Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552

 

 

หัวข้อ"สัมพันธ์สนิทเพื่อซึมซับชีวิต"

โดย อ.ประยูร ลิมะหุตะเศรณี

 
     
 

จากการสัมพันธ์สนิทกับพระคริสต์ เพราะเรามีสิ่งที่ด้อยในชีวิตของเรา ดังนั้นการซึมซับจากพระคริสต์ที่มีสิ่งดีๆ เข้ามาจะทำให้เราได้รับสิ่งที่ดี

เอเฟซัส 5:1 1เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า   ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก

เราอยู่ใกล้ชิดสนิทกับพระคริสต์เพื่อเราจะเลียนแบบ เพราะมีสองมุมดังนี้

  1. เป็นชีวิตนำไปสู่ความสำเร็จ
  2. ชีวิตของพระคริสต์เป็นชีวิตแห่งชัยชนะ

ถึงแม้พระเยซูคริสต์จะถูกตรึงที่กางเขนและถูกฝัง แต่ก็ยังเป็นชีวิตแห่งชัยชนะ

1เปโตร 2:21 ....เพราะว่าพระคริสต์ก็ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย   ให้เป็นแบบอย่างแก่ท่านเพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์

ให้ดูแบบและดำเนินตามนั้น พระคริสต์ไม่บ่น เราก็ไม่บ่น อ.เปาโลเข้าใจอย่างนี้จึงเชิญชวน 1 โครินธ์ 11:1

1ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า   เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์

นี่คือบทนำสำหรับเราในเช้าวันนี้ ถ้าเราไม่แน่ใจ ให้ดูแบบอย่างเปาโล

สิ่งที่เราเรียนในเช้าวันนี้ อพยพ 34:6

6พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน  ตรัสว่า   “พระเยโฮวาห์   พระเยโฮวาห์   พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา  ทรงกอปรด้วยพระคุณ  ทรงกริ้วช้า   และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง  และความสัตย์จริง

พระเจ้าตรัสเอง พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา......ทรงความสัตย์จริง นื่คือพระลักษณะของพระเจ้า

หัวข้อ คือ สัมพันธ์สนิทเพื่อซึมซับชีวิต

1. พระเจ้าทรงกอร์ปไปด้วยพระกรุณา นั่นหมายความว่า พระองค์ยื่นมือช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนโดยไม่ต้องมาแก้บน เพราะพระองค์รักเรา พระเจ้าให้เรา เพราะพระองค์รักเรา มีกี่คนที่เสนอและบนกับพระเจ้า ว่าถ้าพระเจ้าตอบคำอธิษฐานแล้วจะมาแก้บน พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องสิ่งตอบแทน พระองค์มั่งคั่ง มีสมบูรณ์ Ex. เรามักได้ยินคนอธิษฐานแบบเพื่อจะมาแก้บนในภายหลัง เช่นขอให้สอบผ่านแล้วจะถวายตัวรับใช้พระเจ้าหนึ่งปี พระเจ้าทรงกอร์ปด้วยพระกรุณา พระองค์ให้เราเปล่าๆ เราสัมพันธ์สนิทกับพระคริสต์ คำว่า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก คือ เราต้องเป็นเหมือนพระเจ้า คือ กอร์ปด้วยพระกรุณา มัทธิว 9:13 13ท่านทั้งหลายจงไปเรียนคัมภีร์ข้อนี้ให้เข้าใจ   ที่ว่า   เราประสงค์ความเมตตา  ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา   ด้วยว่าเรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม   แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต”

เราประสงค์ความเมตตา  ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา แปลว่า พระเจ้าต้องการให้เราแสดงความเมตตาแก่คนที่เดือดร้อน เราต้องสำแดงชีวิตแก่คนที่เดือดร้อนที่ถูกสังคมรังเกียจ ช่วยตัวเองไม่ได้ คำอุปมาเรื่องคนสะมาเรียใจดี เด่นชัดว่า เราต้องเป็นคนแสดงความเมตตา เพราะพระเจ้าคาดหวังจากเรา คนที่เดือดร้อนที่ถูกสังคมรังเกียจ (คนนอกรีต) เป็นคนที่เดือดร้อนยิ่ง) คนที่ต้องการความเมตตาจากท่าน คือคนที่ทำผิดทำบาป กำลังเดือดร้อนจากความผิดความบาปที่เขาก่อขึ้น เขาคือคนป่วย เขาไม่ใช่คนชอบธรรม เขาเป็นคนอธรรม สำหรับคนที่สังคมไม่รังเกียจ เพราะเขาทำตัวเหมือนไม่ทำผิด ไม่ได้ทำบาป ปล่อยเขา เพราะพระเจ้าเรียกเราให้ไปหาคนทำผิด ความจริงคนเหล่านั้นทำผิด แต่เขาซ่อนไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น

อพยพ 22:27  25“ถ้าเจ้าให้ประชากรของเราคนใดที่เป็นคนจน   และอยู่กับเจ้ายืมเงินไป  อย่าถือว่าตนเป็นเจ้าหนี้   และอย่าคิดดอกเบี้ยจากเขา 26ถ้าเจ้าได้รับเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน   จงคืนของนั้นให้เขาก่อนตะวันตกดิน 27เพราะเขาอาจมีเสื้อคลุมตัวนั้นตัวเดียว เป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย   มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า   เมื่อเขาทูลร้องทุกข์ต่อเรา   เราจะสดับฟังเพราะเราเป็นผู้มีเมตตากรุณา  

ดูเหมือนพระคัมภีร์นี้จะไม่ค่อยเวิร์คในสังคมปัจจุบัน พระคัมภีร์บอกเราว่า อย่าคิดว่าคนยืม เป็นลูกหนี้ ให้ไปเลย เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่กอร์ปด้วยความเมตตา อย่างก เมื่อเอาเสื้อเขาเป็นประกัน ก่อนตกดิน ตอนนอนเขาอาจหนาว และอาจตายเพราะหนี้อาจจะสูญ แต่เราคืนเสื้อที่ประกัน เพราะพระเจ้าทรงเมตตา

โยบ 6:14  14“บุคคลผู้ใด  หน่วงเหนี่ยวความกรุณาไว้จากเพื่อน  
 ก็ทอดทิ้งความยำเกรงองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

เพื่อเตือนว่า ถ้าเราหน่วงเหนี่ยวความกรุณาต่อคนอื่น แปลว่า เรากำลังทำลายโอกาสที่จะได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า

พระเจ้าต้องการความเมตตามากกว่าเครื่องสัตวบูชา

เฉลยธรรมบัญญัติ 15:7-11  7“ถ้าในท่ามกลางท่านทั้งหลายมีคนจนสักคนหนึ่งเป็น พี่น้องของท่านอยู่ในเมืองใดๆ   ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน   ท่านอย่ามีใจแข็ง   หดมือของท่านไว้เสียต่อหน้าพี่น้องของ ท่านที่ยากจนนั้น 8แต่ท่านทั้งหลายจงยื่นมือของท่านให้เขา   และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา   ไม่ว่าเป็นข้าวของสิ่งใดๆ 9จงระวังให้ดีเกรงว่าจะมีการ คิดถ่อยในจิตใจของท่านว่า   'ปีที่เจ็ด   ปีที่จะต้องปลดปล่อยมาถึงแล้ว'   และท่านก็ริษยาต่อพี่น้องของท่าน   ท่านจึงไม่ยอมให้อะไรเขาเลยและเขาจะร้องทูลพระเจ้า   บาปก็จะตกแก่ท่าน 10ท่านจงให้เขาด้วยเต็มใจ   และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามีจิตคิดเสียดาย   ในกรณีนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวย พระพรแก่ท่าน   ในบรรดากิจการทั้งสิ้นของท่านไม่ว่าท่านจะกระทำสิ่งใด 11เพราะว่าคนจนจะไม่หมดไปจาก แผ่นดิน   เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาท่านว่า   ท่านต้องยื่นมือให้อย่างใจกว้างต่อพี่น้องของท่าน   คือต่อคนขัดสนคนยากจน   ซึ่งอยู่ในแผ่นดินของท่าน

ปีที่เจ็ด สำหรับอิสราเอล ถ้าคุณยืมตังค์ไป พอครบเจ็ดปี ให้ยกหนี้คืนให้ทั้งหมด บางคนหัวหมอ คิดอย่างนี้ (ความคิดถ่อย) พอถึงปีที่หก ปีที่เจ็ดไม่ยอมให้ บาปตกแก่เจ้าหนี้ เมื่อเขาเดือดร้อน อธิษฐานต่อพระเจ้า ข้อ 10 เราต้องทำเราจะได้พระพร

พระเจ้าทรงกอร์ปด้วยความกรุณา พระองค์จะกรุณาแก่ท่านเช่นกัน ให้เราสำรวจตัวเอง เพราะในยุคปัจจุบันยากมาก โดยเฉพาะคนที่เป็นคริสเตียน คนในปัจจุบันเห็นแก่ตัว Ex. คนมาปรึกษามากกว่าตัวเรา ก็ไล่คนนั้นออกจากโบสถ์

คนต้องการคนสำแดงความเมตตา

สุภาษิต 22:9 9บุคคลที่มีตาแสดงใจกว้างขวางก็จะรับพร  
  เพราะเขาแบ่งส่วนอาหารของเขาแก่คนยากจน 

แปลว่า “ตา” เมื่อเขาไปถึงไหน เขาจะมองว่าใครเดือดร้อน เขาจคอยมองว่า ใครต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่นี้ก็เป็นคนรับพร แต่มีคริสเตียนมากมายมีแต่มาโบสถ์ว่า ใครจะมาช่วยเรา พอไม่มีใคร ก็ไม่มาโบสถ์ ตาแสดงความกว้างขวาง จงให้บรรยากาศของคริสตจักรเปิดให้คนเดือดร้อนได้พูดความเดือดร้อนออกมาได้ ไม่ใช่เขารู้สึกน้ำท่วมปาก ถ้าเรามีตาใจแสดงความกว้างขวาง เราจะเห็นความเดือดร้อนของเขา แต่ถ้าตาใจคับแคบ แม้คนเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า ก็จะมองไม่เห็น พระองค์ปรารถนาให้เราซึมซับลักษณะชีวิตของพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา

ลูกา 10:25ff.  25ดูเถิด   มีบาเรียนคนหนึ่งยืนขึ้นทดลองพระองค์   ทูลถามว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์” 26พระองค์ตรัสตอบว่า   “ในธรรมบัญญัติมีคำเขียนว่าอย่างไร   ท่านได้อ่านเข้าใจอย่างไร” 27เขาทูลตอบว่า   “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า   ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า   และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” 28พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “ท่านตอบถูกแล้ว   จงกระทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต   ”    ข้อความตรงนี้เป็นที่รู้กันระหว่างบาเรียนกับพระเยซูคริสต์ ๆ บอกให้บาเรียนไปแสดงความรักต่อเพื่อนบ้าน และบาเรียนรู้ แต่บาเรียนแกล้งโง่ ข้อ 29 จึงทูลถามพระเยซูว่า ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า จิตใจของคนไม่ได้กอร์ปด้วยความเมตตา เขารู้ว่า ใครคือเพื่อนบ้านของเขา สะมาเรียใจดี ตัวเอกคือคนที่ถูกปล้น เพราะเขาอยู่ทุกฉาก เพราะเขาเดือดร้อน เขาต้องการคนที่จะมาแสดงความเมตตา และคนบาเรียนมีสมบัติเยอะแยะ แต่แกล้งถาม ข้อ 36 พระเยซูถาม  36ในสามคนนั้น   ท่านคิดเห็นว่าคนไหนปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น” และเขาทูลตอบว่า คือคนนั้นแหล่ะ ที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา พระเยซูตอบประโยคเดิม  ความหมายของพระเยซูคริสต์ถามในสำนวนว่า คุณรู้แล้วหรือยังว่า คุณต้องไปเป็นเพื่อนบ้านของใคร คนงกมักจะถามว่าใครเป็นเพื่อนบ้านของเรา แต่คนใจกว้าง จะพยายามไปเป็นเพื่อนบ้านของคนอื่น

พระเจ้าจะตอบแทนแก่คนใจกว้างขวาง ทุกอย่าง สิ่งที่ขัดข้องในชีวิตของเราเกิดจากอะไร

ลูกา 12:13

13มีผู้หนึ่งในหมู่คนทูลพระองค์ว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ขอสั่งพี่ชายของข้าพเจ้าให้แบ่งมรดกให้กับข้าพเจ้า” 14แต่พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “บุรุษเอ๋ย   ใครได้ตั้งเราให้เป็นตุลาการ   หรือเป็นผู้แบ่งมรดกให้ท่าน” 15แล้วพระองค์จึงตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า   “จงระวังและเว้นเสียจากการโลภทุกประการ   เพราะว่าชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย” 16พระองค์จึงตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า   “ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก 17เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า   'เราจะทำอย่างไรดี   เพราะว่าเราไม่มีที่ที่จะเก็บผลของเรา' 18เขาจึงคิดว่า   'เราจะทำอย่างนี้   คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสียและจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น   แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของเราไว้ที่นั่น 19แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า   “จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี   จงอยู่สบาย   กิน   ดื่ม   และรื่นเริงเถิด' ” 20แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า   'โอ   คนโง่   ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า   แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า' 21คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว   และมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ”

เศรษฐีคนนี้ไม่ได้โกงใคร ไร่นาของเขาอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อเขามั่งคั่ง เขาคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงคนอื่น เศรษฐีโง่ เพราะไม่ได้แสดงความเมตตา คิดถึงแต่ตัวเอง ถ้าเราเป็นคริสเตียนไม่ได้แสดงความเมตตา เราโง่มาก เศรษฐีไม่ได้เป็นคริสเตียน เขาโง่ แต่เรามีพระคริสต์แต่ไม่ได้ซึมซับชีวิตของพระคริสต์ เราโง่มาก ดังนั้น ขอพระเจ้าช่วยเรา คนฉลาดในพระคัมภีร์ไม่ใช่คนจบดอกเตอร์ หรือร่ำรวย แต่ฉลาดคือให้พระคริสต์อยู่ในชีวิตของเรา ถ้าเรามีตาให้เรามองอย่างใจกว้าง

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org