว่า “ของซีซาร์” แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เหตุฉะนั้น ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” 22คำตรัสตอบของพระองค์นั้น พวกเขานึกไม่ถึง จึงพากันกลับไป ละพระองค์ไว้ การจับผิดครั้งนี้ เพื่อให้คนยิวต่อต้านพระเยซูหากพระองค์ตอบว่า ต้องส่งส่วยให้ซีซาร์ เหมือนกับที่คนเก็บภาษีเป็นที่รังเกียจของประชาชนเพราะเป็นข้ารับใช้ให้กับอาณาจักรโรม แต่พระเยซูคริสต์ใช้ความจริงที่เป็นสติปัญญาหลุดออกจากกับดักได้ ปิลาตกำลังเจอกับดักอันเดียวกัน แต่ปิลาตตอบสนองด้วยความกลัว จึงทำให้ปิลาตติดกับที่ดิ้นไม่หลุด เพราะปิลาตกลัวอำนาจที่ตนได้รับจากซีซาร์จะถูกทำลายเอาคืนโดยซีซาร์ ดังนั้น ปิลาตจึงตัดสินพระเยซูให้ถูกตรึงที่กางเขน ตามที่พวกฟาริสีและพวกมหาปุโรหิตต้องการ ด้วยข้อกล่าวหาว่า พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของพวกยิว ซึ่งตรงนี้ พวกฟาริสีได้ใช้เหตุผลของการบีบบังคับปิลาต คือ การทิ้งจุดยืนทางศาสนาของตนด้วยการประกาศว่า พวกยิวไม่มีกษัตริย์อื่นใดนอกจากซีซาร์ ซึ่งเป็นการหลอกตัวอง และพาชนชาติทั้งหมดเข้าสู่ความรับผิดชอบที่หนักหนา คือ การทิ้งความหวังการรอคอยพระเมสสิยาห์ ผู้ที่จะเสด็จมาเพื่อปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล มัทธิว 27:24-2624เมื่อปีลาตเห็นว่าไม่ได้การมีแต่จะเกิดวุ่นวายขึ้น ก็เอาน้ำล้างมือต่อหน้าหมู่ชน แล้วว่า “เราไม่มีผิดด้วยเรื่องความตาย(คำเดิมตามตัวอักษร แปลว่า โลหิต) ของคนนี้ เจ้ารับธุระเอาเองเถิด” 25บรรดาหมู่ชนเรียนว่า “ให้ความผิดด้วยเรื่องความตายของเขาตกอยู่แก่เรา ทั้งบุตรของเราด้วย” แม้จะเทหมดหน้าตักเพื่อทำลายความจริงของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่เกิดมาในวันคริสตมาส ตามที่บันทึก มัทธิว2:1-2,9-11 1พระเยซูได้ทรงบังเกิดที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด ภายหลังมีพวกโหราจารย์จากทิศตะวันออกมายังกรุงเยรูซาเล็ม ถามว่า 2“กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน”.... ” 9โหราจารย์เหล่านั้น จึงไปตามรับสั่ง และดาวซึ่งเขาได้เห็นเมื่อปรากฏขึ้นนั้นก็ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น 10เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก 11ครั้นเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขา ออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ
ความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูคริสต์เริ่มตั้งแต่กำเนิดในวันคริสตมาส แม้พวกมหาปุโรหิตจะพยายามขจัดความเป็นกษัตริย์ด้วยการตรึงที่กางเขน แต่กลับกลายเป็นการประกาศการดำรงอยู่ยาวนานบนไม้กางเขนแก่คนทุกชาติทุกภาษาได้อ่านและรับรู้ทั่วกัน 19ปีลาตให้เขียนป้ายติดไว้บนกางเขนอ่านว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธกษัตริย์ของพวกยิว” 20พวกยิวเป็นอันมากได้อ่านป้ายนี้ เพราะที่ซึ่งเขาตรึงพระเยซูนั้นอยู่ใกล้กับกรุง และป้ายนั้นเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรู ภาษาลาตินและภาษากรีก 21ฉะนั้นพวกมหาปุโรหิตของพวกยิวจึงเรียนปีลาตว่า “ขออย่าเขียนว่า 'กษัตริย์ของพวกยิว' แต่ขอเขียนว่า 'คนนี้บอกว่า เราเป็นกษัตริย์ของพวกยิว' ” 22ปีลาตตอบว่า “สิ่งใดที่เราเขียนแล้ว ก็แล้วไป” จากไม่รู้เลยรู้กันทั่วเมือง และภาพที่พยากรณ์ไว้สำเร็จตามที่เขียนไว้ในหนังสืออิสยาห์ เยเรมีย์ และมีคาห์ ว่ากษัตริย์องค์ที่พวกยิวรอคอยจะต้องทนทุกข์ทรมานและตายอย่างไร ความจริงของพระเยซูคริสต์ได้เปิดเผยมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆจนผู้ที่ไม่รับฟังอย่างมหาปุโรหิตต้องถูกทำให้ต้องก้มหน้ายอมรับความเป็นกษัตริย์ของพระเยซู ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่พูดกับพ่อของเขาที่ต่อต้านและปฏิเสธเรื่องราวของพระเจ้าว่า วันนี้ คุณพ่อไม่รับพระเจ้า นั่นคือ เสรีภาพที่คุณพ่อยังมีอยู่ แต่วันหนึ่ง เมื่อความจริงปรากฏ ทุกคนที่จะต้องยอมรับพระเยซูคริสต์ในฐานะพระเจ้าด้วยการต้องก้มหน้ายอมรับ เพราะนี่คือความจริงที่ไม่ตาย และทุกวันนี้ มีคนมากมายทั่วโลกต่างรับฟังเสียงของพระเยซูอย่างต่อเนื่อง ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ของพวกเขาตลอดไป
|