Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551

 

 

หัวข้อ“ชีวิตที่อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า” โยชูวาบทที่ 18-19

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

ยอห์น 4:24 24พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ   และผู้ที่นมัสการพระองค์   ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
เรื่องของจิตวิญญาณไม่สามารถหลอกพระเจ้าได้ กาลาเทีย 6:7-8 7อย่าหลงเลย   ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้   เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง   ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น8ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน   ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น   แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ   ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่จะเข้าหาพระองค์ด้วยจิตวิญญาณจะได้รับฟื้นฟูด้านจิตวิญญาณ ผู้ที่เข้าหาพระเจ้าด้วยตัวตนที่แท้จริง หากมีบาปก็ต้องยอมรับว่ามีบาป ก็จะรับการยกโทษให้อภัยบาป หากมีตำหนิ ไม่สะอาด ก็จะรับการชำระให้สะอาด หากมีวิถีชีวิตแบบผิดๆก็ต้องปรับให้ถูก หากยังมืดก็ต้องเดินในทางสว่าง หากยังหลบๆซ่อนๆก็ต้องออกมาเดินในที่แจ้ง นี่คือชีวิตที่อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า ต่อพระพักตร์แปลว่า ต่อหน้า อยู่ตรงหน้า พระองค์อยู่ที่นี่กับเรา ชีวิตคริสเตียนไม่สามารถที่จะปกปิดสิ่งใดไปจากพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงล่วงรู้ทุกสิ่ง และทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง  กษัตรย์ดาวิดได้กล่าวไว้ในหนังสือสดุดีว่า สดุดี 139:7-12 7ข้าพระองค์จะไปไหน  ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์  8ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์   พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดน   ผู้ตาย  พระองค์ทรงสถิตที่นั่น  9ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุณ และอาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น 10แม้ถึงที่นั่น  พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้ 11ถ้าข้าพระองค์จะว่า  “ขอเพียงความมืด   จงบังข้าไว้ และจงให้ความสว่างรอบข้าเป็นกลางคืน” 12สำหรับพระองค์  แม้ความมืดก็ไม่มืด กลางคืนก็แจ้งอย่างกลางวัน ความมืดเป็นอย่างความสว่าง  
สิ่งที่พระคัมภีร์ได้ย้ำนักก็คือ ท่าทีที่อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า นั่นคือความยำเกรงพระเจ้า ไม่ว่าจะโดยการกระทำ คำพูดหรือแม้แต่ความคิด ชีวิตคริสเตียนจึงแตกต่างจากคนทั่วไปคือ เราไม่ทำผิดไม่ว่าจะทางกฏหมาย จริยธรรม หรือศีลธรรม ไม่ใช่เพราะว่าเรากลัวการถูกลงโทษ กลัวตกนรก กลัวจะไม่เป็นผู้ชอบธรรม แต่เพราะเรายำเกรงพระเจ้า เราปรารถนาความสัพพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เราปรารถนาพระสัญญาจากพระองค์ เพราะเรารู้ว่า สิ่งที่มาจากพระเจ้าล้วนเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา  สดุดี 25:12-14 12ผู้ใดเล่าที่เป็นคนยำเกรงพระเจ้า พระองค์จะทรงสั่งสอนผู้นั้นในทางที่เขาควรเลือกได้  13เขาเองจะอาศัยอยู่ในความเจริญรุ่งเรือง  และลูกหลานของเขาจะได้แผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์  14มิตรภาพของพระเจ้ามีอยู่แก่คนที่ยำเกรงพระองค์ และพระองค์ทรงแจ้งพันธสัญญาของพระองค์แก่เขาเหล่านั้น  
ตัวอย่างของชนชาติอิสราเอลอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าจากหนังสือ โยชูวา 18:1-10 ดังนี้
1ฝ่ายชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นก็มาประชุมกันที่ชิโลห์   และตั้งเต็นท์นัดพบขึ้นที่นั่น   แผ่นดินนั้นก็ตกอยู่ในครอบครองของเขา  2ยังมีประชาชนอิสราเอลอีกเจ็ดเผ่าที่ยัง มิได้รับมรดกเป็นส่วนแบ่ง 3ดังนั้นโยชูวาจึงกล่าวแก่อิสราเอลว่า   “ท่านทั้งหลายจะรอช้าอยู่อีกเท่าใด   จึงจะเข้าไปยึดครองที่ดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ บรรพบุรุษของท่านประทานแก่ท่านทั้งหลาย 4จงเลือกคนเผ่าละสามคน   แล้วข้าพเจ้าจะใช้คนเหล่านั้น ไปท่องเที่ยวขึ้นล่องอยู่ที่แผ่นดินนั้น   ให้เขียนแนวเขตที่ดินที่จะมอบเป็นมรดก   และมาหาข้าพเจ้า 5ให้เขาแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน   ให้คนยูดาห์คงอยู่ในดินแดนของเขาทางภาคใต้   และคนเผ่าโยเซฟให้คงอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือ 6ให้ท่านทั้งหลายเขียนแนวเขตที่ดินเป็นเจ็ดส่วน   แล้วนำแนวเขตที่ดินนั้นมาให้ข้าพเจ้าที่นี่ และข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านที่นี่   ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา 7เพราะคนเลวี  ไม่มีส่วนแบ่งในหมู่พวกท่านทั้งหลาย   ด้วยตำแหน่งปุโรหิตของพระเจ้าเป็นมรดกของเขาแล้ว   เผ่ากาด   และเผ่ารูเบน   กับเผ่ามนัสเสห์ครึ่งหนึ่งก็ได้รับมรดกของเขาทาง ฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออก   ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า   ได้มอบให้แก่เขาทั้งหลายแล้ว”  8ฝ่ายคนเหล่านั้นก็ออกเดินทาง และโยชูวากำชับพวกที่จะเขียนแนวเขตที่ดินว่า   “จงเที่ยวขึ้นเที่ยวล่องในแผ่นดิน   และเขียนแนวเขตที่ดินนั้นแล้วกลับมาหาข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ชิโลห์” 9ดังนั้นคนเหล่านั้นก็ท่องเที่ยวไปมาที่แผ่นดิน   แล้วเขียนเป็นหนังสือ   แนวเขตเมืองต่างๆ   แบ่งเป็นเจ็ดส่วนแล้วกลับมาหาโยชูวา ณ ค่ายที่ชิโลห์ 10แล้วโยชูวาก็จับฉลากให้เขาต่อพระพักตร์พระเจ้า   โยชูวาก็ได้จัดแบ่งที่ดินให้แก่ประชาชนอิสราเอลที่นั่น   ตามส่วนแบ่งของแต่ละเผ่า
โยชูวา 19:49-51 49เมื่อได้แบ่งดินแดนส่วนต่างๆของแผ่นดินนั้นเป็นมรดกเสร็จสิ้นแล้ว   คนอิสราเอลก็ได้มอบส่วนมรดกในหมู่พวกเขาให้แก่โยชูวาบุตรนูน 50ตามบัญชาของพระเจ้าเขาก็ได้ยกเมืองที่ท่านขอไว้ให้แก่ท่าน   คือเมืองทิมนาทเสราห์   ในแดนเทือกเขาแห่ง เอฟราอิมท่านก็เสริมสร้างเมืองนั้นเสียใหม่และเข้าอยู่ที่นั่น  
 51ที่กล่าวมานี้เป็นมรดกที่ เอเลอาซาร์ปุโรหิตกับโยชูวาบุตรนูน   และหัวหน้าของตระกูลต่างๆ   แห่งเผ่าคนอิสราเอลจับ ฉลากแบ่งให้เป็นมรดกที่ชิโลห์ต่อพระพักตร์พระเจ้า   ณ ประตูเต็นท์นัดพบ   ดังนี้แหละเขาทั้งหลายก็ทำการแบ่งปันแผ่นดินสำเร็จลง
ที่นี่เราจะเห็นการตกลงกันด้วยความเชื่อ เสมือนได้เป็นเจ้าของที่ดินมรดกเหล่านั้นแล้ว เรียกตามภาษากฏหมายก็คือ โดยนิตินัย ได้ทำสำเร็จแล้ว แต่โดยพฤตินัยนั้นมีเรื่องของเงื่อนเวลา อุปสรรค ชัยชนะ การยึดได้ และภาวะที่หลุดมือไปในบางครั้ง หนังสือโยชูวาตอนนี้มีจุดเริ่มต้นของนิตินัย เกิดจากการรวมตัวกันของอิสราเอลผู้มีความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า โดยมีผู้นำคือโยชูวาผู้ที่พระเจ้าทรงตั้งเขาไว้ให้ทำหน้าที่แบ่งมรดกแผ่นดินคานาอัน จุดที่อิสราเอลรวมตัวคือที่ตั้งเต็นท์นัดพบ (Tabernacle)  บนแผ่นดินที่ได้ครอบครองไว้แล้ว นี่เป็นบันทึกครั้งแรกของการตั้งเต็นท์นัดพบที่เมืองชิโลห์ เต็นท์นัดพบคือ สถานนมัสการพระเจ้า ที่มีหีบพันธสัญญาอยู่ภายในนั้น ในสมัยนั้นพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับหีบพันธสัญญา ซึ่งจะนำหน้าในการข้ามแม่น้ำ แม่น้ำก็แหวกออก นำหน้าในการยึดเมือง กำแพงเมืองก็พังทะลาย นำหน้าในการสู้รบ สงครามก็ชนะ ดังนั้นการแบ่งมรดกครั้งนี้จะยุติสงครามการตกลงกันไม่ได้ระหว่างชนเผ่าอิสราเอลกันเอง ต้องอาศัยการอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า โดยเริ่มต้นโยชูวา 18:1
1ฝ่ายชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นก็มาประชุมกันที่ชิโลห์   และตั้งเต็นท์นัดพบขึ้นที่นั่น   แผ่นดินนั้นก็ตกอยู่ในครอบครองของเขา การเริ่มต้นนี้ให้บทเรียนแก่เราทั้งหลายคือ
1. การยอมให้พระเจ้าเป็นองค์อธิปไตย โยชูวา 18:6,8,10
6ให้ท่านทั้งหลายเขียนแนวเขตที่ดินเป็นเจ็ดส่วน   แล้วนำแนวเขตที่ดินนั้นมาให้ข้าพเจ้าที่นี่ และข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านที่นี่   ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา 8ฝ่ายคนเหล่านั้นก็ออกเดินทาง และโยชูวากำชับพวกที่จะเขียนแนวเขตที่ดินว่า   “จงเที่ยวขึ้นเที่ยวล่องในแผ่นดิน   และเขียนแนวเขตที่ดินนั้นแล้วกลับมาหาข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ชิโลห์” 10แล้วโยชูวาก็จับฉลากให้เขาต่อพระพักตร์พระเจ้า
ที่นี่เราจะพบการย้ำสิ่งที่โยชูวาให้ความสำคัญ และใส่ใจเป็นพิเศษ เวลาพระคัมภีร์บันทึกถึงอะไรมากกว่าหนึ่งครั้ง นั่นคือสาระสำคัญมาก การบันทึกกล่าวถึงโยชูวาพูดด้วยตัวเองถึงสองครั้งและทำจริงตามที่พูด คือพฤติกรรมที่เขากำลังแบ่งมรดกให้แก่อิสราเอลอีกเจ็ดเผ่าที่เหลือต่อพระพักตร์พระเจ้า นั่นหมายความว่า การอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าต้องให้พระเจ้าเป็นองค์อธิปไตย แปลว่า พระเจ้าเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์ในการตัดสินแบ่งมรดกให้กับคนที่พระองค์ทรงเลือก เป็นการยอมรับสิ่งที่พระเจ้าตัดสินนั้นถูกต้องที่สุด ชอบธรรมที่สุด และเหมาะกับเรามากที่สุด และเหตุผลของพระเจ้านั้นดีที่สุด ในการแบ่งมรดกที่ดินด้วยการยอมรับความเป็นองค์อธิปไตยของพระเจ้า ยังมีเผ่าหนึ่งที่มีท่าทีคล้ายจะกึ่งรับกึ่งปฏิเสธการตัดสินใจของพระเจ้า ผู้วินิจฉัย 18:1 1ในสมัยนั้นไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล   และในสมัยนั้นคนเผ่าดานยังเที่ยวหาที่ดิน อันจะเป็นมรดกของตนเพื่อจะได้พักอาศัย   เพราะจนบัดนั้นแล้วมรดกในหมู่คนเผ่าอิสราเอล ยังไม่ตกแก่เขา
ทำไมเผ่าดานจึงรับมรดกช้ากว่าพี่น้องเผ่าอื่น ดูเหมือนเขาจะเป็นเผ่าที่ทิ้งท้ายที่สุด สำนวนที่ว่า จนบัดนั้นแล้วมรดกในหมู่คนเผ่าอิสราเอล ยังไม่ตกแก่เขา มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราย้อนขึ้นมาดู ประโยคที่ว่า  คนเผ่าดานยังเที่ยวหาที่ดิน ดูจากที่นี่ เหมือนกับว่า เผ่าดานยังรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่พระเจ้ากำหนดให้กับเขาตามฉลากที่จับได้ เขาเลยยังใช้เวลาที่พระคัมภีร์ใช้คือคำว่า “เที่ยวหาที่ดิน” คำฮีบรูนี้แปลว่า ขอ แสวงหา ตามที่ต้องการ ซึ่งเผ่าดานกำลังต้องการในสิ่งที่นอกเหนือการกำหนดของพระเจ้าที่ได้มอบให้กับเขาแล้วโดยนิตินัย แต่พฤตินัย หรือการกระทำของเผ่าดานคือ ไม่ยอมรับการตัดสินพระทัยของพระเจ้า เขาจึงได้ช้า และยังเที่ยวหา และหาไม่เจอ และปล่อยให้สิ่งที่ใช่หลุดมือไป
47เมื่อดินแดนคนเผ่าดานหลุดมือเขาไป   คนเผ่าดานก็ขึ้นไปสู้รบกับเมืองเลเชม โยชูวา 19:47
แต่ท้ายที่สุด เขาก็กลับมายึดสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ และได้เขาได้รับอย่างที่ควรจะได้รับ
บ่อยครั้งที่คริสเตียนที่ไม่ยอมรับการความเป็นองค์อธิปไตยของพระเจ้า การกำหนดของพระองค์ เราจะฝืนเดินในทิศทางตรงกันข้าม รอที่จะรับสิ่งที่ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า เราคิดว่า เหตุผลของเราดีกว่า เราคิดว่า การตัดสินใจของเราดีกว่าพระเจ้า ในบางเรื่องพระเจ้าให้รอ ก็ไม่รอ แต่บางเรื่อง พระเจ้าให้รีบ กลับนั่งรอ เหมือนกับกรณีที่โยชูวาพูดกับอิสราเอลว่า โยชูวา 18:3   “ท่านทั้งหลายจะรอช้าอยู่อีกเท่าใด   จึงจะเข้าไปยึดครองที่ดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ บรรพบุรุษของท่านประทานแก่ท่านทั้งหลาย
ชีวิตที่อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าต้องรู้ว่า เวลาไหน ควรรอ และเวลาไหนควรรีบ ไม่ใช่เฉื่อยแฉะไปทุกเรื่อง โยชูวาได้ชี้ให้เห็นว่า จะรออะไรอยู่อีกในเมื่อ พระเจ้ายกให้แล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งของคริสเตียนคือไม่รู้ว่า พระเจ้ายกอะไรให้บ้าง และอะไรที่พระองค์ไม่ได้ยกให้ แต่อยากจะได้ คริสเตียนบางคนมีแต่ปฏิเสธและปฏิเสธสิ่งที่มาจากพระเจ้า จึงไม่ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่มาจากพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร เพราะติดนิสัยว่า ฉันจะเป็นคนเลือกเอง ความคิดแบบนี้จึงทำให้ยากที่จะเรียนรู้ความเป็นองค์อธิปไตยของพระเจ้า การไม่เรียนรู้เช่นนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยอมรับไม่ได้กับเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่า คริสเตียนจะปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม พระเจ้ายังให้เรามีที่ว่างที่จะทูลเรื่องราวของเราตามใจปรารถนาของเรา ฟิลิปปี 4:6-7 6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย   แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า   ด้วยการอธิษฐาน   การวิงวอน   กับการขอบพระคุณ 7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
2. ทำให้คนอื่นได้รับประโยชน์สูงสุด โยชูวา 18:2
2ยังมีประชาชนอิสราเอลอีกเจ็ดเผ่าที่ยัง มิได้รับมรดกเป็นส่วนแบ่ง
ซิก ซิการ์ ผู้เขียนหนังสือชื่อ See you at the top พบกันที่ยอดเขา ได้กล่าวว่า ถ้าเราต้องการพบกับความสำเร็จ จงทำให้คนรอบข้างประสบความสำเร็จ ถ้าเราอยากได้รับ จงทำให้คนรอบข้างได้รับ ประเด็นสำคัญคือ เรารู้หรือยังว่า คนรอบข้างเรา เขาต้องการอะไร เขากำลังไปสู่ความสำเร็จเรื่องอะไร โปรดระวังที่ตรงนี้ อย่ายัดเยียดสิ่งที่เขาไม่ต้องการ สิ่งที่ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าให้กับคนรอบข้าง มีบางคนที่พยายามยัดเยียดความต้องการของตัวเองให้กับคนรอบข้าง เลยไปไม่ถึง see you at the top อยู่แต่ที่ ICU ห้องผู้ป่วยอาการหนัก (Intensive care unit)
แต่สำหรับโยชูวาเขารับรู้ว่า2ยังมีประชาชนอิสราเอลอีกเจ็ดเผ่าที่ยัง มิได้รับมรดกเป็นส่วนแบ่ง โยชูวาจึงสั่งให้มีการจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของอิสราเอลที่เหลืออีกเจ็ดเผ่า เพราะนี่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ทรงต้องการให้อิสราเอลได้รับสิ่งที่เขาปรารถนา คือแผ่นดินคานาอันที่เขาจะปักหลักปักฐานสักที หลังจากมีชีวิตที่เร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารมานานสี่สิบปี ซึ่งเราจะพบในตอนท้ายว่า  อิสราเอลทั้งหมดต่างก็มีทรัพย์สินมากมาย โยชูวา 22:7-8
...และเมื่อโยชูวาส่งเขากลับไปบ้านท่านได้อวยพรเขา 8กล่าวแก่เขาว่า   “จงกลับไปบ้านของท่านทั้งหลายพร้อมกับทรัพย์สมบัติมั่งคั่ง   มีฝูงสัตว์มากมาย   มีเงิน  ทองคำ  ทองสัมฤทธิ์และเหล็ก   และเสื้อผ้าเป็นอันมาก   จงแบ่งของที่ริบมาจากศัตรูของท่านให้แก่พี่น้องของท่าน”  แต่ก่อนบทที่ 22 นี้ต้องผ่านบทที่ 18-19 ก่อน บางคนมาเป็นคริสเตียนก็คิดถึงตอนจบแบบ Happy ending พี่เลี้ยงหลายคนสอนน้องเลี้ยงแต่ตอนจบ เลยเจอแต่คำว่า Bye Bye บ๊ายบาย ลาก่อน เมื่อเขาไม่ได้อย่างที่หวัง เพราะเราไปเน้นความคาดหวังที่เป็นเรื่องของเงินทอง ความสำเร็จ และมองข้ามสิ่งที่มีค่าที่เราได้รับในวิถีการดำเนินชีวิตคริสเตียน กาลาเทีย 5:22-23
22ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น   คือความรัก   ความปลาบปลื้มใจ   สันติสุข   ความอดกลั้นใจ   ความปรานี   ความดี   ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนน้อม   การรู้จักบังคับตน
ผลของพระวิญญาณเหล่านี้มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติมั่งคั่ง ฝูงสัตว์มากมาย หรือเงิน ทองคำ เสื้อผ้ามากมาย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเทียบกับปัจจุบันแล้ว มันคือสิ่งที่ได้ขโมยหรือทำลายความสุขของมนุษย์มากมาย ยิ่งมีมากยิ่งมีทุกข์ เหมือนที่อ.โอซาวามาสอนเราเมื่อเดือนที่แล้ว ว่า สถานการณ์ของโลกวันนี้ คนจนมีความสุข แต่คนรวยจะทุกข์มากที่สุด เพราะยิ่งมีมากยิ่งสูญเสียมาก แต่เราไม่มี เราไม่สูญเสียอะไรเลย ในทางตรงกันข้าม เรามีผลพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา ซึ่งเงินทองไม่สามารถซื้อได้ และเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เรามีไว้ในชีวิตของเรา พระเยซูคริสต์ทรงเตือนสาวกของพระองค์เรื่องให้ระวังอย่าให้ยอมสูญเสียสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์ใดๆ  
1 เธสะโลนิกา 5:9 19อย่าดับพระวิญญาณ ซึ่งหมายถึงอย่าหยุดความกระหายฝ่ายวิญญาณ อย่าเพิกเฉยต่อการแสดงผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ เอเฟซัส 4:30 30และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย  
การไม่เชื่อฟังสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เตือน แนะนำ คือการทำให้พระองค์เสียพระทัย และทำให้ผลพระวิญญาณไม่ได้สำแดงในชีวิตของเรา การดื้อบ่อยๆต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้หูฝ่ายวิญญาณดับไป
จงฝึกที่จะฟังและพัฒนาด้วยการตอบสนองจากง่ายเป็นยากขึ้น (หรือที่เรียกว่า ชันขึ้นเหมือนปีนเขา) มัทธิว 7:13  13 “จงเข้าไปทางประตูแคบ   เพราะว่าประตูใหญ่   และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ   และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก
ซึ่งน่าเสียดายที่คริสเตียนมากมายดำเนินชีวิตตามความอยากของตนเองบางคนหูฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้วเรื่องนี้ น้ำพระทัยพระเจ้า คือ ต้องการให้เราดำเนินชีวิตต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยการอยู่ภายใต้พระวิญญาณบริสุทธิ์ มิใช่ด้วยเนื้อหนัง แนวเขตแดนของวิถีชีวิตคริสเตียนในฝ่ายวิญญาณ เหมือนกับอิสราเอล ที่โยชูวาได้สั่งกำชับให้ผู้ที่ท่องเที่ยวไปในดินแดนมรดก ให้เขียนแนวเขตแดน และจงพอใจในแนวเขตแดนนั้นๆ
3. มาหาพระเยซู โยชูวา 18:4-9
4จงเลือกคนเผ่าละสามคน   แล้วข้าพเจ้าจะใช้คนเหล่านั้น ไปท่องเที่ยวขึ้นล่องอยู่ที่แผ่นดินนั้น   ให้เขียนแนวเขตที่ดินที่จะมอบเป็นมรดก   และมาหาข้าพเจ้า 5ให้เขาแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน   ให้คนยูดาห์คงอยู่ในดินแดนของเขาทางภาคใต้   และคนเผ่าโยเซฟให้คงอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือ6ให้ท่านทั้งหลายเขียนแนวเขตที่ดินเป็นเจ็ดส่วน   แล้วนำแนวเขตที่ดินนั้นมาให้ข้าพเจ้าที่นี่ และข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านที่นี่   ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา8ฝ่ายคนเหล่านั้นก็ออกเดินทาง และโยชูวากำชับพวกที่จะเขียนแนวเขตที่ดินว่า   “จงเที่ยวขึ้นเที่ยวล่องในแผ่นดิน   และเขียนแนวเขตที่ดินนั้นแล้วกลับมาหาข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ชิโลห์” 9ดังนั้นคนเหล่านั้นก็ท่องเที่ยวไปมาที่แผ่นดิน   แล้วเขียนเป็นหนังสือ   แนวเขตเมืองต่างๆ   แบ่งเป็นเจ็ดส่วนแล้วกลับมาหาโยชูวา ณ ค่ายที่ชิโลห์
อีกครั้งที่พระคัมภีร์บันทึกถึงสามครั้งเรื่อง การกำชับตัวแทนสามคนให้กลับมาพร้อมกับแนวเขตแดนเพื่อพบกับโยชูวา “มาหาข้าพเจ้า”  “ที่นี่” เพราะโยชูวาจะเป็นผู้จับฉลากต่อพระพักตร์พระเจ้าเอง ในที่นี้ โยชูวาเป็นภาพจำลองของพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าทรงกำหนดพระองค์เป็นผู้เดียวที่เราจะอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ กิจการ 4:10,12
10ก็ให้ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า   โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ   ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขน   และซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้คืนพระชนม์   โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าท่าน   จึงได้หายโรคเป็นปกติ 12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”  
พระเยซูคริสต์เป็นจุดนัดพบของผู้ที่แสวงหาพระพักตร์พระเจ้าจะได้พบกับพระเจ้าเหมือนได้เห็นพระองค์ ยอห์น 6:46 46ไม่มีผู้ใดได้เห็นพระบิดา   นอกจากท่านที่มาจากพระเจ้าท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว สำหรับคนยิวแล้ว การได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ต่อความอยู่รอด กษัตริย์ดาวิดเขียนในสดุดี 31:16 16ขอพระพักตร์พระองค์ทอแสงบนผู้รับใช้ของพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดด้วยความรักมั่นคงของ พระองค์
ดังนั้นชีวิตคริสเตียนจะอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ต้องมาหาพระเยซูผู้เดียว กลับมาที่โยชูวาที่ได้สั่งให้ตัวแทนแต่ละเผ่าสามคนไปท่องเที่ยวหาแนวเขตแดน สามคนที่ต้องตกลงกัน มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันว่าจะเอาตรงไหน ถ้าสองตกลงกันไม่ได้ คนที่สามยังหาบทสรุปได้ แนวเขตแดนของชีวิตคริสเตียนควรเป็นสามเหลี่ยม คือ สัมพันธ์กับพระเจ้า สัมพันธ์กับคนอื่น และสัมพันธ์กับตนเองด้วย ถ้าแนวความสัมพันธ์แบบสามนี้สมดุล เราทุกคนจะพบบทบาทของตัวเองที่ชัดเจน เหมือนกับแนวเขตแดนที่ตัวแทนสามคนได้ไปท่องเที่ยวและนำกลับมาหาโยชูวา
คริสเตียนทุกคนมีบทบาทที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้แล้ว เรามีขอบเขตบทบาทของเราแต่คนตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบัน มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวว่า สิ่งที่อยู่ในอดีตได้หล่อหลอมให้เราเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน  มีคนเปรียบเทียบชีวิตของคนเราเหมือนขวดโหลที่เราแต่ละคนมีหน้าที่ที่จะบรรจุขวดโหลนั้นให้เต็ม บางคนเริ่มแรกชีวิตก็บรรจุก้อนกรวดเล็กๆ เม็ดทรายเล็ก จนเมื่อถึงเวลาจะต้องเอาอิฐก้อนใหญ่ใส่เข้าไป กลับไม่มีที่ว่างที่จะใส่อิฐก้อนใหญ่ เป็นภาพให้เราได้เห็นว่า ถ้าเราดำเนินชีวิตที่ไม่มีขอบเขต ไร้สาระ เราจะเป็นขวดโหลที่ใส่แต่เม็ดทรายก้อนเล็ก จนอายุมากขึ้น เพิ่งจะรู้ว่า มีสิ่งที่สำคัญๆที่ต้องทำ ต้องบรรจุเข้าในชีวิตแต่ไม่มีที่ว่างหรือเวลาเหลือน้อยแล้ว ใส่เข้ามาไม่หมด
ให้เราสำรวจชีวิตของเราตั้งแต่วันนี้ เขตแดนมรดกคานาอันในชีวิตของเราอยู่ที่ไหนค้นหาให้เจอและนำมันกลับมาหาพระเยซูคริสต์เจ้าให้พระองค์เลือกให้เรา กำหนดให้เรา บางคนอาจท่องเที่ยวไปในชีวิตและเก็บอิฐก้อนใหญ่มาหลายก้อน บางคนห้าก้อน แต่มีที่ว่างใส่ได้แค่สามก้อน จะทิ้งก้อนไหน และเก็บก้อนไหน พระเยซูคริสต์เจ้าทรงทราบ จงให้ชีวิตต่อพระพักตร์พระเจ้า มีพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ แล้วเราจะไม่พลาดสิ่งที่ดีที่สุด
4. ผลประโยชน์ของคนอื่นก่อน โยชูวา 19:49-51
49เมื่อได้แบ่งดินแดนส่วนต่างๆของแผ่นดินนั้นเป็นมรดกเสร็จสิ้นแล้ว   คนอิสราเอลก็ได้มอบส่วนมรดกในหมู่พวกเขาให้แก่โยชูวาบุตรนูน 50ตามบัญชาของพระเจ้าเขาก็ได้ยกเมืองที่ท่านขอไว้ให้แก่ท่าน   คือเมืองทิมนาทเสราห์   ในแดนเทือกเขาแห่ง เอฟราอิมท่านก็เสริมสร้างเมืองนั้นเสียใหม่และเข้าอยู่ที่นั่น  51ที่กล่าวมานี้เป็นมรดกที่ เอเลอาซาร์ปุโรหิตกับโยชูวาบุตรนูน   และหัวหน้าของตระกูลต่างๆ   แห่งเผ่าคนอิสราเอลจับ ฉลากแบ่งให้เป็นมรดกที่ชิโลห์ต่อพระพักตร์พระเจ้า   ณ ประตูเต็นท์นัดพบ   ดังนี้แหละเขาทั้งหลายก็ทำการแบ่งปันแผ่นดินสำเร็จลง

อิสราเอลที่แบ่งมรดกกันได้โดยไม่ฆ่ากันตายเหมือนที่เราเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์เพราะ ชีวิตที่อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า ทำให้ผลประโยชน์มาทีหลัง การแบ่งปันมรดกจึงสำเร็จ จุดที่น่าสนใจคือ โยชูวา ได้เป็นแบบอย่างของการเดินทางแคบเรื่องผลประโยชน์ ดินแดนที่อิสราเอลยกให้กับโยชูวาตามที่ท่านขอนั้น อยู่ในเทือกเขาเอฟราอิม ซึ่งโยชูวาเคยบอกกับเผ่าเอฟราอิมว่า ที่ไม่พอเพราะยกให้คนอื่นไปแล้ว ก็จงไปหาเพิ่มเอาเอง โดยเฉพาะที่ๆแคบ ที่ๆต้องพัฒนา แล้วโยชูวาก็เป็นแบบอย่างในคำพูดที่เขาแนะนำคนอื่น และเขาเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับส่วนที่แย่ที่สุด และต้องออกแรงด้วยตัวเอง โยชูวา 17:1315ฝ่ายโยชูวาตอบเขาว่า   “ถ้าเจ้ามีคนมากมาย   พวกเจ้าจงเข้าไปในป่าแผ้วถางเอาเอง   ที่ในแผ่นดินของคนเปริสซีและคนเรฟาอิม   เพราะว่าแดนเทือกเขาของคนเอฟราอิมเป็นที่แคบ” พระเยซูคริสต์เช่นกัน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างเดินในทางแคบก่อนเราทั้งหลาย เรื่องผลประโยชน์ พระองค์ยกให้แก่เราก่อนใคร ฟิลิปปี 2:4-8 4อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย 5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org