Click here to main menu Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service list!
Click here to Calendar and News!
Click here to news article  
 
Click here to main menu!
Click here to about us page!
Click here to contact us page!
Click here to service page!
Click here to growth page!
Click here to calendar and news page!
Click here to article page!
ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ
 
Donation
 
 
 
 

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2552

 

 

หัวข้อ“พระผู้ช่วย....ช่วยเราตลอดเวลา”

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ

 
     
 

เรามักมีความเข้าใจว่า“ผู้ช่วย”หมายถึงผู้ที่มาช่วยเหลือเรา แบ่งเบาภาระ และอุปถัมภ์ ในยามที่เราจำเป็น เราจึงจะมีความต้องการ ความต้องการมี “ผู้ช่วย” มีความหมายได้ทั้งสองด้าน คือด้านที่ เรากำลังอ่อนแอ และช่วยตัวเองไม่ได้ เราอยู่ในภาวะที่ต้องการผู้ช่วย ส่วนอีกด้านหนึ่งของความต้องการ “ผู้ช่วย” อาจมีความหมายว่า แม้เราจะเข้มแข็ง แข็งแกร่งเพียงไร เราก็ยังต้องการผู้ช่วยที่อ่อนแอกว่าเรา เพื่อสนับสนุนให้เราไปถึงความสำเร็จสูงสุด พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์ทุกคน ที่อยู่กับเราตลอดเวลา ทั้งในยามที่เราแข็งแกร่งที่สุด และในยามที่เราอ่อนแอที่สุด ในยามปกติสุข และในยามที่ทุกข์ที่สุด จึงมีคำพูดหนึ่งที่กล่าวว่า พระเยซูคริสต์เจ้าไม่เคยมาสาย การช่วยกู้ของพระองค์มาทันเวลาเสมอ วันนี้เราจะศึกษาบทเรียนจากหนังสือผู้วินิจฉัยว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียม “ผู้ช่วย”ให้กับอิสราเอลอย่างไร และทรงจัดเตรียม “พระผู้ช่วย” ให้กับคริสเตียนอย่างนั้นด้วยเช่นกัน  ผู้วินิจฉัย 2:16-19
16พระเจ้าทรงให้เกิดผู้วินิจฉัย  ผู้ช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นมือของผู้ที่ปล้นเขา 17แต่เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังผู้วินิจฉัยทั้งหลายของเขา   เพราะเขาทั้งหลายเล่นชู้กับพระอื่น   และกราบไหว้พระอื่น   ไม่ช้าเขาก็หันไปเสียจากทางซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้ดำเนิน   ผู้ได้เชื่อฟังพระธรรมบัญญัติของพระเจ้า   แต่เขาทั้งหลายมิได้กระทำตาม 18พระเจ้าทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นเมื่อไร   พระเจ้าก็ทรงสถิตกับผู้วินิจฉัยนั้นเมื่อนั้น   และพระองค์ทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจาก เงื้อมมือของศัตรูตลอด ชีวิตของผู้วินิจฉัย   เพราะพระเจ้าทรงกลับพระทัยสงสารเขาทั้งหลาย   เมื่อทรงฟังเสียงคร่ำครวญของเขาเนื่องด้วย ผู้ข่มเหงและบีบบังคับ 19แต่อยู่มาเมื่อผู้วินิจฉัยนั้นสิ้นชีวิต   เขาทั้งหลายก็หันกลับประพฤติชั่วร้ายเสีย ยิ่งกว่าบิดาของเขาหลงไป ติดตามปรนนิบัติ   และกราบไหว้พระอื่น   เขามิได้เคยงดเว้นความชั่วที่เคยกระทำหรือหายจาก ทางดื้อดึงของเขา
เรื่องราวในหนังสือผู้วินิจฉัยเป็นช่วงต่อจากหนังสือโยชูวา ที่จบลงด้วยโยชูวาสิ้นชีวิตในวัยชรา และไม่มีผู้นำสืบต่อ หนังสือผู้วินิจฉัยเริ่มหลังจากที่อิสราเอลตัดสินใจเลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ดังนั้นหนังสือผู้วินิจฉัยบทที่ 1 บันทึกว่า เมื่อสิ้นผู้นำ อิสราเอลอยู่ในภาวะที่เรียกว่า ไม่รู้ว่าจะเลือกใครออกไปสู้รบกับคนคานาอัน ทุกครั้ง โยชูวาจะเป็นผู้สั่งการ อิสราเอลเลือกปรึกษาพระเจ้า ด้วยการทูลถามพระเจ้า พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่า ปรึกษาใคร แต่บันทึกว่า พระเจ้าตรัสว่า ยูดาห์ถูกเลือกกลุ่มแรก และพระเจ้ายืนยันว่า ชนะแน่ (เราได้มอบแผ่นดินนั้นไว้ในมือเขาแล้ว) ข้อ 2  คาดว่า เป็นการตีความจากการการทอดสลาก เหมือนตอนแบ่งแผ่นดินกันในยุคของโยชูวา  ซึ่งสลากได้ตกแก่เผ่ายูดาห์ (เป็นเผ่าที่มีคนมากที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด) อิสราเอลมีความมั่นใจว่า พระเจ้าเลือกยูดาห์ และต้องชนะแน่ เพราะยูดาห์เป็นเผ่าที่แข็งแกร่งและมีคนมากที่สุด และผลออกมาคือ รบชนะ ที่นี่เราได้เห็นว่า ยูดาห์ขอให้เผ่าสิเมโอนซึ่งอยู่ในฐานะเป็นพี่มาเป็นผู้ช่วย หนังสือผู้วินิจฉัยบันทึกเรื่องโอทนีเอลที่มาเป็นผู้ช่วยคาเลบในการรบและชนะ การบันทึกชัยชนะที่ยังให้ยูดาห์ผู้แข็งแกร่งเป็นตัวเอก แต่ก็มีผู้ช่วยเพิ่มขึ้น ในรูปแบบสมทบในการรบ และมาถึงพงษ์พันธ์โยเซฟที่เป็นเผ่าเล็กที่สุด เพราะเหลือครึ่งเผ่า ดูเหมือนอ่อนแอที่สุด ก็รบชนะ เพราะมีตัวช่วย คือผู้สอดแนมและชายเมืองลูส  พระคัมภีร์บันทึกถึงชัยชนะอย่างต่อเนื่องและการขยายดินแดนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลเผ่าต่างๆ ที่น่าสังเกตุคือ อิสราเอลได้เปลี่ยนตัวช่วยของตัวเองในเวลาต่อมา คือการที่อิสราเอลมิได้ขับไล่ชนชาติต่างในแต่ละเมืองออกไป แต่ได้ปรับเปลี่ยนการใช้แรงงานจากคนเหล่านั้นเป็นตัวช่วยในการสร้างเมืองให้กับตัวเอง ในบทที่  2 จึงบันทึกว่า พระเจ้าส่งทูตของพระองค์ให้ส่งข่าวสารจากพระเจ้า เพื่อบอกว่า ตัวช่วยของอิสราเอลที่เก็บเอาไว้เพื่ออิสราเอลจะไม่ต้องสร้างเมืองด้วยกำลังของตัวเอง บัดนี้ ตัวช่วยเหล่านั้นจะเป็นหอกข้างแคร่ พระของเขาจะเป็นบ่วงดักจับอิสราเอล อิสราเอลไม่ยอมทำลายแท่นบูชาของคนต่างชาติ เป็นคำเตือนที่อิสราเอลตอบสนองด้วยความเสียใจแต่มิได้กลับใจ เพราะอิสราเอลก็ยังเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับตัวเองต่อไป จึงเป็นที่มาของผู้วินิจฉัยที่พระเจ้าส่งมาช่วยอิสราเอลในยามที่อิสราเอลต้องเผชิญกับปัญหาอย่างคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง  ผู้วินิจฉัย 17:6; 21:25 6ในสมัยนั้นยังไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล   ทุกคนก็กระทำตามที่ตนเองเห็นชอบ  
คำว่า “ผู้วินิจฉัย” แปลว่า ผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ์และผู้ทำหน้าที่ลงโทษ เป็นผู้นำ ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยให้อิสราเอลให้มีอิสรภาพจากศัตรู ช่วยบรรเทาทุกข์บำรุงสุข ช่วยตอบโต้ ปลดปล่อย ปกป้อง นำความปลอดภัย นำการช่วยให้รอดพ้นจากการพิพากษาโทษลงโทษของพระเจ้า ป้องกัน และนำชัยชนะมาสู่อิสราเอลในที่สุด แต่อิสราเอลกลับดำเนินชีวิตในช่วงที่มีผู้วินิจฉัยแต่ละคนโดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทีในการติดตามพระเจ้า บทเรียนวันนี้คือให้เรา
1. เลิกนิสัยใช้ตัวช่วยแต่จงมีพระผู้ช่วย  ผู้วินิจฉัย 2:16-17
16พระเจ้าทรงให้เกิดผู้วินิจฉัย  ผู้ช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นมือของผู้ที่ปล้นเขา17แต่เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังผู้วินิจฉัยทั้งหลายของเขา   เพราะเขาทั้งหลายเล่นชู้กับพระอื่น   และกราบไหว้พระอื่น   ไม่ช้าเขาก็หันไปเสียจากทางซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้ดำเนิน   ผู้ได้เชื่อฟังพระธรรมบัญญัติของพระเจ้า   แต่เขาทั้งหลายมิได้กระทำตาม
มีเพลงหนึ่งร้องว่า เวลามีสุขมนุษย์มักลืมพระเจ้า ยามมีทุกข์มักเรียกหาพระเจ้า คุกเข่าอธิษฐานขอสุข นี่แหล่ะหนาคือวิสัยมนุษย์ แต่พระองค์ก็ทรงอภัยให้ เวลาทำอะไรตามใจชอบ ก็มักจะมีทุกข์และปัญหาตามมาเป็นช่วงๆ เวลามีทุกข์ ก็คร่ำครวญ เป็นวัฏจักรที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น ความจริงเราสามารถหยุดวัฏจักรแห่งความทุกข์ที่วนเวียนเข้าออกในชีวิตของเราได้ หากเราหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ พระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ในผู้วินิจฉัยบทที่ 2:11-15ได้กล่าวถึงที่มาของผู้ที่ปล้นความสุขของอิสราเอลและหยิบยื่นความทุกข์ให้ ต้นเหตุอยู่ที่อิสราเอลเอง
11คนอิสราเอลก็กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   คือปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลาย 12เขาได้ละทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา   ผู้ทรงนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์   และเขาทั้งหลายติดตามพระอื่นซึ่งเป็นพระของ ชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบเขา   กราบไหว้พระเหล่านั้น  กระทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ 13เขาทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระบาอัล   และพวกพระอัชทาโรท 14ดังนั้นพระพิโรธของพระเจ้าจึงพลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล   พระองค์จึงทรงมอบเขาไว้ในมือพวกปล้นผู้ปล้นเขา   และทรงขายเขาไว้ในอำนาจของบรรดาศัตรูที่อยู่ รอบเขาทั้งหลาย   ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงต่อต้านพวก ศัตรูของเขาทั้งหลายต่อไปไม่ได้ 15เขาทั้งหลายออกไปรบเมื่อไร   พระหัตถ์ของพระเจ้าก็ต่อต้านเขา   กระทำให้เขาพ่ายแพ้ดังที่พระเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว   และดังที่พระเจ้าทรงปฏิญาณไว้กับเขาและเขา ทั้งหลายก็มีความทุกข์ยิ่งนัก  
พระพิโรธ (ข้อ 11) ที่ภาษาไทยใช้ รากศัพท์ฮีบรู แปลได้ว่า พระเจ้าทรงเสียพระทัย แต่ในข้อที่ 14 หมายถึง อารมณ์ของพระเจ้าที่มีความหวงแหนนั้นมีอุณหภูมิร้อนถึงขั้นที่ต้องปล่อยอิสราเอลเรียนรู้เรื่องการต้องการความช่วยเหลือที่มาจากพระเจ้า และเรียนรู้การต่อสู้ที่ปราศจากพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร นี่ไม่ใช่การปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม ประชากรของพระเจ้าไม่ได้อยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมแล้ว คริสเตียนบางคนที่มีพื้นฐานมาจากศาสนาอื่น มักคุ้นเคยกับการอยู่ภายใต้ความเชื่อเรื่องเจ้ากรรมนายเวร แต่หนังสือผู้วินิจฉัยบันทึกชัดเจนว่า ที่มาความทุกข์ของอิสราเอล เริ่มต้นจากพระเจ้าและจบลงได้ที่พระเจ้า จากสาเหตุที่ตัวอิสราเอลได้เปลี่ยนสถานะของตัวเอง เปลี่ยนตัวช่วยของตัวเอง สภาพของอิสราเอลในเวลานั้นจึงตกไปเป็นสมบัติในมือของศัตรูอีกครั้ง เราได้ฟังเรื่องที่พระเจ้าทรงเรียกให้ฟาโรห์ปล่อยอิสราเอลออกจากอียิปต์ เพราะพระเจ้ามาเรียกสิทธิ์การเป็นเจ้าของคืนจากฟาโรห์ที่ใช้อำนาจเหนืออิสราเอลอย่างกดขี่ข่มเหง อิสราเอลมีเสรีภาพใหม่ และพระเจ้าให้อิสราเอลตัดสินใจเลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้าหรือพระอื่น และเมื่ออิสราเอลเลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้า อิสราเอลเป็นของพระเจ้า สิทธิ์ในการปกป้อง สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของอิสราเอลอยู่ในหัตถ์ของพระเจ้า แต่เมื่ออิสราเอลผิดคำสัญญา พระหัตถ์ของพระเจ้าก็ต่อต้านอิสราเอล ทำให้อิสราเอลพ่ายแพ้บรรดาศัตรูของอิสราเอล ทำไมพระหัตถ์พระเจ้าจึงต่อต้านอิสราเอล เพราะอิสราเอลได้เปลี่ยนมือที่จะช่วยพยุงและสนับสนุนอิสราเอลไปพึ่งพาพระของตัวช่วยของชนชาติที่เป็นพวกปล้น  พระเยซูคริสต์เจ้าทรงตรัสว่า ยอห์น 10:8-10
8บรรดาผู้ที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร.... 9เราเป็นประตู   ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเราผู้นั้นก็จะรอด   เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร 10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่มาในขณะที่เราอ่อนแอ เราช่วยตัวเองไม่ได้ เราต้องการพระผู้ช่วยให้รอด มิใช่แค่ตัวช่วยเท่านั้น ถ้าเรายังติดนิสัยใช้ตัวช่วย นั่นอาจหมายความว่า เราไม่ต้องการพระเจ้าทั้งหมด เราต้องการพระผู้ช่วยในบางครั้ง ไม่ใช่ตลอดเวลา  ทำไมพระเยซูคริสต์จึงสัญญาว่าจะอยู่กับเราทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค มัทธิว 28:20 นี่คือเจตนาที่พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ต้องการเป็นแค่ตัวช่วยสำหรับเรา แต่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือช่วยให้ตลอดรอดฝั่งจริงๆ
2. การช่วยกู้มาพร้อมกับการทรงสถิต   ผู้วินิจฉัย 2:18
18พระเจ้าทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นเมื่อไร   พระเจ้าก็ทรงสถิตกับผู้วินิจฉัยนั้นเมื่อนั้น   และพระองค์ทรงช่วยเขาทั้งหลายให้พ้นจาก เงื้อมมือของศัตรูตลอด ชีวิตของผู้วินิจฉัย  
บทบาทของผู้วินิจฉัยในยุคนี้ มาเพื่อช่วยอิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูโดยเฉพาะ แต่ละตอนแต่ละช่วงที่เกิดผู้วินิจฉัย อิสราเอลกำลังผจญการข่มเหงการรุกรานของศัตรู มิใช่อิสราเอลออกไปรบก่อน ซึ่งแตกต่างจากบทที่ 1 ที่เขาขอคำปรึกษาจากพระเจ้า และออกไปรบก่อน แต่ศัตรูกลับแข็งแรงและลุกขึ้นต่อสู้กับอิสราเอล และอิสราเอลก็พ่ายแพ้และตกเป็นทาสของศัตรูในแต่ละครั้ง เมื่ออิสราเอลร้องทูลพระเจ้า พระเจ้าก็ส่งผู้วินิจฉัยมานำทัพรบชนะเสมอ และตลอดชีวิตของผู้วินิจฉัย อิสราเอลก็อยู่อย่างสงบ ไม่มีศัตรูมาต่อสู้ ที่นี่ เราจะเห็นการทรงสถิตอยู่กับผู้วินิจฉัย แต่ไม่ได้สถิตกับอิสราเอลเหมือนอย่างครั้งโยชูวา หรือโมเสส ที่การทรงสถิตอยู่ที่หีบพันธสัญญา และหีบพันธสัญญานำหน้า อิสราเอลรบชนะ การทรงสถิตได้ย้ายไปอยู่ที่ผู้วินิจฉัย ทำไม คาดว่า อิสราเอลไม่สนใจหีบพันธสัญญา เพราะอิสราเอลได้ไปทำพันธสัญญาใหม่กับชาวแผ่นดินคานาอันโดยไม่ได้ทำลายแท่นบูชาของคนคานาอัน 2:2 ตอนที่ทูตของพระเจ้ามาเตือน เราคงจำได้ถึงเรื่องการสร้างแท่นบูชาของที่ริมแม่น้ำจอร์แดนฝั่งตะวันตกของกาด รูเบนและมนัสเสห์ครึ่งเผ่าก่อนที่จะ leave for good ไม่ต้องกลับมาช่วยรบอีกแล้ว ทำให้เกิดการเข้าใจผิด อิสราเอลอีกเก้าครึ่งเผ่าเตรียมจะมาทำศึกกับพี่น้องของตัวเอง แต่พอรู้ว่าไม่ใช่แท่นบูชาที่นอกเหนือแท่นบูชาที่เมืองชิโลห์ ก็ดีใจทิ่อิสราเอลไม่ได้ทำผิดต่อพระเจ้า มาถึงยุคผู้วินิจฉัย อิสราเอลเก้าเผ่าครึ่งนี้ กลืนน้ำลายตัวเอง กลับยอมให้แท่นบูชาพระอื่นมาแทนที่แท่นบูชาที่เมืองชิโลห์ พระคัมภีร์จึงไม่ได้บันทึกถึงหีบพันธสัญญาของอิสราเอลในช่วงนี้ แต่ยังคงบันทึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้านำชัยชนะ และการช่วยกู้ให้รอดพ้นศัตรูเนื่องจากการทรงสถิต มิใช่ความเก่งกาจความสามารถของผู้วินิจฉัย พระเยซูคริสต์เจ้าทรงมีชื่อเรียกว่า องค์อิมมานูเอล แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา นี่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร คือ คริสตจักรที่มีพระเยซูคริสต์ คริสตจักรมีการทรงสถิตของพระเจ้าอยู่ด้วย การทรงสถิตของพระเจ้าคือความแตกต่างจากสถานศาสนาอื่นๆ เพราะพระเจ้าไม่สถิตอยู่ในสิ่งที่มือมนุษย์สร้าง แต่พระองค์เลือกสถิตอยู่กับมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง  1 โครินธ์ 6:19
19ท่านไม่รู้หรือว่า   ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน   ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า   ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง
พระเจ้าทรงให้ความสำคัญต่อเรื่องการทรงสถิตของพระองค์ และผลจากการทรงสถิตนำพาให้เรารอดพ้นจากการโจมตีของศัตรู เพราะว่า เราอยู่ในโลกที่มีมารซาตานที่มาวนเวียนรอบข้างเรา พร้อมที่จะกัดกินเรา การทรงสถิตของพระเจ้าคือการปกป้องตัวเรา คริสเตียนจึงต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิตที่ไม่ทำบาป เพราะบาปจะเปิดช่องให้ศัตรูโจมตีได้ พระคัมภีร์มีทางให้เราอุดช่องแห่งการโจมตีของมารได้โดย 1 ยอห์น 1:9 9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
การช่วยกู้ไม่ได้อยู่ที่ผู้วินิจฉัยเพียงคนเดียว แต่อยู่กับเราทั้งหลายในวันนี้ เพราะเราเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นคือ เราไม่ได้อยู่ในเงื้อมมือของศัตรู แต่เราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์อยู่กับเรา และช่วยเราตลอดเวลา จงมั่นใจในการช่วยกู้ของพระองค์ อย่ากลัว อย่าวิตกกังวล หรือคิดไปเอง
3. อย่าละเลยหรือเพิกเฉยต่อพระผู้ช่วย  ผู้วินิจฉัย 2:19
19แต่อยู่มาเมื่อผู้วินิจฉัยนั้นสิ้นชีวิต   เขาทั้งหลายก็หันกลับประพฤติชั่วร้ายเสีย ยิ่งกว่าบิดาของเขาหลงไป ติดตามปรนนิบัติ   และกราบไหว้พระอื่น   เขามิได้เคยงดเว้นความชั่วที่เคยกระทำหรือหายจาก ทางดื้อดึงของเขา
อิสราเอลในเวลานั้น มองผู้วินิจฉัยเหมือน แมวไม่อยู่หนูร่าเริง เพราะผู้วินิจฉัยจะคอยเตือน และนำทิศทางฝ่ายวิญญาณ หรือนำอิสราเอลให้ทิ้งบาปและดำเนินชีวิตตามกฏเกณฑ์ของพระเจ้า เมื่อผู้วินิจฉัยสิ้นชีวิต อิสราเอลก็หันไปประพฤติชั่วยิ่งกว่าบรรพบุรุษของตนเองเสียอีก ในยุคปัจจุบันของเรา การละเลยที่คริสเตียนไม่ใส่ใจต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยการไม่ฟังเสียงการเตือนของพระองค์ หรือดื้อดึงต่อการเตือน การห้ามมิให้ทำบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระคัมภีร์สอนเราว่า เอเฟซัส 4:21-32
30และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย   เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้   เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด 31จงให้ใจขมขื่น   และใจขัดเคือง   และใจโกรธ   และการทะเลาะเถียงกัน   และการพูดให้ร้าย   กับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด 32และท่านจงเมตตาต่อกัน   มีใจเอ็นดูต่อกัน   และอภัยโทษให้กัน   เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น
พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์เจ้าเสียพระทัยได้ เหมือนกับที่พระเจ้าในยุคที่อิสราเอลทำบาป หันหลังให้กับพระเจ้า พระองค์ทรงเสียพระทัย พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเสด็จมาประทับอยู่ภายในเราผู้เชื่อทุกคน ตามที่พระเยซูคริสต์ทรงสัญญากับผู้เชื่อ ซึ่งพระองค์มีชื่อเรียกว่า “ผู้ช่วย” พาราเคลโตส แปลว่า ผู้เล้าโลมจิตใจ ที่ปรึกษามหัศจรรย์ และเป็นผู้อธิษฐานวิงวอนกับพระเจ้าแทนเรา ยอห์น 14:26
26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง   และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว
หน้าที่ผู้ช่วยของพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ ทำให้ชีวิตของผู้เชื่อทุกคนก้าวไปสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ได้อย่างงดงาม ดังนั้น จงอย่าละเลยหรือเพิกเฉย “พระผู้ช่วย” เพราะจิตใจที่ดื้อดึงของเราเอง 1 เธสะโลนิกา 5:19
19อย่าดับพระวิญญาณ คำว่า “ดับ” แปลตรงตัวว่า ทำให้หมดไฟ หรือไฟดับ หมดความร้อนรนในพระวิญญาณ
คริสเตียนที่หมดความร้อนรน ความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณ สุดท้ายก็จะเย็นลง ไม่เพียงไฟดับ แต่หูฝ่ายวิญญาณดับด้วย เขาจะไม่ได้ยินเสียงเตือน ไม่ได้ยินเสียงความรู้ที่มาจากพระเจ้า ไม่ไวต่อบาปต่างๆ ซึ่งมีอาการเหมือนคนที่นอนหลับฝ่ายวิญญาณ และที่น่าเป็นห่วง อยู่ในหนังสือวิวิรณ์ 3:15-16 กล่าวว่า
15“ 'เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า   เจ้าไม่เย็นไม่ร้อน   เราใคร่ให้เจ้าเย็นหรือร้อน 16เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่นๆ   ไม่เย็นและไม่ร้อน   เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา
คำว่า “ปากของเรา” มีความหมายถึง ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ผู้ที่ดับพระวิญญาณ จะไม่ได้อยู่กับการทรงสถิตของพระเจ้า มีประโยคหนึ่งกล่าวว่า พระเจ้าจะไม่นำเราไปในที่ที่ไม่มีพระคุณของพระเจ้า นั่นหมายถึงพระคุณของพระองค์อยู่กับการทรงนำของพระองค์เสมอ พระคุณหมายถึง เราจะได้รับสิ่งที่เราไม่สมควรได้รับในทุกที่พระเจ้าทรงนำเราไป เราไม่ต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง เราไม่ต้องกระเสือกกระสน ใช้กำลังของตัวเอง หรือพึ่งบุญพึ่งกรรมของตัวเองอีกต่อไป คำอธิษฐานของเอสราได้บรรยายถึงการทรงนำของพระเจ้าต่ออิสราเอลเมื่อเขาอยู่ในถิ่นทุรกันดารว่า เนหะมีย์ 9:19-21
19ด้วยพระกรุณาซับซ้อนของพระองค์   พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งเขาในถิ่นทุรกันดาร   เสาเมฆซึ่งนำเขาในกลางวันมิได้พรากจากเขาไป   หรือเสาเพลิงในกลางคืนซึ่งให้แสงแก่เขาตามทาง ซึ่งเขาควรจะไปก็มิได้ขาดไป 20พระองค์ประทานพระวิญญาณให้สั่งสอนเขา   และมิได้ทรงยับยั้งมานา   ของพระองค์เสียจากปากของเขาทั้งหลายและประทาน น้ำแก้กระหายของเขา 21เออ   พระองค์ทรงชุบเลี้ยงเขาทั้งหลายในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี   และเขามิได้ขาดสิ่งใดเลย   เสื้อผ้าของเขาไม่ขาดวิ่น   และเท้าของเขามิได้บวม
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปมนุษย์ทั้งโลก และพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ เพื่อให้รู้ว่า ความตายหามีชัยต่อพระองค์ไม่ “ผู้ช่วย”ของโลกนี้ที่เป็นมนุษย์  วันหนึ่งต้องจากคนที่เขารักไป แต่พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นที่รักที่อยู่กับผู้ที่พระองค์ทรงรักตลอดไป มัทธิว 28:20 นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”
พระเยซูคริสต์ทรงเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์แก่เราแล้วว่า พระองค์ต้องการอยู่กับเราตลอดเวลา เราจะตอบสนองต่อพระองค์ให้พระองค์อยู่กับเราบางเวลาเท่านั้น หรือ วิวรณ์บทที่ 3 ได้กล่าวว่า พระเยซูคริสต์ทรงเคาะอยู่ที่ประตู ใครเปิดประตูต้อนรับพระองค์ พระองค์จะเสด็จเข้าไปรับประทานอาหารร่วมกับผู้นั้น ความจริงก็คือ มีคริสเตียนที่เชิญพระเยซูคริสต์ให้ออกไปจากความสัมพันธ์ในชีวิตของเขา เพราะหากพระเยซูคริสต์อยู่ภายในใจเขา เขาทำบาปไม่ได้ เขาเพิกเฉยต่อการเร้าใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ เขาต้องการตั้งข้อแม้ เงื่อนไข ที่ตัวเองจะสร้างขึ้นเพื่อทำอะไรตามใจตัวเอง การมีสัมพันธ์สนิทกับพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ยังเป็นเป้าหมายที่พระเยซูคริสต์ทรงยืนเคาะอยู่ที่ประตูใจของคริสเตียนแต่ละคน อย่าให้พระองค์เข้าๆออกๆ แต่จงให้พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วย ที่ช่วยเราตลอดเวลา

ี้

 

 

 

 

 

 

 
     
     
     
     
 

 

สรุปคำเทศนา

07 กันยายน 2551

14 กันยายน 2551

21 กันยายน 2551

28 กันยายน 2551

05 ตุลาคม 2551

12 ตุลาคม 2551

  Home About Us Contact Us Service List Calendar News Article    
 
สงวนสิขสิทธิ์ © 2551
www.jaisamarnphetkasem11.org