“เกิดผลมาก” มักเป็นที่เข้าใจของคนว่า คือ การหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จ ชีวิตออกดอกออกผล ซึ่งมีคนมากมายพยายามแสวงหา เกจิอาจารย์ดังทั้งหลายก็เพื่อจะได้รับโชค ลาภ รวมทั้งความรู้ ที่จะทำให้ชีวิตเกิดผลทางด้าน ความมั่งคั่ง ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใหญ่โต เป็นเจ้าคนนายคน ได้รับการนับหน้าถือตา นี่คือ ความเข้าใจของชาวโลกที่คิดเกี่ยวกับคำว่า “เกิดผลมาก” โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่มีสไตล์ชีวิตที่ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตู้กดเงินสด บริการอาหารจานด่วน การเดินทางที่ด่วน การกู้เงินด่วน การจำนำด่วน การทำอะไรก็ด่วนไปหมด รวมทั้งความคาดหวังการออกดอกออกผลแบบด่วนไปด้วย โยบ 8:11-12 11“ต้นกกจะงอกขึ้น ในที่ที่ไม่มีตมได้หรือ ต้นอ้อจะงอกงาม ในที่ที่ไม่มีน้ำได้หรือ 12ขณะที่มีดอกยังไม่ได้ตัดลง มันก็เหี่ยวแห้งไปก่อนต้นไม้อื่นๆ โยบกำลังพูดถึงพันธ์ไม้ที่อายุไม่ยืน พันธ์พืชเหล่านี้มีความอ่อนไหวเพราะมันเติบโตบนโคลนตมและเติบโตในน้ำ เมื่อออกดอกออกผล ยังไม่ทันจะได้ตัดผลดอกของมัน มันก็เหี่ยวแล้ว สำนวนโยบก็คือ ความฉาบฉวยของผลที่ออกมาโชว์ได้ระยะสั้นและไม่สามารถเกิดผลต่อไปได้ ผลที่ออกมาก็จบลงไปพร้อมกับช่วงอายุที่สั้นของต้นตอของมันที่ปักอยู่บนเลนตมและน้ำที่เป็นของเหลว พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ผู้ที่มีสติปัญญา จะเลือกทำสิ่งที่มั่นคงส่งผลที่ยั่งยืน สามารถทานทนต่อแรงปะทะของลม ฝน พายุ ที่จะกระหน่ำเข้ามาต่อชีวิตของคนๆนั้นได้ มัทธิว 7:24-27 24 “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา 25ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา 26แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย 27ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง”
ผลลัพธ์ที่ถาวร เกิดจากการตอบสนองต่อถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ นั่นคือ การประพฤติตามน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับผู้ที่ตอบสนอง ชีวิตของคนๆนั้น จะมีชีวิตที่ยั่งยืน ไม่ใช่เหมือนต้นกก ต้นอ้อ ที่ลู่ไปกับลม และตายเร็วในที่สุด บทเรียนสำหรับเราในวันนี้ จากหนังสือยอห์น คือ เรื่อง ชีวิตที่สัมพันธ์สนิทกับพระคริสต์ ชีวิตเกิดผลแล้วเกิดผลอีก จากหนังสือยอห์น 15:1-8
1. พระองค์ทรงลิดกิ่งเพื่อให้เกิดผลมากขึ้น ยอห์น 15:1-2
1“เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา 2แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น
องุ่น เป็นผลไม้ที่คนในแถบตะวันออกกลางเพาะปลูกเพื่อเอาน้ำของผลไม้ชนิดนี้มาใช้สำหรับเป็นเครื่องดื่ม และใช้ในงานพิเศษ เช่นในงานเลี้ยงแต่งงานที่หมู่บ้านคานาที่พระเยซูคริสต์ทรงทำการอัศจรรย์ครั้งแรก ด้วยการเปลี่ยนน้ำธรรมดาให้เป็นน้ำองุ่น เมื่อเกิดปัญหาเหล้าองุ่นในงานเลี้ยงขาดแคลน และเกิดภาวะที่เรียกว่า ไม่มีจะเสริฟแขกในขณะที่งานเลี้ยงยังไม่จบ พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเปลี่ยนน้ำธรรมดาเป็นน้ำองุ่น และทำให้งานไม่หยุดชะงัก จนเจ้าภาพต้องเอ่ยปากชมว่า น้ำองุ่นในตอนท้ายของงานเป็นน้ำองุ่นชั้นดี นี่คือบทบาทสำคัญของเหล้าองุ่น แม้กระทั่งพระคัมภีร์เองก็บันทึกเปรียบเทียบการมองตนเองว่าสำคัญเหมือนกับ ตัวเถาองุ่นที่รู้ว่าตนเองเป็นผลไม้ชั้นดีที่เป็นที่ต้องการทั้งของคน และแม้กระทั่งพระเจ้าผู้สูงสูง กันดารวิถี 9:13 ' 13แต่เถาองุ่นกล่าวแก่เขาว่า 'จะให้เราทิ้งเหล้าองุ่นของเรา อันเป็นที่ชื่นใจพระและมนุษย์ไปกวัดแกว่งอยู่เหนือต้นไม้ทั้งหลายหรือ'
สำหรับคนยิวทุกคน เมื่อได้ฟังคำเปรียบเทียบเรื่องเถาองุ่น ก็จะเข้าใจทันทีว่าพระเยซูคริสต์กำลังหมายถึงความคาดหวังของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอล ซึ่งครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงเลือกไว้อย่างดี และจัดลำดับอิสราเอลไว้เป็นเหมือนองุ่นพันธ์ดี ที่ปราศจากการเจือปน เป็นพันธ์แท้ แต่สุดท้าย พระเจ้าก็ต้องผิดหวังกับชนชาติอิสราเอล อิสยาห์ 5:1,2,4-7 1ขอให้ข้าพเจ้าร้องเพลงถึงที่รักของข้าพเจ้า เป็นเพลงของที่รักของข้าพเจ้าเกี่ยวกับสวนองุ่นของท่าน ที่รักของข้าพเจ้ามีสวนองุ่นแปลงหนึ่ง อยู่บนเนินเขาอันอุดมยิ่ง 2ท่านขุดแล้วเก็บก้อนหินออกหมด และปลูกเถาองุ่นอย่างดีไว้ ท่านสร้างหอเฝ้าไว้ท่ามกลาง และสะกัดบ่อย่ำองุ่นไว้ในสวนนั้นด้วย ท่านมุ่งหวังว่ามันจะบังเกิดลูกองุ่น แต่มันบังเกิดลูกเถาเปรี้ยว.......4มีอะไรอีกที่จะทำได้เพื่อสวนองุ่นของเรา ซึ่งเรายังไม่ได้ทำให้ ก็เมื่อเรามุ่งหวังว่ามันจะบังเกิดลูกองุ่น ไฉนมันจึงเกิดลูกเถาเปรี้ยว 5บัดนี้เราจะบอกเจ้าทั้งหลายให้ ว่าเราจะทำอะไรกับสวนองุ่นของเรา เราจะรื้อรั้วหนามของมันเสีย แล้วมันก็จะถูกเผา เราจะพังกำแพงของมันลง มันก็จะถูกเหยียบย่ำลง 6เราจะกระทำมันให้เป็นที่ร้าง จะไม่มีใครลิดแขนงหรือพรวนดิน หนามย่อยหนามใหญ่ก็จะงอกขึ้น และเราจะบัญชาเมฆ ไม่ให้โปรยฝนรดมัน 7เพราะว่าสวนองุ่นของพระเจ้าจอมโยธา คือเชื้อวงศ์อิสราเอล และคนยูดาห์ เป็นหมู่ไม้ที่พระองค์ทรงชื่นพระทัย และพระองค์ทรงมุ่งหวังความยุติธรรม แต่ ดูเถิด มีแต่การนองเลือด หวังความชอบธรรม แต่ ดูเถิด เสียงร้องให้ช่วย
อิสยาห์กล่าวถึงความผิดหวังของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอล พระเจ้าทรงรื้อรั้วลวดหนามที่คอยป้องกันไม่ให้สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่จะเข้ามากินผลองุ่น นั่นหมายความว่า ผลที่เปรี้ยวนี้ จะเป็นอาหารของหัวขโมยอย่างสุนัขจิ้งจอกที่เข้ามาแบบสบายๆเพื่อจะกินแล้วก็ขี้ทิ้งไว้พร้อมกับรอยเท้าของการเหยียบย่ำแบบไม่มีระเบียบ ซึ่งในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอลจึงเป็นชนชาติที่ถูกเหยียบย่ำและเอาผลประโยชน์โดยคนต่างชาติรอบๆข้างที่มาย่ำยีและเอาผลผลิตจากอิสราเอล จนกระทั่งมาถึงยุคของอาณาจักรโรม อิสราเอลก็ยังต้องถูกเหยียบย่ำเป็นเมืองอาณานิคมของโรม องุ่นเปรี้ยวไม่คุ้มกับการลงแรงดูแลของเจ้าของสวน แม้แต่น้ำที่จะรด พระคัมภีร์กล่าวว่า มัทธิว5:45 เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตก แก่คนชอบธรรมและคนอธรรม โดยปกติ พระเจ้าประทานฝนให้ตกลงมาให้กับคนชอบธรรมและคนอธรรมเหมือนกัน ชีวิตที่เป็นเหมือนองุ่นเปรี้ยวจะไม่ได้รับฝนจากพระเจ้า ในอิสยาห์พระเจ้าตรัสว่า เราจะบัญชาเมฆ ไม่ให้โปรยฝนรดมัน องุ่นเปรี้ยวจะไม่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า ไม่ใช่เพราะมันดีไม่พอ หรือมันเลวเกินไป แต่เพราะมันไม่สัตย์ซื่อต่อความเป็นองุ่นพันธ์ดีต่างหาก พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า เราเป็นเถาองุ่นแท้ คำว่า “แท้” รากศัพท์ภาษากรีก แปลว่า สัตย์ซื่อ นั่นหมายความว่า พระเยซูคริสต์จะไม่มีวันเปลี่ยนไป พระองค์ดำรงคุณค่าของความเป็นองุ่นที่เป็นที่ต้องการทั้งของคนและของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ยังคงดำรงเช่นนั้นไม่เปลี่ยน หรือไม่กลายพันธ์ไปตามกาลเวลาเหมือนกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ที่กำลังเสื่อมลงไปเรื่อยๆ 1โครินธ์ 13:8-13 8ความรักไม่มีวันสูญสิ้น แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไป แม้การพูดภาษาแปลกๆนั้น ก็จะมีเวลาเลิกกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสูญไป 9เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์ และการเผยพระวจนะนั้นก็ไม่สมบูรณ์ 10แต่เมื่อความสมบูรณ์มาถึงแล้ว ความบกพร่องนั้นก็จะสูญไป 11เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย 12เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า 13ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด เปาโลเข้าใจเรื่องความเสื่อมและความไม่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย แต่ความรักของพระเจ้านั้น ยิ่งใหญ่ ไม่เปลี่ยนแปลง แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปก็ตาม คำตรัสของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นเถาองุ่นแท้ที่ไม่กลายพันธ์ นั่นคือ พระองค์สามารถเป็นเถาที่สาวกซึ่งเป็นเหมือนแขนง เมื่อมาเชื่อมต่อกับพระองค์ สาวกก็จะได้รับความรักอย่างเดียวกันนี้ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปกี่พันปีก็ตาม สาวกที่เชื่อมต่อกับพระองค์ก็จะเกิดผลมาก คือ ผลแห่งความรักที่เป็นที่ต้องการของพระเจ้า และของมนุษย์ เป็นความรักที่มีคุณภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงพระบัญญัติให้สาวกรักกันและกัน เพื่อคนจะรู้ว่าสาวกเป็นศิษย์ของพระเยซู ในยอห์นบทที่ 15 นี้จะมีคำว่า พระบัญญัติและการรักกันและกันในตอนท้าย ย้ำอีก ยอห์น 15:9-10 9พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา 10ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ ดังนั้น ความหมายของการเกิดผลที่พระเยซูคริสต์ต้องการคือ ให้สาวกของพระองค์รักกันและกัน และยิ่งรักกันและกันมากขึ้น การลิดกิ่งให้เกิดผลมากขึ้น คือ การทำความสะอาดชีวิตไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อจะสามารถรักได้มากขึ้น ความรักเป็นผลที่จะออกมาโดยพระวิญญาณที่สถิตอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน กาลาเทีย 5:22-23 22ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน......สิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัส คือความต่อเนื่องจากคำสัญญาว่าพระองค์จะประทานพระวิญญาณให้กับสาวกหลังจากพระองค์จากโลกนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ที่นี่ พระเยซูคริสต์กำลังบอกกับสาวกของพระองค์ว่า การรักกันและกัน เป็นความคาดหวังของพระเจ้า ที่ต้องการให้ยิ่งรักกันและกัน ไม่ใช่รักกันและกันเท่าเดิม 1เปโตร 4:7-11 7อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน 8ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้ 9ท่านทั้งหลายจงต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันโดยไม่บ่น 10ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า 11ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูด ก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า ถ้าคนใดกระทำบริการ ก็จงให้บริการตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทาน เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวง โดยทางพระเยซูคริสต์ พระสิริและไอศวรรยานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน
พระเจ้าไม่ได้คาดหวังเราทำงานมากขึ้น รับใช้หนักขึ้น แต่พระองค์คาดหวังเรารักกันมากขึ้น เพราะยิ่งโลกนี้เสื่อมลงมากเท่าไร ยิ่งมีความผิดพลาดในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น และอะไรจะทำให้เราดำรงอยู่ไม่กลายพันธ์ได้ ความรักต้องมากขึ้น 1 โครินธ์ 13:4-7 4ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง 5ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด 6ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ 7ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง
พระเจ้าทรงลิดเพื่อให้เราเกิดผลมากขึ้น เราคิดว่า พระองค์จะลิดอะไรออกจากชีวิตเรา เพื่อเราจะรักมากขึ้น อะไรทำให้เรารักไม่ได้ นั่นแหล่ะคือสิ่งที่พระเจ้าจะลิด วันนี้ มีอะไรบ้างที่ทำให้เรารักไม่ได้ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า เรื่องอะไรก็พูดได้ แต่เรื่องเงิน ห้ามพูด แม้แต่พี่น้องก็แทบจะฆ่ากันตาย บางทีมันก็กลายพันธ์เป็นเรื่องผลประโยชน์ วิธีการทำงาน ความเอาแต่ใจตัวเอง การไม่ยอมกัน ข้าพเจ้าเคยไปสวนองุ่นที่สระบุรี ถามเจ้าของสวนว่า มีวิธีทำให้เกิดผลมากยังไง เขาบอก ก่อนถึงฤดูออกผล เขาจะทำให้มันแล้งน้ำ และตัดกิ่ง ตัดใบให้หมดเกลี้ยง ข้าพเจ้าก็คิดในใจว่า หมดความสวยงาม ดูไม่ใช่ต้นองุ่นเลย แต่ในเดือนต่อมา มันจะออกใบและออกผลมาก สำนวนที่พระเจ้าจะบัญชาไม่ให้ฝนตกกับองุ่นเปรี้ยว แสดงว่าพระเจ้ายังคาดหวังในความไม่น่าจะเป็นอย่างที่หวัง อิสยาห์ 27:2-3,6 2ในวันนั้น “สวนองุ่นอันแสนสุข จงร้องเพลงถึงสวนนั้น 3เราคือพระเจ้า เป็นผู้รักษาดูแลมัน เรารดน้ำมันอยู่ทุกขณะ เกรงว่าผู้หนึ่งผู้ใดจะทำอันตรายมัน เราจึงเฝ้ามันไว้ทั้งกลางคืนกลางวัน..... 6ในวันข้างหน้า ยาโคบจะหยั่งราก อิสราเอลจะผลิดอกและแตกหน่อ กระทำให้พิภพทั้งสิ้นมีผลเต็ม นี่คือสิ่งที่เปาโลเข้าใจถึงพระคุณและความเข้มงวดของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอล และต่อเราทั้งหลายที่เป็นคนต่างชาติ 1โครินธ์11:20-22 20ถูกแล้ว เขาถูกหักออก ก็เพราะเขาไม่เชื่อ แต่ที่ท่านอยู่ได้ก็เพราะความเชื่อเท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลยแต่จงเกรงกลัว 21เพราะว่าเมื่อพระองค์มิได้ทรงงดโทษกิ่งเหล่านั้นที่เป็นกิ่งเดิม พระองค์ก็จะไม่ทรงงดโทษท่านเหมือนกัน 22เหตุฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระเมตตาและความเข้มงวดของพระเจ้า คือพระองค์ทรงเข้มงวดกับคนเหล่านั้น ที่หลงผิดไปแต่พระองค์ทรงพระเมตตาท่าน ถ้าว่าท่านจะดำรงอยู่ในพระเมตตานั้นต่อไป มิฉะนั้นก็จะทรงตัดท่านออกเสียด้วย
จงยอมให้พระเจ้าลิดกิ่งเพื่อเราจะเกิดผลมาก ความเจ็บปวดที่เกิดจากการลิดกิ่งเหมือนกับสำนวนเรื่องการสุหนัตทางใจ คือการตัดใจจากบาปและสิ่งที่ยั่วยวนของโลกนี้ เป็นการชำระชีวิตของเราทั้งหลายให้พระเจ้าทรงใช้เรา เหมือนภาชนะที่มีค่าที่เหมาะกับภารกิจที่ทรงคุณค่า 2โครินธ์ 4:7 7แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่า ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง ภาพของการถอนกิ่งไม้แห้งๆออกไปจากกิ่งสด เพราะมันเป็นกิ่งที่ตาย มันไม่ให้ชีวิต มีแต่ทำให้ชีวิตรก จงลิดกิ่ง เพื่อให้เกิดผลมากขึ้น
2. ถ้าแยกจากพระคริสต์ ทำสิ่งใดไม่ได้เลย ยอห์น 15:3-5
3ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน 4จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น 5เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
บางทีถ้อยคำนี้ พระเยซูคริสต์อาจกล่าวต่อท้ายหลังจากยูดาส อิสคาริโอทออกไปจากกลุ่มสาวกแล้ว ยอห์นผู้บันทึกหนังสือตั้งใจเรียงลำดับบทสนทนานี้หลังจากที่พระเยซูคริสต์ล้างเท้าสาวก และเปโตรถามถึงการชำระทั้งตัวด้วย ยอห์น 13:10-11 10พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้วแต่ไม่ใช่ทุกคน” 11เพราะพระองค์ทรงทราบว่าใครจะอายัดพระองค์ไว้ เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายไม่สะอาดทุกคน” แต่ที่นี่ พระเยซูคริสต์ทรงตรัสอีกครั้งหนึ่งว่า ยอห์น 15:3 3ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน ในบริบทที่กล่าวถึงเถาองุ่นนี้ น่าจะมีความหมายถึง เวลาที่เหมาะสมแล้วที่สาวกจะถวายเกียรติพระบิดาเจ้าเหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ทรงทำอยู่ ในยุคแผ่นดินคานาอัน พระเจ้าทรงกำหนดเรื่องการเพาะปลูกต้นไม้ทุกชนิดและการพิจารณา ผลที่ออกมาจากต้นไม้นั้นตามมาตรฐานของพระเจ้า เลวีนิติ 19:23,24. 23“เมื่อเจ้าเข้าไปในแผ่นดินและปลูกต้นไม้ทุกชนิด ที่มีผลเป็นอาหาร ผลที่ได้นั้นต้องเป็นผลที่ต้องห้าม สามปีเจ้าอย่ารับประทานเลย 24และปีที่สี่ผลที่ได้ทั้งหมดจะเป็นของบริสุทธิ์ เป็นเครื่องบูชายอพระเกียรติแด่พระเจ้า 25แต่ในปีที่ห้า เจ้าจงรับประทานผลไม้นั้นได้เพื่อจะ บังเกิดผลทวีขึ้นเพื่อเจ้า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า เหมือนกับสาวกที่ใช้เวลากับพระเยซูคริสต์สามปี ซึ่งถึงเวลาที่สาวกจะเกิดผลในมาตรฐานของพระเจ้าแล้ว ไม่ใช่มาตรฐานของมนุษย์อีกต่อไป และผลในมาตรฐานของพระเจ้านั้น ต้องเป็นผลจากการเข้าสนิทกับพระเยซูคริสต์เท่านั้น การเข้าสนิท หมายถึงการรับอิทธิพลทางด้านการดำเนินชีวิต ทัศนคติ และจิตวิญญาณอย่างเดียวกันกับพระองค์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ สาวกจึงจะผ่านมาตรฐานการถวายเกียตแด่พระเจ้าได้ ในข้อ8 8พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก..... 2 โครินธ์ 3:55มิใช่เราจะคิดถือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า
โลกของเราทุกวันนี้ เรามีการเน้นย้ำถึงคุณภาพชีวิตของคนไม่ใช่ตัดสินกันที่คุณภาพของไอคิว คือความฉลาด ต้องมีอีคิว คือคุณภาพทางด้านอารมณ์ด้วย ซึ่งทำให้มีการปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีการฝึกเด็กให้มีการพัฒนาทางด้านอีคิว คือคุณภาพทางด้านอารมณ์เพื่อเขาจะควบคุมอารมณ์ เพื่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ภาวะความเป็นผู้นำ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่ได้ เพราะการค้นพบของคนจากประสบการณ์เรียนถูกเรียนผิด และพยายามปรับปรุงแก้ไข แต่ความรู้ของคนเราไม่สมบูรณ์อย่างที่พระคัมภีร์ 1โครินธ์13 ได้กล่าวไว้ ว่าความสมบูรณ์ยังมาไม่ถึง ความพยายามของคนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เหมือนกับคนตาบอดคลำทาง การพัฒนาด้านอารมณ์ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนอีกด้านหนึ่ง ปัญหาการพึ่งพาทางด้านอารมณ์ ในปัจจุบันของสังคมทั่วโลกที่เกิดขึ้น กำลังทำให้การพึ่งพาทางอารมณ์ของคนเราไปยึดกับสิ่งที่ไร้ชีวิตมากขึ้น คำว่า “ขาดไม่ได้ ขาดแล้วจะเป็นจะตาย” กำลังระบาดไปทั่วโลก การเสพติดที่นอกจากเฮโรอิน ยาอี ยาไอซ์ ยาใหม่เกิดขึ้น คนที่กลัวการติดยา ก็ใช้อย่างอื่นชดเชย สังคมของเรากลายเป็นสังคมที่ขาดวัตถุไม่ได้ แต่ขาดจากคนด้วยกันได้ เพราะเราคิดว่า เราเก่งขึ้น เราช่วยตัวเองได้ เราไม่ต้องพึ่งพาใคร เราก็อยู่รอดได้ ยกเว้น ต้องมีเงิน ต้องมีวัตถุสิ่งของเอาไว้ ระบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกำลังถูกทำลายลงไป กลายเป็นระบบอิงกันด้วยผลประโยชน์ที่ให้กันและกัน ตราบใดที่ยังมีผลประโยชน์ก็จะพยายามอดทน พยายามรักษาสายสัมพันธ์ไว้ แต่เมื่อไหร่ที่คิดว่า ไม่ต้องอิงกันแล้ว ก็ตัดขาดกันไป พระเยซูคริสต์ตรัสถึงพระองค์ทรงเป็นเถาองุ่นที่สาวกจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่รักษาการเชื่อมต่อกับพระองค์ ดูเหมือนกับว่าให้สาวกต้องพึ่งพาพระเยซูคริสต์ตลอดเวลา พระเยซูคริสต์กำลังทำให้สาวกกลายเป็นคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้หรือ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสาวกไม่เชื่อมต่อกับพระเยซูคริสต์ สาวกจะทำอะไรไม่ได้เลยต่างหาก ทำอะไรที่ว่า หมายถึงอย่างไร เอเฟซัส 4:13-16 13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ 14เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง 15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ 16คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว
ที่นี่ เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงการเข้าสนิทในพระเยซูคริสต์ และพระคริสต์เข้าสนิทในเรา ซึ่งพระองค์จะเป็นผู้เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันของสาวก และสาวกจะเติบโตไปจนถึงความไพบูลย์ของพระองค์ คือ ทั้งความรู้ ความสามารถและภาวะความเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ ที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันอย่างผู้ใหญ่ ทุกสิ่งที่จับมือกันทำงาน ร่วมกัน ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ ผลประโยชน์เป็นเพียงผลพลอยได้ แต่การส่งเสริมกันให้จำเริญขึ้น เกิดขึ้นอย่างสวยงาม และนำภาพที่เป็นศักยภาพของความสามารถของมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งที่มนุษย์สมัยหอบาเบลอยากทำ และถ้าพระเจ้าไม่ทำลายแผนการทำครั้งนั้น ซะก่อน มนุษย์จะทำอะไรก็ได้ แต่เป็นอะไรก็ได้ที่กลายพันธ์จากความดีเป็นความชั่ว แต่มาถึงยุคของเรา พระเจ้าต้องการให้คริสตจักรสำแดงพระปัญญาของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เป็นศีรษะของคริสตจักร โคโลสี 1:18-20 18พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง 19เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัย ที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นธำรงในพระองค์ 20และโดยพระองค์ ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์ พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์ แผนการของพระเจ้าคือ ให้เราทั้งหลายทำทุกอย่างประสบความสำเร็จ มิใช่ทำด้วยลำพัง แต่ทำด้วยการเข้าสนิทกับพระเยซูคริสต์ โดยผ่านการเชื่อมต่อกับพระกายของพระองค์ ซึ่งเป็นคริสตจักรท้องถิ่นที่เราร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ยิ่งสัมพันธ์ เรายิ่งรับน้ำหล่อเลี้ยงจากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นรากของชีวิตคริสเตียนของเรา
3. เกิดผลมาก ก็เป็นสาวกของพระองค์ ยอห์น 15:6-8
6ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ 7ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น 8พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านก็เป็นสาวกของเรา
สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสถึงการเกิดผลมาก ก็เป็นสาวกของพระองค์ สำนวนคล้ายพระบัญญัติที่กล่าววว่า ยอห์น 13:35 “ถ้าท่านทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่า เจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา” ความเหมือน คือ การเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ แต่ความแตกต่างคือ ใครเป็นคนที่จะรู้ หรือแน่ใจ มั่นใจ ซึ่งในยอห์น 13:8 กำลังบ่งบอกว่า ผู้ที่ตระหนักและแน่ใจนี้ คือ พระเยซูคริสต์พระองค์เอง คริสเตียนเรามักจะตัดสินการเกิดผลมากของคริสเตียนด้วยผลงาน และสรุปว่า ใครเก่ง ใครผลงานดี คือคนที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ เหมือนกับค่านิยมของโลกนี้ คือ ค่าของคน ดูที่ผลของงาน และถ้าใครไม่มีผลงาน ก็ไล่ออก ฟังดูเหมือนพระคัมภีร์ตอนนี้ที่พระเยซูคริสต์ตรัสย้ำอีกครั้งว่า ถ้าไม่เข้าสนิทในพระองค์ ผู้นั้นต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แต่ความแตกต่างคือ กิ่งที่ถูกตัดออก จะเหี่ยวแห้ง และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ ซึ่งแตกต่างมากมายกับค่านิยมของชาวโลกเรื่องการไล่ออกจากงาน คือ ออกจากงานก็ไปหางานใหม่ทำ ไม่ต้องพึ่งบริษัทที่ไล่เราออกก็ได้ แต่พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงเปรียบเทียบนี้ พระองค์ไม่ได้ตัดผู้ที่ไม่ยอมติดสนิทกับพระองค์ออกด้วยพระองค์เอง แต่คนที่ไม่ยอมติดสนิทกับพระองค์ ตัวเขาเองกำลังตัดตัวเองออกจากพระเยซูคริสต์ และการตัดตัวเองออกจากพระเยซูคริสต์ คือ การปฏิเสธพระองค์ สภาพของคนๆนั้น ก็จะเหมือนกับ แขนงที่ไม่เกิดผลก็จะแห้งและเหี่ยวไป ซึ่งจะถูกถอนออกเพราะมันขัดขวางต่อต้นไม้ เช่นเดียวกันคนที่ไม่ออกผลโดยพระคริสต์ เพราะคนนั้นได้ปฏิเสธพระองค์ จึงดูเหมือนพระองค์ปฏิเสธเขา คนที่ไม่เข้าสนิทในพระคริสต์ก็จะถูกพระองค์ละไว้กับตัวของคนนั้นเอง ที่จะล้มลงไปกับความบาปที่น่ารังเกียจ เขาจะแห้งเหี่ยวไปเหมือนกับแขนงที่ถูกหักออกจากลำต้น คนที่ไม่เข้าสนิทกับพระคริสต์อาจเป็นได้ที่จะเกิดผลได้ระยะหนึ่ง และในไม่ช้า ก็ไม่เกิดผล ของประทานและบทบาทของคนเหล่านั้นก็จะเหี่ยวเฉาไป ความกระตือรือร้น การอุทิศตัวก็จะเหี่ยวเฉาไป ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงก็จะเหี่ยวเฉาไป ความหวังและกำลังใจก็จะเหี่ยวเฉาไป และวันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างต้องถูกพิสูจน์ด้วยไฟ ก็จะไหม้หมด ไม่เหลืออะไรเลย 1โครินธ์ 3:12-15 12บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง 13การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร 14ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน 15ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ ชีวิตการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ อยู่ที่ชีวิตที่เหมือนพระเยซูคริสต์ เกิดผลมากอย่างพระเยซูคริสต์ คือผลที่ยั่งยืน ไม่ใช่ผลที่ฉาบฉวย วันนี้ เรากำลังทำอะไรที่เป็นผลที่ยั่งยืน เรากำลังสัตย์ซื่ออย่างพระเยซูคริสต์ ที่ไม่กลายพันธ์ หรือทำให้พระเจ้าพระบิดาผิดหวัง เมื่อพระองค์ทรงลงแรงปลูก ลงแรงดูแลชีวิตของเรามีการพัฒนาชีวิตของคนเราที่เรียกว่า Live Long Development คือ การพัฒนาชีวิตตลอดชีวิตของเรา แต่ละช่วงชีวิตของเราคือ การพัฒนาชีวิต และคือการลงทุนของพระเจ้าในชีวิตของเรา เพื่อให้เราเรียนรู้ประสบการณ์ บทเรียนต่างๆเพื่อค้นหาน้ำพระทัยพระเจ้าสูงสุดว่า เราเป็นใคร เรามีอาชีพ และบทบาทที่แท้จริงของเราคืออะไร บางคนอาจต้องใช้เวลาถึง 25 ปีในการค้นพบสิ่งที่ใช่ตัวเอง ซึ่งต้องใช้เวลาในเส้นทางของชีวิต ที่เราต้องเจอกับสภาวะการณ์ต่างๆ จงอย่าท้อแท้ใจหรือล้มเลิกกลางคัน พระเจ้ากำลังทำให้เราเกิดผลมาก เพื่อให้เราเป็นสาวกของพระองค์ พระเจ้าทรงทำบทบาทในการพัฒนาชีวิตเราอยู่ ส่วนตัวเราทั้งหลาย ก็จงทำบทบาทของตัวเอง เกิดผลมาก รักกันและกันมากๆ อย่าทำตัวไร้ค่าด้วยการปล่อยตัวให้ลอยไปตามกระแสของโลก หรือตัดขาดความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ หรือตัดขาดความสัมพันธ์กับคริสตจักร ฮีบรู 10:23-27 23ขอให้เรายึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น โดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ 24และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี 25อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว 26เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาลบบาปนั้นก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย 27แต่จะมีความหวาดกลัวในการรอคอยการพิพากษาโทษ และไฟอันร้ายแรง ซึ่งจะเผาผลาญบรรดาคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า
|