คำว่า “เครดิต” แปลว่า ไว้ใจได้ สถานการณ์ในเวลานี้ เศรษฐกิจกำลังแย่ ธุรกิจกำลังร่วง มีคำถามกับสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านเครดิตคือ สถาบันที่เคยขึ้นชื่อว่า น่าเชื่อถือมากที่สุด ปัจจุบันยังมีความน่าเชื่อถือนั้นอีกต่อไปหรือไม่ การไม่ไว้ใจด้านการเงินแพร่ระบาดไปทั่ว มองไปทางไหนก็มีแต่คำว่า ไว้ใจได้หรือ คนที่ไว้ใจได้ก็ถูกเหมารวมไปด้วย
ข้าพเจ้าได้ฟังคนขายมอเตอร์ไซด์เล่าให้ฟังว่า รู้ไม๊ คนจัดไฟแนนซ์เขาไม่ยอมปล่อยเครดิตให้กับ พ่อแม่ที่มีลูกชายเจาะหู ถ้าจะซื้อมอเตอร์ไซด์เงินผ่อนกับเขา เขาจะขอดูคนขี่มอเตอร์ไซด์ว่า เจาะหูหรือเปล่า ถ้าเจาะหู เขาไม่ให้เครดิต เขาบอกว่า เป็นพวกที่ร้อยทั้งร้อย เอามอเตอร์ไซด์เขาไปสร้างปัญหา ไม่ใช่เอาไปใช้งาน เดี๋ยวถูกตำรวจยึด เด็กผู้ชายเจาะหูโปรดทราบ คุณเสียเครดิตไปแล้วหนึ่งอย่างสำหรับร้านขายมอเตอร์ไซด์แถวนี้ เครดิตยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ถ้าสามีคนใดถูกภรรยาจับได้ว่านอกใจ เครดิตเสียไปเลย สร้างใหม่ยาก เครดิตในสังคมของเรา ยังรวมไปถึงการเป็นครู สอนคนอื่น แต่ตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่สอน ก็เสียเครดิต คนจะเป็นครูก็ต้องรักษาเครดิตเอาไว้ ทำไม ความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ข้าพเจ้าได้เป็นพยานกับน้องคนหนึ่งเรื่องพระเยซูคริสต์ เขาถามข้าพเจ้าว่า แล้วสิ่งที่เขานับถืออยู่ก่อนหน้านี้จะทำอย่างไร ข้าพเจ้าบอกเขาว่า เราก็ยังนับถือต่อไป แต่การมาหาพระเยซูคริสต์เจ้า เป็นเรื่องของความเชื่อที่สูงกว่า ความเชื่อเรื่อง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ซึ่งสอนเราให้ไว้ใจในตนเอง เราจะไว้ใจและพึ่งพาตนเองได้ขนาดไหน เรารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตนเองได้ขนาดไหน เราทำได้อย่างที่เราตั้งใจหรือไม่ นี่คือความจำกัดของมนุษย์ทุกคน พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงมีเครดิตที่ไม่เคยเสีย และพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำอย่างนั้นกับมนุษย์ด้วย พระเจ้าองค์นี้จะกล้าที่จะกล่าวกับมนุษย์ว่า ลูกา 1:37 “เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรกระทำไม่ได้” และในหนังสือยอห์นซีรี่ส์วันนี้จะให้บทเรียนแก่เราดังต่อไปนี้ ยอห์น 6:36-60,66-69
36แต่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ท่านได้เห็นเราแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ 37สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่เรา จะมาสู่เรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย 38เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 39และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด 40เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” 41พวกยิวจึงซุบซิบกัน เรื่องพระองค์ เพราะพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์” 42เขาทั้งหลายว่า “คนนี้เป็นเยซูลูกของโยเซฟมิใช่หรือ พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก เหตุใดคนนี้จึงพูดว่า 'เราได้ลงมาจากสวรรค์' ” 43พระเยซูตรัสตอบเขาเหล่านั้นว่า “อย่าซุบซิบกันเลย 44ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา จะทรงชักนำให้เขามาและเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย 45มีคำเขียนไว้ในคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะว่า 'พระเจ้าจะทรงสั่งสอนเขาทุกคน' ทุกคนที่ได้ยินได้ฟัง และได้เรียนรู้จากพระบิดาก็มาถึงเรา 46ไม่มีผู้ใดได้เห็นพระบิดา นอกจากท่านที่มาจากพระเจ้าท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว 47เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์ 48เราเป็นอาหารแห่งชีวิต 49บรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต 50แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ผู้ที่ได้กินแล้วไม่ตาย 51เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้น ก็คือเลือดเนื้อของเรา” 52แล้วพวกยิวก็ทุ่มเถียงกันว่า “ผู้นี้จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้อย่างไร” 53พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและไม่ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน 54ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย 55เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้ 56ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ผู้นั้นก็อยู่กับเราและเราอยู่กับเขา 57พระบิดาผู้ทรงดำรงพระชนม์ได้ทรงใช้เรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่กินเราผู้นั้นก็จะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น 58นี่แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนกับอาหารที่พวกบรรพบุรุษได้กินและสิ้นชีวิต ผู้ที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร์” 59คำเหล่านี้พระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม 60เมื่อเหล่าสาวกของพระองค์หลายคนได้ฟังเช่นนั้นก็พูดว่า “ถ้อยคำเหล่านี้ยากนัก ใครจะฟังได้”..... 66ตั้งแต่นั้นมาสาวกของพระองค์หลายคนก็ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก 67พระเยซูตรัสกับสิบสองคนนั้นว่า “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ” 68ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ 69และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อ และมาทราบแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า”
ยอห์นผู้บันทึกหนังสือยอห์นเล่มนี้ ได้จดจำสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสกับประชาชนและกับเหล่าสาวกในธรรมศาลาที่เมืองคาเปอรนาอุม บันทึกในข้อ 59 ซึ่งโดยปกติแล้วธรรมศาลาเป็นสถานที่ทั่วๆไปที่คนมักจะไปบ่อยๆ เพื่อพักคลายร้อนในท่ามกลางบรรยากาศทะเลทราย เมื่อยังไม่ถึงเวลาอธิษฐาน ธรรมศาลาก็จะเป็นสถานที่ที่สามารถใช้ในโอกาสต่างๆเพื่อพบปะและฟังคำสอน และในช่วงเวลานั้น พระเยซูคริสต์ทรงใช้ธรรมศาลาเพื่อการสั่งสอน คนที่เข้ามาในเวลานั้นอยู่ในบรรยากาศที่คนจะนิ่งฟังพระเยซูคริสต์สั่งสอนถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า แต่พวกยิวได้แทรกแซงบรรยากาศด้วยการพูดคุยกันแบบซุบซิบกันขณะพระเยซูคริสต์กำลังสั่งสอนอยู่ คำว่าซุบซิบ แปลไทยเป็นไทยว่า ทำกันอย่างเงียบๆปิดบัง แต่รากศัพท์ภาษากรีกของคำนี้ ให้ความหมายว่า เป็นการบ่นพึมพำแบบกระซิบกระซาบ ไม่ใช่แค่กระซิบกระซาบธรรมดา แต่เป็นการบ่นออกมาในความสงสัยพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์มาจากสวรรค์ได้อย่างไรในเมื่อเขารู้จักพ่อแม่และเห็นพระเยซูคริสต์มาก่อน คำสอนของพระเยซูคริสต์ขัดแย้งกับที่พระองค์เป็นอยู่หรือไม่ ความจริงพระเยซูคริสต์ทรงตรัสดักคอพวกยิวเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว 36 “ท่านได้เห็นเราแล้ว แต่ก็ไม่เชื่อ” นี่คือความขัดแย้งในพฤติกรรมกับความคิดของพวกยิวที่ติดตามพระเยซูคริสต์เพราะเห็นพระองค์ทำ การเลี้ยงคนห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนปลาสองตัว การได้เห็นพระองค์รักษาคนป่วยให้หายโรคมากมาย ไม่มีโรคไหนที่พระองค์รักษาไม่หาย การได้ฟังคำสอนที่ไม่เหมือนคำสอนใด ที่สามารถแทงทะลุถึงจิตวิญญาณได้ แล้วพวกยิวก็เรียกสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำว่า หมายสำคัญ การอัศจรรย์ เรียกพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เข้ามาในโลก สำนวนของยิวที่พูดถึงพระเยซูคริสต์ก่อนหน้านี้ คือการยอมรับว่า พระเยซูคริสต์คือผู้ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะส่งมาเพื่อช่วยกู้โลก ยอห์น 6:14 14เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นหมายสำคัญซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ เขาก็พูดกันว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นผู้เผยพระวจนะนั้นที่ทรงกำหนดให้มาในโลก” พวกยิวยอมรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ แต่ไม่ยอมรับในสิ่งที่พระองค์เป็น แต่พระเยซูคริสต์ก็ยังต้องสอนเพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าได้ถูกประกาศไป การไม่เชื่อไม่ยอมรับของพวกยิวไม่สามารถทำลายความน่าเชื่อถือของพระเยซูคริสต์ เพราะยังมีคนที่เชื่อที่มาหาพระองค์และได้รับความรอดในทุกยุคทุกสมัย เหตุผลก็คือ
- พระเยซูคริสต์น่าเชื่อถือ ยอห์น 6:36-44
36แต่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ท่านได้เห็นเราแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ 37สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่เรา จะมาสู่เรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย 38เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา 39และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด 40เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และวางใจในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” 41พวกยิวจึงซุบซิบกัน เรื่องพระองค์ เพราะพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์” 42เขาทั้งหลายว่า “คนนี้เป็นเยซูลูกของโยเซฟมิใช่หรือ พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก เหตุใดคนนี้จึงพูดว่า 'เราได้ลงมาจากสวรรค์' ” 43พระเยซูตรัสตอบเขาเหล่านั้นว่า “อย่าซุบซิบกันเลย 44ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา จะทรงชักนำให้เขามาและเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงความน่าเชื่อถือของพระองค์ว่า “เราจะไม่ทิ้งเขาเลย” นั่นหมายความว่า พระองค์จะอยู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ เราคงเคยได้ยินคำพูดนี้บ่อยๆ เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก เวลาสุขก็มีคนล้อมรอบ เวลาทุกข์ ก็ทิ้งกันไป เมื่อหมดประโยชน์ คนมักจะทิ้ง คำตรัสของพระเยซูคริสต์ตอนนี้ มนุษย์ทำไม่ได้ การที่ใครจะสัญญากับใครว่า จะไม่ทิ้งเขาเลย ไม่อยู่ห่างเขาเลย มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะสำหรับมนุษย์ที่มีความจำกัด ไม่สามารถที่จะอยู่ด้วยตลอดเวลา ต่อให้อยู่บ้านเดียวกันก็ยังไม่สามารถอยู่ด้วยตลอดเวลา หรืออยู่ในสายตาตลอดเวลา ตลอดไป แม้คำสัญญาของคนที่รักกันปานจะกลืน ไม่อยากจะแยกจากกัน วันหนึ่งก็ต้องจำใจทิ้งกันไปด้วยความตาย แต่พระเยซูคริสต์ตรัสตรงนี้ เป็นการบอกถึงเครดิต ความน่าเชื่อถือของพระองค์ว่า พระองค์ทรงทำได้ พระองค์ทรงสัญญาว่า เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค มัทธิว 18:19-20 19เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายอีกว่า ถ้าในพวกท่านที่อยู่ในโลกสองคนจะร่วมใจกันขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็จะทรงกระทำให้ 20ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น”
มัทธิว 28:20ข นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่ไม่เคยผิดคำสัญญา กษัตริย์ดาวิดบันทึกสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเขาในหนังสือ สดุดี 89:34
34เราจะไม่ฝ่าฝืนพันธสัญญาของเรา หรือพลิกแพลงถ้อยคำที่ออกไปจากริมฝีปากของเรา
และดาวิดยังกล่าวว่า เขาได้พิสูจน์พระสัญญาที่พระเจ้าทำกับมนุษย์ เป็นจริง สดุดี 18:30 30สำหรับพระเจ้าพระองค์นี้ พระมรรคาของพระองค์บริบูรณ์ พระสัญญาของพระเจ้า พิสูจน์แล้วเป็นความจริง พระองค์ทรงเป็นโล่ของบรรดาผู้ที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์
และประสบการณ์ของคริสเตียนสองพันปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำตามคำสัญญา คริสเตียนได้พบกับพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะผ่านคำอธิษฐาน ผ่านคำตอบ ผ่านการเล้าโลมจิตใจ ผ่านพระคำ ผ่านผู้คนมากมาย นี่คือความน่าเชื่อถือของพระเยซูคริสต์ และความน่าเชื่อถืออีกอันหนึ่งก็คือ เป็นพระประสงค์ (นโยบาย) ของพระเจ้าพระบิดาในฟ้าสวรรค์ที่จะให้พระเยซูคริสต์ทรงรักษาบรรดาคนที่เข้ามาขอการช่วยกู้จากพระเจ้ามิให้หลุดหายไป ความหมายของการมิให้หายไปสักคนเดียว มาจากรากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า พระองค์จะไม่ทำร้าย ไม่ทำลายคนที่มาพึ่งพาพระองค์ นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่ว่าคนนั้นจะทำผิดต่อพระองค์มากเพียงไร อย่างชนิดที่มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะให้อภัย แต่พระเยซูคริสต์ทรงให้อภัยแก่คนนั้น เคยมีคนมาหาข้าพเจ้า และบอกว่า เขาไม่กล้ามาเชื่อพระเยซู เพราะเขากลัวพระที่เขาบูชาจะตามมาหักคอ ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ถ้ายังงั้นคุณจะเห็นคริสเตียนคอหักเต็มไปหมด แต่พระเยซูคริสต์จะไม่ทำร้าย ไม่ทำลายคนที่มาพึ่งพาพระองค์ เปาโลเขียนจดหมายถึงคริสเตียนในเมืองเอเฟซัสที่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการกราบไหว้รูปเคารพและการเล่นไสยศาสตร์ นี่เป็นเครดิตที่พระเยซูคริสต์มีที่วิญญาณใดในโลกนี้ ลำดับชั้นใดก็ต้องรับเครดิตของพระองค์ และคริสเตียนเป็นคนที่รับความน่าเชื่อถือของพระเยซูคริสต์ไว้กับตัวเขาด้วย เอเฟซัส 1:18-22
18และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 19และรู้ว่า ฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ตามอำนาจของพระกำลัง และฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ 20ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในพระคริสต์ เมื่อทรงชุบให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรคสถาน 21สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้ครอง เหนือศักดิเทพ เหนืออิทธิเทพ เหนือเทพอาณาจักร และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น มิใช่ในยุคนี้เท่านั้น แต่ในยุคที่จะมาถึงด้วย 22พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร 23ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ คือซึ่งเต็มบริบูรณ์ด้วยพระองค์ ผู้ทรงอยู่เต็มทุกอย่างทุกแห่งหน
พระเยซูคริสต์ทรงให้คำสัญญาว่า เราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” นั่นหมายความว่า คนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ แม้เขาตาย เขาก็จะไม่ถูกลืม เขาจะถูกทำให้ฟื้นมาจากความตาย เขาจะอยู่ในบัญชีรายชื่อต้นๆที่รอดจากการถูกทำลายในวันสุดท้ายของโลกนี้ 2 เปโตร 3:5-7 คือโดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ได้อุบัติขึ้นตั้งแต่โบราณ และแผ่นดินโลกจึงได้เกิดขึ้นจากน้ำและมีน้ำล้อมรอบทุกด้าน 6ด้วยน้ำนั้นเองชาวโลกที่มีอยู่ในขณะนั้น ก็ได้ถูกทำลายให้พินาศไปเพราะน้ำท่วม 7และโดยพระวจนะเดียวกันนั้นเอง ท้องฟ้าและแผ่นดินโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็มีไว้สำหรับให้ไฟเผาผลาญ คือเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันทรงพิพากษาและวันพินาศแห่งบรรดาทุรชน
- จงรับประโยชน์ที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเรา ยอห์น 6:47-60,66
47เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่วางใจในเราก็มีชีวิตนิรันดร์48เราเป็นอาหารแห่งชีวิต 49บรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต 50แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ผู้ที่ได้กินแล้วไม่ตาย 51เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิต ซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเห็นแก่ชีวิตของโลกนั้น ก็คือเลือดเนื้อของเรา” 52แล้วพวกยิวก็ทุ่มเถียงกันว่า “ผู้นี้จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้อย่างไร” 53พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและไม่ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน 54ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย 55เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้ 56ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ผู้นั้นก็อยู่กับเราและเราอยู่กับเขา 57พระบิดาผู้ทรงดำรงพระชนม์ได้ทรงใช้เรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่กินเราผู้นั้นก็จะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น 58นี่แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนกับอาหารที่พวกบรรพบุรุษได้กินและสิ้นชีวิต ผู้ที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร์” 59คำเหล่านี้พระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม 60เมื่อเหล่าสาวกของพระองค์หลายคนได้ฟังเช่นนั้นก็พูดว่า “ถ้อยคำเหล่านี้ยากนัก ใครจะฟังได้”....... 66ตั้งแต่นั้นมาสาวกของพระองค์หลายคนก็ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก
ในบริบทนี้ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงคำว่า “ชีวิตนิรันดร์” ถึงหกครั้ง เป็นการยืนยันว่า พระเจ้าได้ทรงเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ฝากความไว้วางใจไว้ที่พระเยซูคริสต์นั้น คุ้มค่ามากกว่าดอกเบี้ยใดๆในโลกนี้จะให้ได้
เดี๋ยวนี้ การทำประกันมีดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจ ว่า เมื่อแก่จะมีเงินใช้ แต่ไม่มีคำสัญญาว่า เมื่อตายมีอะไรให้ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า ให้วางใจในพระองค์แล้วจะได้ชีวิตนิรันดร์ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูคริสต์ทรงยกเรื่องเนื้อและเลือดของพระองค์เป็นสัญญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือในการไว้วางใจในพระองค์ ทำไมเนื้อและเลือดของพระองค์จึงน่าเชื่อถือ และไว้วางใจได้ นี่เป็นเรื่องที่พวกยิวเข้าใจยาก และแม้แต่เหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์เองก็รู้สึกท้อใจ และเห็นด้วยกับพวกยิวว่า เขาจะกินเนื้อและเลือดของพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร เหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์ต่างเชื่อและยอมรับพระองค์เท่าที่เขาสามารถเข้าใจได้ สิ่งที่ยากต่อความเข้าใจ เขาไม่สามารถยอมรับได้ นึ่งทำให้สาวกต่างละทิ้งพระเยซูคริสต์ไปในเวลาต่อมา
เพราะเขารู้สึกว่า พระเยซูคริสต์สอนสิ่งที่เขาเข้าใจยาก ก่อนหน้านี้ คำสอนของพระองค์เข้าใจง่าย มีทั้งคำอุปมา คำเปรียบเทียบเพื่อให้คนเข้าใจ แต่วันนี้ คำเปรียบเทียบนี้ เข้าใจยาก ชีวิตนิรันดร์กับเนื้อและเลือดของพระเยซูคริสต์เกี่ยวข้องกันอย่างไร ยอห์นผู้บันทึกก็คงไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัส ณ เวลานั้น แต่หลังจากที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนกางเขน ยอห์นจำคำพูดของพระเยซูคริสต์ได้ ความเข้าใจเริ่มเข้ามา ว่าพระเยซูกำลังหมายถึงการเสียสละของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนทำให้คนได้รับความรอด และมีชีวิตนิรันดร์ ผลประโยชน์จากกางเขนที่พระเยซูคริสต์ยอมเสียเลือดเสียเนื้อไปก็เพื่อคนที่วางใจในพระองค์จะตอบสนองต่อการเสียเลือดเสียเนื้อนั้นอย่างคนที่ตั้งใจให้สิ่งที่เกิดขึ้นบนกางเขนเป็นจริงในชีวิตของตนเอง คือ การไถ่โทษ ไถ่บาป สำนวนในภาษาไทยน่าจะทำให้เรามองเห็นภาพความเอาจริงของคนที่ อยากจ้องจะกินเลือดกินเนื้อ ภาษาไทยอาจให้ความหมายที่เป็นลบ แต่นั่นคือความหมายของการกัดไม่ปล่อย การจริงจัง ซึ่งเป็นท่าทีที่ถ้าเอามาใช้ในทางบวก สำหรับความต้องการให้เลือดให้เนื้อของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน มาช่วยชีวิตเรา ก็น่าจะมองเป็นภาพเดียวกันได้ว่า ทำไมพระเยซูคริสต์จึงเปรียบเทียบการได้ชีวิตนิรันดร์โดยท่าทีของการไม่ยอมปล่อยให้การเสียสละของพระเยซูคริสต์สูญเสียเปล่า เหมือนเสียของ เหมือนกับอาหารที่เราขาดไม่ได้ในการที่จะรักษาชีวิตให้คงอยู่ในโลกนี้
มีคริสเตียนไม่น้อยที่ปล่อยให้การเสียเลือดเสียเนื้อของพระเยซูคริสต์กลายเป็นสิ่งที่เสียของไป เพราะคริสเตียนไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องของชีวิตนิรันดร์ คิดว่า ได้มาฟรีๆ ได้มาง่ายๆ แต่ความจริง กว่าพระเยซูคริสต์จะไถ่เราสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีคริสเตียนไม่น้อยที่หันกลับไปใช้ชีวิตบาปเก่าๆ ซึ่งครั้งหนึ่งได้หันหลังให้กับมันแล้ว เหมือนกับสาวกที่บ่นพึมพำ นั่น เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่พระองค์สอนนั้นยาก และทำให้เขารู้สึกลำบากใจ (apostasy แปลว่า ทำให้เลิกเชื่อ หรือเลิกศรัทธา) คำถามของพระเยซูคริสต์ได้ถามตรงกับใจของเหล่าสาวกคือ จะเลิกเชื่อหรือ ซึ่งยอห์นบันทึก ข้อ 66 66ตั้งแต่นั้นมาสาวกของพระองค์หลายคนก็ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่า แม้แต่สาวกของพระองค์ก็จะมีการตอบสนองเหมือนกับคนที่ไม่เชื่อด้วย และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า หันหลังกลับ (Backsliding) ไม่ติดตามพระเยซูคริสต์ แต่หันกลับไปดำเนินชีวิตแบบเดิมที่เคยเป็นมา เคยทำบาป เคยเป็นทาสของสิ่งใดก็กลับไปเป็นทาสของสิ่งนั้น ไม่ว่าจะบุหรี่ เหล้า ยาเสพติด การทำผิดเรื่องเพศ การล่วงประเวณี หนังสือโป๊ เลิกมาโบสถ์ 2 เปโตร 2:19-22
19เขาสัญญาว่าจะให้คนเหล่านั้นพ้นจากการเป็นทาส แต่ตัวเขาเองยังเป็นทาสของความเสื่อมทราม เพราะว่ามนุษย์พ่ายแพ้แก่สิ่งใด เขาก็เป็นทาสของสิ่งนั้น 20เพราะว่าถ้าหลังจากที่เขาพ้นจากสรรพมลทินของโลกนี้แล้ว ด้วยการที่เขาได้รู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าและผู้ช่วยให้รอด เขากลับเกี่ยวข้องและพ่ายแพ้แก่การชั่วนั้นอีก บั้นปลายของเขาก็กลับชั่วร้ายยิ่งกว่าตอนต้น 21เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลย ก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น 22พฤติกรรมได้เกิดกับเขาตามสุภาษิตซึ่งเป็นความจริงที่ว่า สุนัขเลียกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา และสุกรที่คนล้างมันให้สะอาด แล้วกลับลุยลงไปนอนในปลักอีก
- พระเยซูผู้เดียวที่มีชีวิตนิรันดร์ให้เรา ยอห์น 6:67-69
67พระเยซูตรัสกับสิบสองคนนั้นว่า “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ” 68ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ 69และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อ และมาทราบแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า”
จนเหลือสาวกแค่สิบสองคนที่ยังติดตามพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงถาม “ท่านทั้งหลายก็จะจากเราไปด้วยหรือ” สำนวนภาษากรีกแปลว่า จะไปคนละทางกับเราแล้วใช่ไม๊ สาวกที่ชื่อเปโตรตอบแทนคนที่เหลือว่า พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ สาวกกลุ่มนี้แน่ใจว่าพระเยซูเป็นผู้เดียวที่มีชีวิตนิรันดร์ให้กับเขาตามที่พระองค์ทรงสัญญา แม้ว่าเขาจะมองเห็นเหมือนพวกยิวที่ไม่เชื่อ และแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเหมือนกับสาวกคนอื่นๆ แต่สาวกสิบสองคนนี้ยังคงต้องการเดินไปเส้นทางเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เพราะเขายอมรับพระองค์ทั้งสิ่งที่สอนและสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น พระเยซูคริสต์จึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เลือกเขา เพื่อให้เขามีชีวิตนิรันดร์ เพราะฉะนั้นอย่ากลัว ว่าจะสูญเสียพระองค์ไป เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้เลือกเขา พระองค์จะทำหน้าที่ของพระองค์กับเหล่าสาวกตามที่พระองค์ทรงสัญญา แม้วันที่พระองค์ถูกตรึงบนกางเขนอาจจะทำให้สาวกรู้สึกว่าได้สูญเสียพระอาจารย์ไป แต่นั่นคือการได้มาซึ่งเนื้อและเลือดของพระองค์ที่ให้กับสาวก แม้หนึ่งในสาวกสิบสองคน ยูดาส อิสคาริโอทจะเป็นผู้ที่ทรยศขายพระเยซูให้กับแค่เงินเล็กน้อย ขายพระเยซูกับแค่ความผิดหวังในอุดมการณ์ ขายพระเยซูเพราะพระองค์ไม่เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ เขาเลือกเดินคนละทางกับพระเยซูคริสต์ ทิ้งความไว้วางใจ และปฏิเสธชีวิตนิรันดร์
วันนี้ มีคริสเตียนขายพระเยซูคริสต์อย่างยูดาสได้หรือไม่ คำตอบคือ บางทีเนียนกว่าเสียอีก แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกัน คือพระเยซูคริสต์ในวันนี้ ไม่ได้ถูกตรึงได้อย่างสมัยของยูดาสแล้ว เพราะพระเยซูคริสต์ทรงตายครั้งเดียว และฟื้นขึ้นมาใหม่พระองค์ไม่ต้องถูกตรึงแล้วตรึงเล่า เพราะพระองค์ทำสำเร็จแล้ว พระองค์ได้ชัยชนะในการมอบชีวิตนิรันดร์ให้กับผู้ที่ต้องการชีวิตนิรันดร์จากพระองค์อย่างจริงจัง พระคัมภีร์กล่าวว่าจะมีคนเสียใจเสียดายในวันหนึ่งมัทธิว 24:30
30เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็น บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก
เสียใจและเสียดายเพราะเขาไม่น่าทิ้งความไว้วางใจ ในพระเยซูคริสต์ เขาไม่น่าเลือกทางเดินคนละทางกับพระองค์ นี่คือภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่วันนี้ ชั่วโมงนี้ จงรีบฝากความไว้วางใจของท่านไว้กับพระเยซูคริสต์ก่อนที่จะสายเกินแก้ คริสเตียนจงรีบกระตือรือร้นที่จะทบทวนชีวิตของตัวเองว่า ท่านยังฝากความไว้วางใจไว้กับพระเยซูคริสต์อยู่หรือไม่ หรือท่านโยกย้ายความไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ไปฝากไว้กับที่อื่นแล้ว สำหรับเปาโลได้ฝากถ้อยคำสำหรับคริสเตียนรุ่นต่อๆไปว่า จงดำเนินชีวิตเพื่อที่ชีวิตของเราเป็นผู้ที่มีเครดิตที่ดีต่อพระเจ้า เหมือนกับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นที่ไว้วางใจได้มากที่สุด 1โครินธ์ 9:24-27
24ท่านไม่รู้หรือว่าคนเหล่านั้นที่วิ่งแข่งกันก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ 25ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย 26ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม 27แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้
รา อาเมน |