|
|
|
| |
หัวข้อ“ฉุดรั้ง ผลักดันเหมือนพระเยซูคริสต์์์์์”
โดย ศจ. สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
|
|
| |
|
|
| |
ชีวิตของคนเรามีใครไม๊ ที่คอยฉุดรั้งเราจากหนทางชั่ว และผลักดันเราไปสู่ทางที่ดี หรือรอบตัวเรามีแต่คนที่ทำตรงกันข้าม เวลาอยากจะทำดี ก็ถูกฉุดรั้ง แต่เวลาอยากทำชั่วกลับยิ่งมีแรงส่ง มีลูกยุ ร่วมวง เช่นการนินทาชาวบ้าน ไม่มีใครพยายามฉุดรั้งห้ามปราม แต่กลับผสมโรงอย่างออกรสออกชาด อย่างนี้ไม่ใช่วิถีชีวิตคริสเตียน คำสอนของพระเยซูคริสต์ในมัทธิว 5:38-40 38 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาแทนตา และฟันแทนฟัน 39ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย 40ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาล เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาเสียด้วย 41ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร
พระคัมภีร์ตอนนี้มีทั้งการฉุดรั้งและการผลักดัน 1 เปโตร 3:9-12 9อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า แต่ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่เขา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงเรียกให้ท่านกระทำเช่นนั้น เพื่อท่านจะได้รับพระพร 10เพราะว่า
ผู้ที่จะรักชีวิต และปรารถนาที่จะเห็นวันดี ก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้นของตนไม่พูดสิ่งชั่ว และห้ามปากไม่ให้พูดเป็นอุบายล่อลวง
11ให้เขาละความชั่วและกระทำความดี ให้เขาใฝ่หาสันติสุขและมุ่งดำเนินไป 12เพราะว่าพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา แต่พระพักตร์ของพระองค์ไม่เป็นมิตรกับคนทั้งหลายที่ทำความชั่ว
คำตอบอยู่ในตอนท้ายของข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า พระพักตร์พระเจ้าไม่เป็นมิตรกับคนที่ทำความชั่ว โดยเฉพาะคนที่ฉุดรั้งคนจากความดี และผลักให้คนอยากทำความชั่ว บทเรียนในวันนี้ที่เราจะได้รับจากคำสอนขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าที่มีต่อสาวกที่ติดตามพระองค์ เป็นการเตรียมสาวกให้พร้อมที่จะรับใช้พระเจ้าในอนาคตอย่างเกิดผล ลูกา 5:27-39 27 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านั้นพระองค์ได้เสด็จออกไป และทรงเห็นคนเก็บภาษีคนหนึ่งชื่อเลวีนั่งอยู่ที่ด่านภาษี จึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” 28เขาก็สละสิ่งสารพัดทิ้ง ลุกขึ้นตามพระองค์ไป 29เลวีได้จัดให้มีการเลี้ยงใหญ่ในเรือนของตน เพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระองค์ มีคนมากมายเป็นคนเก็บภาษีและคนอื่นๆ มาร่วมสำรับด้วยกัน 30ฝ่ายพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ของเขากระซิบบ่นติพวกศิษย์ของพระองค์ว่า “เหตุไฉนพวกท่านมากินและดื่มด้วยกันกับพวกเก็บภาษีและพวกคนบาป” 31พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ 32เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่” 33 เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า “พวกศิษย์ของยอห์นถืออดอาหารเนืองๆ และอธิษฐานถือเป็นกิจวัตร และศิษย์ของพวกฟาริสีก็ถือเหมือนกัน แต่ศิษย์ของท่านกินและดื่ม” 34ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่เขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวอดอาหาร เมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ 35แต่จะมีวันหนึ่งเมื่อเจ้าบ่าวจะต้องจากสหายไป ในวันนั้นสหายจะถืออดอาหาร” 36พระองค์ยังตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งแก่เขาด้วยว่า “ไม่มีผู้ใดฉีกท่อนผ้าจากเสื้อใหม่มาปะเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้นเสื้อใหม่นั้นจะขาดเสียไป ทั้งท่อนผ้าที่เอามาจากเสื้อใหม่นั้นก็จะไม่สมกับเสื้อเก่าด้วย 37ไม่มีผู้ใดเอาน้ำองุ่นหมักใหม่มาใส่ไว้ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นน้ำองุ่นหมักจะทำให้ถุงหนังเก่าขาดไป และน้ำองุ่นจะรั่ว ถุงหนังก็จะเสียไปด้วย 38แต่น้ำองุ่นหมักใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่ 39ไม่มีผู้ใดเมื่อกินเหล้าองุ่นเก่าแล้ว จะอยากได้น้ำองุ่นหมักใหม่เพราะเขาย่อมว่า 'ของเก่านั้นดีแล้ว' ”
ในหนังสือลูกาบันทึกว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ คือการรักษาคนง่อยหาย และลุกขึ้นเดินแบกแคร่กลับบ้านเอง ผู้คนประหลาดใจกับสิ่งที่เขาได้เห็นการอัศจรรย์ พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จออกจากบ้านที่มีคนมาฟัง และเดินเข้าไปในย่านการค้า ซึ่งที่นั่น พระองค์ทรงเห็นชายคนเก็บภาษีคนหนึ่งกำลังนั่งเก็บภาษีอยู่ที่ด่านภาษี คนเก็บภาษี:ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ ผู้นี้มีหน้าที่เก็บภาษีเพื่อนำส่งรัฐบาลโรมัน แทนที่รัฐบาลโรมันจะเป็นผู้เก็บภาษีจากประชาชนโดยตรง รัฐบาลโรมันหาคนเก็บภาษีโดยการประมูล โดยผู้ประมูลได้จะเป็นตัวแทนไปเก็บภาษีตามแคว้นและเมืองต่างๆ ผู้ที่จะเข้ามาประมูลนั้นต้องมีฐานะดี เพราะเมื่อประมูลได้แล้วจะต้องทำสัญญานำเงินจำนวนที่ตกลงไว้มอบให้แก่รัฐบาลโรมัน พวกคนเก็บภาษีจะเก็บเงินจากประชาชนมากกว่าจำนวนที่ต้องนำส่งรัฐบาลโรมัน ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงรังเกียจเหยียดหยามพวกเขา เพราะขูดเลือดขูดเนื้อพี่น้องร่วมชาติโดยการนำรายได้ไปมอบให้แก่รัฐบาลโรมัน และถือว่าพวกนี้เป็นคนนอกศาสนา ใครคบค้ากับคนเก็บภาษีก็จะถูกดูถูกเหยียดหยามไปด้วย ชื่อเรียกคนเก็บภาษีก็ไม่ต่างจากการเรียกคนบาป เลวีในที่นี้ แปลว่า คนเก็บภาษี (ในภาษาอังกฤษใช้คำเดียวกัน Levi แปลว่า การจัดเก็บภาษี)ในหนังสือมัทธิว 9:9 ได้บันทึกว่า คนเก็บภาษีที่พระเยซูเรียกนั้น ชื่อ มัทธิว หนังสือมัทธิวบันทึกโดยตัวมัทธิวเอง เขาจึงเรียกตนเองตามชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ แต่ลูกาบันทึกด้วยชื่อที่คนอื่นตั้งฉายาให้ ความตั้งใจของลูกาในการบันทึกเรื่องราวนี้ เพื่อให้เราได้เห็นว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เยียวยาชีวิตของคน และความป่วยของคนไม่ได้อยู่ที่ร่างกายเท่านั้น แต่เป็นการป่วยของจิตวิญญาณ ก่อนหน้านี้ ลูกาได้บันทึกถึง คนง่อยที่ต้องให้คนแบกหามมาหาพระเยซูเพื่อรักษาอาการป่วยของร่างกาย แต่พระเยซูคริสต์ทรงมองลึกไปถึงรากของการเจ็บป่วยฝ่ายร่างกายนั้นมาจากความบาป ส่วนคนขาดีอย่างคนเก็บภาษีที่ไม่มีวันมาหาพระเยซู วันๆ เอาแต่นั่งที่ด่านเก็บภาษี เพราะทุกวินาทีเป็นเงินเป็นทอง พระเยซูทรงเดินไปหาเก็บภาษีเหมือนหมอที่เดินไปหาคนป่วย และเรียกเขาให้ออกมาจากสิ่งที่ทำให้เขาป่วย นั่นคือ จิตใจที่จดจ่อกับเงินทอง เมื่อไม่มีใครต้องการเขา เขาก็ไม่ต้องการใคร เงินทองเป็นคำตอบเดียวสำหรับคนเก็บภาษีคนนี้ พระเยซูคริสต์ทรงให้ความสนใจต่อคนเก็บภาษี ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นที่ไม่อยากให้ความสนใจคนที่สังคมปฏิเสธและไม่อยากอยู่ใกล้ มีตัวอย่างในยุคปัจจุบันของเรา การจอดรถริมถนน มีคนประเภทหนึ่งที่ทำตัวเป็นเจ้าของถนนคอยมาโบกรถ เพื่อขอเงิน เหมือนเขาเป็นเจ้าของถนน คนขับรถบางคนก็รำคาญ และไม่อยากให้ บางคนให้เพราะกลัวรถถูกขีดข่วน ไม่มีใครอยากให้ความสนใจกับคนประเภทนี้ เพราะรู้สึกว่า ไม่แฟร์ ที่มาคอยหากินกับถนนที่เป็นของหลวง บางคนจอดก็รีบไปไม่จ่ายตังค์ให้ และเมื่อคนโบกรถเหล่านี้ได้ตังค์ก็ไม่สนใจเรา เพราะตาของเขาคอยมองหาเหยื่อรายต่อไป ความรู้สึกของผู้คนที่เดินมาในยุคของพระเยซูคริสต์เวลานั้น ก็คล้ายๆกัน แต่คนเก็บภาษีคนนี้ หยุดสนใจเหยื่อ หยุดสนใจเงินทอง และตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเยซูที่ทรงตรัสกับเขาสั้นๆว่า “จงตามเรามา” พระองค์ทำได้อย่างไร ในขณะที่ภายนอกของพระเยซูคริสต์ก็มองดูเหมือนคนธรรมดาที่ไม่ร่ำรวย แถมอาจจะดูแล้วไม่ค่อยมีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน แต่พระองค์มีถ้อยคำ และถ้อยคำนั้น ทำให้คนเก็บภาษีคนนี้ ไม่เพียงเลิกสนใจสิ่งที่ตนเองรักแล้ว ยังทิ้งทุกอย่างตามพระองค์ไปได้ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า เสียงที่เรียกคนเก็บภาษีนี้ มีความเป็นมิตร ให้เกียรติ ไม่ตัดสิน และไม่เรียกชื่อฉายาของคนเก็บภาษี ไม่แสดงการดูถูกดูหมิ่น สิ่งที่คนในปัจจุบันกำลังขาดและกำลังเรียกร้องจากผู้คนใกล้ตัว นั่นคือ การให้เวลา การให้ความเป็นส่วนตัว ถ้าเราอยากให้คนๆหนึ่งที่เรารัก หรือใครสักคนมาถึงข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า เราต้องสำรวจวิธีการใช้ชีวิตของเราใหม่ ทั้งคำพูด การกระทำ และวิธีคิด ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างให้เราดำเนินชีวิตเหมือนกับพระองค์ดังนี้
1. มีชีวิตที่ทำให้คนอยาก ลด ละ เลิก ลูกา 5:30-32
30ฝ่ายพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ของเขากระซิบบ่นติพวกศิษย์ของพระองค์ว่า “เหตุไฉนพวกท่านมากินและดื่มด้วยกันกับพวกเก็บภาษีและพวกคนบาป” 31พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ 32เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่”
เมื่อพวกฟาริสีมองเห็นพระเยซูคริสต์ใช้เวลากับคนเก็บภาษีและคนบาป จึงตั้งคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการตำหนิ นี่คือวิธีใช้คำพูดที่ใช้ไม่ได้ของคนในยุคนนั้น ซึ่งในยุคของเราก็ยังมีคนประเภทที่ตั้งคำถามหรือมีถ้อยคำที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่ต้องการตำหนิ ฟังแล้วหดหู่ และอยากจะเปลี่ยนใจในการทำความดี และโดยเฉพาะถัอยเหล่านี้ ออกมาจากปากของคนที่คิดว่าตัวเองนั้นดีกว่าคนอื่น แต่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ พระองค์กำลังบอกว่า คนเหล่านี้เป็นคนป่วยที่ที่สังคมตราหน้า ดังนั้น เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเรียกคนเก็บภาษีที่ใครๆไม่เรียกชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ ไปไหนคนก็ตราหน้าว่า เป็นคนเก็บภาษี ถูกเรียกบ่อยๆ ก็ยอมรับไปเอง ว่า ข้าคือคนเก็บภาษีที่ชาวบ้านรังเกียจ งั้นก็ทำตัวให้น่ารังเกียจไปเลย คือ ใครเขาเอาศาสนา เราไม่เอา ใครเขาทำดี เราไม่อยากทำดี ทำไปก็เท่านั้น ยังถูกเรียกเหมือนเดิม มีตัวอย่างของคนเก็บภาษีที่ทำดีหลังจากพระเยซูทรงเรียกเขา ลูกา 19:1-10 1ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป 2ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี 3ศักเคียสพยายามจะดูให้เห็นพระเยซูว่า พระองค์เป็นผู้ใดแต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย 4เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อ เพื่อจะได้เห็นพระองค์เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น 5เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในตึกของท่านวันนี้” 6แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรีดี 7เมื่อคนทั้งหลายเห็นแล้วเขาก็พากันบ่นว่า “พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป” 8ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ดูเถิด พระเจ้าข้า ทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถากึ่งหนึ่ง และถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่เท่า” 9พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย 10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด” ศักเคียสได้ทำดียิ่งกว่าฟาริสีเสียอีก เขาได้กลับใจใหม่ และยอมชดใช้ให้คนรู้สึกอยากทำดี ศักเคียสได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอยากทำดี นี่คือตัวอย่างของคนที่สังคมมองว่าไม่น่าจะเป็นคนช่วยคนอื่นได้ พระเยซูคริสต์เคยตรัสเกี่ยวกับพวกฟาริสีว่า มัทธิว 23:13,15 13“วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์ พวกเจ้าเองก็ไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ขัดขวางไว้........ 15“วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไป เพื่อจะได้แม้แต่คนเดียวเข้าจารีต เมื่อได้แล้ว ก็ทำให้เขาถึงนรกยิ่งกว่าเจ้าเองถึงสองเท่า
พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้ เพื่อช่วยคนให้พ้นนรก และได้สวรรค์เป็นของเขา แต่พวกฟาริสี พวกเคร่งศาสนา กลับทำให้คนยิ่งใกล้นรกและห่างไกลจากสวรรค์ คือคนยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งไม่อยากกลับใจ แต่คนที่อยู่ใกล้พระเยซู อยากกลับใจใหม่ เหมือนกับคนเก็บภาษีที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกให้ตามพระองค์ คืออยู่ใกล้พระองค์ เขาสละสิ่งสารพัด นั่นหมายถึงทิ้งความบาป ทิ้งการกระทำบาป เปลี่ยนแปลงใหม่ จากคนที่เอาของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ก็เป็นคนที่แจกจ่ายคืนกลับไปไห้กับคนมากมาย และให้ด้วยใจกว้างขวางไม่รู้สึกเสียดาย ให้เพื่อคนรับจะรู้สึกดี ชีวิตอย่างนี้เชิญชวนให้คนอยากเป็นบ้าง ไม่ใช่ทำให้คนอยากมีมั่ง คนในสังคมของเรากำลังเชิญชวนให้คนอยากมีมั่ง เห็นเรามี เขาก็อยากมี ส่วนใหญ่คนที่มีแล้วจะอวดว่าตัวเองมี คนอื่นเห็นก็อยากเลียนแบบการโอ้อวด มีน้อยคนนักที่เป็นต้นแบบของการไม่มีก็ดี มีใครที่วันนี้ เราเห็นชีวิตของเขาไม่มี แล้วอยากไม่มีบ้าง เมื่อไหร่จะปล่อยวาง ลด ละ เลิก ได้ นั่นแหล่ะ อยากไม่มีบ้าง อยากปล่อยวางได้อย่างนี้บ้าง ทิ้งนิสัยเสีย ไม่มีนิสัยเสียก็จะดี วันนี้ เราอยากทำให้คนอยากกลับใจใหม่หรือไม่ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า 32เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่” หากจะมีชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์ จงมีชีวิตที่เชิญชวนให้คนกลับใจใหม่ อยากเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ยากอบ 5:19-20 19พี่น้องของข้าพเจ้า ถ้าคนใดในพวกท่านหลงผิดไปจากความจริง และผู้ใดชักจูงเขาให้เขากลับใจเสียใหม่ 20จงให้ผู้นั้นรู้เถิดว่า ผู้ที่ช่วยคนบาปคนหนึ่งให้พ้นจากทางผิดของเขานั้น ก็ได้ช่วยจิตวิญญาณของเขาให้รอดพ้นจากความตาย และได้กำจัดบาปเสียมากมาย
นี่คือวิถีทางของพระเยซูคริสต์ที่ทรงเสด็จมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนอย่างเราทั้งหลาย เพื่อชักจูงให้คนกลับใจเสียใหม่
2. มีชีวิตที่หนุนใจให้คนเดินหน้าไม่หันหลังกลับ ลูกา 5:33-35
33 เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า “พวกศิษย์ของยอห์นถืออดอาหารเนืองๆ และอธิษฐานถือเป็นกิจวัตร และศิษย์ของพวกฟาริสีก็ถือเหมือนกัน แต่ศิษย์ของท่านกินและดื่ม” 34ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่เขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวอดอาหาร เมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ 35แต่จะมีวันหนึ่งเมื่อเจ้าบ่าวจะต้องจากสหายไป ในวันนั้นสหายจะถืออดอาหาร”
พวกฟาริสีพยายามอ้างถึงศิษย์ของยอห์น และการปฏิบัติกิจทางศาสนาเหมือนกับพวกฟาริสี เพื่อเปรียบเทียบกับศิษย์ของพระเยซูคริสต์ แต่พระเยซูคริสต์ไม่ต้องการให้ศิษย์ของพระองค์ต้องพบกับหนทางที่ทรมานกายตั้งแต่ต้น เพราะพระองค์ต้องการให้ศิษย์ของพระองค์ค่อยๆทำการคุ้นเคยกับวิถีทางของพระเยซูคริสต์ มิใช่วิถีทางอย่างพวกเคร่งศาสนา เพราะ ทางของพระองค์นั้น แคบ และยากลำบาก ต้องการกำลังใจที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประนีต และมีฐานที่มั่นคง การเริ่มต้นไม่ดี จะทำให้เสียแผนการของพระเจ้าที่ทรงมีต่อสาวกของพระเยซูคริสต์ เหมือนกับ ชนชาติอิสราเอลเมื่อครั้งออกจากประเทศอียิปต์ อพยพ 13:17 17เมื่อฟาโรห์ปล่อยประชากรไปแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงนำเขาไปทางแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย แม้ว่าจะเป็นทางใกล้ เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เกรงว่าเมื่อประชากรไปเผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปยังอียิปต์เสีย”
เราทั้งหลายอยู่ในคริสตจักรที่มีความสบาย มิใช่เพียงเท่านี้ แต่เรากำลังวางรากฐานความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นและความรู้ความเข้าใจที่ชัดแจ้ง เพื่อเราจะร่วมกันทำงานที่ยากกว่านี้ คือการออกไปนำคนมาถึงทางของพระเยซูคริสต์ และไม่เพียงแต่ประกาศให้คนกลับใจ แต่ยังผลักดัน สนับสนุนให้คนเดินในทางของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง หากเขาสะดุดล้มลง ก็ช่วยเขาให้ลุกขึ้นมาเดินต่อ มีคนไม่น้อยที่พาคนมาแค่จุดเริ่มต้น และทิ้งเขาให้เดินไปคนเดียว ชีวิตคริสเตียนไม่สามารถเดินไปคนเดียวได้ เราต้องการกันและกัน ฮีบรู 10:24-25 24และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี 25อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
นี่คือวิถีชีวิตคริสเตียน เรามานมัสการพระเจ้าร่วมกัน เพื่อพบกับพี่น้องที่มีความเชื่อเดียวกันกับเรา เพื่อเราจะมีส่วนปลุกใจซึ่งกันและกันให้รักและทำความดี ทุกวันนี้ ความรักของคนเยือกเย็นลง เราต้องอยู่ใกล้คนที่มีความรักที่ร้อนรน เราถึงจะรักษาความร้อนรนนั้นได้ หากเราอยู่ใกล้คนที่ความรักเยือกเย็นลง เราจะเยือกเย็นลงด้วย เหมือนถ่านที่กำลังจะมอด เราไม่ใช่ถ่านที่กำลังจะมอด แต่เป็นถ่านที่มีไฟอยู่ คือ ไฟแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า เราจึงจะมีชีวิตที่ผลักดันคนให้ไปข้างหน้าได้ เหมือนรถไฟไอน้ำที่วิ่งไปได้ด้วยถ่านที่มีไฟ ชีวิตที่ดึงให้คนตกต่ำ บั่นทอนคนให้เลิกทำความดี และยุให้คนเกลียดกัน หรือยิ่งพูดตัวเองก็ยิ่งเกลียดคน ให้เราสำรวจจะพบว่า นั่นคือชีวิตที่ไม่มีไฟ หรือไฟแห่งพระวิญญาณกำลังจะดับไปจากคนนั้นแล้ว พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการอย่าดับพระวิญญาณ และชีวิตที่ระวังการดับพระวิญญาณ เธสะโลนิกา 5:14-22 14และพี่น้องทั้งหลาย เราขอวิงวอนพวกท่านให้ตักเตือนคนที่เกียจคร้าน หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง และมีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง 15ระวังให้ดี อย่าให้คนใดทำชั่วตอบแทนการชั่ว แต่จงหาทางทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย 16จงชื่นบานอยู่เสมอ 17จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ 18จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย 19อย่าดับพระวิญญาณ 20อย่าประมาทคำเผยข้อลับลึก 21จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น 22จงเว้นเสียจากสิ่งที่ชั่วทุกอย่าง เส้นทางก่อนที่จะดับพระวิญญาณ คือการฉุดรั้ง และผลักดัน เหมือนพระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นต้นแบบแก่เรา พระเยซูคริสต์ทรงเรียกสาวกแล้ว พระองค์ไม่ต้องการให้สาวกเปลี่ยนใจหันกลับไปทางเดิม นี่จึงเป็นที่มาของคนเปรียบเพิ่มเติมอีกใน ลูกา 5:36-38 36พระองค์ยังตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งแก่เขาด้วยว่า “ไม่มีผู้ใดฉีกท่อนผ้าจากเสื้อใหม่มาปะเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้นเสื้อใหม่นั้นจะขาดเสียไป ทั้งท่อนผ้าที่เอามาจากเสื้อใหม่นั้นก็จะไม่สมกับเสื้อเก่าด้วย 37ไม่มีผู้ใดเอาน้ำองุ่นหมักใหม่มาใส่ไว้ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นน้ำองุ่นหมักจะทำให้ถุงหนังเก่าขาดไป และน้ำองุ่นจะรั่ว ถุงหนังก็จะเสียไปด้วย 38แต่น้ำองุ่นหมักใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่ 39ไม่มีผู้ใดเมื่อกินเหล้าองุ่นเก่าแล้ว จะอยากได้น้ำองุ่นหมักใหม่เพราะเขาย่อมว่า 'ของเก่านั้นดีแล้ว' ”
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ท้อใจกับคำพูดของคน โดยเฉพาะคนใกล้ตัว ที่บั่นทอนและทิ่มแทงให้อยากหันกลับไปทางเดิม กลับไปมีชีวิตเก่า ขอให้เราทั้งหลายระมัดระวังที่จะใช้คำพูดเพื่อผลักดันให้คนมุ่งหน้าทำดี มุ่งหน้าสู่การมีชีวิตที่ดี เปลี่ยนแปลงดีขึ้น เราต้องเปลี่ยนค่านิยมของคนใกล้ตัวเราว่า “ชีวิตเก่าไม่ดี” ต้องเปลี่ยนเป็นชีวิตใหม่ 2 โครินธ์ 5:16-17 16เหตุฉะนั้นตั้งแต่นี้ไป เราจะไม่พิจารณาผู้ใดตามมาตรฐานของโลก แม้ว่าเมื่อก่อนเราเคยพิจารณาพระคริสต์ตามมาตรฐานของโลกก็จริง แต่เดี๋ยวนี้เราจะไม่พิจารณาพระองค์เช่นนั้นอีก 17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
เราเป็นถุงหนังใหม่ ที่พร้อมจะรับน้ำองุ่นใหม่หรือไม่ เราเป็นเสื้อเก่าที่กำลังเอาเสื้อใหม่มาเย็บปะกับชีวิตเก่าหรือใหม่ จงกลับใจใหม่ รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ก่อน แล้วเราจะรับอะไรใหม่จากพระเยซูคริสต์เจ้า มีพลัง ฉุดรั้ง และผลักดันเหมือนพระเยซูคริสต์ได้
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|